mainstand

Feature

กว่าจะรู้เดียงสา : 'ตอร์เรส' จะเป็นยอดนักเตะยิ่งกว่านี้หากไม่มีจุดอ่อนที่ “นิสัย”



เฟร์นันโด ตอร์เรส กองหน้าที่ดีที่สุดในโลกในยุคของเขาได้ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการแล้วหลังจากค้าแข้งมายาวนานถึง 18 ปี ...


 

หลายคนอาจจะแปลกใจกับพาดหัวของเราและคิดว่านักเตะอย่าง เฟร์นันโด ตอร์เรส ยังยิ่งใหญ่ไม่พออีกหรือ? แชมป์โลก 1 สมัย, แชมป์ยูโร 2 สมัย, แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย, ยูโรปาลีก 2 สมัย รวมถึงสถิติส่วนตัวมากมายที่ยิงประตูไปกว่า 300 ลูกตลอดชีวิตค้าแข้ง มันควรจะเป็นนักเตะในระดับที่หาได้เพียงหยิบมือด้วยซ้ำไป ...

ที่สุดแล้วฟุตบอลไม่ได้วัดกันที่ฝีเท้าเพียงอย่างเดียวที่จะบอกได้ว่าใครจะไปถึงจุดสูงสุดได้ สำหรับ ตอร์เรส นั้นเขาขึ้นไปได้ก็จริง แต่ก็ลงมาสู่สามัญอย่างรวดเร็ว และเราพอรู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้น ...

 

ตอร์เรส ที่พีกที่สุด และ พังที่สุด เป็นไปได้ขนาดไหน?

หากใครดูฟุตบอลมาในระดับหนึ่งคงรู้ว่า เฟร์นันโด ตอร์เรส นั้นเก่งมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่ใช่พลุแค่ดังขึ้นมาเปรี้ยงเดียวตอนวัยรุ่นและดับไปเหมือนหลายๆ คน แต่เขาคือเด็กอัจฉริยะตั้งแต่อยู่กับ แอตเลติโก มาดริด สโมสรแรกในชีวิตของเขา และความเก่งของเขาฉายออกมาตั้งแต่วันคัดตัวตอนอายุแค่ 10 ขวบเท่านั้น


Photo : f9tfans.persiangig.com

"มีเด็กมาคัดตัว 200 คนใน พาร์ค เดอ ลา ครูซ โค้ชที่ชื่อว่า เปโดร เดล มาโซ แบ่งเด็กแต่ละครเพื่อลองลงทีมแข่งกันเพื่อพิจารณาจากฝีเท้าในภายหลัง แต่พอเขาเห็นเด็กที่ชื่อ เฟร์นันโด เขาแทบไม่ต้องรอการประกาศตัวเลยด้วยซ้ำ" มานูเอล บรินาส ผู้ดูแลทีมอคาเดมี่รุ่นเล็กของ แอตเลติ ว่าถึงวันแรกที่ทีมได้สัมผัสกับ ตอร์เรส ขณะที่ตัวของ ตอร์เรส เองก็ได้เล่าถึงสิ่งที่เขาเป็นในเวลานั้นว่าการเล่นกับเด็กรุ่นเดียวกันมันง่ายมากสำหรับเขา

"ครั้งแรกที่ผมได้ลงสนามหญ้าจริงๆคือตอนอายุ 10 ขวบ ผมเล่นให้ทีม ราโย 13 (ทีมท้องถิ่นที่ได้รับการดูแลโดย แอตฯ มาดริด) มันเป็นปีที่ดีนะ หลังจบปีนั้น แอตฯ มาดริด ก็เลยมอบโอกาสให้นักเตะในทีมเรา 3 คน ผมคือ 1 ในนั้น … ส่วนเหตุผลที่ถูกเลือกคือผมยิงคนเดียวไป 55 ลูก" ตอร์เรส พูดไปก็ยิ้มไป   


Photo : www.belfasttelegraph.co.uk

เรื่องราวหลังจากนั้นไม่ได้แปลกประหลาดหรือฉูดฉาดจนน่าตกใจ เพราะทุกรุ่นทุกอายุ ตอร์เรส ยิงแหลกไม่เผื่อแผ่ใครจนกระทั่งเขากลายเป็นผู้เล่นประวัติศาสตร์ด้วยการ ทำสถิติเป็นนักกีฬาอายุน้อยที่สุด ที่เล่นให้กับสโมสรแอตฯ มาดริด และเป็นกัปตันที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่แค่สถิติเท่านั้นแต่ความเป็นผู้นำ และจำนวนประตู รวมถึงฟอร์มการเล่น ทุกอย่างต่างชี้ชัดว่า ตอร์เรส เป็นของจริง ยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อเข้าย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2007 และเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดของหงส์แดงในเวลานั้น (26 ล้านปอนด์) หลังจากนั้นทุกอย่างก็ชัดเจนแบบที่ไม่ต้องมีใครเถียง … แม้ไม่ใช่แฟนลิเวอร์พูลก็กล้ายอมรับว่า ตอร์เรส ในเวลานั้นร้อนแรงจนยากจะหาใครมาหยุดอยู่

"สำหรับ ตอร์เรส เนี่ย ผมยอมรับจากใจจริงเลยว่าเขาคือยอดกองหน้าระดับท็อปอย่างแท้จริง เผลอๆ อาจจะเป็นคนที่เก่งสุดใน พรีเมียร์ลีก ณ เวลานั้นเลยด้วยซ้ำ" นี่คือสิ่งที่ เนมันย่า วิดิช 1 ในกองหลังที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกคือคนที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร ทุกครั้งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ของเขาจะต้องเจอกับ ลิเวอร์พูล ภาพจำในเวลานั้นคือภาพที่ ตอร์เรส ใช้ความเร็วเอาชนะวิดิช และเข้าไปยิงประตู หรือไม่ก็ถูกทำฟาวล์จนต้องเสียใบแดง

เก่งสุดใน พรีเมียร์ลีก ณ เวลานั้นสำหรับ วิดิช หมายถึงอะไร? ... ในฤดูกาล 2007-08 พรีเมียร์ลีกมีดาวยิงอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ดิมิท่าร์ เบอร์บาตอฟ, คาร์ลอส เตเวซ, เวย์น รูนี่ย์ และ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ … มีเพียง โรนัลโด้ เท่านั้นที่ยิงได้มากกว่าเขา


Photo : www.dreamteamfc.com

แต่ทันทีที่เขาย้ายจาก ลิเวอร์พูล ไป เชลซี ด้วยราคา 50 ล้านปอนด์ในเดือนมกราคม 2011 หลายสิ่งหลายอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ... จากเครื่องจักรถล่มประตูเหลือเพียงกองหน้าที่มีจังหวะผิดพลาดบ่อยจนไม่น่าเชื่อ ปกติแล้ว ตอร์เรส เฉียบขาดมากในการเล่น 1 ต่อ 1 กับผู้รักษาประตู รวมถึงการรอเข้าฮอร์สที่เป็นจุดเด่นของเขา แต่ที่เชลซี เขาทำไม่ได้เลย ช่วงเวลาที่ประทับใจเหมือนกับตอนที่อยู่กับ แอตฯ มาดริด และ ลิเวอร์พูล นั้นแทบไม่มีให้เห็น ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะกล่าวเอาเรื่องถ้วยแชมป์มาแย้งว่าจริงๆ แล้ว ตอร์เรส ก็ประสบความสำเร็จจนน่าชื่นชม ... มันก็จริงอยู่แต่นั่นมันถูกแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

ตอร์เรส ไม่เคยต้องรอการยิงประตูได้นานกว่า 900 นาทีมาก่อนในชีวิตจนกระทั่งอยู่กับ เชลซี, อีกทั้งไม่เคยมีฤดูกาลใดเลยที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่เขายิงในเกมพรีเมียร์ลีกได้ถึงเลข 2 หลัก ย่ำแย่ที่สุดคือการยิงได้แค่ประตูเดียวจาก 18 เกมที่ลงสนาม สถิติดังกล่าวบอกได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ


Photo : www.sportskeeda.com

นี่คือความแตกต่างที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น หากเป็นนักฟุตบอลก็เรียกได้ว่าเป็นการยืนระยะที่สั้นมาก แม้จะมีข้อเท็จจริงที่นำมาแย้งว่าเหตุผลที่ ตอร์เรส ฟอร์มตกเพราะระบบการเล่นที่แตกต่าง รวมไปถึงอาการบาดเจ็บที่เคยได้รับการผ่าตัดมาถึง 2 ครั้ง ทว่ามีจุดน่าสงสัยอยู่ 1 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครไม่เอะใจว่ามันอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ ตอร์เรส สิ้นสุดความดังตั้งแต่ตอนที่อายุยังไม่ถึงเลข 3 นั่นคือเรื่องของ "นิสัย"

 

พระเอกที่มีแต่คนรัก

ในโลกของการแข่งขัน โดยเฉพาะฟุตบอลยุคใหม่ที่มีเดิมพันสูงและมีเม็ดเงินสะพัดจนนักฟุตบอลกลายเป็นยิ่งกว่าดารา ดังนั้น ทุกจังหวะ ทุกนาทีมีสายตาเป็นร้อยล้านคู่มองดูจากทั่วทุกมุมโลก และการเปลี่ยนแปลงของวงการนำมาซึ่งสิ่งที่เหล่านักฟุตบอลอาชีพทุกคนต้องเจอนั่นคือคือความกดดัน และการรับมือกับสิ่งเร้ารอบข้าง ไม่ว่าจะจากสื่อ, แฟนบอล, โค้ช และเพื่อนนักเตะด้วยกันเอง ... เฟร์นันโด ตอร์เรส เป็นคนนิสัยอย่างไร? เขาเป็นคนที่เลวร้ายจนส่งผลกับฟอร์มในสนามเลยหรือ? ...


Photo : propaganda.photoshelter.com

เปล่าเลยเพราะ Lifebogger เว็บไซต์ที่รวมรวมชีวประวัติของคนดังจากหลากหลายวงการให้คำอธิบาย "เอล นินโญ่" ว่าเป็นคนที่มีนิสัยดี ไปอยู่ไหนใครก็รัก เห็นอกเห็นใจคนรอบข้าง, ใช้ชีวิตเรียบง่าย, ฉลาด, สุภาพ และ รักเสียงดนตรี โดยข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากปากคำของเจ้าตัวเองในวันที่เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Torres: El Niño: My Story ในปี 2009

เรียกได้ว่าจะเป็นพระเอกละครสักเรื่องนึงก็ไม่ผิดนัก นิสัยด้านดีที่เป็นจุดแข็งของ ตอร์เรส ทำให้เขาประสบความสำเร็จกับ แอตฯ มาดริด และ ลิเวอร์พูล เพราะสถานการณ์ และ โครงสร้างของทั้ง 2 ทีมที่กล่าวมานั้นมีลักษณะที่คล้ายๆ กัน นั่นคือเป็นทีมที่มีความสำเร็จไม่มาก (ในยุคที่ ตอร์เรส เล่นให้ทั้งสองทีม) แต่มีศักดิ์ศรี, มีประวัติศาสตร์ และมีความสัมพันธ์ภายในแบบเป็นครอบครัวสูงมาก  

ทุกคนที่แอตฯ มาดริด ไว้ใจในตัว ตอร์เรส เป็นอย่างมาก โค้ชทีมเยาวชนที่ชื่อว่า อันเดรียส เพราเลส บอกว่า ตอร์เรส เป็นเด็กหนุ่มที่มหัศจรรย์ เป็นศูนย์กลางของทีม และมีจิตใจดีมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นพวกใจเสาะและยอมแพ้ปัญหาง่ายๆ บ่อยครั้งที่เขาจะบ่นเพื่อนร่วมทีมบ้างที่ไม่ยอมผ่านบอลให้ แต่สุดท้ายแล้วเพื่อนๆ จะเชื่อในคุณภาพของเขาและผ่านบอลให้ในช่วงเวลาที่ทีมต้องการประตูมากทื่สุดอยู่ดี   

จุดนี้มันทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า "happy work place" คือเมื่อบรรยากาศรอบตัวในงานทำงานดี สิ่งที่นักเตะแสดงออกมาคือการเล่นแบบไร้ความกดดัน ยิ่งสำหรับคนอย่างตอร์เรสนั้นความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อเขาได้รับการไว้วางใจเขาจะรีดศักยภาพของตัวเองออกมาได้ดี ดังนั้นการทำงานสไตล์ครอบครัวแบบ แอตฯ มาดริด จึงเหมาะสมกับเขาและทำให้เขาแจ้งเกิดได้อย่างแท้จริง


Photo : www.20minutos.es

ตอนที่เขาเล่นให้กับ แอตฯ มาดริด รอบแรกเพื่อนนักเตะรุ่นพี่, โค้ช และ แฟนบอลเรียกเขาว่า "เอล นินโญ่" ที่แปลว่า "ไอ้หนูน้อย" แค่ฉายาก็บ่งบอกถึงความเอ็นดูกันแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ อดีตนักเตะที่เคยเป็นเพื่อร่วมทีมของ ตอร์เรส และเป็นเจ้านายของเขาในวันที่ ตอร์เรส ย้ายกลับมาจาก เชลซี อธิบายถึงโครงสร้างทีมไว้ในทิศทางเดียวกันนี้อย่างชัดเจนว่าการที่ แอตฯ มาดริด เป็นทีมที่แข็งแกร่งได้เกิดจากความผูกพันของผู้เล่นในทีม มากกว่าการนี่จะมีซูเปอร์สตาร์ยืนเด่นอยู่คนเดียว

"แอตเลติ เชื่อว่าความสำเร็จในสนามมาทีหลังเรื่องของความรู้สึก พวกเราไม่ใช่แค่ทีม แต่ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว" ซิเมโอเน่ กล่าวเริ่ม "ที่แห่งนี้ไม่มีนักเตะคนใดใหญ่ไปกว่าทีม ผมรักและเคารพทุกคนที่เคยร่วมงานด้วย สิ่งที่ยากที่สุดของการมีตัวตนในโลกฟุตบอลคือการหาให้เจอว่าจริงๆ แล้วสโมสรไหนที่คุณต้องการจะอยู่ด้วยใจจริง"

"ดิเอโก้ โกดิน, ฆวนฟราน อยากอยู่กับทีมเรา กาบี้ ก็เป็นคนที่เล่นได้ดีตลอด ฟิลิปเป้ หลุยส์, โอลิเบร์ ตอร์เรส และ เฟร์นันโด ตอร์เรส ที่คิดถึงบ้านหลังนี้จนต้องย้ายกลับมา รวมถึง อองตวน กรีซมันน์ ด้วย เราเป็นมากกว่าทีม เราคือครอบครัว และพวกเราทุกคนผูกพันกันจริงๆ" เอล โชโล่ ว่าไว้ในช่วงที่ ตอร์เรส หนีจาก เชลซี มาพักใจที่ถิ่นเก่าอีกครั้งในช่วงปี 2015  พร้อมด้วยการเปิดตัวที่สนาม บิเซนเต้ กัลเดร่อน รังเก่าที่มีแฟนบอลของทัพตราหมีเข้ามาร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง


Photo : nairaland.com

บรรยากาศในทีมส่งผลกับคนที่ชื่นชอบในความเรียบง่ายอย่าง ตอร์เรส แบบจังๆ การอยู่กับ แอตฯ มาดริด สำหรับ ตอร์เรส เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่การทำงาน และไม่เคยเบื่อช่วงเวลาที่ มาดริด เลยแม้แต่น้อย เขาเคยเล่าว่าแม่ของเขาต้องเสียสละเวลาและเงินเพื่อเดินทางจากบ้านที่อยู่ชานเมืองมาฝึกซ้อมที่สนามเป็นประจำ แม่เคยถามเขาว่า "ถ้าวันไหนรู้สึกเบื่อที่จะทำ เราจะไม่กลับมาที่นี่อีกเลย ลูกจงอย่าคิดว่าฟุตบอลคือสิ่งที่กดดันชีวิตจนไม่กล้าล้มเลิก" และสิ่งที่ ตอร์เรส ตอบกลับคือ "ผมไม่เคยเบื่อ"

ครั้นตอนย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ก็ไม่ต่างกันนัก แม้จะต้องย้ายออกจากบ้านเกิดหนแรก แต่ ลิเวอร์พูล ในยุคของ ราฟา เบนิเตซ นั้นมีนักเตะสเปน (หรือพูดภาษาสเปน )เป็น 1 ในแกนหลักและส่วนสำคัญของทีมนำโดย เปเป้ เรน่า, อัลบาโร่ อาร์เบลัว, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ แม้แต่ตัวเบนิเตซเองก็เป็นสแปนิชคนบ้านเดียวกัน ทำให้ ตอร์เรส เข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ตอร์เรส ยังมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัวและบวกกับการมาอยู่ในที่ที่แปลกใหม่เขาจึงไม่ใช่คนที่ช่างเจรจาอะไรมากนัก แต่ว่าด้วย "บรรยากาศรอบตัว" ที่ทำให้สถานการณ์ทุกอย่างกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่กลุ่มผู้เล่นสเปน สนิทกับ กลุ่มผู้เล่นซีเนียร์ของทีมอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ทำให้ปัญหาเรื่องการปรับตัวแทบไม่เกิดขึ้นเลย

"เมื่อผมเริ่มพูดคุยกับ ราฟาเกี่ยวกับการไปลิเวอร์พูล คือ ได้รู้จักสิ่งที่นักเตะคนสำคัญของสโมสรคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ต่างๆ ราฟา, เปเป้, ชาบี พวกเขาต่างโทรหาผม ขอให้ผมไป และผมยังได้ถามพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เจอร์ราร์ดพูด เขามีความสุขที่ผมจะย้ายมาร่วมทีม งั้นก็เยี่ยมเลย เมื่อผมไปถึงที่นั่น มันง่ายมากสำหรับผมที่จะเล่นกับเขา ผมต้องการนักเตะเหล่านี้ หลัง 2-3 การฝึกซ้อมและเกมการเล่น ผมเริ่มตระหนักว่าเขาผ่อนคลายกับผม ในการลงเล่นในตำแหน่งที่เขาไม่เคยมาก่อน"

"กับการมีอลอนโซ่และมาสเคราโน่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เขาอาจเล่นด้วยอิสระที่มากขึ้น และกับผมในแดนหน้า เขาก็เริ่มที่จะเล่นอย่างสบาย สำหรับผม มันยอดเยี่ยมเลย เพราะผมมีสตีวี่อยู่ใกล้ๆ และมันง่ายที่จะรู้ว่าในทุกๆ เวลาที่เขาได้รับบอล เขาจะตั้งใจมองหาคุณ คุณแค่ต้องเคลื่อนที่และรับบอล นั่นง่ายมากสำหรับผม มันมีทั้งก่อนหน้าและหลังจากนั้นสำหรับผม ก่อนที่ผมจะย้ายไปลิเวอร์พูล และเริ่มลงเล่นกับเขา และหลังจากผมย้ายออกจากลิเวอร์พูล ผมยังคิดถึงการเล่นกับเขาในทุกๆ เกมจนถึงวันนี้"


Photo : www.express.co.uk

จากสิ่งที่ ตอร์เรส พยายามอธิบายถึงช่วงเวลากับ ลิเวอร์พูล มันแสดงให้เห็นบรรยากาศในทีมยังคงเป็นเหมือนครอบครัวสำหรับเขา แม้จะลดลงไปไม่เท่าตอนที่เขาอยู่ แอตฯ มาดริด แต่ที่ ลิเวอร์พูล มอบให้เขาทดแทนคือคุณภาพผู้เล่นที่อยู่รอบตัวเขาที่เหนือดีกว่า และที่สำคัญคือการยอมรับในฝีเท้าของกันและกัน ทุกคนรู้หน้าที่และช่วยกันเล่น โดยปล่อยให้ จอร์ราร์ด กับ ตอร์เรส รับหน้าที่เกมบุกและรับบทบาทพระเอกและพระรองสลับกันไป ทุกอย่างก็ออกมาเพอร์เฟ็กต์ตอร์เรส ยิงไป 33 ประตู ขณะที่ เจอร์ราร์ด ยิงไป 21 ประตู   

"ผมบอกไม่ได้นะ ว่าเราสองคนสนิทกันมากขนาดไหน เพราะว่าตอเรสเป็นคนที่เงียบๆ แต่เขาไม่โดดเดี่ยวนะ เขาสนิทกับ เรน่า, อลอนโซ่ และ อาร์เบลัว ที่เป็นคนสเปน และก็ยังสนิทกับ มาสเคเราโน่ ที่พูดสเปนได้ด้วย แต่สำหรับผมกับเขา เรานับถือต่อกัน เราทำงานร่วมกัน ตอร์เรสรู้ว่า ถ้าเขาวิ่งนำทางได้ดี ผมจะสามารถส่งบอลเหนือๆให้เขาได้ เขาก็ช่วยให้ผมเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้นด้วยนะ" เจอร์ราร์ด ที่เป็น ดูโอของ ตอร์เรส ว่าถึงการปรับตัวของคู่หูในแนวรุกของที่ดีที่สุดของเขา

เหนือสิ่งอื่นใดคือบรรยากาศและความรักที่ได้จากแฟนบอลที่ แอตฯ มาดริด เราคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกคนอบอุ่นกับเขาขนาดไหนเพราะเป็นเหมือนกับบ้านของเขา แต่ที่ ลิเวอร์พูล นั้นการแสดงออกของแฟนบอลที่มีต่อ ตอร์เรส นั้นสามารถบอกได้ลึกไปอีกขั้นว่าแท้จริงและพวกเขาไม่ได้เกลียด ตอร์เรส เหมือนตอนที่สื่อพยายามจะขยี้ในช่วงเวลาที่เขาย้ายไป เชลซี จนถูกเรียกว่า "จูดาส" ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปความแค้นก็ตลกผลึกกลับกลายมาเป็นความรักอยู่ดี ตอร์เรส คือ 1 ในนักเตะที่ เดอะ ค็อป ชื่นชอบเสมอ

"สิ่งที่สื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวผมและแฟนๆ ลิเวอร์พูล หลังจากที่ผมย้ายออกไปนั้น มันไม่จริงเลย ใครๆ ก็รู้ดี ถึงปฏิกิริยาที่แฟนลิเวอร์พูลมี เมื่อเราพบกันบนถนนในกรุงลอนดอน หรือตอนที่ผมกลับมายังลิเวอร์พูล ทุกคนกล่าวคำขอบคุณต่อผม สำหรับทุกสิ่งที่ผมทำในลิเวอร์พูล นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกต่อพวกเขา สำหรับผมแล้ว แฟนลิเวอร์พูลเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปอยู่เสมอ ผมอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพของผม เมื่อตอนที่ผมสวมเสื้อสีแดง และทุกความทรงจำของผมนั้นยอดเยี่ยมมาก"


Photo : www.theanfieldwrap.com

ไม่ใช่แค่ ตอร์เรส ที่คิดไปเอง เพราะในวันที่ทีมจัดแมตช์อำลาให้กับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในปี 2015 แฟนยังคงต้อนรับเขาอย่างที่เจ้าตัวได้ว่าไว้ เดอะ ค็อป หลายคนมีความสุขกับการได้เห็นอดีตฮีโร่อย่าง ตอร์เรส, อลอนโซ่ และ มาสเคราโน่ กลับมาเยี่ยมบ้านหลังเก่า นั่นทำให้เรารู้ว่าชาวสเกาเซอร์นั้นเป็นพวกใจนักเลง รักใครรักจริง หากเกลียดใครแล้วก็เกลียดจริงเช่นกัน  

"ขอบคุณแฟนบอลลิเวอร์พูลสำหรับทุกๆ สิ่งที่มอบไว้กับผมในชีวิตการค้าแข้ง พวกคุณคือแฟนบอลที่สุดยอด ผมรู้สึกดีใจที่ได้กลับมาเล่นต่อหน้าพวกคุณอีกครั้ง วันนี้ผมรู้สึกดีสุดๆ การได้ยินพวกคุณร้องเพลงเป็นชื่อผม เป็นสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย ขอบคุณมากจากก้นบึ้งของหัวใจเลยลิเวอร์พูล"

ภายใต้การทำงานที่ แอตฯ มาดริด และ ลิเวอร์พูล ในบทบาทพระเอกที่มีคนรอบข้างเป็นเพื่อน ทำให้คนอย่าง ตอร์เรส มีความสุขที่สุด และเมื่อเขามีความสุข สิ่งที่ตามมาคือการเล่นที่ยอดเยี่ยมนั่นเอง

 

บุคลิกที่ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม

เมื่อจุดแข็งด้านอารมณ์ของตอร์เรสคือการเป็นเห็นออกเห็นใจคนรอบข้าง, เป็นศิลปิน, ใช้ชีวิตเรียบง่าย, ฉลาด, สุภาพ และรักเสียงดนตรี ทำให้เขาใช้ชีวิตได้ง่ายดายแต่มีประสิทธิภาพและส่งผลถึงผลงานในสนามมาตลอดจึงทำให้เขายังไม่เห็นจุดอ่อนที่เป็นนิสัยของตัวเอง นิสัยที่เป็นจุดอ่อนโดยธรรมชาติของ ตอร์เรส นั้นคือสิ่งตรงกันข้ามนั่นคือ เป็นคนขี้กลัวและวิตกกังวล, ไว้ใจคนง่าย และ เป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวชอบหนีความเป็นจริง และเขาจะได้เห็นมันที่ เชลซี


Photo : UEFA.com

บรรยากาศทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดที่ เชลซี ซื้อ ตอร์เรส มาด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ แพงที่สุดในเกาะอังกฤษเวลานั้น และตอนนี้เขาจะได้เจอความกดดันในแบบที่ไม่เคยเจอ และเมื่อบวกกับนิสัยของคนที่เป็นคนขี้กังวล และขี้กลัวนั้น แน่นอนว่ามันจะต้องส่งผลกับการปรับตัวอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เชลซี ในฤดูกาล 2010-11 ยังไม่มีนักเตะ สเปน เลย นักเตะที่ ตอร์เรส พอจะใช้คำว่าสนิทสนมได้มีแค่คนเดียวคือ ดาวิด ลุยซ์ ที่ย้ายมาร่วมทีมไล่หลังในอีกไม่กี่วัน เรื่องนี้มันจึงยากสำหรับเขาเข้าไปใหญ่

เชลซี หวังจะให้ ตอร์เรส เข้ามายิงประตูและพาทีมคว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกันให้ได้ พวกเขามอง ตอร์เรส เป็นการแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน พวกเขาพลาดชัยชนะมาถึง 10 เกมจากเกมพรีเมียร์ลีกทั้งหมด 23 นัด ตอร์เรส ไม่มีเวลามาพิรี้พิไรในการปรับตัวเลยเพราะดันย้ายเข้ามาช่วงกลางฤดูกาลพอดี แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะมันเหมือนกับละครที่เขียนบทมาให้พระเอกอย่างเขาต้องพิสูจน์ตัวเอง เพราะนัดแรกที่เขาได้ลงสนามให้ เชลซี คือเกมที่จะต้องเปิดบ้านพบกับ ลิเวอร์พูล ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ... ผลออกมาคือ เชลซี แพ้คาบ้าน แทบไม่ต้องเดาเลยว่า ตอร์เรส จะต้องเจอกับการแซวที่หนักหน่วงขนาดไหน เรื่องพวกนี้สื่อจากอังกฤษถนัดอยู่แล้ว

"ฟอร์มการเล่นของ ตอร์เรส ทำให้เราต้องนึกถึงคริส ซัตตัน (1ในนักเตะที่เชลซีซื้อมาแล้วล้มเหลวที่สุด)" เดอะ การ์เดี้ยน จั่วหัวมาก่อนและยังตามมาด้วยพาดหัวจากสื่ออื่นๆจะเล่นข่าวไล่หลังอาทิ “เกมแรกที่น่าผิดหวังของมิสเตอร์ 50 ล้านปอนด์" ... หลังจากนั้น ตอร์เรส ก็ต้องรออีกอีก 2 เดือนกว่าจะยิงประตูแรกในเกมกับ เวสต์แฮม ได้และเป็นประตูเดียวของเขาในฤดูกาลนั้น (จากการลงสนาม 18 เกม)   


Photo : www.planetfootball.com

ประเด็นที่ว่า ตอร์เรส ทำไมจึงเล่นไม่เหมือนเดิมถูกเอามาหยิบยกเล่าในรายการฟุตบอลมากมาย กลุ่มกูรูในโทรทัศน์แยกกันวิจารณ์ไปในทิศทางต่างๆ บ้างก็ว่าเขาเจ็บจนหมดสภาพ บ้างก็ว่าเขากลายเป็นคนแปลกหน้าที่ เดอะ บริดจ์ เพราะที่นี่เขาไม่ได้บทบาทสำคัญเหมือนกับตอนที่เล่นให้ ลิเวอร์พูล และ แอตฯ มาดริด เหตุผลมาจากกลุ่มซีเนียร์ในทีม เชลซี นั้นจัดเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแกร่งและมีอิทธิพลมาก จอห์น เทอร์รี่, แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา คือกลุ่ม 3 เซียนที่เป็นนักเตะประเภทห้ามแตะต้องของแฟนๆ เชลซี  ไม่ว่าในช่วงเวลานั้นเชลซีจะเปลี่ยนโค้ชถึง 4 คนทั้ง คาร์โล อันเชล็อตติ, อังเดร วิลลาส โบอาส, โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ และ โชเซ่ มูรินโญ่ มันก็ยังเป็นเช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่ง ตอร์เรส เองไม่ได้มีความสนิทชิดเชื้อและสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้เล่นเหล่านี้เลยหากเทียบกับเพื่อนเก่าของเขาที่สโมสรเดิม

มันเป็นไปอย่างที่ เจอร์ราร์ด ว่าไว้ที่ว่า ตอร์เรส เป็นคนเงียบๆ ถ้าอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่สนิท มันพอจะคาดเดาได้ว่าเขาวางตัวอย่างไรที่ เชลซี นอกจากนี้ระบบการเล่นเองก็มีส่วนเพราะ เชลซี มักจะเล่นระบบกองหน้าตัวเดียวและการที่ ตอร์เรส ไปแย่งตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าของ ดร็อกบา นั้นมันยิ่งกดดันเขาไปอีกหลายเท่า เพราะเมื่อไรก็ตามที่เขาเล่นได้ไม่ดีหรือไม่มีประตู ทุกคนจะเริ่มเปรียบเทียบและบอกว่า ดร็อกบา คือผู้เล่นที่ดีกว่า ส่วน ตอร์เรส นั้นก็ตกเป็นจำเลยในฐานะผู้เล่น โอเวอร์เรต (ถูกตีค่าให้เก่งเกินความเป็นจริง) แม้ว่าช่วงเวลากับ เชลซี ตอร์เรส จะได้แชมป์มาครองถึง 3 รายการก็ตาม (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก, ยูโรปา ลีก, เอฟเอ คัพ)

"ที่เชลซี ผมเริ่มต้นได้ไม่ดีเอาซะเลย ผมมองไม่เห็นทีมที่จะซัพพอร์ทผมได้ในสนาม โปรดอย่าเข้าใจผมผิดนะเพราะสโมสรเป็นองค์กรที่เยี่ยมมาก แต่ทีมมีคาแร็คเตอร์ที่ต่างออกไป และดูเหมือนมันไม่ใช่ที่สำหรับผม ถึงแม้ว่าผมจะได้ในสิ่งที่ผมเคยหวังเอาไว้ก็ตาม (คว้าแชมป์)"


Photo : www.eurosport.com

การโดนวิจารณ์คือสิ่งที่ ตอร์เรส ไม่ถนัดต่อการรับมือจากที่เขา ตอร์เรส ได้อธิบายถึงสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบว่า "คนที่ชอบวางตัวว่าเก่งกว่าคนอื่นและรู้ทุกเรื่อง กับ การขุดเรื่องไม่ดีในอดีตมาล้อเลียน" ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้คือสิ่งที่เขาเจอตอนอยู่กับ เชลซี จังหวะพลาดง่ายๆ ของ ตอร์เรส ในแต่ละเกมจะโดนนำมาตัดต่อล้อเลียนอยู่เสมอ และเมื่อเข้าสู่ยุคที่ อินเตอร์เน็ต เริ่มเฟื่องฟูตอร์เรสก็ได้กลายร่างจาก "เทพเจ้า" กลายเป็น "ตัวตลก" ไปอย่างง่ายดาย

จริงอยู่ที่เรื่องของการล้อเลียนและโดนวิจารณ์นั้นเป็นสิ่งที่นักฟุตบอลทุกคนต้องเจอ หลายคนรับมือกับมันได้ แต่ไม่ใช่กับ ตอร์เรส เพราะเขาเป็นคนที่อารมณ์ค่อนข้างอ่อนไหวและชอบหนีความเป็นจริงตามที่เขาได้เคยอธิบายไป ดังนั้นในความตลกของคนอื่น กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของเขา เรียกได้ว่ายิ่งเวลาที่เชลซีผ่านไป ตอร์เรส ก็ยิ่งไม่มีแววกลับมาเก่งเหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเล่นก็ยิ่งจม ว่าอย่างนั้นคงไม่ผิดนัก

"ผมจะไม่โกหกคุณหรอกนะ ว่าผมเคยเป็นนักเตะที่ได้ออกสตาร์ทตัวจริงทุกนัด เป็นคนที่ได้รับการันตีตำแหน่งในทีม ซึ่งผมคิดถึงช่วงเวลานั้นมากๆ มีอยู่ครั้งนึงผมถึงขนาดนั่งดูวิดิโอจังหวะที่ตัวเองทำประตู ผมอยากจะรู้ว่าผมทำอะไรอยู่ถึงยิงประตูได้" นี่คือประโยคที่อธิบายถึงความแตกต่างในการใช้ชีวิตของ ตอร์เรส ที่เชลซี ได้เป็นอย่างดี

ใจของ ตอร์เรส ไม่เอาแล้ว จะพูดคำนี้คงไม่ผิดนัก เขาอาจจะไม่ใช่คนที่ถอดใจง่ายในตอนที่อยู่กับ แอตฯ มาดริด และ ลิเวอร์พูล แต่สถานการณ์มันค่อนข้างต่างกัน ที่เชลซี เขามีเพื่อนน้อย, มีความเป็นครอบครัวน้อยกว่า และที่สำคัญคือชีวิตเขามีความสุขน้อยกว่า นั่นจึงทำให้สุดท้ายเชลซี ในยุค มูรินโญ่ ก็ขาย ตอร์เรส ไปให้ เอซี มิลาน ก่อนจะถูกผ่องถ่ายสู่ แอตฯ มาดริด บ้านหลังแรกของเขา

การกลับไป แอตฯ มาดริด รอบนี้อาจจะไม่เปรี้ยงเหมือนเก่าด้วยอายุที่มากขึ้น แต่สิ่งที่บอกได้ชัดเจนคือ ตอร์เรส กลายเป็นผู้เล่นที่มั่นใจและได้โอกาสลงสนามมากขึ้น อีกทั้งยังยิงประตูได้เกิน 10 ลูกทุกปี … สำหรับ ตอร์เรส ในวันที่ได้กลับบ้านนั้นเขาอธิบายว่าเหมือนเขาเป็นคนที่มีดวงตาเห็นธรรม แท้จริงสิ่งที่เขาวิ่งตามหาจนเลือดตาแทบกระเด็น กลับไม่มีค่าอะไรเลยหากทีมกับสิ่งที่เขาได้รับจากสถานที่ที่เรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปาก


Photo : www.marca.com

"บางที การได้แชมป์ มันก็ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ผมต้องการ ... มันมีสิ่งที่ขาดหายไป ผมรู้สึกว่าได้ค้นพบมันอีกครั้ง แอตเลติ นี่คือทีมที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทีมของเราอาจจะไม่มีซูเปอร์สตาร์ชื่อก้องโลก แต่เป็นทีมที่พร้อมจะถวายหัวไปกับทุกการแข่งขัน สิ่งนี้มันมีความหมายมากสำหรับเรา มันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะยิงได้ไหม ไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อยถึงท้ายที่สุดทีมจะจบด้วยมือเปล่า เพราะเรารู้ว่าเราได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยหัวใจ"  ตอร์เรส กล่าวส่งท้าย

อย่างที่ ตอร์เรส ได้ว่าไว้ ไม่ใช่ เชลซี ไม่ดีแต่เป็นที่นิสัยและเคมีของเขาเองต่างหากที่ปรับตัวเข้ากับทีมไม่ได้ หากจะกล่าวว่าใครเป็นคนผิดต่างฝ่ายต่างก็ต้องรับไปคนละครึ่ง มีนักเตะหลายคนที่เข้ามาและสร้างชื่อจนเป็นตำนานให้กับ เชลซี แต่ไม่ใช่กับนักเตะอย่าง ตอร์เรส และสิ่งที่น่าเสียดายคือหากเขารู้จักตัวเองดีพอและเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ไม่แน่ว่าปัจจุบันนี้ ตอร์เรส อาจจะกำลังขับเคี่ยวกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ก็เป็นได้

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.espn.com/soccer/liverpool/story/3103270/fernando-torres-i-would-pay-to-play-with-steven-gerrard-again
https://www.liverpoolfc.com/news/first-team/267311-gerrard-this-is-why-torres-was-world-class
https://sabotagetimes.com/football/15-reasons-why-torres-has-failed-at-chelsea
https://www.intothecalderon.com/2017/3/5/14817158/el-nino-an-oral-history-of-fernando-torres-chapters-3-4
https://www.goal.com/en-us/news/88/spain/2015/12/22/18601802/diego-simeone-atletico-madrid-is-a-family
https://www.thisisanfield.com/2016/06/michael-owen-fernando-torres-10-players-whose-careers-nosedived-leaving-liverpool/
https://lifebogger.com/fernando-torres-childhood-story-plus-untold-biography-facts/
https://www.intothecalderon.com/2017/2/25/14656994/el-nino-an-oral-history-of-fernando-torres-at-atletico-de-madrid-chapters-1-2
https://www.givemesport.com/1034502-fernando-torres-explains-why-he-flopped-at-chelsea



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง