mainstand

Voice of People

ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี : สังคมไทยสามารถพัฒนา หากมีรัฐสวัสดิการสนับสนุนให้คนเล่นกีฬา



คำว่า “รัฐสวัสดิการ” กับคนไทยดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลตัว หรือหากเราคิดถึงคำนี้ หลายคนก็จะนึกถึงนโยบายทางการเมืองชวนปวดหัว เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ


 

ความเป็นจริงแล้ว รัฐสวัสดิการใกล้ตัวกว่าที่เราคิด และเชื่อมโยงได้กับทุกด้านในสังคม หนึ่งในคือเรื่องของกีฬา ที่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะแถบประเทศสแกนดิเนเวียร์ อย่างเดนมาร์ก, นอร์เวย์ หรือสวีเดน ใช้สวัสดิการ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาผู้คนและสังคมให้ดียิ่งขึ้น

ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ ภาควิชาปรัชญา, การเมือง และเศรษฐศาสตร์ รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยโคเปเฮเกน ในประเทศเดนมาร์ก และมีบทบาททางการเมือง ในการผลักดันรัฐสวัสดิการให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

ดร.ษัษฐรัมย์ จะมาพูดถึงบทบาทของรัฐสวัสดิการกับกีฬา ที่สามารถส่งผลถึงการพัฒนาสังคม ที่มากกว่าแค่เรื่องของการพัฒนากีฬา แต่นำไปสู่สังคมที่ดีของทุกคน ทั้งในเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องของสิ่งแวดล้อม และรัฐสวัสดิการรอบด้านที่จะเกิดขึ้น

 

รัฐสวัสดิการกับกีฬา สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไร 

จริงๆถ้าเรามองไปที่กีฬา เราจะสามารถแยกออกได้เป็นสองประเภท คือกีฬาที่เป็น Culture (วัฒนธรรม) กับกีฬาที่เป็นการใช้เวลาว่าง

ผมยกตัวอย่างกีฬาในรูปแบบ Culture เช่น ฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ ฟุตบอลมีความสัมพันธ์อยู่ในวัฒนธรรมของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน เกิดความผูกพัน เกิดวัฒนธรรมต่างๆขึ้นมายาวนาน

แต่ถ้าจะพูดถึงรัฐสวัสดิการ เกี่ยวกับกีฬา หรือการออกกำลังกาย ผมอยากจะชวนคุยในเรื่องของกีฬาในฐานะการใช้เวลาว่างมากกว่า เนื่องจากจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

เพราะในแง่หนึ่งกีฬาคือการใช้เวลาว่างของมนุษย์ ที่มนุษย์ใช้เวลากับกีฬา เพื่อพัฒนาตัวเอง หรือพักผ่อนหย่อนใจ 

ถ้าผมจะพูดให้ตรงประเด็นก็คือ การมีรัฐสวัสดิการสนับสนุนให้คนเล่นกีฬา จะนำไปสู่การมีเวลาว่างของคน ที่จะนำมาใช้หาความสุข หรือพัฒนาตัวเอง พัฒนาทั้งตัวของมนุษย์และสังคมได้ดียิ่งขึ้น

 

กีฬาเข้ามาพัฒนามนุษย์ได้อย่างไร

จะมีศัพท์คำหนึ่งที่ใช้อธิบายการทำงานในระบบทุนนิยม คือ “การผลิตซ้ำ” หมายถึงชีวิตของแรงงานที่ทำงานเป็นวงจร คุณตื่นเช้าไปทำงาน เลิกงานคุณกลับบ้านกินข้าว นอนหลับเพื่อพักผ่อน ให้มีแรงทำงานต่อไปในวันพรุ่งนี้ 

คุณทำงานได้เงินมา คุณก็ต้องเอาเงินที่ได้มา ไปดูแลตัวเอง เพื่อที่จะให้ตัวเอง มีสุขภาพที่แข็งแรง กลับไปทำงานได้ เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด

แต่ว่า เมื่อเกิดกระบวนการเรียกร้องทางประชาธิปไตย หรือของชนชั้นแรงงานก็ดี จะมีข้อเสนอว่าชีวิตของมนุษย์มีทางเลือกมากกว่านั้น มากกว่าที่จะทำงานทั้งวัน กลับบ้านหาข้าวกิน นอนหลับ ตื่นขึ้นไปทำงาน 

แต่แรงงานสามารถเลือกที่จะมีชีวิตที่ดี มีเวลาไปพักผ่อนหย่อนใจ ยกตัวอย่างสำคัญก็คือการออกกำลังกาย 

ในสังคมที่มีการพัฒนาประชาธิปไตย หรือมีรัฐสวัสดิการ เขาจะพยายามสนับสนุนให้ประชาชนมีเวลาว่าง เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาไปออกกำลังกาย ไปดูแลสุขภาพ ตัวของมนุษย์เองก็ได้ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองมากขึ้น

 

ถ้ามีรัฐสวัสดิการสนับสนุนให้คนเล่นกีฬา จะเกิดผลดีอย่างไรบ้างในสังคม

อย่างแรกเลยคือ ผมมองว่าคนเราจะมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จกลับบ้านมานั่งดูโทรทัศน์ นั่งดูซีรีย์ในอินเทอร์เน็ต หรือไปกินเหล้า แต่มนุษย์มีทางเลือกที่จะใช้เวลาออกไปวิ่ง ไปเล่นฟุตบอล ไปนัดเจอกับเพื่อน หรือพบปะผู้คนเพื่อออกกำลังกาย

แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือ มนุษย์สามารถดูแลสุขภาพได้มากขึ้น เรามีทางเลือกที่จะออกกำลังกายได้ตามต้องการ มนุษย์ในสังคมจะมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น

ผมยกตัวอย่าง กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียร์ ที่มีรัฐสวัสดิการที่ดี พวกเขาเป็นประเทศที่ผู้คนมีค่าเฉลี่ยด้านสุขภาพที่ดี มีงานวิจัยรับรอง นั่นเป็นเพราะผู้คนได้รับการสนับสนุนให้ออกกำลังกาย พวกเขามีพื้นที่สาธารณะให้เล่นฟุตบอล เล่นบาสเกตบอล หรือจะขึ้นภูเขาไปปืนเขา ไปปิคนิคตั้งแคมป์ ก็สามารถทำได้

ถ้ามนุษย์มีสุขภาพร่างกายที่ดี สุขภาพจิตที่ดีก็จะตามมา อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย มนุษย์มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่น เอาเวลาที่มีไปทำอย่างอื่น สร้างความสุขให้กับตัวเองได้

 

แล้วในแง่สเกลใหญ่ ระดับสังคม ?

มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ซึ่งผมได้รู้จากอาจารย์ด้านอาชญวิทยา ชาวนอร์เวย์ เขาเล่าว่าช่วงหนึ่งที่ประเทศนอร์เวย์ เจอปัญหาเรื่องผู้อพยพ เพราะผู้อพยพจากตะวันออกกลางที่ลี้ภัยเข้ามาในนอร์เวย์ ไม่ได้รับสวัสดิการเทียบเท่ากับคนนอร์เวย์

ทำให้ผู้อพยพต้องไปทำงานที่คนนอร์เวย์ไม่นิยม ซึ่งรายได้ต่ำ และใช้เวลาทำงานเยอะ ผลสุดท้ายพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ลูกหลานผู้อพยพ จึงไปรวมตัวเป็นพวกแกงค์ กลายเป็นอันธพาล

แต่แทนที่นอร์เวย์ จะใช้วิธีการทางตำรวจมาปราบปราม หรือเพิ่มงบให้กับตำรวจ พวกเขาไม่ทำแบบนั้น ข้อแรกคือถ้าเพิ่มงบให้กับตำรวจมันแพง สองคือมีสถิติบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วว่า ยิ่งเพิ่มตำรวจมากเท่าไหร่ อาชญากรรมยิ่งเพิ่มขึ้น และนอร์เวย์ใช้มาตรการนี้มาเป็น 10 ปี ก็ไม่สามารถลดจำนวนอันธพาลในเมืองได้ อีกทั้งปัญหาระหว่างรัฐกับประชาชน ก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น

พวกเขาหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ที่ง่ายมากๆ คือการสร้างโค้ชฟุตบอลให้มากขึ้น สร้าสนามฟุตบอล สนามกีฬาในชุมชน และส่งโค้ชฟุตบอลเข้าไปสอนตามชุมชนต่างๆ ทำให้เด็กผู้อพยพแทนที่จะไปรวมตัวเป็นอันธพาล หันมารวมทีมกันเตะฟุตบอลแทน

เพราะว่าที่นอร์เวย์มีสนามฟุตบอลให้เล่น มีโค้ชที่พร้อมจะสอนฟุตบอลให้ เด็กก็หันมาสนใจด้านกีฬา แต่ทั้งนี้มันก็มากับสวัสดิการด้านอื่นด้วยเช่นกัน นั่นคือลดเวลาการทำงานของผู้อพยพในนอร์เวย์ เพิมอัตราค่าจ้างให้มากขึ้น เพื่อที่จะให้พ่อแม่ สามารถพาลูกหลานมาออกกำลังกาย มาใช้เวลาร่วมกันที่สนามกีฬาได้ 

ที่น่าสนใจก็คือ มีการสำรวจออกแล้วว่า หลังจากใช้วิธีนี้ อาชญากรรมในนอร์เวย์ลดน้อยลง กลุ่มแกงค์อันธพาลลดน้อยลง และใช้งบประมาณน้อยกว่าการจ้างตำรวจ

ที่ผมจะบอกคือ การมีรัฐสวัสดิการด้านกีฬา สามารถที่จะลดช่องว่าง ความแตกต่างในสังคมเข้าหากันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนชั้น หรือเชื้อชาติ สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผ่านการใช้สวัสดิการร่วมกัน

เวลาผมไปสอนหนังสือที่สวีเดน ผมก็เห็นว่าที่สวีเดนมีทั้งคนจนและคนรวย เป็นภาพที่ชัดเจน แต่ว่าภายในชุมชนที่มีสนามกีฬา มีสนามบอล สนามบาส ผมได้เห็นเด็กฝรั่งผมทอง เล่นบาสเกตบอล ร่วมกันกับเด็กผู้หญิงสวมญิฮาบ ชาวมุสลิม ที่เป็นลูกหลานชาวอพยพ พวกเขากำลังใช้สนามกีฬาร่วมกัน

มันสำคัญมากนะ ผ่านการที่พวกเขาได้ใช้สวัสดิการอันเดียวกัน สมมติเด็กฝรั่งผมทองคนนี้เติบโต กลายเป็นรัฐมนตรี กลายเป็น CEO เมื่อเขาพบเจอสนามบอล เจอแป้นบาสในชุมชน เขาจะไม่รู้สึกเป็นอื่น เขาจะไม่รู้สึกว่า มันไม่ใช่เรื่องของเขา เพราะตอนเขาเป็นเด็กเขาเคยได้รับประโยชน์ผ่านสวัสดิการตรงนี้

เขาจะมีความรู้สึกผูกพันกับชุมชน ผูกพันกับสวัสดิการเหล่านี้ เขาจะรู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสวัสดิการ พัฒนาสังคมในชุมชนต่อไป เพื่อให้ลูกหลานของเขา ลูกหลานของเพื่อนเขา ที่เคยเล่นบาสด้วยกัน ได้รับประโยชน์แบบที่ตัวเขาเคยได้รับ

นอกจากนี้ มันช่วยให้เราได้เจอผู้คนมากขึ้น ได้เห็นคนมากขึ้น ผ่านการไปออกกำลังกาย ไปใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน เราจะรู้สึกไว้ใจคนอื่นมากขึ้น ไว้ใจสังคมมากขึ้น แม้ว่าจะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว

แต่ที่ไทยเราแทบไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ คนที่แตกต่างออกไปจากเรา อยู่นอกสังคมของเรา

 

ในสังคมรัฐสวัสดิการ ค่อนข้างให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม กีฬามีส่วนผลักดันตรงนี้หรือไม่

ผมมองว่าที่คนสแกนดิเนเวียร์ เขาสนใจด้านสิ่งแวดล้อม เพราะการสนับสนุนให้เล่นกีฬา ทำให้พวกเขาใกล้ชิดกับชีวิตกลางแจ้ง ใกล้ชิดกับธรรมชาติ การออกกำลังกายเป็นชีวิตประจำวันปกติของคนที่นั่น 

พอเรามีรัฐสวัสดิการ ให้การออกกำลังกายเป็นสิทธิพื้นฐานของชีวิต เราก็จะยิ่งออกไปใกล้ชิดกับธรรมชาติ เราเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น คนสแกนดิเนเวียร์ มีสิทธิที่จะไปเดินเขา ขึ้นไปตั้งแคมป์ในป่า พายเรือหรือว่ายน้ำ กับธรรมชาติที่ตนเองต้องการ 

แต่คนไทยไม่มีโอกาสออกไปใช้ชีวิตแบบนี้ ก่อนหน้านี้ คนไทยแทบไม่รู้ตัวเลยว่า อากาศประเทศเราแย่นะ บ้านเรามีฝุ่นเยอะขนาดนี้ เพราะเราไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้ง ความรู้สึกที่เรามีร่วมกับโลกมันหายไป ผมมองว่ารัฐสวัสดิการก็สามารถเข้ามาช่วยตรงนี้

 

ภาพจากสังคมรัฐสวัสดิการที่คุณเล่า ดูมีความแตกต่างจากภาพการออกกำลังกายในสังคมไทยอยู่พอสมควร

ทุกวันนี้ในประเทศไทย การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมแค่พูดถึงเรื่องของคนวัยทำงาน การหาเวลาออกกำลังกายทุกวัน เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคนไทยทำงานเฉลี่ย 50-60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มากกว่าประเทศจากทางสแกนดิเนเวียร์เป็นสองเท่า

สำหรับคนไทยจำนวนกว่าครึ่งประเทศ เขาไม่มีเวลาว่าง เพื่อแค่จะมาออกกำลังกายด้วยซ้ำ การออกกำลังกายกลายเป็นเรื่องไกลตัวของพวกเขา เพราะพวกเขาต้องเอาเวลาไปทำงาน ทำโอที รับจ็อบพิเศษ เพื่อมาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ซึ่งคนกว่าครึ่งประเทศ ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ยังไม่เพียงพอใช้

คือมันเป็นปัญหาด้านโครงสร้าง เราถูกรัฐผลักภาระให้ประชาชน ถ้าคุณอยากออกกำลังกาย คุณก็ต้องเอาเงินไปซื้อ ไปเช่นสนามฟุตบอลเตะ ไปเช่าสนามแบดเล่นกันเอง อยากมีร่างกายแข็งแรงก็ต้องไปเข้าฟิตเนส ไปเป็นสมาชิกคลับต่างๆ วุ่นวายไปหมด

ทุกวันนี้การออกกำลังกายของคนในสังคมไทย มันถูกจำกัด ถ้าคุณเป็นคนรวยหรือคนชนชั้นกลาง การเข้าฟิตเนสก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่สำหรับคนกลุ่มล่าง แค่การออกไปเล่นกีฬาเพื่อพบปะกับเพื่อน กลายเป็นเรื่องยาก เพราะเรารู้สึกเสียเวลา หรือบางคนมองว่าการเอาเงินไปออกกำลังกาย กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเกินไป

ถ้าคุณไม่มีเงินไปออกกำลังกาย ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ก็เป็นความผิดของคุณ ไม่ใช่ความผิดของรัฐ ทั้งที่ความจริงแล้ว ความอ้วน ความป่วย ของคนส่วนใหญ่มาจากการทำงานหนักเพื่อเลี้ยงตัวเอง

ผมเห็นชนชั้นกลางไทยจำนวนมาก ต้องเสียเงินเยอะมาก ไปซื้อสุขภาพที่ดี ซื้อพื้นที่ในการออกกำลังกาย ทั้งที่ควรเป็นสิทธิพื้นฐานที่พวกเขาควรได้รับ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

กลับกันในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการ เขาไม่ต้องมากังวลเรื่องพวกนี้ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องค่าใช้จ่าย ที่จะไปออกกำลังกาย ถ้าเขาอยากเล่นกีฬา อยากใช้เวลาว่างกับการออกกำลังกาย เขาแค่ไปสนามกีฬาในชุมชน 

อีกเรื่องหนึ่งคือผมมองว่า คนไทยมักมองเรื่องของกีฬาเป็นเรื่องของความเป็นเลิศ ต้องเล่นให้ดี ต้องเล่นให้เก่ง เราจึงไปให้ความสำคัญ กับการสร้างนักกีฬาเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะให้ความสำคัญ กับการกระจายสิทธิการเล่นกีฬาอย่างทั่วถึง

แน่นอนว่ารัฐสวัสดิการ ไม่ได้ทำให้เราเล่นกีฬา หรือเตะฟุตบอลเก่งขึ้น เดนมาร์ก, สวีเดน หรือนอร์เวย์ พวกเขาก็ไม่ได้เล่นฟุตบอลเก่งอะไรมากมาย แต่ผมมองว่าเรื่องที่มันง่ายกว่านั้น คือการทำให้คนมีความสุข ผ่านการใช้เวลาว่าง ตามที่ตัวเองต้องการ 

 

ถ้าจะเริ่มต้นสร้างรัฐสวัสดิการด้านกีฬาในกับทุกคนในประเทศไทย ต้องเริ่มที่จุดไหน

ผมมองว่าสิ่งแรกที่ต้องทำ คือการทำให้คนมีเวลาว่าง ต่อให้เราสร้างสนามกีฬาขึ้นมามากมาย แต่คนไม่มีเวลาว่างไปใช้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร 

การสร้างพื้นที่สาธารณะอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะเอาเข้าจริง ทุกการเลือกตั้งก็จะมีนักการเมือง ชูนโยบายสร้างพื้นที่สาธารณะ แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน

ในความเป็นจริงแล้ว การลดเวลาการทำงาน สร้าเวลาว่าง คือเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นเรื่องพื้นฐาน ถ้าคุณมีสวนแต่คนไม่มีเวลา ไปวิ่งไปเดินเล่น มีสนามฟุตบอลแต่ไม่มีเวลาไปเตะ ไม่มีโค้ชฟุตบอล เข้ามาช่วยสอน มาไกด์สร้างแรงจูงใจ สุดท้ายก็ไม่ช่วยอะไร

ถ้าอยากให้คนมาออกกำลังกาย ก็แค่ทำให้พวกเขามีเวลาว่าง ให้หันมาสนใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น คือเรื่องนี้มีสถิติพิสูจน์ว่า คนจะดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น ถ้ามีเวลาว่าง

ทุกวันนี้ผมมองว่ารัฐบาลไทย เดินผิดจุดมากๆเลย รัฐบาลมีแคมเปญสนับสนุนให้คนออกกำลังกาย เยอะกว่าประเทศจากสแกนดิเนเวียร์อีก แต่มันไม่ช่วยอะไรเลย

ถ้าคนมีเวลาว่าง คนก็จะเริ่มหันมาออกกำลังกาย หันมาสนใจสุขภาพกันเอง หลังจากนั้นสิ่งที่ต้องตามมาคือการสร้างพื้นที่สาธารณะ 

และการสร้างพื้นที่สาธารณะให้คนออกกำลังกาย ก็ต้องทำให้ดีด้วย ไม่ใช่ว่าทำมาแล้วเดินทางยาก ใช้เวลานาน ไปแล้วสกปรก ก็คงไม่มีใครอยากไปใช้ หรือไปสร้างสวนสาธารณะไว้ใต้ทางด่วน ก็คงไม่มีใครอยากไปวิ่งใต้ทางด่วน เพราะมันคงไม่ดีกับสุขภาพแน่ๆ 

แต่ทุกวันนี้ ผมมองว่า เราแทบไม่มีพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ไปทางไหนก็เจอแต่ห้างสรรพสินค้ากับรถไฟฟ้า 

 

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ผมมองว่าที่พื้นที่สาธารณะมีแต่จะลดลงในปัจจุบัน เพราะคนบางกลุ่มยังมองว่า มันไม่ใช่ผลกระทบต่อพวกเขา ถ้าคุณมีเงินมากพอ มีคอนโดอยู่กลางเมืองติดรถไฟฟ้า เดินทางไปไหนก็ได้ตามต้องการ เขาก็จะรู้สึกว่า เขาไม่ต้องการเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องของพวกเขา 

แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ไม่ได้เป็นแบบนั้น เขาต้องแบกรับเรื่องภาระต่างๆไว้มากมาย ด้วยข้อจำกัดต่างๆ 

ผมมองว่าสังคมทุกวันนี้ เราจะไปไหนเราก็ต้องเช่า ไปออกกำลังกายเราก็ต้องเช่า แค่เราอยากจะออกกำลังกายเราก็ต้องซื้อ เราอยากมีสุขภาพดีเราก็ต้องซื้อ ทั้งที่มันคือสิทธิ์พื้นฐานที่ทุกคนควรจะมี 

ในเมื่ออยากมีสุขภาพดีแล้วต้องซื้อ แต่จะทำยังไงถึงจะได้มา คุณก็ต้องทำงานหนัก เพื่อเอาเงินมาซื้อสุขภาพ ทั้งที่การทำงานหนัก ก็คือการบั่นทอนสุขภาพในอีกทางหนึ่ง 

ผมคิดว่าคนไทยปัจจุบันต้องใช้ชีวิตซับซ้อนมาก อยากมีชีวิตที่ดีไปเช่าพื้นที่ออกกำลังกาย ไปเข้าฟิตเนส ไปเป็นสมาชิกคลับต่างๆ หรือเสียเงินมากมายเพื่อซื้อสุขภาพ ทั้งที่ถ้าเรามีสวัสดิการที่ดีรอบด้าน เพื่อช่วยให้คนได้ออกกำลังกาย คนก็จะมีสุขภาพที่ดี

 

แต่หลายคนอาจมองว่า นี่คือสังคมปกติแบบที่เป็นมาตลอด ? 

ผมคิดว่าเราโตมาในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ เป็นเรื่องปกติ เราจึงมองว่าเป็นเรื่องปกติที่สังคมจะเหลื่อมล้ำ ชนชั้นกลางจะเสียเงินเข้าฟิตเนส หรือคนชนชั้นล่างจะเอาเวลาอันน้อยนิดของพวกเขาไปกินเหล้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ทั้งที่จริงความเหลื่อล้ำอยู่ใกล้ตัวเรามาก แม้แต่ในแง่ของการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬา สามารถสะท้อนได้ว่า สังคมปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำมากขนาดไหน

ถ้าเรามองสังคมในแง่ของความเสมอภาค จะเห็นเลยว่าประเทศไทยตอนนี้มีความเหลื่อมล้ำที่ผิดปกติอยู่มาก

คิดง่ายๆ ใครๆก็รู้ว่าการออกกำลังกายจะทำให้สุขภาพดี แต่ทุกวันนี้คนเรารักษาสุขภาพด้วยการเดินเข้าคลีนิค หรือซื้อยาจากร้านขายยา เพื่อรักษาตนเอง เพราะเวลาน้อย ไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องรีบหายป่วย เพื่อจะกลับไปทำงานต่อ

หรือหลายคนไม่กล้าที่จะไปหาหมอ เพราะมองว่ามันแพงเกินไป ทั้งที่ในแถบประเทศสแกนดิเนเวียร์ ประชาชนสามารถไปหาหมอเพียงเพื่อตรวจสุขภาพได้อย่างง่ายดาย และหมอจะแนะนำให้คนไปใช้เวลาออกกำลังกาย เพื่อสร้างสุขภาพที่ดี พวกเขาสามารถทำได้เพราะคนมีเวลาว่าง 

นี่คือสิ่งที่รัฐสวัสดิการสามารถเข้ามาช่วยได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ด้านกีฬาอย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงด้านสาธารณสุขด้วย

 

ในด้านหนึ่งเรารู้ว่า รัฐสวัสดิการต้องแลกมากับการเสียภาษีจำนวนมาก เราจะทำอย่างไรให้คนไทยยอมรับได้กับการเสียภาษี เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ

มันต้องย้อนไปที่จุดตั้งต้น ก็คือเราต้องรู้จักคนอื่นให้มากขึ้น เห็นสังคมมากขึ้น ถ้าเราไม่รู้จักคนอื่น เราก็จะไม่รู้ว่า เราเสียภาษีไปทำไม เราเสียภาษีไป และเราได้อะไรกลับมา

ที่กลุ่มคนในแถบประเทศสแกนดิเนเวียร์ ยอมจ่ายภาษีมหาศาล จ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อไปช่วยเหลือผู้อพยพ เป็นหมื่นเป็นแสนคน ที่ไม่ใช่คนในประเทศเดียวกับเขา เพราะเขารู้ว่า ถ้าจ่ายภาษีไป แล้วไปช่วยพัฒนาชีวิตผู้อพยพเหล่านี้ สุดท้ายก็จะกลับมาสร้างสังคมที่ปลอดภัย สร้างสังคมที่ดีกลับมาหาตัวเขาเอง

ในแง่หนึ่งถ้าเรามีสวัสดิการ สนับสนุนให้คนเล่นกีฬา มันก็เป็นพื้นที่ ให้เราได้รู้จักคนที่แตกต่างในสังคม ผ่านการเล่นกีฬา ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน คุณไปในพื้นที่สาธารณะ ได้เจอคนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน 

แต่ที่ไทยเราแทบไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ คนที่ต่างออกไปจากเรา เราไม่ได้พบปะกับใคร เรากลัวที่จะเสียภาษี เพราะเราไม่เชื่อว่า การที่เราจ่ายภาษีสร้างรัฐสวัสดิการ จะช่วยพัฒนาสังคมได้อย่างไร

ซึ่งการจะทำให้รัฐสวัสดิการเกิดขึ้น ถูกต้อง เราต้องเก็บภาษีจำนวนมาก โดยเฉพาะภาษีจากกลุ่มทุนใหญ่ รวมถึงภาษีที่ดินต่างๆ ที่จะสร้างงบประมาณมหาศาล ให้รัฐนำมาจัดสรรสร้างผลประโยชน์ สร้างสวัสดิการให้กับทุกคนในสังคม 

ทุกวันนี้เราเก็บภาษีจากกลุ่มคนชนชั้นนำได้น้อยมาก ภาษีที่ดินซึ่งควรจะเป็นหนึ่งในรายได้หลักของรัฐ เราก็เก็บได้น้อย สุดท้ายแล้วที่ดินจำนวนมากจึงอยู่ในมือของกลุ่มทุนชนชั้นนำ แทนที่จะได้นำมาสร้างพื้นที่สาธารณะ สร้างประโยชน์ให้กับคนส่วนมากในสังคม 

แต่ทุกวันนี้ ผมมองว่าด้วยกลไกของโลกทุนนิยม เราถูกออกแบบให้หาเงิน รับผิดชอบต่อตัวเองและครอบครัว และลดความสัมพันธ์กับสังคมภาพรวมลง ทำให้คนส่วนมากไม่เข้าใจว่า เราจะเสียภาษีเพื่อช่วยเหลือสังคมไปทำไม

 

สมมติว่าเราสร้างรัฐสวัสดิการ สนับสนุนให้คนเล่นกีฬา จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร

ผมมองว่าปัญหาสำคัญของสังคมไทยคือ เรามองรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องของคนจนเพียงกลุ่มเดียว หลายคนจึงไม่สนใจ ช่วยเหลือกันอย่างตามมีตามเกิด มองเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ มากกว่ามันเป็นเรื่องของสิทธิพื้นฐาน

ในความเป็นจริงแล้ว รัฐสวัสดิการเป็นเรื่องของทุกคน เหมือนที่ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียร์ จะเป็นคนรวยหรือคนจน คุณก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน ในการใช้สนามกีฬาสาธารณะ เพราะนี่คือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรจะมี

ถ้าเรามองว่ารัฐสวัสดิการเป็นเรื่องของทุกคน เราก็จะได้สวัสดิการที่มีคุณภาพ เราจะมีสนามฟุตบอล ที่สะอาด ที่ปลอดภัย ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เข้าไปใช้ได้ ถ้าเราคิดว่ามันเป็นเรื่องของทุกคน 

ถ้าเรามองว่า สนามกีฬาเหล่านี้ทุกคนต้องมาใช้ได้ เราคงไม่เห็นสนามฟุตซอล หรือสวนสาธารณะใต้ทางด่วนแบบในปัจจุบัน เพราะนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เป็นพื้นที่สาธารณะที่สร้างมาเพื่อคนบางกลุ่ม ไม่ใช่สำหรับทุกคน

แต่ถ้าเราคิดว่า เราสร้างสนามกีฬาที่ทุกคนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะจนหรือรวย เราก็ต้องทำให้ดี ทำให้ทุกคนอยากมาใช้ และถ้าเราอยากให้คนมาเข้าถึงสวนสาธารณะ หรือสนามบอลที่สร้างใหม่ มันก็จะนำไปสู่การพัฒนาเรื่องรับคมนามคมขนส่งต่อไป 

เพราะถ้าต้องการให้คนมาใช้ก็ต้องพัฒนาให้ดี มีรถเมล์ที่ดี มีรถไฟฟ้าที่ดีให้ทุกคนเข้าถึงและเข้ามาใช้ได้

ที่ผมพยายามจะบอกคือ ถ้าเราสร้างสวัสดิการในด้านหนึ่ง สวัสดิการด้านอื่นก็จะตามมา ถ้าเรามีสวัสดิการด้านกีฬา ก็จะมีสวัสดิการด้านคมนาคม ด้านสาธารณสุข สุดท้ายเราก็จะมีสวัสดิการรอบด้าน ที่สร้างประโยชน์ให้กับทุกคนในสังคม



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง