mainstand

Inspiration

นกน้อยแห่งเสรีภาพ : บุตรสาวบ็อบ มาร์เลย์ ผู้ตบหน้า ส.บอลจาไมก้าด้วยการพาทีมหญิงไปบอลโลก



ทีมฟุตบอลหญิงของไทยที่กำลังลุยศึกฟุตบอลโลก 2019 ต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะมาถึงจุดนี้ ทัพชบาแก้ว ต้องสู้เพื่อเอาชนะกระแสนิยมที่น้อยกว่าฟุตบอลชายหลายเท่า อีกทั้งลีกในประเทศก็ยังไม่ใช่การแข่งขันระดับอาชีพ และที่แน่นอนที่สุดคือการต้องรับความช่วยเหลือและงบประมาณจากผู้จัดการทีมอย่าง "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ที่เข้ามาดูแลและเป็นหัวเรือใหญ่ให้ทีมชุดนี้


 

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เฉพาะทีมชาติไทยทีมเดียวเท่านั้นที่ต้องสู้กับหลายสิ่งจนกว่าจะได้มาแข่งในระดับโลก เพราะ จาไมก้า ชาติในโซนคอนคาเคฟไม่ได้มีลีกฟุตบอลหญิงเหมือนกัน แต่กลับมาถึงรอบนี้ได้ด้วยการ "รันวงการ" ของ เซเดลล่า มาร์เลย์ ... ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมนามสกุลของเธอจึงคุ้นหู เพราะเธอคือลูกสาวของ บ๊อบ มาร์เล่ย์ ตำนานนักร้องเร็กเก้ที่ทำให้ จาไมก้า รู้จักกันทั้งโลกในฉายา "เร็กเก้บอยซ์"

นี่คือเรื่องราวของทีม เร็กเก้เกิร์ลซ์ ที่เกือบโดนยุบทีมไปในปี 2014 ด้วยเหตุผลที่ว่าทำไปก็มีแต่ขาดทุน จนกระทั่งลูกสาวของบ๊อบ มาร์เล่ย์ เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างด้วยวิสัยทัศน์ที่พ่อของเธอเคยมอบให้ในวันที่ยังมีชีวิต

 

ฟุตบอลหญิงจาไมก้าเป็นอย่างไร?

ฟุตบอลหญิงของ จาไมก้า ถือกำเนิดในช่วงปี 1987 และได้แข่งเกมทางการนัดแรกในปี 1991 ด้วยการแพ้ เฮติ 0-1 และต้องรออีกถึง 3 ปีจึงจะได้เล่นเกมที่ 2 ในการพบกับ สหรัฐอเมริกา ก่อนจะโดนสาวมะกันยิงไปอีก 0-10 .... เป็นเช่นนั้นอยู่เรื่อยมา จึงทำให้เมื่อถึงปี 2010 เมื่อกลุ่มผู้บริหารเปลี่ยนมือพวกเขาเล็งเห็นว่าการมีทีมหญิงไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรกับสหพันธ์เลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้มันยิ่งรังทำให้งบประมาณในการพัฒนาฟุตบอลชายลดลงไปอีก พวกเขาจึงตัดงบสำหรับการแข่งขันของทีมหญิงทิ้งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก หรือฟุตบอลโอลิมปิกก็ไม่รอด


Photo : goodnewsjamaica.com

3 ปีเต็มๆที่ทีมหญิงของ จาไมก้า ไม่ได้ลงเล่นรายการระดับทางการและฟีฟ่ารับรองเลยแม้แต่นัดเดียว นั่นทำให้ จาไมก้า หลุดอันดับโลกทั้ง 155 อันดับ.... ไม่มีชื่อของพวกเธอ และทีมหญิงของจาไมก้า กำลังเตรียมหายเข้ากลีบเมฆไปแล้วด้วยซ้ำจนกระทั่งเข้าสู่ปีที่ 4 ของความว่างเปล่าทุกคนในประเทศก็แทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าประเทศของพวกเขามีทีมฟุตบอลหญิงอยู่

"ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จาไมก้า ยังมีโปรแกรมสำหรับฟุตบอลหญิงอยู่" เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะคนที่พูดประโยคนี้คือ เซเดลล่า มาร์เล่ย์ สุภาพสตรีวัย 51 ปี ที่ทำทุกอย่างให้ทีม เร็กเก้เกิร์ลซ์ ได้กลับมาลงแข่งขันอีกครั้ง...


Photo : equalizersoccer.com

บนความไม่รู้ครั้งนี้ทำให้เธอตกใจมากเพราะเธอเองได้รับการถ่ายทอดให้มีความรักในกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่ยังเด็กจาก บ๊อบ มาร์เล่ย์ พ่อของเธอ ที่นอกจากจะเป็นศิลปินแล้ว บ๊อบ ยังเป็นคนบ้าบอลตัวยง ไม่ว่าจะเป็นการลงไปเล่นในสนามเองหรือการเชียร์ทีมรักผ่านการถ่ายทอดสดก็ตาม

อิทธิพลของ บ๊อบ ทำให้ เซเดลล่า นั้นทำให้ เซเดลล่า เองชอบดูฟุตบอลอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่กิจกรรมหลักของเธอแต่เธอก็ติดตามการแข่งขันของทีมชาติจาไมก้าทีมชายตลอด ดังนั้นวันที่เธอรู้ว่าทีมหญิงของประเทศไม่ได้รับการเหลียวแล เธอจึงเชื่อว่าเธอเองสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างได้....

 

ลูกสาวตำนานเร็กเก้

บ๊อบ มาร์เลย์ มีลูกๆทั้งหมด 12 คน โดย เซเดลล่า เป็นคนที่ 3 ดังนั้นเธอจึงได้เห็นและใช้ชีวิตกับพ่อมาตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เป็นราชาเพลงเร็กเก้ ซึ่งช่วงก่อนจะโด่งดังนั้น บ๊อบ เอาจริงเอาจังกับฟุตบอลไม่แพ้เรื่องดนตรีเลยทีเดียว


Photo : bbc.co.uk

"ฉันสาบานได้เลยว่าถ้าพ่อไม่ได้เล่นกีตาร์หรือร้องเพลง พ่อคงจะหาวิธีไปเล่นฟุตบอลไม่ตำแหน่งกองหน้าก็กองกลาง เขาเป็นชายตัวเล็กที่มีความเร็วและเขารักฟุตบอลมาจากก้นบึ้งหัวใจ"

แม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ เซเดลล่า ก็ไม่มีโอกาสได้เล่นฟุตบอล เพราะ บ๊อบ ชอบที่จะเห็นเธอทำงานเบื้องหลังมากกว่าด้วยความเชื่อว่าลูกสาวคนนี้มีแววที่จะไปได้ดีทางนั้นมากกว่า ดังนั้นเธอจึงทำงานเกี่ยวกับการเป็นโปรดิวเซอร์ค่ายเพลง นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของมูลนิธิ บ๊อบ มาร์เล่ย์ อีกด้วย จนกระทั่งเธอได้ยินว่าฟุตบอลหญิงของ จาไมก้า นั้นมีทีมเพื่อจะลงแข่ง แต่ไม่มีเงินสนับสนุนให้ไปแข่งเธอจึงเดือดเนื้อร้อนใจมาก และพร้อมจะใช้ชื่อของมูลนิธิบ๊อบ มาร์เล่ย์ เป็นตัวออกโรงเพื่อขับเคลื่อนทีม เร็กเก้เกิร์ลซ์ ให้มีโอกาสได้แข่งขันอีกสักครั้ง

ไม่ใช่แค่ความชื่นชอบในฟุตบอลเท่านั้น แต่การมอบโอกาสและความเท่าเทียมคือสิ่งที่พ่อของเธอพยายามเสนอผ่านบทเพลงที่แต่งและร้องออกมาตลอดสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ ความเท่าเทียมของความเป็นคนคือแก่นของเพลง เร็กเก้ ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุที่ทำให้ดนตรีชนิดนี้อาจจะฟังดูสนุกครึกครื้น แต่เนื้อหาใจความผ่านบทเพลงคือการเล่าถึงความขมขื่นและโหยหาซึ่งเสรีภาพ

บ๊อบ มีเพียงกีตาร์และฮาร์โมนิกาคู่ใจและขับร้องเพลงแห่งเสรีภาพเพื่อประชากรชั้น 2 ของสังคมโดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานผิวดำในประเทศ โดยเนื้อเพลงส่วนใหญ่กล่าวถึงการแสวงหาเสรีภาพ สะท้อนมุมมองทางด้านการเมือง การแบ่งแยกสีผิวและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม มาร์เลย์ได้ทำให้ดนตรีเร็กเก้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และทั้งหมดคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงไม่ใช่แค่นักร้อง แต่เขาคือ "ราชาเร็กเก้" ชนิดที่ว่าเป็น 1 ในผู้ทรงอิทธิพลที่ยากจะหาใครมาทดแทนได้


Photo : ahead.asia

เมื่อพ่อของเธอสู้เพื่อเสรีภาพและความเท่าเทียมมันจึงทำให้ เซเดลล่า รู้สึกว่าเธอไม่อาจจะนิ่งเฉยกับเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะยิ่งเธอรู้เหตุผลที่ทีมหญิงของ จาไมก้า ไม่ได้แข่งนั้นไม่ได้มาจากเรื่องของฝีเท้า แต่มันเป็นเรื่องของเงินสนับสนุนที่ถูกแบ่งไปให้ทีมชายจนหมด เธอยิ่งต้องแสดงออกบางอย่างเพื่อเป็นการสืบสานในทิศทางเดียวกับที่ บ๊อบ มาร์เล่ย์ พยายามมาทั้งชีวิต

"ฉันรักฟุตบอล และสิ่งนี้ (บอลหญิงไม่ได้แข่งเพราะไม่มีเงินสนับสนุน) ทำให้ฉันตกใจ เพราะฉันเองนั้นก็เป็น 1 ในผู้สนับสนุนทีมชายมาตลอด แต่ฉันกลับไม่รู้เลยว่าเรามีปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ทีมหญิง" เธอเริ่มเล่าถึงวันที่ตัดสินใจลงมาลุยเอง

"วันหนึ่งลูกชายของฉันกลับมาจากโรงเรียน เขามาพร้อมกับใบปลิวของโครงการเกี่ยวกับฟุตบอลหญิงในจาไมก้า ฉันสนใจทันที และรู้ว่าเราควรต้องสนับสนุน "เร็กเก้เกิร์ลซ์" เช้าวันถัดมาฉันโทรไปที่สหพันธ์และถามว่าเรามีปัญหาอะไรทำไมทีมหญิงถึงลงแข่งขันไม่ได้ พวกเขาบอกว่า "ฟังนะ ปัญหานี้มันใหญ่เกินกว่าคุณจะทำได้ มันไม่ใช่แค่การเรี่ยไรเงิน 10 เหรียญ หรือ 15 เหรียญแบบที่คุณเข้าใจ""


Photo : www.malaymail.com

ข้ออ้างมากมายแต่สุดท้ายคำตอบก็เท่าเดิม เซเดลล่า มองว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องเงินหรอก เพราะถ้าเป็นเรื่องเงินจริงทำไมทีมชายยังได้โอกาสบินไปแข่งที่นั่นที่นี่กันแทบทุกรุ่น และมันก็ไม่เกี่ยวว่าทีมหญิงของ จาไมก้า ไม่เก่งจนไม่น่าสนับสนุนด้วย มันคือเรื่องความเท่าเทียมต่างหากที่เป็นคำตอบที่แท้จริงของเรื่องนี้

"ไม่ใช่เพราะพวกนักฟุตบอลหญิงไม่มีฝีมือ แต่พวกเขาบอกว่าไม่มีทุนพอ...อธิบายให้เขาใจง่ายๆนะ ทุนน่ะมันมีพอสำหรับทีมชายเท่านั้น ส่วนทีมหญิงเหรออย่าหวังเลยดีกว่า"

 

นกน้อยแห่งเสรีภาพ

"ใครไม่ทำเราทำเอง" เซเดลล่า ตัดสินใจแน่วแน่มากสำหรับเรื่องนี้ เธอปรึกษากับพี่ชายของเธอว่าเงินที่อยู่ในมูลนิธิ บ๊อบ มาร์เล่ย์ จะเป็นส่วนสำคัญในการรันโปรเจ็คต์ที่ใครไม่เคยเหลียวแลนี้ โดยการให้เหตุผลกับพี่ชายว่า "นี่คือสิ่งที่พ่อของเรามีชีวิตอยู่เพื่อทำมัน"... ถ้าพ่อพยายามทำแต่ลูกๆกลับปล่อยสิ่งที่ทำมาทิ้งขว้างมูลนิธินี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย... ดังนั้นไม่มีเหตุการณ์ไหนจะเหมาะกับการทำงานของมูลนิธินี้เท่ากับการคืนชีพให้ เร็กเก้เกิร์ลซ์ อีกแล้ว


Photo : rollingstone.com

 

เดือน เมษายนปี 2014 เซเดลล่า เดินเข้าไปเจรจากับผู้บริหารในสหพันธ์ฟุตบอลจาไมก้าด้วยความจริงจัง เธอบอกว่าทีมหญิงของประเทศปล่อยให้เธอขับเคลื่อนได้หรือไม่ เธอจะทำให้นกน้อยแห่งเสรีภาพทีมนี้ได้กลับไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ มิใช่โดนจับขังกรงจนลืมวิธีโบยบินไปจนหมดสิ้น แบบนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการเสียชาติเกิดเลยด้วยซ้ำ..... เรื่องการเจรจาจบลงง่ายมากเพราะทีมหญิงคือทีมที่ไม่ได้รับการสนใจอยู่แล้ว การที่ เซเดลล่า มาทำจึงเป็นเรื่องที่ดีและเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว... 1 คือ จาไมก้า จะมีทีมหญิงลงแข่งขันในรายการที่ได้รับรองจาก ฟีฟ่า และสองหากผลงานดียอดเยี่ยมแน่นอนว่าชื่อเสียงย่องถูกส่งมาถึงสหพันธ์อยู่แล้ว

เซเดลล่า ไม่ได้นำเงินจาก มูลนิธิ บ๊อบ มาร์เลย์ มาลงทุนตู้มเดียวแล้วจ่ายให้กับทีมเหมือนที่ใครเข้าใจ เธอคิดเยอะไปกว่านั้นหลายเท่าด้วยการใช้เงินจากมูลนิธินี้เป็นตัวตั้งตัวตีเพื่อสร้างกระแสให้ทุกคนในประเทศเข้าใจว่าประเทศของเรายังมีทีมหญิงที่ต้องการแรงสนับสนุนอยู่ เธอเอามันมาเป็นทุนในการสร้างแคมเปญ "Strike Hard for the Reggae Girlz!" เพื่่อนำรายได้ทั้งหมดมอบให้กับการจัดการทีมหญิงไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อม,การเดินทาง,ที่พัก,อาหาร และเครื่องแต่งกาย จะว่าง่ายๆก็คือทุกอย่างที่ทีมต้องใช้ได้จากโครงการนี้เกือบจะทั้งหมด

วิธีการหาเงินคือเธอจะผลิตสินค้าต่างๆออกมาขายไม่ว่าจะเป็นสร้อยข้อมือ,ตุ๊กตาของนักเตะในทีมชุดนี้,พวกกุญแจ,แหวน และเสื้อยืดสกรีนลายบ๊อบ มาร์เล่ย์ พ่อของเธอ และยังได้รับการสนับสนุนจาก ยูเซน โบลท์ นักวิ่งชาวจาไมก้าเจ้าของสถิติโลกอีกด้วย ซึ่งสินค้าทั้งหมดหาเงินได้เป็นจำนวน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือราวๆ 2.5 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกใช้สำหรับศึกชิงแชมป์โซนคอนคาเคฟในปี 2014 ซึ่งในรายการนี้จะเป็นการคัดหาตัวแทนไปแข่งฟุตบอลโลกในปี 2015 อีกด้วย


Photo : clintonlindsay.com

ณ เวลานั้น เร็กเก้เกิร์ลซ์ พลาดตกรอบแบ่งกลุ่มไปจนอดไปเล่นฟุตบอลโลก แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะพวกเขากลับมาติดอันดับโลกอีกครั้งในอันดับที่ 150 หลังจากที่ไม่มีเกมระดับทางการมานานมาก นอกจากอันดับจะกลับมาแล้วนักฟุตบอลหญิงหลายคนก็ยังมี่กำลังใจในการสู้ต่อไปด้วยเพราะก่อนหน้านี้พวกเธอหมดหวังและคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีทางได้ติดทีมชาติ และอาจจะต้องเลิกเล่นฟุตบอลไปแล้วก็ได้

อย่างไรก็ตามความยากลำบากบากมันยังไม่จบ แม้จะได้รับเงินจากแคมเปญ "สไตรค์ฮาร์ด" และเงินสนับสนุนส่วนตัวของ เซเดลล่า แต่มันก็ยังไม่สามารถเลี้้ยงทีมงานกว่า 40 ชีวิตให้สบายได้อยู่ดี ทีมจาไมก้าทั้งทีมไม่ใช่ผู้เล่นอาชีพ ดังนั้นทุกอย่างจึงดูลำบากไปเสียหมด ผู้เล่นทุกคนมีกฎที่ว่าต้องซักและรีดชุดแข่งของตัวเอง เมื่อแข่งเสร็จต้องคืนชุดให้กับสหพันธ์ทั้งหมด อีกทั้งรถบัสที่ใช้รับส่งที่ก็เก่าคร่ำครึ อีกทั้งยังซ้อมทุกวันไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่มีอาชีพหลักทำอยู่แล้ว ทีมจะได้ซ้อมเพียงวันหยุดสุดสัปดาห์ 2 วันเท่านั้น ที่สำคัญคือชุดแข่งนั้นเมื่อได้ไปแล้วแต่ละคนมีหน้าที่ดูแลมันให้ดี เพราะพวกเธอไม่มีเสื้อสำรองมากนัก ดังนั้นจึงต้องมีการออกกฎห้ามแลกเสื้อกับคู่แขงหลังแข่งเสร็จอีกด้วย จะเห็นได้ว่าด้วยพื้นฐานระดับนี้ไม่แปลกเลยที่พวกเธอจะอดไปแข่งฟุตบอลโลกในปี 2015 แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ได้สู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของตัวเอง....นั่นล่ะคือสิ่งที่ เซเดลล่า อยากมอบให้ลูกทีมของพวกเธอ


Photo : www.nytimes.com

"มันไม่สำคัญอะไรหรอก ตอนนั้นเราไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลก, พลาดไปโอลิมปิกครั้งแรกในประวัติศาสตร์  แต่พวกเราทุกคนดีใจที่ได้แข่งขัน เรารู้สึกได้ว่ามีหลายอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป เซเดลล่า กำลังจะพาเราก้าวไปข้างหน้าฉันมั่นใจอย่างนั้น" ซาชาน่า แคมป์เบลล์ กองกลางวัย 28 ปี ของทีมเร็กเก้เกิร์ลซ์  กล่าว

"ตอนที่เราแข่งกับทีมชาติอื่นๆ หลังแข่งเสร็จพวกเธอ(ทีมคู่แข่ง) จะเข้ามาบอกกับเราว่าแลกเสื้อได้ไหม? รู้มั้ยฉันตอบว่าอะไร? ไม่ได้หรอกแม้แต่ฉันเองยังไม่มีเสื้อเป็นของตัวเองเลย" แคมป์เบลล์ เล่าถึงความอัตคัดของทีมชุดนี้ ... มันฟังดูเหมือนแย่ใช่ไหมในสายตาของคุณ แต่สำหรับเธอ เธอไม่ได้คิดอย่างนั้น เธอขอแค่ได้แข่งก็พอ แค่นั้นจริงๆ

 

อย่าดูถูกนกน้อย

หลังจบการคัดเลือกฟุตบอลโลกและโอลิมปิก ฟุตบอลหญิงของ จาไมก้า ที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังกลับต้องพังอีกครั้งเพราะเมื่อ เซเดลล่า แยกตัวออกไปทำธุรกิจและคืนสิทธิ์ให้กับสหพันธ์ดูแลต่อตามสัญญาก็กลับกลายเป็นว่าเข้าอีหรอบเดิม ทีมหญิงไม่มีงบประมาณอีกแล้ว และหนนี้พวกเขาบอกว่าอยากให้ผู้เล่นทีมหญิงลืมเรื่องที่จะไปแข่งฟุตบอลโลกในปี 2019 เสียเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะหาเงินสนับสนุนได้เพียงพอเหมือนกับครั้งล่าสุดที่ เซเดลล่า ทำ


Photo : sports.yahoo.com

เรื่องนี้เหมือนการหลอก เซเดลล่า ให้ลงมือทำ เพราะเธออุตส่าห์จุดกระแสบอลหญิงจนคนสนใจเป็นวงกว้างได้แล้วแท้ๆ แต่สหพันธ์กลับทิ้งมันไปแบบไม่เห็นค่า การกระทำของเธอทำท่าจะสูญเปล่า ติดอยู่ข้อเดียวคือ "เธอไม่ยอมให้มันพังลงไปต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่ 2 เด็ดขาด" และหนนี้เธอจะทำมันให้ดียิ่งกว่าเดิม ดีจนที่คนที่หัวเราะในความพยายามของเธอคาดไม่ถึง

หนนี้เธอไม่ลุยคนเดียวอีกแล้วเพราะมีการชักชวน อเลสซานดรา โล ซาวิโอ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิการกุศลด้านศิลปะในจาไมก้า และนอกจากนี้ยังมีเหล่าเพื่อนๆแวดวงไฮโซหลายคนเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนเรื่องเงินๆทองๆ ตอนนี้เด็กๆของเธอไม่ต้องซักชุดแข่งเองแล้ว และ เซเดลล่า จะไม่ลุยแค่วงนอกอย่างเดียว เซเดลล่า จะเดินลงไปอยู่ข้างสนามและเปลี่ยนคุณภาพการเล่นให้กับทีมชุดนี้แบบจริงจังอีกด้วย

สิ่งแรกที่สหพันธ์ฟุตบอลจากไมก้าบอกเธอคือ "ไม่มีงบสำหรับการจ้างผู้จัดการทีม" ซึ่งเธอยอมรับว่าเป็นคำตอบที่ไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไร มันคือสิ่งที่เธอคิดไว้อยู่แล้ว เธอจึงเดินไปหาคนๆหนึ่งที่ชื่อว่า ฮิว เมนซี่ส์ อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงรุ่นยู 19 ของสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้นดำรงตำแหน่งผู้ดูแลระบบเยาวชนให้กับทีม ออร์แลนโด้ ไลอ้อนส์ อยู่และยังประสบความสำเร็จอีกด้วย.. เธอ เดินทางไปหา เมนซี่ส์ ด้วยตัวเองและเล่าให้ฟังว่าทำไมเขาจึงควรมาเป็นกุนซือของทีมหญิงจาไมก้าแม้ว่าเขาจะ "ไม่ได้เงินเดือน" ก็ตาม หลังจากคุยกันได้ไม่นาน เมนซี่ส์ รับข้อเสนอของ เซเดลล่า อย่างง่ายดาย....


Photo : floridakrazekrush.com

"ตระกูลมาร์เลย์มีพลังซ่อนอยู่ในตัว เมื่อพวกเขาเลือกที่จะทำอะไรแล้วมันมีโอกาสสูงที่จะออกมาเวิร์ก ผมต้องรับคำเธอเพราะมันคือวัฒนธรรมของชาวเรา...ถ้า ตระกูลมาร์เล่ย์ ลงมือทำสิ่งนั้นจะกลายเป็นเรื่องจริง" เมนซี่ส์ กล่าวถึงเหตุผลแรกที่เขาเข้ามารับงานนี้ และเหตุผลที่ 2 ที่เขาไม่ได้บอกคือแม้เขาจะเป็นคนอเมริกันแต่เขาก็มีเชื้อสายจาไมก้าอยู่ในตัว และแน่นอนเขาเชื่อในพลังและศรัทธาของ บ๊อบ มาร์เล่ย์ เขาเชื่อว่าจิตวิญญาณของบ๊อบคือสิ่งที่ เซเดลล่า มีอยู่ในตัว

เซเดลล่า บอกกับ เมนซี่ส์ ว่าเธอต้องการอะไร และสิ่งที่เธอต้องการคือการทำให้ความสำคัญของผู้เล่นในตำแหน่งเกมรุกกระจายตัวกันออกไป เพราะในปี 2014 ที่เธอเข้ามาทำทีม มีเพียง ดอนน่า เคย์ เฮนรี่ คนเดียวเท่านั้นที่พอจะหวังพึ่งให้ยิงประตูได้ เธออยากจะให้ผู้เล่นอย่าง แคมป์เบลล์, คอนย่า พลัมเมอร์ และ โจดี้ บราวน์ ที่เป็นดาวรุ่งหน้าใหม่กลายเป็นตัวความหวังของทีมให้มากกว่านี้ เธอเชื่อว่าหาก เมนซี่ส์ ทำได้ จาไมก้า จะไม่ใช่ไม้ประดับอีกต่อไป


Photo : www.sbnation.com

นอกจากนี้เธอยังมีบทเรียนอีกข้อจากการทำทีมรอบแรกนั่นคือจงอย่าทำให้ "ทีม คือ เธอ" เพราะหากเธออกไปแล้วทีมจะไม่มีใครสนใจ เธอต้องการให้ "ทีม คือ ทีม" นั่นคือการอยู่ได้แม้ในวันที่เธอไม่ได้ทำทีมแล้วก็ตาม ดังนั้นเธอจึงสร้างธรรมเนียมให้กับทีมชุดนี้ขึ้นมาใหม่ 1 อย่าง นั่นคือหลังจากการแข่งขันแต่ละนัดจบลง ผู้เล่นในทีมจะต้อง Facetime (โทรแบบเห็นหน้า) ไปยังเหล่าผู้สนับสนุนทั้งหลายและเล่าว่านี้เกิดอะไรขึ้นบ้างในการแข่งขัน และการทำเช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ ระหว่างตัวนักเตะและเหล่าผู้สนับสนุน เมื่อมีความสนิทชิดเชื้อเปรียบเสมือนพี่น้องกันแล้ว ก็ยากที่พวกเขาจะทิ้งกันลงในบั้นปลาย

ทุกอย่างวางแผนมาอย่างดีเห็นได้ชัดว่าหนนี้เธอเอาจริง และความสามารถในการจัดการของเธอกำลังทำให้เหล่าบิ๊กๆในสหพันธ์ทั้งหลายต้องหน้าชา

 

เหมือนที่พ่อบอก...  

แม้การดูแลแบบสองมาตรฐานหากเทียบกับทีมชายและทีมหญิงจะยังมีอยู่ แต่ เร็กเก้เกิร์ลซ์ ไม่สามารถหวังอะไรที่ดีกว่านี้ได้แล้ว พวกเขาเธออาจจะไม่ได้นอนในโรงแรมหรูแบบทีมชาย แต่พวกเธอก็ยังได้ซ้อมในแคมป์เก็บตัวที่ได้คุณภาพ นอกจากนี้เรื่องอาหารการกินยังเปลี่ยนไปมาก มีเนื้อสัตว์และอาหารที่ถูกหลักโภชนาการมากกว่า เมื่อปี 2014 หลายเท่า ว่ากันว่าตอนนั้นทีมหญิงของ จาไมก้า ยังได้กินแค่ขนมแคร็กเกอร์ทาเนยอยู่เลยด้วยซ้ำไป ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ เซเดลล่า และผู้สนับสนุนคนอื่นๆมอบให้พวกเธอด้วยความตั้งใจจริงๆ  


Photo : thewomensgame.com

ใจแลกใจคือสิ่งที่ใช้ได้จริงทีมหญิงของจาไมก้า รวมกันเป็นปึกแผ่น พวกเธอกลับมาลงแข่งขันรายการชิงแชมป์โซน คอนคาเคฟ 2018 ซึ่งมีโควต้าไปฟุตบอลโลกหญิง 2019 ให้แค่ 3 ทีมเท่านั้น และ จาไมก้า ก็ทำสำเร็จด้วยการไปถึงรอบรองชนะเลิศ แม้พวกเขาจะแพ้ สหรัฐอเมริกา 0-6 จนอดเข้าชิงแต่นัดชิงที่ 3 จาไมก้า ก็สามารถชิงตั๋วเข้ารอบได้ก่อนชาติอื่นๆ หลังจากชนะจุดโทษ ปานามา ... จังหวะสุดท้ายที่ บอนด์ ฟลาสซ่า ยิงจุดโทษลูกที่ 4 ให้กับ จาไมก้า เข้าไปกล้องจับมาที่หน้าของ เซเดลล่า และเธอร้องไห้ออกมา มันคือน้ำตาของความดีใจ   

"ฟุตบอลคืออิสระ บ๊อบ มาร์เลย์ เคยบอกไว้อย่างนั้น...วันนี้ฉันรู้แล้วว่ามันคือเรื่องจริง" เธอให้สัมภาษณ์ได้แค่นั้นเพราะเด็กๆในทีมต่างกรูกันมายกเธอขึ้นฟ้าด้วยความดีใจ มันคือชัยชนะของผู้หญิงจาไมก้าทุกคน การได้ไปฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเป็นจุดสิ้นสุดของประโยคที่ว่า "ฟุตบอลน่ะปล่อยให้พวกผู้ชายเล่นก็พอ" ซึ่งเด็กๆในทีมชุดนี้หลายคนต่างเคยเจอประโยคนี้ด้วยกันทั้ง เพราะตอนเด็กๆพวกเธอต้องไปเล่นกับเด็กผู้ชายและบ่อยครั้งก็โดนห้ามไม่ให้มาร่วมทีมด้วย ซึ่งนี่คือการปิดฉากอย่างแท้จริง


Photo : ESPN.com

"เธอมีวิสัยทัศน์เหมือนกับพ่อของเธอ ผมโชคดีมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่นี้ ผู้เล่นทุกคนต่างรู้สึกเหมือนที่ผมพูด เด็กๆทุกคนต่างรู้สึกขอบใจในสิ่งที่ เซเดลล่า ทำ เธอยื่นคอมาเสี่ยงเครื่องประหารแทนพวกเราทุกคน และเธอเต็มใจที่จะทำตั้งแต่วันแรก" เมนซี่ส์ ที่กลายเป็นกุนซือประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอล จาไมก้า ให้สัมภาษณ์หลังเกมก่อนที่ คาดิจา ชอว์ กองหน้าของทีมกล่าวพร้อมกับดวงตาเป็นประกายว่า "การลงสนามโดยรู้ว่ามีตระกูลมาร์เล่ย์อยู่ข้างหลังเรามันคือความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่จริงๆ"

สิ่งที่ทุกคนพูดถึงเธอไม่ใช่เรื่องที่เว่อร์เกินจริงแต่อย่างใด ต้องขอบคุณ เซเดลล่า ที่ทำให้ เร็กเก้เกิร์ลซ์ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง....


Photo : inews.co.uk

การได้ไปฟุตบอลโลกเปลี่ยนฟุตบอลหญิงของจาไมก้าไปมาก ตอนนี้สตอรี่ของทีมชุดนี้เป็นที่สนใจของสื่อและสินค้ามากมาย โดยเฉพาะในวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมาในเกมอุ่นเครื่องสุดท้ายก่อนฟุตบอลโลกมาถึง เซเดลล่า ต้องกล่าวขอบคุณกับสปอนเซอร์,ดารา,นักร้อง,นักธุรกิจถึง 60 ชื่อ ที่ร่วมสนับสนุนทีม เร็กเก้เกิร์ลซ์ ในการลุยศึกใหญ่ที่ประเทศฝรั่งเศส มากแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และมากจนที่สาวๆ เร็กเก้เกิร์ลซ์ ไม่จำเป็นต้องสนคำสัญญาจากเหล่าผู้บริหารในสหพันธ์ฟุตบอลจาไมก้าแม้แต่น้อย  

ลูกสาวคนนี้กำลังทำให้พ่อของเธอยิ้มอยู่บนสวรรค์ เธอทำให้ บ๊อบ มาร์เลย์ ภาคภูมิใจที่มรดกซึ่งเขาทิ้งไว้ให้ ได้รับการสานต่ออย่างยิ่งใหญ่และมีคุณค่า...แม้ว่าผู้เล่นของทีม จาไมก้า ชุดนี้จะเกิดไม่ทันยุคของ บ๊อบ มาร์เลย์ แต่พวกเธอต่างตระหนักถึงเรื่องราวที่ เซเดลล่า ถ่ายทอดผ่านการกระทำของเธอได้เป็นอย่างดี

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.telegraph.co.uk/world-cup/2019/06/08/bob-marleys-daughter-cedella-rescuing-reggae-girlz-didnt-even/
https://www.capitalfm.co.ke/sports/2019/06/07/jamaica-bob-marley-and-football-a-family-love-affair/
http://www.espn.com/espnw/sports/article/26718107/how-bob-marley-daughter-saved-jamaican-women-soccer
https://www.usatoday.com/story/sports/soccer/worldcup/2019/06/04/bob-marley-daughter-jamaica-soccer-team-world-cup/1337519001/
https://www.smh.com.au/sport/soccer/how-bob-marley-s-daughter-got-jamaica-to-the-women-s-world-cup-20190614-p51xrc.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง