mainstand

Voice of People

วิรุฬห์ วิเชียรวัฒนชัย : ชายผู้เดินทางไปเชียร์ไทยนับแสนไมล์ โดยไม่สนใจใครมองว่าบ้า



‘คนเราจะยอมทุ่มเทขนาดไหนเพื่อเชียร์นักกีฬาที่เรารัก?’



บางคนอาจจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จเพื่อมานั่งเชียร์หน้าจอโทรทัศน์ หรือบางคนอาจจะเดินทางเข้าไปชมในสนามเพื่อส่งเสียงเชียร์ในระยะใกล้ชิด แต่สำหรับ ‘วิรุฬห์ วิเชียรวัฒนชัย’ หรือที่คนทั่วไปในรู้จักในชื่อ ‘น้าหลิ่ม’ ไปไกลกว่านั้นมาก เขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยในแทบทุกประเทศที่ลงแข่งขัน รวมระยะทางหลายแสนไมล์ ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาทุ่มเทขนาดนั้น? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันจากบทสัมภาษณ์นี้


ความทรงจำในวัยเด็ก

อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ดินแดนใต้สุดของประเทศไทย ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ในวันที่โทรทัศน์ยังเป็นสิ่งของสำหรับคนมีฐานะเท่านั้น นี่คือบ้านเกิดของน้าหลิ่ม ที่ตอนนั้นยังเป็น เด็กชายวิรุฬห์ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ ฐานะทางบ้านน้าหลิ่มไม่ได้ร่ำรวย ดังนั้นความประทับใจแรก เกี่ยวกับกีฬาจึงมาจากหนังสือพิมพ์

“ความทรงจำเกี่ยวกับกีฬาครั้งแรกของพี่คือฟุตบอล ดูจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พี่อยู่บ้านนอก อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ติดชายแดนเลย ภาพในหนังสือพิมพ์ตอนนั้นคือเห็นคนเข้าไปเชียร์ฟุตบอล โห…แบบเต็มสนามอะ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดอินเนอร์อยู่ข้างใน เพราะเราเป็นคนบ้านนอกไง พอเห็นอะไรแบบนี้ คือเราไม่เคยเห็นของจริง มันตื่นเต้น ทำไมคนเยอะขนาดนี้ ภาพนี้มันก็ฝังอยู่ในหัวตั้งแต่ตอนเด็ก”

และนอกจากการอ่านหนังสือพิมพ์แล้ว บางครั้งเด็กชายวิรุฬห์ก็มีโอกาสติดสอยห้อยตามพี่ชายไปดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษที่โทรทัศน์บ้านคนอื่น

“บ้านพี่ติดประเทศมาเลเซีย เด็ก ๆ เราก็มีโอกาสได้ดูฟุตบอลในช่องของมาเลเซีย เพราะสมัยนั้นช่องบ้านเรายังไม่มีถ่ายทอดสด จำได้ว่าตอนนั้นได้ดูบอลอังกฤษ เป็นเอฟเอคัพรอบชิง น่าจะเป็นแมนยูเจอกับอาร์เซน่อล ตอนนั้นนั่งดูกับพี่ชาย ก็เหมือนได้ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก”

แม้จะเป็นเด็กบ้านนอก แต่เมื่อความหลงใหลในกีฬาเริ่มก่อตัว ระยะทางไกลก็ไม่ใช่อุปสรรค น้าหลิ่มในวัยเด็ก ค่อย ๆ ซึมซับกีฬาจากทุกทางเท่าที่จะทำได้ จนเมื่อเติบโตขึ้น ก็เริ่มพัฒนาบทบาทจากกองเชียร์หน้าจอ มาลงแข่งในสนามดูบ้าง

“สมัยเรียนพี่เป็นนักกีฬาด้วย ทั้งบาสเกตบอล ปิงปอง แบตมินตัน พี่เล่นหลายกีฬา เป็นนักกีฬาโรงเรียน นักกีฬาคณะวิศวะกรรมที่ลาดกระบัง (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)”

ปัจจัยและบทบาทหลายอย่าง หล่อหลอมให้น้าหลิ่มกับคำว่ากีฬารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้น้าหลิ่มกลายเป็นกองเชียร์ไทยที่ทุกคนพูดถึง เพราะเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตให้น้าหลิ่มกลายเป็นน้าหลิ่มเช่นในปัจจุบันเกิดขึ้นในตอนที่น้าหลิ่มเข้าสู่วัยทำงาน กลายเป็นชายวัยกลายคนแล้ว…

 

คืนที่เต็มไปด้วยดาว (สีทอง)

“เชียร์ทีมชาติไทยในสนามครั้งแรกแบบเต็ม ๆ คือปี 2007 ที่สนามศุภชลาศัย ที่ตั๋วหายาก ๆ ตอนนั้นพี่ก็ไปหาตั๋วมาแจก น่าจะเป็นไทยแข่งกับสิงคโปร์ พี่ก็ทำป้ายใหญ่ ๆ ใส่เสื้อเหลืองเข้าไป”

“2007 นี่ก็สนุกแล้ว แต่ที่กระชากใจจริง ๆ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคือตอนที่ได้ไปเชียร์ที่เวียดนาม” น้าหลิ่มเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิต

เดือนธันวาคม ปี 2008 ในขณะนั้นการแข่งขัน AFF Suzuki Cup กำลังเข้มข้นดุเดือด ท่ามกลางอากาศหนาว ทีมชาติไทยชุดนั้นโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งคู่แข่งที่ต้องเจอเป็นด่านสุดท้ายคือทีมชาติเวียดนามคู่ปรับตลอดกาล

“นัดแรกเราแพ้เวียดนามมาก่อน 1-2 คือตอนนั้นเราคิดว่ามันต้องชนะ แต่ดันแพ้ในบ้านก่อนเลย แล้วพอนัดสองที่ต้องไปเยือน ต้องชนะอย่างเดียว”

“ก่อนไปก็มีแต่คนบอกว่า มึงอย่าไปนะเว้ย กองเชียร์เวียดนามมันดุนะ เดี๋ยวไม่ปลอดภัย แล้วตั๋วก็ไม่รู้จะหายังไง ทุกอย่างเป็นอุปสรรคหมด แต่ด้วยใจที่อยากไป ยิ่งไปยากก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องไปให้ได้ แล้วนัดแรกเราแพ้ด้วย ยังไงก็ต้องไปเว้ย”

สุดท้ายน้าหลิ่มก็จัดการเรื่องตั๋วสำเร็จ ก่อนจะรวบรวมสมัครพรรคพวกตามเว็บบอร์ดที่จะไปด้วยกันมานัดเจอที่สนามบินโดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย…แต่นี่แหละคือเสน่ห์ของการเชียร์กีฬา

“บรรยากาศตอนนั้นโคตรสุดยอด ทั้งอากาศ ทั้งการแข่งขัน จำได้ว่าตอนแรกเรายิงนำ 1-0 ก่อน แต่ก่อนจะหมดเวลา เล กง วินห์ โหม่งตีเสมอ 1-1 แล้วสุดท้ายก็จบแบบนี้ เวียดนามได้แชมป์ แต่ความประทับใจมันหลังจากนั้น เพราะจากที่คนบอกเราว่ามันอันตราย แต่พอไปจริง ๆ เราก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นอะไรแบบนั้นเลย คนเวียดนามก็ไนซ์ ทุกคนยินดีต้อนรับ”

“พอเราออกจากสนาม…พูดตอนนี้แม่งยังขนลุกเลย” น้าหลิ่มหยุดพูดก่อนจะโชว์แขนให้ดูว่าถึงแม้ตอนนี้ที่ผ่านมาเกินทศวรรษแล้ว แต่ความทรงจำในวันนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจ

“เขาออกมาฉลองกันเต็มถนน เต็มเมือง มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนโบกธงชาติเวียดนาม ดาวสีทองเต็มไปหมด ระหว่างทางกลับโรงแรม คนเวียดนามก็ดึงพวกเราทุกคนไปกินเบียร์ ไปร่วมฉลองด้วยกัน มันคือมิตรภาพ ไม่เห็นอันตรายแบบที่เค้าพูดกันเลย”

“บรรยากาศนี้มันหล่อหลอมให้เรารู้สึกว่าทำไมประเทศเขามันสุดยอดขนาดนี้ ทำไมคนเวียดนามรักชาติขนาดนี้ ก็เลยรู้สึกอยากเห็นบ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง และจากเหตุการณ์นั้น...ก็ทำให้ผมเริ่มตามเชียร์ทีมชาติไทยแบบจริงจัง” 

 

กองเชียร์แสนไมล์ 

หลังจากค่ำคืนแห่งความทรงจำในเวียดนาม การเดินทางท่องโลกกว้างของชายผู้ที่อยากส่งเสียงเชียร์ทีมชาติไทยไม่ว่าจะมีการแข่งขันที่มุมไหนของโลกก็ได้เริ่มต้นขึ้น 

“ตอนนี้น่าจะประมาณกว่า 20 ประเทศได้ที่เดินทางไปเชียร์ทีมชาติไทย รวมๆแล้วก็เดินทางเป็นแสนๆไมล์แล้วมั้ง” น้าหลิ่มเริ่มเล่าประสบการณ์ ที่หลายคนมองว่าบ้าให้เราฟัง

“ถ้าจะถามถึงความประทับใจ จริง ๆ ทุกประเทศทุกที่มันมีสตอรี่ของมันให้เราได้จดจำ แต่ที่นึกออกตอนนี้แล้วรู้สึกว่าน่าประทับใจคือตอนที่ไปเชียร์ที่มองโกเลีย”

“ตอนนั้นไปเชียร์ฟุตบอล U19 ความใฝ่ฝันของกองเชียร์ไทยส่วนใหญ่คือการได้เชียร์ท่ามกลางหิมะ ตอนนั้นก็ลุ้นว่านัดที่ไทยแข่งหิมะจะตกหรือเปล่า เราเจอกับมองโกเลีย แล้วหิมะก็ตกพอดี เหมือนได้เจอประสบการณ์เชียร์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน สนุกดี”

“อีกทริปที่อยู่ในความทรงจำคือตอนที่ตามไปเชียร์ทีมชาติไทยที่ประเทศอิหร่าน ครั้งนั้นเป็นทัวร์ศูนย์คืน คือ บินไปถึง เข้าสนามไปเชียร์ เชียร์เสร็จก็มานอนสนามบิน แล้วก็บินกลับเลย” 

“มีอีกทริปหนึ่ง….ครั้งนั้นเริ่มต้นจากเดินทางไปเชียร์ทีมชาติไทยชุดใหญ่อุ่นเครื่องกับจีน ที่ประเทศจีน ซึ่งเราชนะได้ทำให้เรามีคิวแข่งกับทีมชาติอุรุกวัยที่ประเทศจีนต่อ แต่ระหว่างนั้นมันก็มีทีมชาติไทยชุด U23 กับ 19 แข่งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม” 

“ดังนั้นหลังจากดูไทยชุดใหญ่แข่งกับจีนเสร็จ รุ่งขึ้นก็ต้องบินจากจีนมาฮานอย เชียร์ชุด U23 เจอกับอินโดนีเซีย พอจบนัดนี้ รุ่งเช้าอีกวันก็ต้องบินจากฮานอย ไปลงที่เมืองญาจาง ทางใต้ของประเทศเวียดนาม” 

“เชียร์ชุด U19 เชียร์เสร็จปุ๊ปก็ไม่ได้นอนที่ญาจางนะ บินกลับมานอนที่ฮานอย เพื่อที่รุ่งเช้าจะได้บินไปจีนเชียร์ชุดใหญ่เจอกับอุรุกวัยได้เลย 

“หลังจากนัดไทยเจอกับอุรุกวัยเราก็บินกลับมาจัดการธุระที่ไทย แต่ทริปนี้ยังไม่จบนะ เพราะวันต่อมาก็บินกลับไปเวียดนาม เชียร์ชุด U19 นัดชิงชนะเลิศ ส่งท้ายทริปมหาโหดนี้”

“แม่งโคตรเหนื่อยเลย เหนื่อยกับการเดินทางนี่แหละ (หัวเราะ)” น้าหลิ่มพูดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะ 
เชียร์แล้วได้อะไร? 

ตลอดระยะเวลานับกว่าสิบปีที่น้าหลิ่มทุ่มเททั้งตัว และหัวใจในการตามเชียร์ทีมชาติไทย เสียทั้งเงินทอง ทั้งเวลา ในฐานะนักธุรกิจคนหนึ่ง ใครหลายคนมองว่าเขาน่าใช้เวลาไปกับการต่อยอด และพัฒนาธุรกิจของตัวเอง แต่เขารู้ดีว่า…สิ่งที่เขาทำไม่เคยสูญเปล่า ต่อให้เขาเชียร์ไทยเพียงคนเดียว ในสนามก็ตาม 


“พี่ว่าเสียงเชียร์สำคัญนะ  มีแมตช์หนึ่งที่เห็นชัดเจนเลยคือตอนที่พี่ไปเชียร์คนเดียวทั้งสนาม ที่เวียดนาม ตอนนั้นก่อนไปก็มีคนบอก…ตามประสาคนไทยอะว่าชุดนี้มันเล่นห่วยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเราได้ยินแบบนี้เรากลับรู้สึกว่ามันยิ่งต้องไป”

“นัดนั้นเราเจอกับกัมพูชาที่ฮานอย พอพี่เข้าไปในสนามปุ๊ป…ไม่มีใครเลยเว้ย แต่ตอนนั้นบอลจะเริ่มละ เราก็เอาวะ ลุย!”

“พี่ก็เชียร์ของพี่ไป คนเดียวก็คนเดียววะ แต่พอเชียร์แล้วมันสนุกเว้ย เพราะเรารู้สึกว่าพอเรายิ่งเชียร์ นักกีฬายิ่งวิ่ง คือเราคนเดียว เราไม่ต้องสนใจอย่างอื่นไง เราก็เชียร์ไป เพลงทุกอย่างที่สรรหามาได้ ก็งัดออกมาหมด แล้วโชคดีที่นัดนั้นชนะ”

“ออกจากสนามมาพี่ก็ไปหาอะไรกิน ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าภาพของเราเต็มโซเชียลไทยแล้ว สักพักก็มีสื่อติดต่อมาเต็มไปหมด ยังงงอยู่เลย (หัวเราะ)” น้าหลิ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเขากลายเป็นไวรัลบนโซเชียล จากการเป็นผู้ชมเพียงคนเดียว ในรายการ AFF U-19 Youth Championship... 

สิ่งที่น้าหลิ่มทำคือการต่อสู้เคียงข้างไปกับนักกีฬา ไม่ว่าระยะทางจะไกลแค่ไหนถ้าไม่ลำบากเกินไปเขาก็จะพยายามเดินทางไปเชียร์เกาะขอบสนามให้ได้ เพราะเขาเชื่อว่าพลังแห่งเสียงเชียร์นั้นมันช่วยนักกีฬาไทยทุกคนได้ จริงอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับ “เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม ที่มีความเชื่อและพร้อมสนับสนุน สนับสนุนเคียงข้างนักกีฬาตามสโลแกนที่ว่า “ทีมชาติไทย...มั่นใจสู้ไปด้วย” 

น้าหลิ่มเข้าใจว่าการจะทำแบบเขาได้นั้นต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างเยอะ  แต่สำหรับเขา เขาเชื่อว่าทุกกำลังใจมีความหมาย 


“ไม่ต้องทำแบบผมหรอก…” น้าหลิ่ม พูดถึงสิ่งที่ตัวเองทำ โดยที่เขารู้ว่ามันก็อาจเกินตัวสำหรับคนทั่วไป 

“แต่ปีๆนึง ผมอยากให้คนไทยเข้าไปเชียร์นักกีฬาในสนาม กีฬาอะไรก็ได้ สักนัดนึง เรามีตั้ง 60 กว่าล้านคน คนนึงหนึ่งแมตช์ กีฬาอะไรก็ได้ นี่คือฝันที่อยากเห็น หรือถึงเวลาเลิกงาน มีเวลาว่างก็เปิดทีวี วิทยุ หรือโซเชียล ดูกีฬาไทยเวลามีแข่ง อย่างน้อยดูสักนิดนึงก็ยังดี”

“ส่วนตัวพี่คิดว่าเราโตมาป่านนี้...เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อประเทศเรา ซึ่งพี่ก็เลือกวิธีนี้ และก็อยากเป็นแพชชั่นให้คนอื่นทำตาม” 

“เพราะวิธีที่ดีที่สุดที่เราจะสอนคนคือเราต้องทำให้ดู” น้าหลิ่ม กล่าวทิ้งท้าย 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง