mainstand

Voice of People

ฟุตบอล มะนิลา และ มิยาบิ : ดูบอลซีเกมส์ 2019 แบบไม่ใช้บัตรสื่อ...ลำบากจริงไหม?



“พี่ละสงสารเอ็งจริงๆ” ประโยคที่พูดคุยกันระหว่างกองบรรณาธิการ Main Stand ก่อนผู้เขียนออกเดินทางสู่ประเทศฟิลิปปินส์ สะท้อนถึงเรื่องราวเลวร้ายที่รออยู่เบื้องหน้า


 

ซีเกมส์ 2019 มหกรรมกีฬาประจำภูมิภาคอาเซียน ที่สร้างชื่อเสียออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ความไม่พร้อมในการจัดงานถูกแฉครั้งแล้วครั้งเล่า หลายคนตั้งคำถาม อาเซียนยังจะจัดซีเกมส์ไปเพื่ออะไร ถ้าจัดแล้วสร้างความลำบากขนาดนี้

มันจะแย่สักแค่ไหน? ผู้เขียนถามตัวเองแบบนั้น ทุกข่าวสาร ทุกข้อมูล ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อมากมายจะจริงเท็จสักแค่ไหน เราคงไม่รู้หากไม่ได้ลงไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงตัดสินใจเผชิญหน้ากับซีเกมส์ 2019 ด้วยการลุยเดี่ยวเดินทางไปชมกีฬาฟุตบอลแบบไม่วางแผนล่วงหน้า ไม่ใช้บัตรสื่อมวลชน ไม่ใช้เส้นสายหาความสะดวกสบาย 

เราขอทำตัวเหมือนแฟนกีฬาคนหนึ่ง ที่อยากไปชมการแข่งขันด้วยใจจริง เพื่อสัมผัสกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในกีฬาซีเกมส์ และถ่ายทอดมันออกมาอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด

 

ก่อนการแข่งขัน

การเดินทางของผู้เขียนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทีมชาติไทยมีโปรแกรมลงแข่งขันกีฬาฟุตบอล เจอกับทีมชาติบรูไน ที่สนาม ริซาล เมโมเรียล สเตเดียม เวลา 16:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นในฟิลิปปินส์

ด้วยระยะทางระหว่างที่พักกับสนามแข่งขันที่อยู่ราว 8 กิโลเมตร ผู้เขียนจึงวางแผนออกเดินทางในเวลา 15:00 น. คิดในหัวว่าอย่างไรเผื่อเวลาไว้หนึ่งชั่วโมง น่าจะเพียงพอต่อการเดินทางในเมืองที่มีเสียงเล่าลือแน่นหนาเรื่องความติดขัดของการจราจร

ผลปรากฏว่าการวางแผนที่กล่าวมานั้นผิดพลาดตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากที่พัก เนื่องจากใช้เวลาเรียก Grab อยู่เกือบ 20 นาที กว่าจะเจอโชเฟอร์ใจดีตกลงรับผู้เขียนสู่สนามแข่งขัน เราก็รู้ตัวแล้วว่าคงไม่ทันชมการแข่งขันตั้งแต่เริ่มเกม

ผู้เขียนเดินทางถึงจุดหมายปลายทางเมื่อเวลาราว 16:30 น. แต่ใช้ว่าเราจะรีบวิ่งเข้าสนามบอลเพื่อชมการแข่งขันได้ในทันที เพราะสนาม ริซาล เมโมเรียล สเตเดียม เป็นส่วนหนึ่งของ Sports Complex ขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงมะนิลา ที่บรรจุหลายสนามกีฬาในพื้นที่เดียวกัน

เมื่อรู้ตัวว่ายังไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่แท้จริง ผู้เขียนจึงเข้าสอบถามข้อมูลกับตำรวจที่กำลังรักษาความปลอดภัยบริเวณสนาม เขาจึงบอกว่าให้เดินอ้อมไปทางด้านหลัง จะเจอทางเข้าสนาม ริซาล เมโมเรียล สเตเดียม

เดินตามทางไปได้สักพักสิ่งแรกที่เห็นคือซุ้มขายตั๋ว ที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์จัดตั้งไว้ชั่วคราวสำหรับกีฬาซีเกมส์ ผู้เขียนไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปดูราคา ผมว่าตั๋วมีขายอยู่ทั้งหมด 3 ช่วงราคา คือ 450, 250 และ 50 เปโซ (ราว 270, 150 และ 30 บาท)

เราตัดสินใจซื้อตั๋ว 50 เปโซ ด้วยเหตุผลที่เข้าใจง่ายและเป็นสากลคือ “ถูก” เพราะตีเป็นเงินบาทไทยมีมูลค่าอยู่ราว 30 บาท ถือว่าถูกมากสำหรับบัตรที่เข้าชมฟุตบอลได้ถึง 2 คู่ในหนึ่งวัน แต่กระนั้น บัตรราคาดังกล่าวยังถือว่าแพงเกินไป เมื่อเทียบกับค่าครองชีพของชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนในประเทศนี้อยู่ที่ราว 280 บาทต่อวันเท่านั้น

และนั่นทำให้เราเข้าใจถึงเหตุผลที่ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องเปิดให้คนฟิลิปปินส์เข้าสนามไปเชียร์ซีเกมส์ใน 53 ชนิดกีฬา (ยกเว้น บาสเกตบอล, วอลเลย์บอล และฟุตบอล) แบบฟรีๆ มากขึ้น

 

การแข่งขันนัดแรก: ไทย - บรูไน

กว่าจะก้าวเท้าเข้าสู่สนาม ริซาล เมโมเรียล สเตเดียม การแข่งขันในครึ่งแรกก็จบลงเรียบร้อย สิ่งแรกที่ผู้เขียนมองหาคือแฟนฟุตบอลชาวไทย ซึ่งเชื่อว่าคงจะรวมตัวกันเชียร์อยู่ที่ไหนสักแห่งในสนาม

เดินเข้าไปไม่นาน ผู้เขียนก็มองเห็น ท้าวดักแด้ ผู้นำเชียร์ทีมชาติไทย ผู้แต่งตัวเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นั่งอยู่กับคนกลุ่มหนึ่งราวเกือบสิบคน เราจึงไม่รอช้า รีบเข้าไปผสมกลุ่มกองเชียร์ทีมชาติไทยในทันที

สำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยที่เข้ามาเชียร์ขุนพลช้างศึกในวันดังกล่าว มีหลายคนที่ตามมาเชียร์จากประเทศไทย และมีอีกหลายคนที่อาศัยอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ไม่ว่าจะมาจากที่แห่งใด ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไทย อย่างไรก็มีหัวใจเป็นหนึ่งเดียว

นั่งอยู่สักพัก ผู้เขียนเพิ่งรู้ตัวว่า ที่นั่งของเรามันไม่มีเก้าอี้ ทันใดนั้นจึงก้มมองลงไปยังพื้นด้านล่าง มีการทาสีเพื่อหลอกตาผู้ชมว่าเป็น เก้าอี้อย่างที่ข่าวออกกันมาครึกโครมก่อนหน้านี้จริงๆ ยิ่งพิจารณายิ่งพบว่า ทางผู้จัดการแข่งขันจัดทำ “เก้าอี้เทียม” อย่างจริงจัง แถบสีหนึ่งขีดนี้ถูทาไว้ทั่วสนาม ไม่มีบริเวณใดที่เป็นปูนเปล่าโล่งเตียนเลย


อย่างไรก็ดี สำรวจไปสักพักจึงพบว่า สนามแห่งนี้ก็มีเก้าอี้ของจริงติดตั้งเหมือนกัน แต่จำกัดอยู่บริเวณอัฒจันทร์ฝั่งตรงข้ามประธานเท่านั้น ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อทันทีว่า ทำไมถึงมีการทาสีหลอกตา สร้างเก้าอี้ปลอมขึ้นมา เนื่องจากพวกเขาไม่มีเก้าอี้มากพอจะนำไปติดตั้งที่อัฒจันทร์หลังประตูทั้งสองฝั่ง

เสียงนกหวีดดึงสติเรากลับมาสู่สนามแข่งขัน กองเชียร์ชาวไทยส่งเสียงดังก้องไปทั่วสนาม ดึงดูดสายตาของผู้ชมเจ้าถิ่นที่เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจกับเกมกีฬา แม้จะไร้เสียงกลองแบบที่เราคุ้นเคยยามลงแข่งขันในบ้าน แต่ความคึกคักไม่ได้ลดหน่อยลงไปแม้แต่น้อย

เสียงตะโกน “ไทยแลนด์ สู้ๆ” ดังขึ้นเป็นระยะ ไม่นานนัก ผู้เล่นในสนามตอบแทนเสียงเชียร์เหล่านั้นด้วยประตูขึ้นนำทีมชาติบรูไน 3-0 กองเชียร์ชาวไทยส่งเสียงเฮลั่น สำหรับประตูแรกในการแข่งขันช่วงครึ่งหลัง

“ผมว่าวันนี้มียิงถึงหกลูก” กองเชียร์ชาวไทยท่านหนึ่งกล่าว

การเชียร์ของแฟนกีฬาชาวไทยยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก หลายครั้งที่ตัวผู้เขียนลืมไปว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน มีบางช่วงที่ห้วงสติคิดไปว่า เรากำลังนั่งดูฟุตบอลอยู่ในบ้านเกิด อยู่ในประเทศไทยกับกลุ่มกองเชียร์เหล่านี้

นักเตะไทยในสนามเองก็โชว์ฟอร์มออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ทุกคนดูมุ่งมั่นหลังพ่ายแพ้การแข่งขันในเกมแรกให้กับทีมชาติอินโดนีเซีย ไม่นานนัก ประตูที่สาม, สี่, ห้า และหก ก็ตามมาอย่างที่แฟนท่านนั้นกล่าวไว้

เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น ทีมชาติไทยเอาชนะทีมชาติบรูไน 7-0 กลุ่มกองเชียร์ชาวไทยที่ขยายตัวเป็นราว 20 ราย กระโดดโลดเต้นและส่งเสียร้องเพลงไปกับชัยชนะ มันคือชัยชนะนัดแรกของฟุตบอลทีมชาติไทยในกีฬาซีเกมส์ 2019 และมันหอมหวานสมการรอคอย

“It’s a nice game” ชาวฟิลิปปินส์ท่านหนึ่งกล่าวกับเราหลังจบการแข่งขัน “มันเป็นเกมที่ดี” แม้เขาไม่ได้บอกว่ามันเป็นเกมที่ดีของใคร แต่ผู้เขียนเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

 

พักครึ่งการแข่งขัน

การแข่งขันของทีมชาติไทยจบลง ผู้เขียนพาตัวเองออกไปนอกสนามเพื่อจะกลับที่พัก แต่หลังสำรวจสถานการณ์โดยรอบ ผู้คนมากมายที่เพิ่งเลิกงานกำลังรอแท็กซี่กลับบ้าน รถยนต์ที่แทบไม่ขยับบนท้องถนน เราต้องยกเลิกแผนดังกล่าว และมานั่งถามกับตัวเองว่า จะเอาอย่างไรกับชีวิต?

คิดไปคิดมา อย่างไรตั๋วใบเดียวก็สามารถดูได้ถึงสองคู่แล้ว ก็รอดูฟุตบอลอีกคู่จะเป็นไร กลับดึกหน่อยก็ช่างมัน เท่ากับว่าผู้เขียนตัดสินใจรออยู่จนเวลา 20:00 น. เพื่อชมการแข่งขันระหว่าง ทีมชาติอินโดนีเซีย และ ทีมชาติสิงคโปร์

เวลาราว 2 ชั่วโมงที่เว้นว่างจากการชมฟุตบอล เราใช้เวลาไปกับการรับประทานอาหารเย็น และเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า สนาม ริซาล เมโมเรียล สเตเดียม ตั้งอยู่ในย่านที่ค่อนข้างเจริญของมะนิลา มีร้านอาหารฟาสต์ฟูดมากมายให้เลือกทาน สามารถอิ่มท้องไปกับอาหารที่มีคุณภาพ และราคาน่าประทับใจ

สำหรับเรื่องการรักษาความปลอดภัย ทางผู้จัดการแข่งขันเตรียมตัวเรื่องนี้เป็นอย่างดี รถหน่วย SWAT ของตำรวจฟิลิปปินส์ จอดให้เห็นเด่นชัดบริเวณหน้าประตูทางเข้าสนาม ริซาล เมโมเรียล สเตเดียม เห็นดังนั้นโจรที่ไหนจะกล้าเข้าใกล้ แม้แต่เราซึ่งเป็นแขกต่างชาติมาเยือน ยังแอบหวั่นด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องมาผิดหวังในเรื่องของห้องน้ำ ที่ต้องเดินอ้อมสนามจากอีกฝั่งไปยังอีกฝั่ง แถมยังไม่มีป้ายบอกชัดเจน ต้องเดินถามทางจากพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นระยะ ยิ่งไปกว่านั้น ห้องน้ำที่จัดไว้ยังเป็นห้องสุขาเคลื่อนที่ ซึ่งไม่แบ่งแยกโซนชาย-หญิง ผู้เขียนยอมรับว่านี่คือส่วนที่อันตรายของสนาม และถูกละเลยไปมากกว่าที่ควรจะเป็น


เคล็ดลับการเข้าห้องน้ำในกีฬาซีเกมส์: หากต้องการเข้าห้องน้ำที่สะอาดและปลอดภัย ให้ตรงดิ่งไปเข้าห้องน้ำในร้านฟาสต์ฟูดที่อยู่ละแวกนั้น อาจจะสั่งของหวานเล็กน้อยเพื่อเป็นค่าตอบแทน แต่ถ้าใจกล้าหน้าด้านมากพอ สามารถเข้าห้องน้ำและเดินออกมาได้ในทันที อาจจะกระดากใจไปบ้าง แต่เราเห็นผู้คนในท้องถิ่นหลายท่านทำแบบนั้นมาแล้ว

 

การแข่งขันนัดสอง: อินโดนีเซีย - สิงคโปร์

เราพาตัวเองมาสู่หน้าสนาม ริซาล เมโมเรียล สเตเดียม อีกครั้ง เพื่อรับชมการแข่งขันนัดต่อไป ระหว่างนั้นเราเดินผ่านกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ เมื่อมองธงชาติที่อยู่ในมือ ผู้เขียนจึงรับทราบว่ากองเชียร์ชาวอินโดนีเซียจำนวนมาก เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว

แค่มองด้วยตาเปล่า เราแน่ใจทันทีว่า กองเชียร์อินโดนีเซียน่าจะมาเชียร์ทีมรักเยอะกว่ากองเชียร์ชาวไทยกันพอสมควร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะอินโดนีเซียถือเป็นประเทศในอาเซียน ที่มีพื้นที่ใกล้ชิดกับฟิลิปปินส์มากที่สุด

สวนทางกัน ผู้เขียนไม่พบเจอกองเชียร์สิงคโปร์เลย อาจจะนั่งอยู่ในอัฒจันทร์ฝั่งประธานหรือเปล่า เราไม่สามารถทราบได้ แต่เมื่อพิจารณาจากค่านิยมของกีฬาในประเทศดังกล่าว หากไม่มีแฟนฟุตบอลสิงคโปร์ตามมาเชียร์แม้แต่รายเดียว ผู้เขียนก็มองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก

ก้าวเท้าเข้าสู่ภายในสนาม เราพบว่า มีกองเชียร์ชาวอินโดนีเซียนั่งรออยู่ในสนามเป็นจำนวนมากแล้ว บางส่วนมากับเพื่อนและนั่งเป็นกลุ่มราว 4-5 คน และมีส่วนที่เป็นกลุ่มใหญ่ เป็นกองเชียร์หลักราวหลายสิบคน กำลังแต่งแต้มสนามแห่งนี้ให้เป็นรังเหย้าของทีมชาติอินโดนีเซีย

พวกเขาเตรียมพร้อมมาก อุปกรณ์การเชียร์ครบมือ แฟนอินโดนีเซียเหล่านี้มีป้ายเชียร์มากมาย ที่ช่วยปลุกใจนักเตะของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น “THIS IS GARUDA” (นี่คือการูดา), “MAJU TERUS TIMNUS INDONESIA” (บุกเข้าไปอินโดนีเซีย), “TIDAK MINTA DITEMANI TIDAKTATUK DIMUSUHI INDONESIA SAMPAI MATI” (ไม่ได้มาหาเพื่อน ไม่ได้เป็นศัตรู อินโดนีเซียจนวันตาย) รวมถึงป้ายเรียกรอยยิ้มอย่าง “NO MIYABI NO PARTY” ป้ายเชียร์อดีตดาราสาวเอวี มาเรีย โอซาวา ที่ใส่เสื้ออินโดนีเซียมาเชียร์ในนัดก่อนหน้า

เสียงนกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มต้นเกม เสียงกลองของแฟนบอลอินโดนีเซียดังลั่น เสียงเพลง “AYO! Indonesia” อันหมายความว่า บุกเข้าไปอินโดนีเซีย ดังไม่เคยขาดสาย ไม่นานัก กลุ่มกองเชียร์หลัก ได้กวักมือกลุ่มคนที่นั่งแยกออกไปให้มารวมตัวร้องเพลงเชียร์ด้วยกัน

ผู้เขียนยอมรับว่าการเชียร์ของพวกเขาน่าตื่นตาตื่นใจ จนแทบไม่ได้ดูการแข่งขันในสนาม มันดุดัน และมีความป่าเถื่อน กองเชียร์อินโดนีเซียมีเพลงล้อเลียนทีมชาติสิงคโปร์โดยเฉพาะ พวกเขาประสานเสียงร้องเพลงดังกล่าวดังลั่น ยามที่นักเตะสิงคโปร์ทำอะไรไม่ถูกใจ

บางครั้งพวกเขาก็ทำอะไรที่มันเลยเถิดไปบ้าง เช่น การขอให้นักเตะโยนขวดน้ำจากข้างสนาม (ซึ่งจัดเตรียมไว้ให้นักเตะ) ขึ้นมาให้กองเชียร์ที่กำลังคอแห้งบนอัฒจันทร์ (สนามไม่อนุญาตให้ผู้ชมเอาอาหารเครื่องดื่มเข้าสนาม) ตั้งแต่เกิดมาผู้เขียนยังไม่เคยเห็นกองเชียร์แบบไหน ขอให้นักเตะทำแบบนี้

เพี้ยนไปกว่านั้น คือนักเตะดันหยิบขวดน้ำขึ้นมา แล้วตั้งท่าจะโยนให้กองเชียร์เสียจริงๆ โชคดีที่ผู้กำกับเส้นมาเห็นเข้าพอดี จึงได้ปรามเอาไว้ว่าทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้น เราคงได้เห็นภาพที่เกิดคาดไปมากกว่านี้แน่ (อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังกองเชียร์อินโดนีเซีย ก็แอบเอาน้ำเข้าสนามได้อยู่ดี)

ความบ้าคลั่งของแฟนอินโดนีเซียพุ่งสูงถึงขีดสุด เมื่ออินโดนีเซียขึ้นนำสิงคโปร์ 1-0 กองเชียร์บางส่วนพากันปีนรั้วอย่างบ้าคลั่ง มันเป็นภาพที่ผู้เขียนเห็นจนชินยามดูคลิปกองเชียร์อินโดนีเซีย แต่เมื่อมาเห็นภาพเหล่านั้นด้วยตาตัวเอง เราจึงเข้าใจว่าเหตุใด คนประเทศนี้ถึงคลั่งไคล้ฟุตบอลจนฆ่ากันตายได้จริงๆ

หลังการฉลองชัยประตูแรกสิ้นสุดลง กองเชียร์อินโดนีเซียถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิดจากหน่วยรักษาความปลอดภัย ที่ไม่สามารถหยุดยั้งความบ้าคลั่งของพวกเขาได้เลย ทันทีที่อินโดนีเซียยิงประตูที่ 2 กองเชียร์เหล่านั้นก็พากันปีนรั้วอีก

ผู้เขียนจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าหากมีประตูที่ 3 พวกเขาจะปีนรั้วอีกหรือไม่ น่าเสียดายที่เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น เราจึงไม่ได้เห็นแฟนอินโดนีเซียปีนรั้วอีก แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นพวกเขาดีใจสุดเหวี่ยงกับชัยชนะแทน

ก้มมองนาฬิกา เวลาล่วงเลยผ่าน 22:00 น. ผู้เขียนคิดว่าคงจะถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับที่พัก การเดินทางขากลับไม่ได้ยากอีกต่อไป รถไม่ติดเหมือนในช่วงเย็น Grab ก็หาได้ง่าย รอไม่ถึง 5 นาที เราก็พาตัวเองสู่ที่นั่งด้านหลังคนขับ เดินทางกลับสู่ที่พักอย่างปลอดภัย

ระหว่างทางขากลับ ผู้เขียนทบทวนถึงสิ่งที่เจอตลอดวันที่ผ่านมา ว่าสุดท้ายแล้วเรารู้สึกอย่างไรกับซีเกมส์ครั้งนี้ ซีเกมส์ที่ย่ำแย่ ซีเกมส์ที่น่าอับอาย ซีเกมส์ที่ตั้งคำถามแก่ผู้คนทั่วภูมิภาคนี้ว่า เรายังจะจัดมหกรรมกีฬานี้ไปเพื่ออะไร?

แน่นอนว่า กีฬาซีเกมส์ 2019 ไม่ใช่กีฬาที่พร้อม ในฐานะของแฟนบอลคนหนึ่ง
เราสัมผัสได้ถึงข้อบกพร่องมากมาย แต่ในอีกทางเราสัมผัสได้ถึงความพยายามอย่างเต็มที่ ถึงจะเป็นการแก้ไขปัญหาแบบ “วัวหายล้อมคอก” ก็ตามที

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ผู้เขียนได้เห็นภาพที่น่าประทับใจมากมาย เราได้เห็นมิตรภาพของชาวไทยที่รวมใจเป็นหนึ่ง แม้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน, ได้เห็นความบ้าคลั่งของชาวอินโดนีเซีย ความชิงชังที่พวกเขามีให้ต่อสิงคโปร์ และที่สำคัญที่สุด คือการช่วยเหลืออย่างดีจากชาวฟิลิปปินส์

อาเซียน คือ ภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากเป็นอันดับต้นๆของโลก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครสักคนจะเข้าใจ หรือมองเห็นทั้งหมดในเวลาอันสั้น แต่เรามองเห็นเรื่องราวเหล่านั้นได้มากมาย ภายในระยะเวลาแค่วันเดียว ผ่านชมฟุตบอลในกีฬาซีเกมส์ 2019

หากมีใครถามว่า เหตุผลอะไรที่กีฬาซีเกมส์ควรจัดขึ้นต่อไป? อย่างน้อยผู้เขียนก็รู้ว่า เราได้ค้นพบเหตุผลนั้นแล้ว



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง