mainstand

Feature

แฟนบอลที่ได้เป็นนักเตะอาชีพ: ชีวิตสุดบ้าของลูกชายกัดดาฟีในเวทีเซเรียอา



เมื่อการเป็นลูกชายของผู้นำคนดัง ทำให้เขาได้มีโอกาสค้าแข้งในลีกสูงสุดของอิตาลี  


 

เดือนนี้เมื่อ 16 ปีก่อน ได้มีข่าวหนึ่งที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อเปรูจา ทีมในลีกสูงสุดของอิตาลี ประกาศคว้าตัว ซาอัดดี กัดดาฟี มาร่วมทีม

แม้ว่าชื่อของนักฟุตบอลรายนี้อาจจะไม่คุ้นหู แต่สำหรับนามสกุล หากคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองโลกในยุคนั้น น่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเขาคือลูกชายของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำจอมเผด็จการแห่งลิเบีย  

อย่างไรก็ดี กัดดาฟี คนลูกกลับมีโอกาสได้ลงสนามเพียงแค่ 2 นัด ตลอด 4 ปีในดินแดนรองเท้าบู๊ต เกิดอะไรขึ้นกับเขาในตอนนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับ Main Stand

 

เริ่มต้นจากความบ้า

ซาอัดดี ย้ายมาร่วมทัพเปรูจาในช่วงหน้าร้อน 2003 งานเปิดตัวของเขายิ่งใหญ่ไม่แพ้นักเตะชื่อดัง เมื่อมันถูกจัดขึ้นที่คฤหาสถ์สุดหรูของ ริคาร์โด กาอุชชี ประธานสโมสร โดยเชิญผู้สื่อข่าวระดับโลกและคนนับร้อยมาเป็นสักขีพยาน


Photo : www.telegraph.co.uk

“งานที่อยู่ตรงหน้าไม่ง่ายเลยสำหรับผม แต่มันเป็นโอกาสที่ผมจะปล่อยผ่านมันไปไม่ได้” ซาอัดดีกล่าวในวันเปิดตัว

เขาปรากฎตัวพร้อมกับหมายเลข 19 โดยมีชื่อ “ซาอัดดี” ปักอยู่กลางหลัง แม้ว่าก่อนหน้าการเซ็นสัญญา สหประชาชาติจะจะพยายามยับยั้งการเซ็นสัญญาในครั้งนี้ เนื่องจากเขาเป็นลูกชาย มูอัมมาร์ กัดดาฟี ที่เคยวางระเบิดสายการบินแพนแอมไฟลท์ 103 เมื่อปี 1988 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 270 ราย แต่สุดท้ายการเซ็นสัญญาก็เกิดขึ้น

นั่นจึงทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมาย หนึ่งในนั้นคือข่าวลือที่ว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรีอิตาลีในตอนนั้น คือผู้อยู่เบื้องหลังในดีลครั้งนี้ โดยมีนัยยะทางการเมือง

เนื่องจากในอดีตลิเบียเคยเป็นอาณานิคมอิตาลี และมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น การเซ็นสัญญาในครั้งนี้จะสามารถปูทางไปสู่การเจรจาทางการค้า ยิ่งไปกว่านั้น ลิเบียเองก็มีน้ำมัน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่อิตาลีต้องการ

อย่างไรก็ดี ริคาร์โด กาอุชชี ลูกชายของ ลูชาโน กาอุชชี ประธานสโมสร ก็ออกมาสยบทฤษฎีนี้ แม้ว่าจริงอยู่ ที่พ่อของเขามีความสัมพันธ์กับนักการเมือง และการเซ็นสัญญาเพื่อสร้างคอนเน็คชั่นก็สามารถทำได้ แต่การเซ็นสัญญาในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุผลส่วนตัว โดยที่ไม่มีใครแทรกแซง

“พ่อของผมเป็นคนประเภทจะมีความสุขหากมีคนพูดถึงเขา เวลาผู้คนพูดว่าเขากำลังทำอะไร หรือพูดถึงทีมที่เขารัก หรือพูดถึงเปรูจา เขาจะชอบมาก” ริคาร์โดกล่าวกับ Bleacher Report

“แรงจูงใจสำคัญคือไอเดียนี้เป็นการโฆษณาที่ดีกว่าวิธีไหน การดึงตัวกัดดาฟี เข้ามาจะทำให้ถูกพูดถึง และมันน่าจะเป็นโฆษณาที่ดี มันจะอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน และทุกวันบนทีวี สิ่งนี้สำหรับพ่อของผม มันจะทำให้เขามีความสุข”

“วันหนึ่งเขาเพียงคิดว่า ‘ทำไมเราไม่จ้างลูกชายของผู้นำลิเบียมาเล่นฟุตบอลดูล่ะ’ และซาอัดดี ก็ใช่ตั้งแต่เริ่มต้น มันทำให้เขาพอใจจากไอเดียนี้”

และอย่างที่ริคาร์โด ว่าไว้ การมาถึงของซาอัดดี ทำให้เขาและทีมได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในและต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือ อัล จาซีเราะห์ ที่ตามติดเขาทุกฝีก้าวตลอดทั้งช่วงปรีซีซั่น


Photo : thelab.bleacherreport.com

“มันเหมือนกับรายการเรียลลิตี้โชว์ แต่หลังจากนั้นสักพักก็จะเริ่มชิน เขากลายเป็นนักฟุตบอลเหมือนกับเรา” เอ็มมานูเอล เบอร์เร็ตโทนี นักเตะของเปรูจา ย้อนความหลัง

มองอย่างผิวเผิน ซาอัดดี อาจจะเหมือนนักเตะคนอื่น เพราะเขาได้รับการปฎิบัติในสนามซ้อมไม่ต่างจากคนอื่น เขาต้องมาซ้อมในตอนกลางวัน และเลิกซ้อมตามเวลาปกติ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่

 

ชีวิตนักฟุตบอลสุดหรู

การเป็นลูกชายของเจ้าของประเทศ และการมีธุรกิจของครอบครัว ทำให้ ซาอัดดี มีเงินใช้จ่ายอย่างไม่ขาดมือ รายได้จากการเป็นนักเตะอาชีพเป็นแค่เรื่องรอง เมื่อเทียบกับความร่ำรวยของเขา และแน่นอนเมื่อเขามีปัญหาในต่างประเทศ ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เงินก็กลายเป็นวิธีแก้ปัญหาที่เร็วที่สุด


Photo : nationalpost.com

“ผมจำได้ว่าเย็นวันหนึ่งเขามีปัญหา ผมคิดว่าเขาน่าจะปวดหู และอย่างที่คิดไว้ เขาโทรหาหมอที่ดีที่สุดในอิตาลี หมออยากดูอาการเขา เขาจึงนั่งเฮลิค็อปเตอร์ไปมิลานในตอนเช้าวันถัดมา (ระยะทางประมาณ 225 ไมล์) ภายในครึ่งวัน เขาทำทุกอย่างให้เรียบร้อยที่นั่น และกลับมาซ้อมในตอนบ่าย” เบอร์เร็ตโทนีกล่าว

“เขาสามารถทำอะไรได้ทุกอย่างที่นักเตะคนอื่นไม่น่าทำได้ ไม่มีทีมไหนที่จะคิดทำเรื่องนี้ได้ จากช่วงเย็นของวันหนึ่งถึงเช้าของอีกวัน นัดหมอที่ดีที่สุดของอิตาลี พานักเตะบินไปพบ และจัดการเรื่องให้เสร็จภายในครึ่งวัน”

ซาอัดดี ยังเป็นที่จดจำจากรถแลมโบกินี สีเหลืองสุดหรู และไปไหนมาไหนพร้อมกับบอดีการ์ดที่รายล้อม เขายังได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากตำรวจในท้องถิ่น คนคุ้มกันของเขามักจะเดินลาดตระเวนรอบๆ สนามซ้อม และตรวจสนามทุกครั้งก่อนเปรูจาลงเล่น

เขายังจองชั้นบนสุดของโรงแรม บรูฟานี พาเลซ โรงแรมระดับห้าดาว ที่เห็นวิวไปทั่วทั้งเมือง เขาใช้ที่แห่งนี้ร่วมกับครอบครัว คณะผู้ติดตามและสัตว์เลี้ยง และยังเก็บห้องส่วนตัวไว้ให้สุนัขพันธุ์โดเบอร์แมน 2 ตัวของเขาไว้อาศัยตอนที่ย้ายไปเล่นให้กับ อูดิเนเซ

แม้จะมีชีวิตที่ฟุ่มเฟือย แต่ซาอัดดี ก็มีเพื่อนสนิทที่เป็นนักเตะเช่นกัน และ ซัลวาตอเร เฟรซี ที่ย้ายมาร่วมทัพเปรูจา กลางฤดูกาลในปีแรกที่ซาอัดดีย้ายมาก็เป็นคนนั้น โดยทั้งสองมักจะใช้เวลานอกสนามด้วยกันอยู่เสมอ บางครั้งพวกเขาอาจจะออกไปหาอะไรกินง่ายๆ หรือเล่นฟุตบอลโต๊ะกัน แต่บางครั้ง ซาอัดดี ก็รู้สึกว่าเขาอยากทำอะไรที่เหนือกว่าคนอื่น


Photo : thelab.bleacherreport.com

“วันพุธ เรามีซ้อมสองช่วง บางครั้งหลังจากเสร็จช่วงที่สอง เขาพูดกับผมเป็นภาษาอิตาลีว่า ‘เย็นนี้นายมากับฉัน’ เพราะว่าเขารู้แค่วิธีพูดแบบนั้น จากนั้นเขาจะให้บอดีการ์ด (ที่พูดได้ทั้งอังกฤษและอิตาลี) อธิบายว่า ‘เย็นนี้เราจะไปมิลาน’” เฟรซีกล่าว  

“เขามีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่สนามบินเปรูจา ดังนั้นเขาจึงสามารถพาคุณไปดินเนอร์ที่มิลาน จากนั้นตอนเช้าก็กลับมาที่นี่ด้วยเครื่องบิน แค่กินข้าวเย็นด้วยกัน ในโรงแรมสวยๆ บางครั้งก็มีเพื่อนของเขาด้วย เราเป็นเพื่อนกันนอกสนาม”

ครั้งหนึ่งเขายังเคยพานักเตะเปรูจาทั้งทีมไปดินเนอร์ที่มอนติคาร์โล ในโอกาสที่ลิเบีย เสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2010 ที่ว่ากันว่าเป็นการจัดงานเพื่อให้ ซาอัดดี ได้มีโอกาสพบกับ นิโคล คิดแมน ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ไม่ได้พบกัน เมื่อคิดแมน ถอนตัวเข้าร่วม ส่วน ซาอัดดี มาร่วมงานไม่ได้เนื่องจากเป็นไส้ติ่งอักเสบ

ความร่ำรวยของ ซาอัดดี ทำให้ชีวิตเขาดูโอเวอร์เกินเหตุ และบางครั้งก็กลายเป็นเรื่องตลก เขาเคยจ่ายเงินจองโรงแรม เพียงเพื่ออยากเข้าไปปลดทุกข์ เพียงเท่านั้นจริงๆ

“เขาเล่าให้ผมฟังเรื่องตอนที่เขาไปเที่ยวโรม เขาออกไปเดินข้างนอก และเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบาย เขาท้องไม่ค่อยดี เขาแก้ปัญหาอย่างไร เขาเดินไปในโรงแรมและจองห้องหนึ่งห้อง เพียงแค่เข้าไปใช้ห้องน้ำ เขากังวลที่จะถามคนในร้านอาหาร เขาจึงจ่ายค่าห้อง เขาไปใช้มันแล้วออกมา” เฟรซี ย้อนความหลัง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าซาอัดดีจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราเพียงใด แต่สำหรับเขาฟุตบอลก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่เสมอ แต่บางทีความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไป

 

มีความตั้งใจแต่ยังอ่อนหัด

สำหรับซาอัดดี ฟุตบอลไม่ใช่แค่ของเล่นฆ่าเวลา เขารักในกีฬาชนิดนี้ และเป็นคนที่ฟื้นฟูลีกกึ่งอาชีพของลิเบียขึ้นมา เขายังเป็นกัปตันทีมชาติลิเบีย และเป็นนายกสมาคมฟุตบอลของประเทศ รวมทั้งเป็นเจ้าของสโมสร อัล อาห์ลี ในบ้านเกิด


Photo : Al-Saadi Gaddafi

ซาอัดดี ยังเป็ผู้ผลักดันให้ครอบครัวเข้าซื้อหุ้นส่วนหนึ่งของ ยูเวนตุส สโมสรที่เขารักเมื่อปี 2002 และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดการแข่งขันซูเปอร์ โคปา ที่เอาแชมป์เซเรียอา และแชมป์โคปปา อิตาเลีย มาฟาดแข้งก่อนเปิดฤดูกาล ที่กรุงทริโปลี เมืองหลวงของลิเบีย ในเดือนสิงหาคมของปีดังกล่าว

ดังนั้น เมื่อได้มีโอกาสย้ายมาเล่นให้กับ เปรูจา เขาจึงจริงจังกับโอกาสในครั้งนี้ เขาฝันที่จะเป็นอย่าง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร กองหน้าชื่อดังของยูเวนตุสที่เล่นในตำแหน่งเดียวกัน เพื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงมักขอคำแนะนำจากเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ

“เขามีความปรารถนาอย่างมหาศาลที่จะเรียนรู้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่น” เบอร์เร็ตโทนี กล่าว

ซาอัดดี ยังจ้าง เบน จอห์นสัน อดีตนักวิ่ง 100 เมตรของแคนาดา ที่เคยได้เหรียญทองโอลิมปิกในปี 1988 มาช่วยดูแลการฝึกซ้อมในฐานะนักกีฬา และจ้าง ดิเอโก มาราโดนา ดาวเตะชื่อก้องโลก มาช่วยซ้อมเรื่องเทคนิค

อย่างไรก็ดี แม้จะมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่มันไม่สามารถชดเชยกับสิ่งที่ขาดได้ เพราะต้องยอมรับว่าร่างกายของ ซาอัดดี ไม่ได้ถูกฝึกเพื่อเป็นนักกีฬาอาชีพมาตั้งแต่ต้น นั่นจึงทำให้เขาแตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมอย่างมาก

“การเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่สุดคือ เด็กอายุ 13 ปีที่ถูกส่งไปอยู่ในกลุ่มที่สูงกว่า เขาพยายามอย่างเต็มที่เต็มร้อย แต่เขาทำไม่ได้ เขามักจะเจ็บกล้ามเนื้ออยู่เสมอ” เฟรซีกล่าว

ซาอัดดี ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่รอโอกาสจากตำแหน่งม้านั่งสำรองข้างสนามในช่วงต้นฤดูกาล  แต่มันยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อเขาตรวจพบว่าใช้สารกระตุ้น จนถูกแบนถึง 3 เดือน ทว่าเมื่อเขากลับมา ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม เขายังไม่ถูกใช้งาน แม้ว่าทีมจะมีผลงานย่ำแย่แค่ไหน


Photo : www.10footballentertainment.com

แต่ในที่สุดโอกาสของเขาก็มาถึง มันเกมที่เปรูจา พบกับ ยูเวนตุส สโมสรที่เขาอยากเจอมากที่สุด เนื่องจากเป็นทั้งทีมรัก และเป็นผู้ถือหุ้น ตอนนั้นเปรูจานำอยู่ 1-0 และมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน หลังชิโร แฟร์เรรา ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม และซาอัดดี ก็ถูกส่งลงไปในช่วง 15 นาทีสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

ทำให้หลังเกม ซาอัดดี ถูกโจมตีอย่างหนัก Gazzetta dello Sport สื่อของอิตาลี แซวว่า “มันเป็นการทำให้ตัวเลขเท่ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” และมีข่าวลือว่าที่เขาได้ลงเล่น เพียงเพราะเป็นข้อตกลงในการเซ็นสัญญา

อย่างไรก็ดี ริคาร์โด กาอุชชี ก็ปฏิเสธในเรื่องนี้ และบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ก่อนที่เฟรซี จะช่วยยืนยัน และเผยความจริงว่าเป็นเพราะเพื่อนร่วมทีมไปขอโค้ช เนื่องจากเห็นความพยายามของเขาที่ผ่านมา

“มันเป็นความปรารถนาของพวกเราที่อยากเห็นเขาลงเล่น เราอยากให้รางวัลเขาที่ทำงานหนัก ผมและนักเตะคนอื่นบางคนเข้าไปเจอกับบอสเป็นการส่วนตัว เพื่อขอร้องให้เขาได้ลงเล่น” เฟรซีย้อนความหลัง


Photo : revolutionaryprogram.blogspot.com

ท้ายที่สุด เปรูจา ก็ตกชั้น เฟรซี ย้ายออกจากทีม แต่ซาอัดดี ยังอยู่กับทีมต่อไป และแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเซเรียบี แต่เขาก็ยังไม่ได้รับโอกาส ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีม อูดิเนเซ ที่เพิ่งได้สิทธิ์เข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลต่อมา

แม้จะเปลี่ยนสังกัด แต่ราวกับหนังม้วนเดิม เมื่อซาอัดดี ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ข้างสนาม วาเรริโอ เบอร์ต็อตโต กัปตันอูดิเนเซ ยืนยันว่าลูกชายของผู้นำลิเบียมีความเข้าใจในเกม แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่ได้ลงสนามคือสภาพร่างกาย

“ซาอัดดี มีเซนส์ว่าฟุตบอลทำงานอย่างไร เขารู้ว่าจะทำอย่างไร เมื่อมีบอลอยู่ที่เท้า และคุณรู้ไหม เท้าซ้ายของเขา มันไม่ได้แย่เลยจริงๆ ถ้าเขาได้บอลและอยากจะจ่ายยาวๆ สวยๆ เขาก็ทำได้” เบอร์ต็อตโตกล่าวกับ Bleacher Report


Photo : www.udinetoday.it

“แต่ร่างกายของเขาไม่ได้มีโครงสร้างสำหรับเล่นฟุตบอล เขาไม่มีกำลัง เขาไม่มีความอึด เขาไม่เร็ว ถ้าคุณขาดคุณลักษณะทางร่างกายที่มีคุณภาพ คุณก็จะเป็นนักฟุตบอลไม่ได้ ดังนั้นไม่เลย เขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอล เขาคือแฟนบอลที่มีโอกาสได้เป็นนักฟุตบอลในช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอลจริงๆ”

อย่างไรก็ดี โอกาสของเขาก็มาถึงในเกมในบ้านนัดสุดท้ายของอูดิเนเซ ที่พบกับกายารี เขาถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 80 และเกือบได้จารึกชื่อลงในประวัติศาสตร์ในฐานะนักเตะลิเบียคนแรกที่ยิงประตูได้ในอิตาลี เมื่อวอลเลย์สุดสวยในช่วงท้ายเกม แต่ก็โดนปฏิเสธจาก อันโตนิโอ คลิเมนติ ที่ปัดออกหลังไป

และนั่นคือฉากสุดท้ายของชีวิตนักฟุตบอลในเซเรีย อาของ ซาอัดดี

 

จากนักฟุตบอลสู่ผู้ต้องหา

แม้ว่าในฤดูกาล 2006 เขาจะได้เซ็นสัญญากับ ซามพ์โดเรีย อีกหนึ่งทีมดังของอิตาลี แต่ครั้งนี้ เขามีชื่อเป็นเพียงสมาชิกของทีม เมื่อไม่มีโอกาสได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียวในสีเสื้อของ “ลาซามพ์”


Photo : worldfootball.net

ชื่อของ ซาอัดดี หายไปจากสื่อนับตั้งแต่วันนั้น ก่อนจะถูกพูดถึงอีกครั้งหลังการปฎิวัติลิเบียเมื่อปี 2011 ที่ทำให้พ่อของเขาถูกสังหาร พร้อมกับการปิดฉากการปกครองระบอบกัดดาฟี ที่ยืนยาวมากกว่า 42 ปี พร้อมทำให้ซาอัดดีถูกเปลี่ยนสถานะจากผู้ปกครองกลายเป็นผู้ต้องหา เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนลี้ภัยไปไนเจอร์ แต่ก็ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาลิเบีย เมื่อปี 2014 และยังใช้เวลาทั้งหมดไปกับการใช้ชีวิตในเรือนจำจนถึงทุกวันนี้


Photo : aawsat.com

การกลับมามีชื่อในสื่อของเขายังทำให้แฟนบอลระลึกได้ว่าครั้งหนึ่ง เซเรียอา เคยมีนักฟุตบอลที่เชื่อว่า ซาอัดดี กัดดาฟี ลงเล่น แม้ว่ามันอาจจะไม่น่าจดจำเลยก็ตาม  

 

>>เมื่อลูกชายกัดดาฟีทำลายสโมสรคู่แข่งอย่างย่อยยับเพียงเพราะชื่อเหมือนกัน

 

แหล่งอ้างอิง

https://thesetpieces.com/features/football-gaddafi-family/
https://thelab.bleacherreport.com/dreams-of-a-dictator-s-son/
https://www.goal.com/en-gh/news/4375/comment/2014/03/08/4670408/the-sad-case-of-saadi-meet-muammar-gaddafis-footballing-son
http://outsideoftheboot.com/2016/08/11/the-story-of-saadi-gaddafi/
http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/internationals/3030426.stm



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง