mainstand

Stories

‘มาร์เลเน่’ สตรีผู้สลายความเย็นชาในหัวใจแชมป์โลก F1... ‘นิกิ เลาด้า’



แฟนกีฬาหลายคนคงจำได้ขึ้นใจว่า แกนหลักในภาพยนตร์เรื่อง Rush ผลงานการกำกับของ รอน ฮาเวิร์ด เมื่อปี 2013 คือการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นสุดยอดนักแข่งรถสูตรหนึ่งระหว่าง เจมส์ ฮันท์ นักซิ่งจอมขบถชาวอังกฤษ และ นิกิ เลาด้า อัจฉริยะหลังพวงมาลัยจากออสเตรีย คู่ปรับชิงแชมป์โลก F1 ปี 1976 ที่หลายคนยกให้เป็นคู่ปรับแห่งวงการความเร็วที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

หลายคนอิจฉาความเป็นเพลย์บอยของฮันท์ หลายคนอดทึ่งกับความสุดยอดของเลาด้าที่สามารถกลับมาลงแข่งได้อีกครั้งแม้เพิ่งประสบกับอุบัติเหตุที่เปลี่ยนโฉมหน้าเขาไปตลอดกาลเพียง 40 วันไม่ได้

แต่ท่ามกลางเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลายคนคงอดซึ้งกับเรื่องราวของสตรีที่อยู่เคียงข้างยอดบุรุษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิกิ เลาด้า ไม่ได้ เพราะแม้ต้องเจอกับวันที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต แต่เธอก็เลือกที่จะอยู่เคียงข้างไม่ไปไหน จนทำให้ชายผู้แสวงหาเหตุผลที่พิสูจน์ได้กับทุกเรื่องต้องยอมโอนอ่อนให้กับสตรีผู้นี้ … และนี่คือเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่


ชายผู้จริงจังกับทุกเรื่อง...ยกเว้นความรัก

นิกิ เลาด้า คือชายผู้มีนิสัยต่างจากลูกมหาเศรษฐีทั่วไป เขาเกลียดที่ถูกครอบครัวคาดหวังให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เขาเกลียดที่โดนดูถูกความฝันในการเป็นนักแข่ง F1 และเกลียดที่พ่อมักจะขู่เขาว่าหากไม่เชื่อฟังกันจะถูกตัดออกจากกองมรดก ดังนั้นเขาจึงอยากเอาชนะความกดดันเหล่านี้ทั้งหมดด้วยการออกมาสร้างทีมรถแข่ง F1 ด้วยตัวคนเดียวโดยไม่พึ่งเงินจากทางบ้านแม้แต่บาทเดียว

เมื่อสมองมีแต่เรื่องของชัยชนะคนในครอบครัวและพิสูจน์ตัวเอง นิกิ เลาด้า จึงกลายเป็นเหมือนคนที่ไร้หัวใจ เขาไม่ชอบเข้าสังคมที่มากพิธีการ และมองแต่ความสำเร็จเท่านั้น เขากู้เงินก้อนใหญ่เพื่อสร้างทีมที่ชื่อว่า March Engineering ในปี 1971 เพื่อลงแข่งขันในแบบ ฟอร์มูล่า ทู และไต่อันดับขึ้นสู่การแข่ง F1 ภายในปีเดียว เพียงแต่ว่าเลเวลของเวทีใหญ่มันต่างกันเกินไป March Engineering ขาดทุนย่อยยับติดหนี้สินรุงรัง  จนเขาคิดจะฆ่าตัวตายมาแล้ว ...


photo :
Marchives

ในฐานะหัวหน้าทีม เลาด้าอาจจะสอบตก แต่ในแง่ผลงานส่วนตัวเขาถือว่าประสบความสำเร็จมาก ฝีมือการขับของเขาโดดเด่นด้วยทักษะที่ผ่านการศึกษามาแบบไม่เคยพัก นั่นจึงทำให้ เอ็นโซ่ เฟอร์รารี ตัดสินใจยื่นข้อเสนอที่เขาไม่อาจปฎิเสธได้นั่นคือการล้างหนี้ของ เลาด้า ให้หมดแต่เขาต้องมาเป็นสมาชิกของทีมเฟอร์รารี่

นี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เขาได้หายใจสะดวกและได้มองว่าการเป็นคนจริงจังกับชีวิตเกินไปนั้นอาจจะเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง รวมถึงเป็นโอกาสที่เขาจะได้ปรับนิสัยตัวเองใหม่เสียสำหรับโอกาสใหม่ที่เข้ามา แต่น่าเสียดายที่สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น เขาอธิบายถึงความเอาจริงเอาจังของตัวเองว่า "เป็นสันดาน" มันแก้ไม่ได้

"ผมเป็นคนจริงจัง ผมดูแลตัวเอง ผมดูแลรถของผม ผมเข้านอนแต่หัววัน ออกไปทำงานแล้วก็เอาชนะทุกคน หลังแข่งเสร็จผมกลับบ้าน แทนที่จะไปเที่ยวบาร์ แล้วคุยกับคนโง่ๆ พวกนั้น"

เลาด้า ชอบการเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 และเกลียดความพ่ายแพ้ ดังนั้นถ้าเขาเห็นความผิดพลาดของเพื่อนๆ ร่วมทีมเขาพร้อมจะด่าแบบไม่ไว้หน้าเลย และที่สำคัญคือเขาไม่ค่อยรักษาหน้าใคร หากเขาคิดว่าเขาเก่งกว่าเขาก็พร้อมที่จะบอกเพื่อนร่วมทีมว่า "ผมเก่งกว่าคุณ"


photo :
Motorsport.com

เคลย์ เรแกซโซนี่ นักขับรุ่นพี่ชาวสวิสมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากในการทำให้ เอ็นโซ่ เฟอร์รารี่ ดึงตัว เลาด้า มาร่วมทีม แต่ เลาด้า ก็ไม่ได้ขอบอกขอบใจ เคลย์ อะไรนัก  

"ผมรู้ดีถ้าเราแพ้เราจะถูกไล่ออกจากทีมเพราะมันคือธุรกิจ เป็นผมๆ ก็ทำแบบนั้น ไว้ถ้าผมมีความสามารถกว่านี้และทำเงินได้มากกว่านี้ผมไปแน่" เลาด้า เริ่มตอบเคลย์เป็นครั้งแรก

"แล้วนายมั่นใจได้ยังไงว่าจะทำเงินได้ ตอนนี้ยังไม่เห็นทำได้เลย" เคลย์ ได้ทีกัดใส่บ้าง เพราะเขาชักจะยัวะกับความโอหังของเพื่อนร่วมทาง

"ตอนนี้ยังหรอก แต่อีกไม่นานผมทำได้แน่ คุณทำได้ผมก็ทำได้ ยอมรับเถอะว่าผมไวกว่าคุณ แล้วก็เก่งกว่าคุณในเรื่องเครื่องยนต์ด้วย" นี่คือบทสนทนาระหว่างทางที่ทั้งคู่นั่งอยู่บนรถคันเดียวกันและกำลังไปปาร์ตี้ฉลองการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญ ... แค่ครั้งแรก เลาด้า ก็ทำให้คนอื่นเกลียดขี้หน้าได้โดยง่ายเลยทีเดียว


photo : Capital Pictur

เรื่องนี้แม้แต่ เจมส์ ฮันท์ คู่ปรับตลอดกาลของ เลาด้า ยังชอบเอามายั่วโมโหเขาเป็นประจำ "ช่างโง่ดักดาน ใครจะไปเหมือนนาย ไม่มีใครชอบ … แม้แต่เพื่อนร่วมทีม"


ปาร์ตี้นี้ต่างหากที่เปลี่ยนชีวิต

เมื่อรถที่ เคลย์ และ เลาด้า ถึงที่หมาย เคลย์ ก็รีบลงรถและบึ่งเข้าไปในงานปาร์ตี้ ขณะที่ เลาด้า ทำตัวไม่ถูก เขาไม่เคยชินกับการเข้าสังคม รู้ตัวเองอีกทีประตูงานปาร์ตี้ก็ปิดลง เขาเคว้งคว้างที่หน้าประตูไม่รู้จะทำอะไรต่อไป จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งปาดน้ำตา และเดินออกมาจากประตูด้านหลังของงานปาร์ตี้ ... และเธอคนนั้นก็กลายเป็นคนที่ 2 ในวันแสนวุ่นวายที่ เลาด้า คุยด้วย

"จะกลับแล้วเหรอ?" แม้เขาจะเห็นเธอขนกระเป๋าเสื้อผ้าใส่หลังรถแต่เขาก็ยังถามกำปั้นทุบดิน ... เขาไม่ได้ตั้งใจจะจีบ เพียงแค่อยากจะติดรถของเธอออกไปยังตัวเมืองเพื่อกลับบ้านเท่านั้น แต่คนอย่างเขาเริ่มประโยคไม่ถูกเท่านั้นเอง

เธอคนนั้นกำลังทำให้บรรยากาศบนรถไม่กดดันด้วยการร้องเพลงตามเสียงวิทยุ แต่ร้องยังไม่ทันจบเพลง เลาด้า รีบกดปิดวิทยุอย่างเสียมารยาทและพูดในสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนบนโลกไม่มีทางเข้าใจ

"ตอนเหยียบคันเร่งคุณไม่ได้ยินอะไรบ้างหรือไง? สายพานพัดลมคุณหลวม เบรกหลังก็จะหมด ยางล้อขวาด้านหน้าก็ลมอ่อนคุณถึงได้ขับรถเซไปเซมาแบบนี้ไง" เขาพูดจบไม่ทันไรรถก็พังไปต่อไม่ได้จริงๆ นาทีนี้เธอชักจะอยากรู้จักเขาขึ้นมาแล้ว เธอรู้สึกประทับใจในตัวเขาเพราะความรู้ที่เกี่ยวกับยานยนต์ แม้ตอนนั้นเธอจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นนักแข่งรถอาชีพ

"ฉัน มาร์เลเน่" เธอยื่นมือมาให้เขาจับก่อนที่เลาด้าจะตอบสั้นๆ ว่า "ผม นิกิ"

รถพังไปต่อไม่ได้ทำให้ต้องโบกรถคนอื่นเพื่อโดยสาร ก่อนที่ความลับซึ่งเลาด้าปิดไว้จะถูกเปิดเผย เมื่อรถคันที่ยอมจอดรับ ดันเป็นรถของชาวอิตาลีที่เป็นแฟนคลับทีม เฟอร์รารี่ ต้นสังกัดของเจ้าตัวพอดี ตอนนี้ มาร์เลเน่ เข้าใจแล้วว่าทำไม เลาด้า จึงเป็นคนที่วุ่นวายและเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องรถของเธอนัก

"รักจะเป็นแชมเปี้ยนต้องมีมากกว่าความเร็ว มันต้องดูภาพรวม" นี่คือคำที่ เลาด้า มักพูดติดปากเสมอและมันก็เหมือนกับชีวิตรักของเขาไม่มีผิด เลาด้า เริ่มคบหาดูใจกับ มาร์เลน่า หลังจากนั้น เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่เอาใจผู้หญิงเก่งนัก และเธอก็อาจจะไม่ใช่สาวฮ็อตในแบบที่นักกีฬาชื่อดังส่วนใหญ่ชื่นชอบและนิยมควง … แต่โดยรวมแล้วทั้ง 2 คนต่างก็เป็นฝ่ายที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ เลาด้า และ มาร์เลเน่ แต่งงานกันในปี 1976 หลังจากการคว้าแชมป์โลก F1 ปี 1975 ซึ่งเป็นสมัยแรกของเจ้าตัวในไม่กี่เดือนก่อนหน้า


photo : auctions - Catawiki

จริงๆ แล้วมันควรจะมีเรื่องเล่าถึงวันที่ทั้งคู่เริ่มคบหาดูใจกันมากกว่านี้ แต่เพราะ มาร์เลเน่ เป็นคนที่คล้ายๆ กับ เลาด้า เพราะถึงจะมีหน้ามีตาในแวดวงนางแบบอยู่บ้าง เธอเองก็ไม่ค่อยชอบจะบอกเล่าเรื่องส่วนตัวแบบเบื้องลึกให้ใครได้ฟังมากมาย และนั่นทำให้เราไม่อาจยืนยันได้ว่า ฉากงานเลี้ยงอันนำมาซึ่งการเจอกันครั้งแรกระหว่าง เลาด้า และ มาร์เลเน่ ในภาพยนตร์ Rush คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่ (แม้ เคิร์ท เยอร์เก้นส์ เจ้าของงานเลี้ยงที่ มาร์เลเน่ เอ่ยถึง คือแฟนเก่าของเธออย่างแน่นอน ตามรายงานจาก The Guardian ก็ตาม)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องราวบนแผ่นฟิล์มก็ดูจะสะท้อนถึงตัวตนและความสัมพันธ์แรกพบได้อยู่บ้าง ซึ่งจะว่าไป การพลาดเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะมันมีพลังแห่งรักที่ยิ่งใหญ่และพิสูจน์ได้จริงรออยู่หลังจากนั้น ในวันที่ความสุขเปลี่ยนเป็นความเศร้า ซึ่งเราเรียนรู้จากเรื่องนี้ได้ชัดกว่า ...

วันนั้นที่เนอร์เบิร์กริง

เหตุการณ์ที่ว่านั้น หากจะให้พูดแบบกระชับคือ อุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันรถสูตรหนึ่งฤดูกาล 1976 ที่ เนอร์เบิร์กริง นอร์ดชไลเฟ่อ ประเทศเยอรมันะวันตก วันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งรถเฟอร์รารี่เบอร์ 1 ของเลาด้า เสียหลักแหกโค้งชนกำแพงจนเกิดไฟลุก ก่อนที่จะถูกรถของคู่แข่งที่ตามมาชนซ้ำ

เปลวเพลิงจากน้ำมันที่เรียกได้ว่า "เต็มถัง" เนื่องจากการแข่งเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่รอบ บวกกับการช่วยเหลือจากทีมแพทย์ที่มาถึงล่าช้า เนื่องจากสนามแห่งนี้ที่ถูกขนานนามว่า "นรกสีเขียว" (Green Hell) มีความยาวมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อรอบ ทำให้ไม่สามารถนำเจ้าหน้าที่ประจำการได้ครอบคลุมทั้งสนาม ร่างของเลาด้าจึงไหม้ในระดับรุนแรงชนิดที่ชุดแข่งกันไฟสมัยนั้นต้านทานไว้ไม่อยู่

"ฉันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมันน่ากลัว ฉันรู้สึกว่าฉันได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น แล้วฉันก็เป็นลมร่วงไปตรงนั้นเลย ตอนตื่นขึ้นมาฉันไม่อยากจะคิดถึงมันแต่ก็จำทุกอย่างได้จากสิ่งที่เห็นในหนังสือพิมพ์ และฉันบอกกับตัวเองว่าพอกันทีมันจบแล้ว (สำหรับการแข่งรถของเลาด้า)" มาร์เลเน่ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ในวันนั้นพร้อมๆ กับเลาด้า


photo :
Hagerty

28 วันในการรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังจากเปิดผ้าพันแแผล นิกิ เลาด้า พบว่าตัวเองสูญเสียใบหูด้านขวาเกือบทั้งหมด รวมถึงผมทางซีกขวา เช่นเดียวกับเสียคิ้วและเปลือกตา แน่นอนหน้าของเขาเหมือนกับปีศาจ แต่สิ่งที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นคือ มาร์เลเน่ พร้อมจะอยู่ข้างเขาเสมอ มีอยู่เรื่องเดียว คือการแข่งรถต่อไปเท่านั้นที่เธอไม่เห็นด้วย

ในช่วงพักฟื้น เลาด้า มักจะถามหาหมวกนักขับของเขาอยู่เสมอ เขายังมีโอกาสที่จะเป็นแชมป์โลกหากกลับมาแข่งขันได้ทันเวลา เพราะแต้มของ เจมส์ ฮันท์ คู่ปรับตัวฉกาจยังนำเขาไปไม่มาก ดังนั้นเขาจึงอยากจะสวมหมวกให้ได้ แม้ว่าแผลจะยังไม่แห้งและต้องแลกมากับความเจ็บปวดมหาศาล เพราะหมวกกันน็อคสำหรับรถ F1 นั้นถูกออกแบบมาให้รัดศีรษะให้แน่น เมื่อเขาพยายามยัดหมวกใส่หัวขอบหมวกก็ขูดกับขอบผิวหนัง เขาร้องด้วยความเจ็บปวดทุกครั้ง มาร์เลเน่ ทนเห็นภาพนั้นมาตลอด เธอพยายามห้ามแต่ เลาด้า ก็พูดกับเธอมา 1 ประโยคที่ทำให้เธอ... ยอม

"ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ ได้โปรดอย่าห้ามผม และได้โปรดถ้าคุณรักผมอย่าห้ามให้ผมสวมมันเลย"  เลาด้า ทนเจ็บได้ เขาสวมมันสำเร็จจากการลองครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นเองทำให้ มาร์เลเน่ รู้ดีว่าความคิดของเธอไม่มีทางได้ผล สิ่งเดียวที่ไม่สามารถห้ามเลาด้าได้ คือ การสวมวิญญาณนักขับอีกครั้ง

"มันคงผิดที่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างให้เขาหยุด เพราะเขาลิขิตชีวิตด้วยตัวเองมาตลอด และฉันเองก็ห้ามเขาแข่งรถไม่ได้หรอก"

เรื่องดังกล่าวยังถูกตอกย้ำอีกครั้งระหว่างการสัมภาษณ์ก่อนการแข่งขัน อิตาเลี่ยน กรังด์ปรีซ์ รายการแรกที่เลาด้ากลับมาลงสนามหลังเกิดอุบัติเหตุเพียง 40 วัน เมื่อมีนักข่าวถาม "คิดว่าชีวิตคู่จะไปรอดหรือไม่หลังจากเหตุการณ์นั้น?" เจ้าตัวตอบด้วยความโกรธสุดขีดว่า "*วยเหอะ การแถลงข่าวจบเพียงเท่านี้" แล้วก็ลุกออกจากห้องแถลงข่าวทันที

ผมยังอยากอยู่กับคุณ

การแข่งขันในปี 1976 ดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นจนมาถึงสนามสุดท้ายที่ประเทศญี่ปุ่น ท่ามกลางฝนตกกระหน่ำ หาก เลาด้า ชนะที่ ฟูจิ สปีดเวย์ เขามีสิทธิ์จะกลายเป็นแชมป์ การตัดสินใจลงแข่งของเขาครั้งนี้ทำร้ายใจของ มาร์เลเน่ อย่างที่สุด เธอยอมให้เขาแข่งก็จริง แต่การแข่งครั้งนี้มันเกินไป ... สนามลื่น ฝนตกหนัก และเสี่ยงอุบัติเหตุ มันเหมือนการฉายภาพย้อนไปที่ เนอร์เบิร์กริง วันที่เธอเคยเล่าว่าเป็นวันที่เธออยากลืมที่สุด


photo :
Walikali

สำหรับเส้นทางลูกผู้ชายที่เสพติดชัยชนะและมั่นใจในฝีมือตัวเอง เลาด้า ยอมหักหาญน้ำใจเธอ และเชื่อว่าเขาจะชนะในการแข่งขันสนามนี้ได้ แต่ในอีกเสี้ยวหนึ่งของความคิดคือถ้าเขาเกิดอุบัติเหตุอีกครั้ง ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร และคงไม่มีหน้าไปพบภรรยาที่เขารักได้อีกแน่ ...

ไม่ทันแล้ว การตัดสินใจลงแข่งได้ลั่นออกไปก่อน เลาด้า ได้ออกสตาร์ทในสนามสุดท้ายด้วยการอยู่ข้างหลังฮันท์ แต่หลังจากแข่งไปได้ 2 รอบสภาพอากาศแย่ลงมาก เลาด้า รู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะดวงตาของเขามองเห็นทางไม่ชัดเพราะท่อน้ำตาเสียหายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ เขาหยุดกะพริบตาไม่ได้ ตอนนี้เขามี 2 ทางให้เลือกอีกครั้ง หากเข้าเส้นชัยได้เขาจะเป็นแชมป์โลก หรืออย่างที่ 2 เพื่อความปลอดภัยเขาจะต้องออกจากการแข่งขันทันที และเมื่อมองไปที่ข้างสนามภาพในหัวของเขาบอกว่า "พอดีกว่า"


photo : SuperbHub

เลาด้า เลือกที่จะไม่แข่งต่อ ไม่เสี่ยงอันตราย เพราะ หากแข่งครั้งนี้เขาพลาดเกิดอุบัติเหตุอีกครั้ง อาจจะเป็นจุดจบของชีวิต เขาก็จะไม่ได้อยู่กับคนที่เขารักอีก นิกิจึงเลือกที่จะไม่เสียคนรักดีกว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการเป็นแชมป์ ก่อนท้ายสุด เจมส์ ฮันท์ ที่เข้าป้ายอันดับ 3 ในสนามนั้น จะได้เถลิงบัลลังก์แชมป์โลกเป็นครั้งแรกด้วยแต้มที่เหนือกว่า เลาด้า แค่เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ... ชัยชนะอยู่ตรงหน้าสำหรับคนที่หลงใหลในชัยชนะที่สุดอย่างเขา แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะปฎิเสธมันและเลือกที่อยู่ต่อไปเพื่อ มาร์เลเน่ ... นี่คือครั้งแรกที่ความรักมีอิทธิพลเหนือจิตวิญญาณนักแข่งของเขา

รักแท้ไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว

"รถจะเป็นแชมเปี้ยนต้องมีมากกว่าความเร็ว มันต้องดูภาพรวม" เป็นอีกครั้งที่ เลาด้า ต้องขอบคุณประโยคนี้เพราะเขาเอามันมาใช้ในชีวิตตัวเองอีกครั้ง แม้เขาจะไม่ชนะในสนามแข่ง แต่ในสนามชีวิต นี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเขา

ฮันท์ อาจจะได้เป็นแชมป์โลก แต่มันก็ทำให้ เลาด้า ได้บทเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุด ... "คนฉลาดสามารถเรียนรู้จากศัตรูของเขาได้มากกว่าคำพูดประจบสอพลอจากมิตรสหาย" เพราะในขณะที่ฮันท์คว้าแชมป์โลกสมัยเดียวของเขา ก็เปลี่ยนคู่ครองมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหว เลาด้า ที่ต่อมาคว้าแชมป์โลกได้อีก 2 ครั้ง 2 ครา กลับมีชีวิตรักที่เงียบเชียบเกินกว่าชีวิตคนดังทั่วไป สิ่งที่เรารู้ มีเพียงการแต่งงานกับ มาร์เลเน่ รวมถึงลูกชายสองคน มัทธีอัส และ ลูคัส เท่านั้น

อย่างไรก็ตามชีวิตรักของเลาด้าและมาร์เลเน่ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเหมือนอย่างนิยาย เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจหย่าในปี 1991 ทิ้งชีวิตรัก 15 ปีไว้เป็นความหลัง มาร์เลเน่ไม่แต่งงานใหม่ ขณะที่เลาด้าตัดสินใจวิวาห์เป็นครั้งที่สองกับ บริกิต เวทซิงเกอร์ แอร์โฮสเตสที่อายุน้อยกว่าถึง 30 ปี แถมคู่ชีวิตคนใหม่ ซึ่งมีลูกแฝดด้วยกันยังเป็นคนที่มอบชีวิตใหม่ให้กับเลาด้า เมื่อเธอตัดสินใจบริจาคไตให้กับสามีเมื่อปี 2008 หลังจากที่ร่างกายของเขาไม่ตอบรับไตของลูกชายได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ แม้ความรักจะจบ แต่ความสัมพันธ์ที่เลาด้ามีต่อมาร์เลเน่นั้นยังดีเหมือนเดิม สุดท้ายแล้วคำกล่าวที่ว่า "ความรักแบบเพื่อน" คือสิ่งที่อยู่ยืนยงได้นานมากกว่า "ความสัมพันธ์แบบคนรัก" ก็พอจะเอามาอ้างอิงกับชีวิตรักของ นิกิ เลาด้า และ  มาร์เลเน่ คเนาส์ ได้บ้าง ....


photo :
Dreshare

เพื่อนคือคนที่คอยเป็นห่วงและหวังแต่จะให้เพื่อนได้พบแต่สิ่งที่ดีในชีวิตโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น มาร์เลเน่ คือเพื่อนที่ดีและเพื่อนที่รัก เลาด้า มากที่สุด

"ครอบครัวเก่ากับครอบครัวใหม่ของผมเข้ากันได้เป็นอย่างดี พวกเรายังมีโอกาสไปกินข้าวด้วยกันอยู่บ่อยๆ มาร์เลเน่เป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งมากนะ เพราะแม้เราจะหย่ากัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ความสัมพันธ์กับเราแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น บริกิต ภรรยาคนใหม่ของผมยังเป็นเพื่อนของเธอด้วยเช่นกัน"

แหล่งอ้างอิง :

https://heavy.com/sports/2019/05/niki-lauda-wives-birgit-wetzinger-marlene-knaus/
http://www.historyvshollywood.com/reelfaces/rush.php
https://marriedbiography.com/marlene-knauss-life-divorce-formula-one-racer-niki-lauda-relationship-history/
https://www.mirror.co.uk/news/world-news/how-niki-laudas-flight-attendant-16175476
https://www.moviequotesandmore.com/rush-quotes/
https://www.nytimes.com/2019/05/21/obituaries/niki-lauda-dead.html
https://www.theguardian.com/sport/2019/may/21/niki-lauda-obituary

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง