mainstand

Voice of People

เต๊ะ-ศตวรรษ : ป๊อปสตาร์ขวัญใจยุค 90S และมุมชีวิตที่เปลี่ยนไปจากสตั๊ดแข้งระดับโลก 300 กว่าคู่



"การสะสมของใช้ส่วนตัวนักเตะ ทำให้ผมได้เห็นมุมที่คนอื่นมองตัวเรา ผ่านมุมที่เราชื่นชมนักฟุตบอล กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมเป็นคนติดดิน อยากใช้เวลากับแฟนคลับมากขึ้น" 


 

ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมป๊อปเมืองไทย ย่อมต้องมีชื่อของ "เต๊ะ - ศตวรรษ เศรษฐกร" อดีตดารานักร้องที่มีชื่อเสียงในยุค 90s และ 2000s  อยู่ในนั้น 

เพราะเขาป็นศิลปินไทยคนแรก ๆ ที่ได้ไปโกอินเตอร์ต่างแดน ถึงประเทศไต้หวัน มีผลงานด้านการแสดง และงานเพลงมามากมาย ทำให้หลายคนรู้จักเขาผ่านงานเบื้องหน้า 

น้อยคนจะรู้ว่าในปัจจุบัน เต๊ะ - ศตวรรษ วัย 38 ปี ผันตัวมาทำงานเบื้องหลังเป็น ผู้กำกับ นักเขียนบท เช่นเดียวกับความชอบส่วนตัวที่บางคนอาจไม่ทราบว่า เขาคือ สุดยอดนักสะสมรองเท้าที่เป็นของนักฟุตบอลจริง ๆ (Match Worn Boots) มากกว่า 300 คู่ จากเท้านักเตะกว่า 100 ชีวิต และมีบางคู่ถูกใช้แข่งขันจริงในสนาม

ไม่เพียงเท่านั้น เต๊ะ ศตวรรษ ยังสะสมของที่ระลึกประจำการแข่งขัน ของใช้ส่วนตัวของนักฟุตบอล ที่นอกเหนือจาก รองเท้าแมตช์วอร์น

อาทิ เหรียญแชมป์ฟุตบอลโลก (ของจริง), รอยเท้า เดวิด เบคแฮม หนึ่งเดียวในโลก, หญ้าในสนาม, ปลอกแขนกัปตันทีม, ถุงมือ, สนับแข้งของนักเตะ, ลูกฟุตบอลที่ใช้จริงในการแข่งขันรายการระดับเมเจอร์ รวมถึงเก้าอี้ม้านั่งสำรองสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่เขาเคยแบกไปให้ มิคาเอล ซิลแวสต์ เซ็นกับมือมาแล้ว

เอิ่ม ... ลองจินตนาการภาพ ศิลปินดาราขวัญใจยุค 90s ของคนไทย แบกเก้าอี้ไปขอลายเซ็น หนึ่งในแก๊งจตุรเทพ (ที่มี 5 คน) ของปีศาจแดง ดูสิ ? 

ความคลั่งไคล้ของ เต๊ะ - ศตวรรษ ถึงขั้นที่สื่อกีฬาชั้นนำระดับโลกอย่าง ESPN เคยบุกบ้านสัมภาษณ์ พร้อมกับตั้งชื่อบทความนั้นว่า "The world's biggest David Beckham memorabilia collector is Thai pop star Tae" หรือแปลเป็นไทยคือ เต๊ะ ศตวรรษ คือ นักสะสมของที่ระลึกของ เดวิด เบคแฮม ที่มากสุดในโลก 

การันตีด้วยจำนวนรองเท้าแมตช์วอร์นของ เดวิด เบคแฮม ที่อยู่ในการครอบครองของ ป๊อปสตาร์ชาวไทย ณ ปัจจุบัน มากถึง 37 คู่ 

 

คนไทยรู้จักคุณในฐานะดารา นักแสดงชื่อดังยุค 90s แต่น้อยคนจะรู้ว่าคุณเป็นนักสะสมรองเท้าแมตช์วอร์นเยอะขนาดนี้ เล่าที่มาให้เราฟังหน่อยได้ไหมว่าเริ่มต้นได้อย่างไร ?

ผมไม่ใช่คนที่ชอบเล่นฟุตบอลนะ กีฬาโปรดผมคือ บาสเกตบอล แต่ผมฝังใจกับฟุตบอล เพราะตอนเด็ก ผมเล่นไม่เก่ง มักโดนเพื่อนจับไปยืนเป็น โกล์ ก็โดนยิงบอลอัดตลอด เหมือนเป็นแผลในใจ พอโตขึ้น เริ่มดูฟุตบอล ก็เชียร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตามเพื่อน 

ยุคที่ผมเริ่มดูเป็นช่วงปลาย ๆ ของ เอริค คันโตนา ตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีสไตล์การเล่น ดูสนุก มีเสน่ห์ จนมาถึงยุคที่ เดวิด เบคแฮม ดังมาก ๆ เขาเป็นคนที่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับ นักฟุตบอล ผมก็ยิ่งสนใจมากขึ้น 

และการติดตาม เบคแฮม ทำให้ผมเริ่มสังเกตว่าทำไมรองเท้าที่นักฟุตบอลใช้แข่งขัน ถึงไม่เหมือนรุ่นที่วางจำหน่ายในช็อป มันมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ทำไมลิ้นรองเท้าของเบคแฮมยาวกว่าของคนอื่น

นักเตะบางคนทำไมมีปักชื่อลูก ชื่อภรรยา ไว้บนรองเท้า บางคนปักเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า เช่น ลูซิโอ, กาก้า, อารอน เลนนอน เหมือนพวกเขาใช้รองเท้าในการแสดงตัวตน

ผมจึงมีความตั้งใจว่า อยากมีรองเท้าที่เป็นของนักฟุตบอล มาครอบครองสักคู่ ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าจะหาไปจากที่ไหน เพราะมันไม่มีวางขายในท้องตลาด ตามร้านค้า 

 


 

คู่แรกของคุณ ? 

ผมเริ่มสะสมตอนปี 2006 หลังฟุตบอลโลกจบ คู่แรกที่ได้มา คือ รองเท้าของ ราอูล กอนซาเลซ adidas Predator Pulse สีเงิน แต่เป็นคู่ที่เตรียมไว้ ยังไม่ได้ใส่แข่ง จำไม่ได้ว่าไปหามาได้อย่างไร 

ส่วนตัวผมไม่ได้ชอบ ราอูล ขนาดนั้นนะ แต่เขาใส่เบอร์ 7 เหมือน เบคแฮม เอาวะ ! อยากได้มาก บังเอิญราอูลใส่รองเท้าไซส์ 8 UK ขนาดเดียวกับผม ก็คิดในใจ ต้องลองใส่สักที พอเอาไปลองเทสต์กับเพื่อน ยืนเป็นศูนย์หน้า ถึงได้รู้ว่า รองเท้าไม่ได้ช่วยให้เก่งขึ้นเลย (หัวเราะ)

เชื่อไหมว่าผมเห่อมาก ถึงขั้นที่หยิบมาวางบนโต๊ะกินข้าว เอาไว้บนเตียงนอน นั่งมองมันทั้งวัน เพราะผมไม่เคยมีของรองเท้าที่เป็นของนักฟุตบอลจริง ๆ มาก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มสะสมมาเรื่อย ๆ พอผ่านไปได้สัก 3-4 คู่ ภรรยาเก่าก็เริ่มแซวผมว่า ทำไมไม่เห่อเหมือนคู่แรก (หัวเราะ) 

 

 

นานแค่ไหนกว่าจะเริ่มมีรองเท้าคู่แรกของ เดวิด เบคแฮม 

น่าจะประมาณปี 2008-2009 หลังจากที่ผมตามหามาสักระยะ ความจริงผมเคยเกือบได้รองเท้าแมตช์วอร์นของ เบคแฮม ถึง 2 ครั้งก่อนหน้านี้ สมัยนั้น Paypal ยังไม่ได้ใช้กันแพร่หลาย ก็ใช้วิธีการโอนเงินข้ามประเทศ ครั้งแรก ผมโดนเชิดเงินไป ไม่ได้ของจากคนขายชาวอิตาลี

ครั้งที่สองผมสั่งทางออนไลน์ ปรากฏว่าเปิดมา ดันเป็นเสื้อพร้อมลายเซ็น เวย์น รูนีย์ ไม่ใช่รองเท้าเบคแฮม ผมก็ตามคนขายชาวแคนาดาแต่เขาไม่ตอบ 

ผมไม่แน่ใจว่าเขาหลอกผมหรือส่งของผิด เพราะโพสต์ที่เขาตั้งขายวันนั้น มีขายเสื้อรูนีย์ด้วย อาจส่งรองเท้าเบคแฮมไปให้ คนที่สั่งเสื้อรูนีย์ ซึ่งพอคนนั้นได้ไป เขาอาจไม่ส่งสินค้าคืน คนขายก็เลยปิดบัญชีหนีผมไปเลย 

ผมจำไม่ได้จริง ๆ ว่าสตั๊ดตัวไหนเป็นคู่แรกที่ผมเก็บของ เบคแฮม แต่ไม่ใช่รุ่นปี 1996-97 ที่ผมมีแน่นอน เท่าที่จำได้น่าจะเป็นคู่ที่ เบคแฮม ใส่ตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะหลังจากได้คู่แรก ก็สะสมมาเรื่อย ๆ 

ตอนแรกมีความตั้งใจอยากเก็บให้ได้ตามเบอร์เสื้อของเบคแฮม นั่นคือหมายเลข 7 ปรากฏว่าเขาใส่เบอร์ 23 ตอนอยู่ เรอัล มาดริด กับ แอลเอ กาแลคซี่ ผมก็เลยจะสะสมต่อจนถึง 23 คู่ จากนั้นเบคแฮม มีช่วงหนึ่งย้ายไป เอซี มิลาน ใส่เบอร์ 32 ก็ต้องขยับมาสะสมตามจำนวนเบอร์ สุดท้ายตอนนี้ ผมมีสตั๊ดแมตช์วอร์นของเบคแฮม อยู่ที่ตัวเอง 37 คู่ 

มีคู่หนึ่งที่ผมภูมิใจนำเสนอมาก คือ คู่ที่เขาใส่เป็นครั้งสุดท้าย ในการรับใช้ทีมชาติอังกฤษ นัดที่เจอกับอียิปต์ แม้ว่าเกมนั้นเขาจะไม่ได้ลงสนามก็ตาม แต่รู้สึกว่ามันมีเรื่องราว และประวัติศาสตร์ในตัวของมัน 

 

 

แฟนคลับของคุณในไทยและไต้หวัน มองคุณเป็นขวัญใจสำหรับพวกเขา แล้วเวลาที่คุณมอง เดวิด เบคแฮม คุณรู้สึกแบบเดียวกันไหม ? 

ครั้งแรกผมยอมรับว่า ผมไม่ได้รู้สึกชอบ เดวิด เบคแฮม มากขนาดนั้น มีความรู้สึกอิจฉา หมั่นไส้ คิดว่าคนอวยเขา เพราะเป็นนักฟุตบอลหน้าตาดี 

พอได้เริ่มรับรู้ว่า เขาเป็นคนที่ฝึกซ้อมเตะลูกนิ่งวันละหลายร้อยลูก ก็ทำให้ผมยอมรับเรื่องความขยัน ความพยายามของเขา อย่างที่เห็น เขาเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนเกมได้จริง ๆ การที่เขาเป็นคนเก่ง และหน้าตาดี ไม่ใช่ความผิดบาปของเขา แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้ 

ผมจึงอยากเก็บรองเท้าแมตช์วอร์นของ เดวิด เบคแฮม เพราะผมมีความชื่นชอบนักฟุตบอลคนนี้ ผมเคยถึงขั้นเอารองเท้าห้อยเชือกแขวนคอ ไปดักรอเบคแฮม เพื่อขอลายเซ็น ตอนเขามาเมืองไทย ปรากฏว่ามีการ์ดมากั้น เขามองไม่เห็นและเดินผ่านไป (หัวเราะ)  

 

 

ทำไมถึงเลือกสะสมรองเท้าแมตช์วอร์น มันมีเสน่ห์และความน่าสนใจอย่างไร สำหรับการเก็บของที่นักฟุตบอลเคยใช้แล้ว 

ผมมองว่าการเจอนักฟุตบอลคนหนึ่งคงเป็นเรื่องยาก ยิ่งเราอยู่ในประเทศที่ห่างไกล ฉะนั้นการที่เราชอบนักฟุตบอล และได้ครอบครองของส่วนตัวของเขามันคือความสุข 

บางคนอาจสะสมลายเซ็น แต่ผมเน้นสะสมรองเท้าที่เป็นของนักฟุตบอลจริง ๆ บางคู่ถึงไม่ได้สวมใส่แข่ง แต่มันมีประวัติศาสตร์ในตัวของมันเอง เหมือนเป็นการเก็บเรื่องราว 

ยกตัวอย่าง ผมมีสตั๊ด adidas Predator Mania สีดำแดงของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด รุ่นที่เขาใส่แล้วเจ็บ จนชวดไม่ได้ไปฟุตบอลโลก ปี 2002 รวมถึง สตั๊ดของ ฟรองค์ ริเบรี่ นัดที่เขาใส่แล้วเจ็บหนักตรงหัวเข่า 

หรืออย่าง เจมี่ โอฮารา เขาไม่ใช่นักฟุตบอลที่ดังนะ แต่ผมมีสะสมรองเท้าคู่หนึ่งของเขา ที่ใส่นัดที่ยิงจุดโทษพลาด จนทำให้ทีมชวดแชมป์ ลีก คัพ ปี 2009

อีกอย่าง การสะสมรองเท้าแมตช์วอร์น ทำให้เราได้เห็นตัวตนแง่มุมหนึ่งของนักฟุตบอล ใครจะไปคิดว่า โรเมลู ลูกากู ที่เห็นภาพนอกดูบึกบึน จะปักรองเท้าคำว่า "Mom you're my inspiration" เฮ้ย ! เขาเป็นคนที่รักแม่มากเลยนะ เช่นเดียวกับ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ปักคำว่า แม่ ไว้บนรองเท้า

บางครั้งเราก็ได้เห็นอะไรแปลก ๆ อย่างเช่น รองเท้าของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มีความ Hybrid มากเลย มีส่วนผสมของหลาย ๆ รุ่นในสตั๊ดคู่เดียวกัน (Upper จาก adidas F50 พื้นรองเท้าจาก adidas adipower Predator) ซึ่งมันตลกมาก 

ผมได้ของรองเท้าของ ฟาน เพอร์ซี่ มาเป็น 10-20 คู่ จากพ่อบ้านที่เคยทำงานในบ้านของเขา เอามาขาย เนื่องจากตอนนั้น ฟาน เพอร์ซี่ ย้ายบ้าน เขาทิ้งรองเท้าไว้เต็มเลย พ่อบ้านก็เลยติดต่อผม มาเสนอขาย หรืออย่างบางคน ภายนอกก็เหมือนรองเท้าทั่วไป แต่ด้านในเขาเปลี่ยนพื้นรองเท้ามาใช้พื้นแบรนด์จีน

อีกคนที่ขอยกตัวอย่าง คือ กาแอล กลิชี่ เขาใส่รองเท้าแมตช์วอร์น ตัว Upper เป็นของ Umbro แต่พื้นรองเท้าเป็น Nike (ในยุคที่ Umbro ยังเป็นแบรนด์ในเครือ Nike) บ้าไปแล้ว มันก็ทำให้เห็นว่า นักฟุตบอลแต่ละคนก็มีความชอบที่แตกต่างกัน 

 

 

ความยากของการเป็นนักสะสมสินค้าที่หาไม่ได้มีขายตามท้องตลาดทั่วไป เพราะเป็นของใช้ส่วนตัวของนักฟุตบอลจริง ๆ 

สมัยก่อน ผมเจอปัญหาใหญ่ คือ พอเขาเห็นว่าเราเป็นคนเอเชีย มาติดต่อซื้อขาย เขาก็จะพูดอยู่ไม่กี่เรื่อง เช่น "คุณไม่มีปัญหาซื้อหรอก" กับ "ผมไม่ขาย กลัวคุณเอาไปก็อปปี้" มันเจ็บนะที่ยุคนั้น ภาพลักษณ์ของคนเอเชียในสายตาฝรั่งแย่มาก 

ผมพยายามทำความเข้าใจคนขายนะ บางทีเขาอาจเคยเจอคนเอเชียที่ไปโกงเขา ต่อราคาเขาก็เป็นไปได้ แต่ตอนหลังความน่าเชื่อของตลาดนักสะสมเอเชียเริ่มดีขึ้น คนยุโรปเริ่มเปิดใจมากกว่าเดิม 

 


 

แสดงว่ามีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ ? ความเป็นป๊อปสตาร์จากไต้หวัน, ไทย ของคุณก็ไม่ช่วยอะไรเลย 

ผมไม่เคย Introduce ว่าเป็นนักร้องดังในไทยหรือไต้หวัน เพราะเราไม่ได้มีชื่อเสียงไปไกลขนาดนั้น พอเข้าวงการนี้ก็เหมือนนับหนึ่งใหม่ ก็บอกเขาตรง ๆ ว่าเราเป็นนักสะสมชาวไทยนะ 

ตอนแรกเขาก็ยังไม่เชื่อใจหรอก กระทั่งเราเริ่มมีรองเท้าทะลุหลัก 50-60 คู่ มุมมองเขาเริ่มเปลี่ยนไป เห็นว่าเรารักและสะสมจริง 

หลังจากมีเครติตที่น่าเชื่อในวงการ ระยะหลัง ก็มีเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น มาติดต่อเสนอขายเอง บางคู่ที่เราอยากได้ ก็ติดต่อไปเอง บางทีก็มีไป ประมูลสด ๆ ด้วย อย่างเช่น รองเท้าของ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผมได้มาจากการประมูลออนไลน์ ยกแข่งกัน 

 

 

บรรยากาศตอน Bid สด ๆ แข่งกัน เพื่อแย่งชิงของเป็นอย่างไร เคยถึงขั้นหน้ามืดประมูลสู้ไหม ? 

เคย ๆ ต้องสารภาพเลย มนุษย์มีความเป็นผู้ชนะ มันก็ข้อเสียนะ บางครั้ง เราไม่น่ารักเลย ที่จะซื้อรองเท้าบางคู่ในราคาสูงกว่าที่ประเมินมากขนาดนั้น บางทีเรายอมจ่ายมากกว่าความเป็นจริง โดยไม่ได้ดูกำลังเงินของตัวเอง ก็อาจมีปัญหาภายหลัง 

ครั้งที่หน้ามืดสุด คือ รองเท้าของเบคแฮม นี่แหละ จำได้ว่าตอนนั้นใส่ไปเยอะมาก โชคดีที่ไม่ได้ เพราะหากชนะประมูล ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินจากไหนไปซื้อ เพราะมันทะลุไปไกลมาก 

อีกคู่ที่เสียดายคือ รองเท้า เจมี่ วาร์ดี้ เตะนัดพิเศษ ปักธงชาติไทยไว้ด้วย ราคาไม่ได้สูงมาก แต่กำลังทรัพย์ตอนนั้นเราไม่ถึง ก็เสียดายเหมือนกัน เพราะของแบบนี้ควรอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 

มันก็มีมุมที่น่ารักอยู่นะ บางครั้งเราเหมือนได้เป็นผู้จัดการทีม ประมูลรองเท้าของนักเตะที่ยังไม่ดังมาก แล้ววันหนึ่งเขาดัง ราคาก็พุ่งตาม อย่างเช่น มาร์คัส แรชฟอร์ด ผมซื้อมาตั้งแต่ตอนเขายังไม่ดัง, แกเรธ เบล ก็ซื้อมาตอนเป็นดาวรุ่ง แต่ก็มีบางคนนะ เช่น เดนิลสัน ของอาร์เซนอล ที่ซื้อมาแล้วดันแป้ก ก็จะชอบถามตัวเองว่า ตอนนั้นซื้อมาทำไมวะ (หัวเราะ) 

โดยรวมผมมีความสุขกับการสะสม สมัยก่อนผมเก็บอย่างเดียว ไม่ขายเลย ตอนนี้เริ่มปล่อยบ้าง เพราะได้ของมาซ้ำ หรือนักเตะคนนี้เรามีหลายรุ่นแล้ว บางครั้งเจอข้อเสนอที่ดี ก็ปล่อยออกไปบ้าง ผมมองว่า ของพวกนี้เข้ามาแล้วก็ต้องออกไป เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเก็บสะสมไว้ทั้งหมด 

แน่นอนว่า ถ้าผมขาย ผมจะเลือกขายให้คนไทยก่อน อยากให้ของสะสมพวกนี้ อยู่ในมือคนไทย อยากให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่า เอเชีย เป็นตลาดนักสะสมที่ใหญ่มากนะ ของเจ๋ง ๆ อยู่ในเมืองไทย, จีน จำนวนไม่น้อยเลย อยากให้รู้ว่า คนเอเชียก็รักศรัทธาและชื่นชอบในสิ่งเหล่านี้ไม่แพ้ใคร 

 


 

มีวิธีในการการดูแลรักษารองเท้าที่จำนวนมากขนาดนี้อย่างไร ? 

ต้องบอกก่อนว่า รองเท้าฟุตบอลมันถูกออกแบบมาเพื่อสวมใส่ ถ้าไม่ได้ใส่ เราก็จำเป็นที่ต้องจะเอาออกนวดบ้าง เพื่อให้มีการขยับ ถ้าไม่ขยับเลย หนังมันจะกรอบ กาวจะแห้ง บางตัวที่ได้มา สภาพเก่ามาก มีรอยร้าว เราต้องทำการบูรณะในระดับหนึ่ง

อาจมีการยิงอัดกาว, ใช้ซิลิโคนแปะ, เรซิน เพื่อดูดความชื้นออกไป ในหนึ่งสัปดาห์ ต้องมีการเจาะรูระบายอากาศในกล่อง มีการเปิดกล่องเก็บรองเท้าบ้าง เพื่อไม่ให้มันเสื่อมสภาพ 

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ รองเท้ารุ่นเก่าที่เป็นหนังแท้ จะมีความคงทนมากกว่า รองเท้ารุ่นใหม่ ที่เป็นหนังสังเคราะห์ ทั้งการตัดเย็บ มีความปราณีตมากกว่าสมัยนี้ที่ใช้อัดกาวเข้าไป เพื่อได้เรื่องของความเบา น้ำหนักที่ลดลง ผมจึงไม่แปลกใจที่ สมัยก่อน นักฟุตบอลที่ใช้รองเท้าคู่หนึ่งได้นาน ใส่จนเยิน 

อีกอย่างที่สำคัญคือ เมื่อเลือกที่จะสะสมแล้ว ผมก็อยากให้ตัวเองมีส่วนร่วมกับมัน ไปคอยเช็ด ดูแลรักษา ชื่นชมมันบ้าง 

บ้านผมหลังไม่ได้ใหญ่โต มีพื้นใช้สอยที่แค่นี้ ผมก็ต้องหาเวลาว่าง ขึ้นมาชั้นบน เพื่อเปิดกล่องรองเท้า ดูคู่นั้นคู่นี้ ซ่อมแซมมันเพื่อรักษาสภาพ เพราะถ้าซื้อมาแล้วไม่ได้ชื่นชมมันเลย ไม่ได้สัมผัส คงไม่มีประโยชน์อะไร  

 


 

เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า จะสะสมไปถึงเมื่อไหร่ และอีกนานแค่ไหน ?

ผมเป็นคนที่รักสันโดษในระดับหนึ่ง ไม่ชอบเที่ยว อยู่ติดบ้าน ชีวิตประจำวัน จะมีแค่วันศุกร์ และอาทิตย์ที่ผมจะปฏิบัติศาสนกิจ เข้าโบสถ์ ไปนมัสการพระเจ้า

การมีของพวกนี้อยู่ในบ้าน อยู่ข้าง ๆ โต๊ะทำงานเวลาผมเขียนบท มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ทำให้ผมไม่เหงา เพราะผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ผมตอบไม่ได้ว่า จะเก็บสะสมไปถึงเมื่อไหร่ ? 

มันไม่เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์นะ ที่เขาสามารถโต้ตอบกับเราได้ หรือการออกสังคมไปเจอเพื่อนฝูง เพราะของสะสมตอบโต้เราไม่ได้ แต่เป็นความสุขที่เราได้เห็น ได้มอง ได้จับ ได้ขยับมันนิดนึง ถึงมันจะเป็นของที่ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่มันเป็นสิ่งที่มาจากคนที่มีชีวิต

บางชิ้นมันมาจากคนที่เสียชีวิตไปแล้ว อย่างเช่น รอยเท้าของ จอร์จ เบสต์ ถึงเขาจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลก แต่สำหรับผม เขายังมีชีวิตอยู่ในห้องผม มันช่วยรำลึกถึงคน ๆ หนึ่งที่จากไปแล้วว่า เขาเคยอยู่ที่นี่นะ เรามีความสุขที่ได้สะสมของเกี่ยวกับเขา  

อีกเรื่องหนึ่ง การสะสมของใช้นักฟุตบอล ทำให้ผมเกลียดคนน้อยลง เพราะตอนที่เริ่มเก็บสะสม เราได้เห็นรายละเอียดบนของใช้ส่วนตัวของเขา เออ นักฟุตบอลก็มีความเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับเรานี่แหละ ไม่ได้ต่างกับเรา เขาก็มีความรักครอบครัว อยากเลี้ยงดูครอบครัว อยากมีชีวิตที่ดี เหมือนกับทุก ๆ คน

อาชีพของนักฟุตบอลมันสั้นนะ มันเลยทำให้ผมไม่โกรธหรือเกลียดนักเตะ เวลาย้ายทีม มันไม่ใช่ความผิดเขา เพราะไม่มีใครรู้ว่า เขาจะเล่นฟุตบอลระดับสูงได้นานแค่ไหน คุณอาจประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บหนักในวันหนึ่งก็ได้ ในเมื่อพระเจ้าประทานพรสวรรค์ให้กับเขา เขาก็มีสิทธิ์จะเก็บเกี่ยว และมันทำให้ผมรักคนง่ายขึ้น เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น

ผมยกตัวอย่าง ตอนเป็น นักร้อง นักแสดง ผมเห็นแต่มุมที่มีคนอื่นมาชื่นชอบเรา แต่เรากลับไม่สามารถให้เวลากับแฟนคลับได้อย่างเต็มที่ เพราะในการทำงาน มักมีกรอบเรื่องของเวลาเข้ามากำหนด 

จนวันหนึ่ง ผมกลายเป็นแฟนคลับของนักฟุตบอล ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของการอยากเจอใครสักคน อยากได้ลายเซ็น มันมีความสุขมาเลยนะ ในวันที่ผมเคยให้ลายเซ็นใคร แล้ววันหนึ่ง ผมเป็นคนที่ต้องไปรอขอลายเซ็นคนอื่น แล้วได้รับกลับมา มันเป็นกำลังใจให้เราจริง ๆ นะ

ทำให้บรรยากาศการทำงานผมเปลี่ยนไป ผมเริ่มดื้อกับผู้จัดการมากขึ้น เพื่อจะได้ใช้เวลากับแฟนคลับ มากกว่าเดิม ผมรู้ว่าการที่เขาได้ใกล้ชิดเรา เขามีความสุข เหมือนเวลาเราได้มี รองเท้าของนักเตะ มาครอบครอง มันมีความสุขมากแค่ไหน 

ช่วยเปลี่ยนผมให้กลายเป็นคนที่ติดดิน เข้าถึงได้ง่าย หลังจากผมเริ่มสะสมรองเท้าของนักฟุตบอล และได้เห็นมุมที่คนอื่นมองเรา จากมุมที่เรามองนักเตะที่เราชื่นชอบ 

 

 

จากรองเท้าฟุตบอล คุณแตกไลน์มาสู่การเก็บของสะสมอื่น ๆ เกี่ยวกับฟุตบอล ได้อย่างไร ?

ตอนที่มีรองเท้าแมตช์วอร์น สะสมหลักร้อยคู่ขึ้น มันเริ่มรู้สึกอิ่มตัว จึงมองหาของสะสมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับนักเตะ ตอนแรกเคยเกือบไปสะสมเสื้อ แต่รู้ว่าตัวเองไม่เก่ง และเสื้อมันดูยากมาก (ว่าของแท้หรือปลอม) จึงเริ่มเก็บของสะสมที่เป็นรางวัลส่วนตัว เช่น เหรียญที่เขามอบให้กับ นักเตะ, สตาฟฟ์โค้ช ที่มีให้ไม่เยอะ

เพราะเราได้เห็นถึงความยากลำบาก ในการได้มา กว่าจะผ่านรอบคัดเลือก มาถึงนัดชิง และได้แชมป์มา อย่างเช่น เหรียญแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 อันนี้เป็นของ โค้ชผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล ที่ชื่อว่า มาร์กอส โรแบร์โต รีส 

เราไม่รู้ว่า ทีมชาติไทย อีกนานแค่ไหนถึงจะได้ไปฟุตบอลโลก แต่วันนี้ เรามีเหรียญแชมป์ฟุตบอลโลกของแท้ อยู่ในเมืองไทย วันหนึ่งถ้ามีคนอยากจัดกิจกรรมเกี่ยวกับบอลโลก อยากติดต่อเอาเหรียญไปจัดแสดง ผมก็ยินดีนะ เพราะมันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ 

วันหนึ่งผมอาจจะมีสถานที่ของตัวเอง เพื่อเปิดให้คนภายนอก ได้เข้ามาชื่นชม และสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ รุ่นใหม่ เราไม่มีทางรู้หรอกวันหนึ่ง มันอาจทำให้ เด็กคนนั้น มีไฟอยากพัฒนาตัวเองจนเป็น นักเตะอาชีพ ไปค้าแข้งในต่างประเทศได้ 

 


 

แสดงว่าคุณมีความตั้งใจว่า วันหนึ่งอยากนำของสะสมทั้งหมด เอามาโชว์ให้คนภายนอกได้เข้าถึง และเยี่ยมชมได้ 

ผมคิดเรื่องนี้ไว้นานมาก ตั้งแต่มีรองเท้าหลัก 10 คู่ เพราะรู้สึกว่าเราเก็บคนเดียวแล้วยังไงต่อ ความตั้งใจแรก ผมอยากทำผับฟุตบอลแบบเมืองนอก แต่พอเริ่มมีความเชื่อเรื่องพระเจ้า ผมก็ไม่อยากทำร้านที่มีเครื่องดื่มแอลอฮอล์เข้ามา

จึงคิดว่าอาจเปิดเป็น ร้านอาหาร เพื่อที่เยาวชน สามารถเข้ามาดูได้ เหมือนอย่างร้าน Planet Hollywood ผมก็อยากทำแบบนั้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงมันได้ เป็นกิจกรรมภายในครอบครัว พ่อแม่ลูก เข้ามาถ่ายรูปได้ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดี คงเก็บเงินก่อน 

ซึ่งก็ยังเป็นความฝันที่ผมยังคงอธิษฐานกับพระเจ้าอยู่ตลอด และหวังว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นจริง 
 



 

ติดตาม เต๊ะ ศตวรรษ กับของสะสมของเขาได้ทาง > https://www.instagram.com/tae426/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง