Feature

แก้ว พงษ์ประยูร : ฮีโร่โอลิมปิกที่โลกจำว่า "ถูกโกง" กับมุมความคิดในวัย 40 ปี | Main Stand



"ถามจริง ๆ คุณผ่านเหตุการณ์นั้น (แพ้นัดชิงชนะเลิศ โอลิมปิกเกมส์ 2012) มาหลายปีแล้ว ทุกวันนี้ยังโกรธ ซู ชิหมิง และ AIBA อยู่ไหม ?"


 

ยามบ่ายในวันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เบื้องหน้ามีโรงค้าไม้ สันนิษฐานได้ว่าคงเป็นธุรกิจของตระกูล รอบด้านเป็นทุ่งนาข้าวกำลังผลิใบเขียวขจี ต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากกรุงเทพฯ 

ไม่นานนัก เจ้าบ้านออกมาทักทายด้วยรอยยิ้มที่ใครเห็นก็คงจดจำเขาได้เป็นอย่างดี แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราแทบจะไม่ได้เห็น "ชายคนนี้" ปรากฏตัวตามหน้าสื่อ 

รับรู้แค่เพียงว่า ชีวิตหลังแขวนนวมสุขสบาย เขามีเวลาอยู่กับครอบครัวอย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปเก็บตัวยาวนานหลายเดือนในแคมป์ทีมชาติ, ได้ขี่มอเตอร์ไซด์ไปรับ-ส่งลูก ๆ เข้าโรงเรียนทุกวันแทน, มีหน้าที่การงานมั่นคงจากการรับราชการทหาร ยามเว้นว่างก็จะหาเวลามาช่วยธุรกิจของพ่อภรรยา คอยแบกหามไม้แปรรูปไปส่งตามบ้านลูกค้า  

ตกเย็น เขาจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งหน้าบ้าน ไว้สำหรับสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงมิตรสหาย โดยเลี้ยงสุนัขไว้ 2 ตัวเพื่อเป็นบ่าว และเจ้านาย (ในบางเวลา) อีกทั้งทรัพย์สินหลักสิบล้านบาทจากการชกมวยสากลสมัครเล่น ยังคงถูกเก็บรักษา และนำมาใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เรียกว่าเขามีครบทุกด้าน ทั้ง เงินทอง, ชื่อเสียง, เพื่อนฝูง, ครอบครัว รวมถึง ความสุข  


มันน่าจะเป็นชีวิตสมบูรณ์แบบไร้ที่ติของชายวัย 40 ปี แต่หากคุณรู้ว่าเขาคนนั้นชื่อว่า "แก้ว พงษ์ประยูร" คุณก็คงนึกออกทันทีว่า เขาไม่ได้สุขสมหวังไปเสียทุกเรื่อง และความจริงเขาเคยผ่านความผิดหวังครั้งใหญ่ ชนิดที่คนทั้งโลกก็รับรู้เหตุการณ์นั้น

แก้ว เกือบเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ "วีรบุรุษเหรียญทองคนที่ 5 ของประเทศไทย" หากได้รับการชูมือหลังไฟต์นัดชิงชนะเลิศ มวยสากลสมัครเล่น รุ่นไลท์ฟลายเวต ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ลอนดอน เกมส์ 2012 แต่กรรมการกลับตัดสินให้เขาเป็นผู้แพ้ต่อ กำปั้นชาวจีนนามว่า ซู ชิหมิง 


ความอยุติธรรมในผลการตัดสินครั้งนั้น ได้สร้างรอยแผลขนาดใหญ่ไว้กลางใจของ แก้ว พงษ์ประยูร ผู้เพียรพยายามต่อสู้ในวิถีทางนักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย มาเป็นเวลาถึง 12 ปี กว่าจะมีโอกาสได้ลุยโอลิมปิก เกมส์ หนแรกและหนเดียวในชีวิต 

อาจดูขัดกับบรรยากาศที่ร่มเย็นและสงบสุขภายในบ้านหลังนี้ แต่เราก็จำเป็นต้องถาม แก้ว พงษ์ประยูร ว่า "ทุกวันนี้เขายังรู้สึกเสียใจ และโกรธกับการถูกกระทำครั้งนั้นอยู่ไหม ?"

 

แก้ว พงษ์ประยูร ในวัย 40 ปี ทำอะไรอยู่บ้าง ? 

ตอนนี้กำลังศึกษาหลักสูตรชั้นนายพันอยู่ครับ ถ้าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ก็จะกลับต้นสังกัดที่ ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 

ชีวิตส่วนตัวก็เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังอยู่กับครอบครัว ภรรยา พ่อแม่ ที่อยุธยาฯ หากมีเวลาว่างก็จะมาช่วยพ่อตาแบกขนไม้ไปส่งตามบ้านลูกค้าบ้าง เพราะผมไม่ถนัดด้านการทำธุรกิจ ให้มาคิดคำนวณต้นทุนธุรกิจค้าไม้ก็ไม่ใช่ทางสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นงานแบกหามพอช่วยได้อยู่ (หัวเราะ) บางครั้งแบกไปบ้านลูกค้า เขาก็ทักว่า "คนนี้หน้าคล้าย ๆ นักมวยเลย" ผมก็ตอบเขาไปว่า "ผมนี่แหละครับ แก้ว ตัวจริง" (ยิ้ม) 


เวลาว่างก็เลี้ยงลูก พักผ่อนอยู่กับบ้าน มีเพื่อนฝูงแวะเวียนมาหาตลอดครับ บางทีก็ออกไปยิงนก ตกปลา จับปลา ใช้ชีวิตแบบคนลูกทุ่ง ไม่ได้วางมาดอะไร เข้าถึงง่าย สบาย ๆ น้องนักมวยเขาถึงบอกว่า พี่แก้วเป็นฮีโร่ที่ไม่เหมือนใครเลย เพราะอดีตเราเคยเป็นยังไง ปัจจุบันก็เป็นอย่างงั้น

 

ก่อนมาเป็น "แก้ว พงษ์ประยูร" ฮีโร่เหรียญเงินโอลิมปิกของคนไทย อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ คุณเคยฝันไว้ไหมว่า "สักวันฉันต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้"

ตอนเด็ก ๆ ผมไม่คิดหรอกครับ ผมแค่เป็นคนที่ชอบเล่นกีฬา เริ่มต้นจากเตะบอล ตะกร้อ จากนั้นก็เห็นเพื่อนแถวบ้านไปฝึกมวยไทย ตัวผมชอบดูมวยทีวีช่อง 7 สีอยู่แล้ว จึงขอไปหัดด้วย จนได้ต่อยมวยภูธรตามวัด เริ่มรู้สึกติดใจเพราะมันได้เงินค่าตัวด้วย 

ช่วงวัยรุ่น อาจารย์ ณรงค์ เย็นศรี ท่านเห็นแววก็ดึงผมเข้าไปฝึกซ้อมมวยสากลสมัครเล่น เป็นตัวแทนจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดเพชรบูรณ์ แข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ, กีฬาแห่งชาติ ควบคู่กับการต่อยมวยไทย

แต่ผมมาได้แรงบันดาลใจอยากเป็น ฮีโร่โอลิมปิก จากตอนที่เห็น พี่บาส - สมรักษ์ คำสิงห์ คว้าเหรียญทองที่แอตแลนตา เกมส์ (ปี 1996) 

ตอนเป็นทหารเกณฑ์ ผมถูกเรียกเข้าต่อยเป็นตัวแทนหน่วยพอดี จากนั้นก็ขยับขึ้นมาเป็น นักมวยตัวแทนเหล่าทัพ (กองทัพบก) จนสุดท้ายได้รับโอกาสเข้าในแคมป์ทีมชาติไทย ก็เหมือนค่อย ๆ ไต่เต้าขยับเข้าใกล้ความฝันมาทีละนิด 

 

ตอนแรกคุณวางแผนไว้ว่าสักกี่ปีจะต้องไปโอลิมปิก เพราะคุณใช้เวลาถึง 12 ปี กว่าที่จะได้เข้าร่วมมหกรรมนี้เป็นครั้งแรก  

ผมเริ่มเข้าไปติดทีมชาติ ในโควต้ารุ่นพินเวต 45 กิโลกรัม พอติดก็ถูกดันไปชกรายการแรก ซีเกมส์ (ปี 2001) แล้วก็ชกซีเกมส์มาตลอด สลับกับรายการต่างประเทศบ้าง แต่ปัญหาคือรุ่นน้ำหนักนี้ มันไม่มีบรรจุในเอเชียนเกมส์ และโอลิมปิก เกมส์

ถ้าผมอยากไปโอลิมปิก ก็ต้องปล่อยน้ำหนักมาต่อย 48 กิโลกรัม ซึ่งรุ่นนี้มีคู่แข่งอย่าง พี่สุบรรณ พันโนน ในช่วงปลายของแก พอแกเลิกไป ก็มี อำนาจ รื่นเริง ขึ้นมา 

ส่วนตัวผมมั่นใจว่าตัวเองสู้อำนาจได้นะ แต่นายก สมาคมฯ คนเก่า (พลเอก ทวีป จันทรโรจน์) ท่านคงชอบมวยรูปร่างสูง แต่ผมเป็นตัวเล็กกว่า เวลามีคัดเลือกรายการสำคัญ ๆ ผมตกเป็นตัวสำรองตลอด อำนาจ ได้คัดก่อนผมเสมอ 

 

คุณเจอข้อจำกัดมากมาย ทั้งเวตที่ถนัดไม่มีในโอลิมปิก พอขยับน้ำหนัก ก็ไม่ได้รับโอกาสผลักดัน แม้คุณจะพยายามมานานหลายปี ถามจริงตอนนั้นท้อไหม ? จัดการกับตัวเองอย่างไร

ถึงผมจะขยับเวตขึ้นไป แต่ผมคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอนะ ผมมีความฟิต มีความขยัน เล่นเวตเสริมสร้างร่างกายตลอด ถึงรูปร่างผมเป็นรอง แต่พละกำลังผมไม่เสียเปรียบใคร เพราะผมลดน้ำหนักไม่เยอะ 2-3 กิโลฯ ต่อไฟต์ ไปถามน้อง ๆ ได้เลยว่า มีทดสอบสมรรถภาพนักกีฬามวยสากลฯ ผมวิ่งติดอันดับ 1-3 ตลอด 

นักมวยน้ำหนักต่ำกว่า 60 กิโลฯ ผมสามารถลงนวมสู้ได้หมด โค้ชรู้ นักมวยรู้ว่าผมแกร่งพอ ติดอย่างเดียวคือ นายไม่เลือกผม เจอแบบนี้บ่อยเข้า มันเลยทำให้ถึงจุดหนึ่งที่ผมท้อมาก ผมพยายามหลายปี จนผมอายุ 28 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ไปคัดเลือกโอลิมปิกสักที ผมจึงตัดสินใจหนีกลับมาอยู่บ้าน นานหลายเดือนเลย

 

ตอนออกจากแคมป์ กลับมาอยู่บ้านหลายเดือน คุณได้ทบทวนอะไรกับตัวเองบ้าง ทำไมถึงตัดสินใจฮึดสู้ต่ออีกครั้ง ? เพราะถ้าวันนั้นคุณไม่กลับไป วันนี้ แก้ว พงษ์ประยูร ก็คงไม่ได้เป็น ฮีโร่โอลิมปิก 

ความคิดแรกของผมตอนกลับมาบ้าน คือ เลิกเด็ดขาด ผู้ใหญ่โทรมาตามตลอด แต่ผมไม่มีความคิดจะกลับไปเลย ผมน้อยใจ เพราะผมเชื่อว่าตัวเองเป็นเบอร์ 1 ในรุ่น 48 กิโลกรัม ผมสู้ได้หมดทุกคน แม้แต่นักมวยต่างชาติที่มาลงนวมกับผม เขาได้ตั๋วไปโอลิมปิก แต่ผมไม่มีโอกาสไปคัดแบบเขา เขาก็แปลกใจว่าทำไมผมถึงไม่ถูกเลือก ผมก็บอกว่า เพราะผมตัวเล็ก 

ช่วงนั้นมีโปรโมเตอร์มวยสากลอาชีพหลายเจ้าติดต่อมานะ อยากนำผมไปชกมวยสากลอาชีพ แต่ความฝันผม คือ โอลิมปิก เกมส์ ผมก็ใช้เวลาทบทวนและไตร่ตรองอยู่หลายเดือน ซึ่งครอบครัวก็ให้กำลังใจตลอด ... ที่สำคัญตอนนั้นผมมีลูกสาว เจ้าแก้มใส (นิ่งไปสักพักใหญ่) อื้ม! (พยักหน้า) ผมจะกลับไปสู้อีกสักตั้ง 

ถ้าครั้งหน้า (ปี 2012) ผมไม่ได้ไปคัดอีก มันก็คงจบแล้วจริง ๆ เพราะตอนนั้นมวยสากลสมัครเล่น โอลิมปิก จำกัดอายุห้ามเกิน 34 ปี ซึ่งผมจะอายุ 32 ปี ในลอนดอน เกมส์ 

 

พอเจอความยากแบบนี้ ใช้เวลา 12 ปี ช่วยให้เวลาเจอปัญหาอื่น ๆ ในชีวิต มันถูกจัดการได้ง่ายขึ้นไหม

มันก็ช่วยได้นะ เพราะเหมือนเราเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว เวลาเจออุปสรรคอะไรก็จะคิด ไตร่ตรองก่อน พยายามหาทางแก้ไข ไม่รีบถอดใจ 

สำคัญคือล้มแล้วต้องลุกขึ้นมา ถ้าล้มแล้วไม่ลุกก็จบ เหมือนอย่างผม กว่าจะได้ไปคัดโอลิมปิก ก็ต้องใช้เวลาถึง 12 ปี 

 

นักกีฬาที่ได้ไปแข่งโอลิมปิกสมัยแรก มักมีความตื่นเต้น ประหม่า คุณประสบปัญหานี้ไหม ? 

มีบ้างครับ แต่น้อยมาก ความตื่นเต้นมันมีกันทุกคนแหละ แต่ผมพยายามตั้งสติ ด้วยการนั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน ผมอาจตื่นเต้นเล็กน้อยเวลาอยู่ล่างเวที พอก้าวเท้าขึ้นสังเวียนผมไม่มีความรู้สึกแบบนั้น มีแต่ใจอยากชกให้เต็มที่ 

ผมมากดดันเล็กน้อย ตอนรอบ 8 คนสุดท้าย เพราะถ้าตกรอบนี้ จะไม่มีเหรียญติดมือ แต่พอผ่านมาได้ ตอนนั้น ผมพร้อมเจอทุกคนจริง ๆ ชกแบบไม่มีความกดดันเลย เพราะอย่างน้อยก็มีเหรียญรางวัลติดมือแล้ว 

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมได้มาแข่งโอลิมปิก ตอนอายุ 32 ปีแล้ว ผมมีประสบการณ์เยอะ จัดการกับอารมณ์ได้ดี แม้ฟอร์มอาจไม่พีคเหมือนตอนปี 2008 แต่ก็ได้ความนิ่งมาแทน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าสมมติตัวเองได้ไปแข่งปี 2008 ผลงานจะออกมายังไง มันคงเป็นโชควาสนา ที่ทำให้ผมได้มาชกตอนปี 2012 แทน

 

คืนก่อนนัดชิงชนะเลิศเป็นอย่างไรบ้าง ? คาดคิดไหมว่าจะเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันในวันรุ่งขึ้น 

ไม่นะครับ สวดมนต์นั่งสมาธิ นอนหลับเป็นปกติ ใจมันก็ตื่นเต้นแหละ แต่พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ สำหรับเกมนัดชิงเหรียญทอง 

ส่วนเรื่องการตัดสิน ผมเผื่อใจไว้แล้ว เพราะว่าชกกับ ซู ชิหมิง (หรือ โจว ซื่อหมิง ตามชื่อภาษาจีนที่ถูกต้อง) นักมวยจีน ซึ่งเหลือเขาแค่คนเดียวให้ลุ้นทองในมวยสากล ยุคนั้น ชิง กั๊วะ วู ประธาน AIBA (สหพันธ์มวยสากลนานาชาติ) เป็นคนไต้หวันด้วย และเขามีเรื่องปัญหาการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสมาตลอด จนต่อมาเขาถูกแบนตลอดชีวิต 

แถม 2 ครั้งที่ผมเคยเจอกับ ซู ชิหมิง ก่อนหน้านี้ ผมก็น่าเป็นฝ่ายชนะทั้ง 2 รอบ แต่กรรมการก็ให้ ซู ชิหมิง ชนะผม ผมถึงให้สัมภาษณ์ก่อนเกมรอบชิงเหรียญทอง ว่า "ผมไม่ได้กลัวนักมวย ผมกลัวกรรมการ" 

แต่ผมมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมีเป้าหมายเดียว คือ เหรียญทอง และผมไม่อยากเก็บเรื่องพวกนี้มากังวล ผมตั้งใจไว้ว่าจะชกให้เต็มที่ ให้คนทั่งโลกได้เห็นว่า ถ้าสมมติต้องแพ้จริง ผมไม่ได้แพ้เพราะฝีมือสู้ไม่ได้ แต่ผมแพ้เพราะกรรมการ

 

ตอนที่ครบ 3 ยก (นัดชิงชนะเลิศ) มั่นใจว่าตัวเองชนะ หรือ รู้สึกหวาดเสียวว่าอาจโดนพิษกรรมการทำลายความฝัน 

ยกแรกผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นรองเขา แต่กรรมการให้ผมตาม 1 หมัด, ยกสอง ผมต่อยเข้าเป้าเยอะมาก แต่ครบยกผมตามหลัง ซู ชิหมิง อีก 1 รวมเป็น 2 หมัด ยก 3 ผมจึงเร่งเกมหนัก ผมต่อยเข้าเป้าเยอะมาก ส่วนเขาพยายามตุกติกเล่นนอกเกม หนีอย่างเดียว ไม่ยอมชก แล้วก็ทำผิดกติกาบ่อย กรรมการเตือนหลายครั้ง แต่ตัดคะแนนแค่หนเดียว

ผมคิดว่ากรรมการเขา 5 คนข้างล่าง กับ 1 คนบนเวที เขาทำงานร่วมกันนะ พอ ซู ชิหมิง โดนตัดคะแนน แถมโดนผมต่อยเข้าเป้าเยอะมาก เขาก็คงคิดว่าสถานการณ์นั้นผมน่าจะเป็นฝ่ายขึ้นนำ ผู้ตัดสินด้านบน จึงตัดคะแนนผมแบบไม่รู้สาเหตุ ทั้งที่ผมไม่ได้ผิดกติกาอะไร มีแต่ ซู ชิหมิง ที่ทำฟาวล์ตลอด

ครบ 3 ยก ผมมั่นใจว่าตัวเองต่อยยก 3 เข้าเป้าหลายหมัดมากนะ น่าจะผ่านได้ แต่ผลตัดสินกลายเป็นว่า ผมแพ้ ซู ชิหมิง ยกละ 1 หมัด 3 ยก 3 หมัด (10-13 คะแนน) มันเหมือนกับทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วว่าใครจะเป็นผู้ชนะ 

พูดตามตรง นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผมเสียใจมากสุดในชีวิตนะ ผมมุ่งมั่น อยากเอาเหรียญทองกลับไปฝากคนไทย, ครอบครัว และในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตอนนั้นท่านน่าจะทอดพระเนตรอยู่ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ 

 

คุณก้าวผ่านเหตุการณ์ที่ผิดหวังครั้งใหญ่สุดในชีวิตมาได้อย่างไร และได้เรียนรู้อะไรจากความพ่ายแพ้ที่คุณถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม 

เวลาเยียวยาทุกสิ่งครับ ผมกลับเมืองไทย มีคนมารอต้อนรับตั้งแต่ที่สนามบินเป็นจำนวนมาก แทบไม่มีทางเดิน ผมไม่คิดเหมือนกันว่ามีคนมามากขนาดนั้น เพราะผมไม่ได้เหรียญทอง 

มันตื้นตันมากที่ทุกคนมองเห็นและเข้าใจว่า ผมทำเต็มที่แล้ว แต่ได้มาแค่นั้น ละก็ ... (หยุดนิ่งไปสักพัก พยายามกลั้นน้ำตา) มีคนไทยมาให้กำลังใจเยอะมาก (เสียงสั่น) ทั้งที่ผมเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่แย่สุด ๆ มา


มันก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนนะ กว่าจะเยียวยาให้จิตใจกลับมาหายดี ช่วงเวลานั้น ผมได้คิดทบทวน จนเข้าใจได้ว่ามันคือธรรมชาติของกีฬา มีคนชนะก็ต้องมีคนแพ้ อยู่ที่ว่าวันนั้นเป็นวันของใคร 

ในเมื่อเขาตัดสินไปแล้ว ก็คงกลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ผมสามารถภูมิใจกับตัวเองได้ว่า ครั้งหนึ่งผมได้ทำสุดความสามารถ และคนไทยไม่เคยทอดทิ้งเรา ยังเข้ามาพูดคุย ขอถ่ายรูป ให้กำลังใจตลอด 

 

ถามจริง ๆ คุณผ่านเหตุการณ์นั้น (แพ้นัดชิงชนะเลิศ โอลิมปิกเกมส์ 2012) มาหลายปีแล้ว ทุกวันนี้ยังโกรธ ซู ชิหมิง และ AIBA อยู่ไหม ?

ผมเข้าใจความรู้สึกบางคนที่เขาเจ็บแค้นแทนผม เพราะผมถูกถามมาตลอดว่า "ยังโกรธ ซู ชิหมิง อยู่ไหม ?" "ถ้ามีโอกาสเจอกัน อยากจะชกหรือเปล่า ?" ถ้าเป็นช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ ๆ ผมเอานะ ถ้ามีคนจัดให้ชก เพราะยังมีอารมณ์ อยากแก้มืออยู่ เพียงแต่ที่ผ่านมา ไม่มีโปรโมเตอร์คนไหนจัด มีแต่ข่าวลือแล้วเงียบหายไป  

สำหรับผม ซู ชิหมิง คือเพื่อนผมคนหนึ่ง เราชกกันมาหลายครั้ง ผมมองว่าเขาเป็นนักกีฬาคนหนึ่ง ที่พยายามทำเพื่อประเทศชาติเหมือนกับผม

ผมไม่ได้โกรธเขา เพราะเขาไม่ใช่คนที่อยู่เบื้องหลังในการทำให้วงการมวย เกิดเรื่องอื้อฉาวแบบนี้ ซู ชิหมิง ก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนกับผม ฉะนั้นผมไม่มีอะไรต้องติดค้างในใจกับ ซู ชิหมิง

ส่วน AIBA ผมยอมรับว่ายังรู้สึกเคืองอยู่นิดหน่อย เพราะมันเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ผมมีโอกาสได้เหรียญทองโอลิมปิก นักกีฬาคนหนึ่งเขาไม่ได้ซ้อมแค่ 1-2 วันแล้วชก บางคนต้องซ้อมแรมปี อย่างผมใช้เวลาเป็น 10 ปี เพื่อมาถึงจุดนี้ แต่กลับต้องเจอการตัดสินที่ไม่ธรรม

ผมเคืองตรงที่ทำไมเขาถึงไม่ทำให้มันโปร่งใส ? สิ่งที่เขาทำมันได้กลายเป็นปมที่ติดตัวนักกีฬาคนหนึ่งไปตลอดชีวิต ผมคงไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงองค์กรขนาดใหญ่ได้ แต่ก็อยากเป็นเสียงสะท้อนว่า อยากให้วงการมวยสากลสมัครเล่นโลก มีการตัดสินใจที่ความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน ไม่ใช่เอาธุรกิจหรือผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป 

 

ดูเหมือนคุณสามารถปรับตัว ทำใจยอมรับต่อสิ่งที่ผ่านไปแล้วได้เป็นอย่างดี มีคำแนะนำสำหรับคนอื่นไหม หากวันหนึ่งต้องเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือบางคนที่ยังคงจมอยู่กับความเสียใจ ความผิดหวัง จนไม่สามารถก้าวเดินต่อได้ 

เวลาเจออุปสรรคให้คิดไว้เสมอว่า เมื่อมันเข้ามาได้ สักวันมันก็ต้องผ่านพ้นไปได้เช่นกัน ถ้าเจอปัญหาแล้ว อย่าหนีมัน ให้สู้กับมันด้วยสติ ด้วยความคิดของเรา หากล้มก็พยายามลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวข้ามมันได้ สิ่งดี ๆ จะเข้ามาหาเราเอง 

แต่ถ้าเราเลือกใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ จมอยู่กับอดีตที่ไม่มีทางหวนกลับไปแก้ไข เราก็จะมีแต่เสียใจ สู้เราเอาเวลามาทบทวนดูข้อผิดพลาด หาจุดที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง แล้วทำปัจจุบันให้ดีกว่าเดิม

 

การเป็นคนที่ล้ม ๆ ลุก ๆ บ่อยครั้ง ตลอดเส้นทางการเป็นนักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย มันช่วยทำให้ ชีวิตในวัย 40 ปีของ แก้ว พงษ์ประยูร เติบโตขึ้นเป็นอย่างไร ? 

มันเหมือนเป็นภูมิคุ้มกันให้ชีวิต ทุกครั้งที่เจอปัญหาเข้ามา ผมจะรับมือและปรับตัวกับมันได้ดีขึ้น เพราะผมเคยล้มแล้วลุกมาไม่รู้เท่าไหร่ ? ทำให้ผมไม่ท้อกับทุกอุปสรรคที่ผ่านมาเข้าในชีวิต ขนาดเรื่องที่ยากกว่านี้ ผมยังเคยผ่านมาแล้ว ถ้าต้องเจอมันอีกครั้ง ทำไมผมจะผ่านไปไม่ได้ ?



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

ไม่ต้องพรู๊ดด !!
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x