mainstand

Feature

ทำไม "บากิ" ต้องไปหาสุดยอดนักสู้ยิวยิตสูที่บราซิล?



“อยากจะเก่งขึ้นเหรอ ไปบราซิลดูสิ”


 

คำพูดดังกล่าว คือประโยคที่ตัวละครในเรื่อง บากิ จอมประจัญบาน แนะนำให้ตัวละครเอก ฮันมะ บากิ ไปฝึกวิชายังดินแดนอันห่างไกลในทวีปอเมริกาใต้ เพื่อโค่นล้ม “สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ฮันมะ ยูจิโร และล้างแค้นให้กับคุณแม่ของตัวเอง

หลังฉากดังกล่าว ผู้อ่านจึงได้เห็น บากิ ตัดสินใจเดินทางไปยังประเทศบราซิล เพื่อขอฝึกวิชาต่อสู้ยิวยิตสู จากนักสู้นาม ดิคสัน ตัวละครที่ได้แรงบันดาลใจจาก ริคสัน กราซี (Rickson Gracie) นักยิวยิตสูผู้มีสถิติไร้พ่าย และ ตำนานที่ยังหายใจของวงการศิลปะป้องกันตัว

เมื่ออ่านการตูนตอนนี้จบ ทุกท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า เหตุใดวิชาจากญี่ปุ่นอย่าง ยิวยิตสู ถึงมียอดนักสู้เป็นชาวบราซิล? ทำไม บากิ ต้องลงทุนเดินทางไปอเมริกาใต้ ไม่มีนักยิวยิตสูดีๆ ที่ญี่ปุ่นแล้วหรือ?

เรื่องราวในโลกแห่งความเป็นจริงของวิชายิวยิตสู เป็นอย่างไร จะแตกต่างหรือเหมือนกับในการ์ตูนมากแค่ไหน ติดตามได้ที่นี่

 

จากบ้านนา หากาแฟ

จุดเริ่มต้นของศิลปะป้องกันตัว บราซิลเลียนยิวยิตสู ต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1885 เมื่อประเทศญี่ปุ่น ทำข้อตกลงกับราชอาณาจักรฮาวาย เพื่อโอนย้ายแรงงานออกไปทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย หลังก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นต้องปิดประเทศนาน 17 ปี เพื่อไม่ให้แรงงานลักลอบออกไปเป็นทาสยังต่างแดน


Photo : worldofemigration.wordpress.com

ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปี ญี่ปุ่นส่งแรงงานเข้าไปทำงานยังฮาวาย 29,000 ราย แม้ข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายจะจบลงในปี 1894 ญี่ปุ่นยังเดินหน้าทำโปรแกรมย้ายถิ่นฐานประชาชนต่อไป ด้วยปัญหาประชากรล้นประเทศ โดยเฉพาะในย่านชนบท

สำหรับรัฐบาลญี่ปุ่น การส่งแรงงานออกไปหากินนอกประเทศ นอกจากจะแก้ปัญหาภายในแล้ว ยังสามารถนำเงินจากภายนอก เข้ามาพัฒนาความเป็นอยู่คนในชาติได้ โดยเฉพาะปัญหาประชาชนว่างงาน หลังสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War) จบลงในปี 1905

ในช่วงต้นของนโยบายย้ายถิ่นฐาน รัฐบาลญี่ปุ่นมีความต้องการที่จะส่งแรงงานไปยังประเทศใหญ่ อย่าง สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ ออสเตรเลีย แต่เนื่องจากปัญหาการเหยียดผิว และ การจำกัดจำนวนชาวญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศ ซึ่งน้อยกว่าจำนวนที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้

ด้วยเหตุนี้ ประเทศญี่ปุ่นจึงเบนความสนใจไปยังประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ประเทศบราซิลกำลังเจอปัญหาขาดแคลนแรงงานราคาถูก เนื่องจากข้อตกลงกับประเทศอิตาลี ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 1902 จากสภาพปัญหาแรงงาน ที่ได้รับการดูแลอย่างย่ำแย่จากนายจ้าง

ปี 1908 ประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศบราซิล ทำข้อตกลงแรงงานข้ามประเทศอย่างเป็นทางการ วันที่ 18 มิถุนายน ปีเดียวกัน ชาวญี่ปุ่นกลุ่มแรก เดินทางออกจากท่าเรือในเมืองโกเบ ด้วยเรือโดยสารคาซาโตะ มารุ (Kasato Maru) สู่เมืองซานโตส 60 กิโลเมตรทางตอนใต้ของ เมือง เซา เปาโล จุดหมายปลายทางที่แท้จริง


Photo : www.japantimes.co.jp

ผู้โดยสารในเรือเกือบทั้งหมดเป็นชาวนา จำนวน 781 คน พวกเขาเดินทางแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อเปลี่ยนอาชีพเป็นแรงงานเก็บเมล็ดกาแฟ ในเมือง เซา เปาโล ส่วนอีก 10 คนที่เดินทางมาในทริปดังกล่าว เป็นนักท่องเที่ยว และ ไร้สัญญาทำงานกับบริษัทใด

สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานญี่ปุ่นในบราซิล เป็นไปในทิศทางที่ไม่สู้ดีนัก แม้นายจ้างจะเป็นผู้จัดหาที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า และ อาหาร ให้แรงงานชาวญี่ปุ่น แต่สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ และค่าจ้างที่ไม่แน่นอน หลายคนเปลี่ยนงาน บางคนเริ่มปลูกฟาร์มกาแฟเป็นของตัวเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นรากฐานให้มีการสร้างชุมชนชาวญี่ปุ่น ในประเทศบราซิล

 

กำเนิด บราซิลเลียนยิวยิตสู

สำหรับสถานการณ์ของประเทศบราซิล ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พวกเขากำลังร่ำรวยสุดขีดจากรายได้ในการส่งออกกาแฟ และ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา เมืองติดแม่น้ำอเมซอนอย่าง เบเลง (Belém) และ มาเนาส์ (Manaus) กลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิงของประเทศ


Photo : www.infobit.co

หนึ่งในความบันเทิงที่สร้างความสำราญให้แก่ชาวบราซิล คือ การแสดงศิลปะป้องกันตัวในโรงละคร โดยศิลปะการต่อสู้จากญี่ปุ่น เข้ามาถึงแดนกาแฟตั้งแต่ปี 1909 เริ่มต้นที่กีฬา ยูโด ถูกเปิดสอนกันโดยชาวญี่ปุ่นในเมือง เซา เปาโล

ต่อมา ปี 1914 มิตสึโย มาเอดะ (Mitsuyo Maeda) ผู้เชี่ยวชาญศิลปะป้องกันตัว ทั้ง ยูโด และ มวยปล้ำ ที่มีประสบการณ์เดินทางไปทั่วโลก ตัดสินใจเดินทางสู่ประเทศบราซิล โดยเริ่มการแสดงในเมือง โปร์ตู อาเลกรี (Porto Alegre) พร้อมกับเปิดโรงยิมสอนวิชายูโดควบคู่ไป


Photo : wikipedia.org

ด้วยส่วนสูงเพียง 165 เซนติเมตร มาเอดะ โด่งดังอย่างรวดเร็ว ในฐานะนักสู้ “จิ๋วแต่แจ๋ว” อย่างไรก็ตาม การเปิดสอนยูโดของกลับไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว กองทัพเรือบราซิลมีการเปิดสอนมวยคาโปเอรา (Capoeira) ให้แก่บรรดาทหาร ศิลปะป้องกันตัวท้องถิ่นของบราซิลชนิดนี้ จึงได้รับความนิยมเหนือยูโดหลายเท่าตัว

ในช่วงเวลาดังกล่าว มาเอดะได้พบกับอาจารย์ยิวยิตสูหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ลาคุ (Laku) นักยิวยิตสู ผู้มีประสบการณ์สอนตำรวจเปรู, โอคุระ (Okura) นักสู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเปรู และ ชิมิตสึ (Shimitsu) ที่ย้ายมาจากอาร์เจนตินา


Photo : gentleronin.com

มาเอดะร่ำเรียนวิชายิวยิตสู จากคนเหล่านี้ ก่อนรวมตัวนักสู้ชาวญี่ปุ่น เดินทางไปทั่วประเทศตามเมืองต่างๆ ทั้ง ริโอ เด จาเนโร, เซา เปาโล, เรซิฟี ก่อนจบทริปที่เมืองมาเนาส์ ซึ่งพวกเขาลงหลักปักฐาน เปิดสอนวิชายิวยิตสูให้ชาวเมือง โดยโฆษณาว่า “วิชาที่ป้องกันตัวจากอาวุธด้วยมือเปล่า”

ด้วยเหตุนี้ วิชายิวยิตสูจึงได้ความนิยมจากชาวบราซิลอย่างรวดเร็ว ขณะที่โชว์ต่อสู้ของมาเอดะ ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน วันแล้ววันเล่าที่เขาจัดการคู่ต่อสู้ตัวใหญ่กว่า จนวิชาของเขาไปเข้าตา คาร์ลอส กราซี (Carlos Gracie) ผู้เป็นลูกชายของ แกสเตา กราซี (Gastao Gracie) ผู้จัดการนักสู้ชาวบราซิล ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของทีมนักสู้ยิวยิตสูชาวญี่ปุ่น

แม้พ่อจะเป็นศัตรูกับมาเอดะ แต่ความประทับใจที่มีต่อวิชายิวยิตสู ต้นปี 1917 คาร์ลอส กราซี ตัดสินใจขอฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อเรียนวิชายิวยิตสูจาก มาเอดะ ก่อนนำวิชาที่เรียนมาถ่ายทอดให้กับน้องชายในตระกูลกราซีทุกค

มีตำนานเล่าขานกันว่า คาร์ลอส กราซี ต้องการพัฒนาวิชายิวยิตสูของตัวเองให้ไปถึงจุดสูงสุด เขาลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เพื่อหาคู่ต่อที่ต้องการประลองฝีมือ รวมถึงท้าสู้ข้างถนนกับบรรดานักเลงหัวไม้ เพื่อปรับปรุงวิชายิวยิตสูของตัวเองให้ไร้จุดอ่อน และไม่มีใครสามารถเอาชนะได่

ไม่ว่าตำนานดังกล่าวจะจริงหรือไม่ ฝีมือการต่อสู้ของ คาร์ลอส กราซี ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ปี 1925 เขาตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนวิชากราซียิวยิตสู (Gracie Jiu-Jitsu Academy) ที่กรุงริโอ เด จาเนโร อันเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะป้องกันตัวแบบ “บราซิลเลียนยิวยิตสู” หรือที่รู้จักันในอีกชื่อว่า “กราซียิวยิตสู”

 

จากมิตร สู่ศัตรู

ในปีเดียวกันกับที่ คาร์ลอส กราซี เปิดโรงเรียนสอนวิชากราซียิวยิตสู (Gracie Jiu-Jitsu Academy) แชมป์ยูโด และ ยิวยิตสู ชาวญี่ปุ่น จีโอ โอโมริ (Geo Omori) เดินทางสู่กรุงริโอ เด จาเนโร เพื่อเปิดสอนวิชาศิลปะป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมให้ชาวบราซิล และได้รับความสนใจจากชาวเมืองเป็นจำนวนมาก


Photo : www.bjjee.com

สองเสืออยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉันใด กราซี กับ โอโมริ จึงอยู่ด้วยกันไม่ได้ฉันนั้น เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าวิชายิวยิตสูในกรุง ริโอ เด จาเนโร คาร์ลอส กราซี ตัดสินใจท้าสู้กับ จีโอ โอโมริ เพื่อพิสูจน์ว่า บราซิลเลียนยิวยิตสู กับ ยิวยิตสูดั้งเดิม ใครจะแน่กว่ากัน

แม้ประลองฝีมือกันหลายต่อหลายครั้ง ผลลัพธ์ทั้งหมดกลับจบลงด้วยการเสมอ ความบาดหมางของทั้งคู่จบลงในปี 1931 เมื่อ โอโมริ ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานสู่เมือง เซา เปาโล ที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากกว่า

แม้การปะทะของวิชายิวยิตสูจากทั้งสองชาติจะหยุดลง แต่ความปัญหาระหว่างสองฝ่าย เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ช่วงปี 1930s เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วประเทศ รัฐบาลสั่งเลิกนำแรงงานชาวญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศ ก่อนปี 1937 ประเทศบราซิลจะเปลี่ยนการปกครองสู่ระบอบเผด็จการ นำไปสู่การควบคุมความเรียบร้อยในประเทศอย่างเข้มงวด

เพื่อลดอำนาจของชาวต่างชาติอย่างประเทศญี่ปุ่น บราซิลเลียนยิวยิตสู ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เกทูเลียว วาร์กัส (Getúlio Vargas) ประธานาธิบดีเผด็จการในยุคดังกล่าว ยกย่องศิลปะป้องกันตัวบราซิลเลียนยิวยิตสู ขึ้นเป็นวัฒนธรรมของประเทศบราซิล และ สั่งให้ครูฝึกชาวญี่ปุ่นเลิกสอนวิชายิวยิตสูเดิม เพื่อเปลี่ยนมาสอนวิชาบราซิลเลียนยิวยิตสูแทน

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศบราซิล ยังตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับ ประเทศญี่ปุ่น ด้วยการยกเลิกข้อตกลงขนย้ายแรงงานในปี 1941 ก่อนเดือนสิงหาคม ปี 1942 บราซิลจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการประกาศตัวเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร ตรงข้ามกับญี่ปุ่นที่สังกัดฝ่ายอักษะ

ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวญี่ปุ่นในบราซิลต้องเจอกับความยากลำบาก ผู้นำชุมชนชาวญี่ปุ่นถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด กฎหมายมากมายถูกสร้างพิเศษเพื่อควบคุมชาวต่างชาติ โรงเรียนภาษาญี่ปุ่นถูกปิดตัว รวมไปถึงโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวด้วย

เพียงพริบตาเดียว ยูโด, มวยปล้ำ และ ยิวยิตสูดั้งเดิม หายไปจากประเทศบราซิล เหลือไว้เพียงการต่อสู้พื้นบ้านอย่าง คาโปเอรา และ บราซิลเลียนยิวยิตสู ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนั้น

หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 อำนาจเผด็จการของ เกทูเลียว วาร์กัส สิ้นสุดลง ข้อตกลงขนย้ายแรงงานระหว่างสองประเทศกลับคืนมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวญี่ปุ่นที่เดินทางสู่บราซิลคราวนี้ พวกเขามองว่ากีฬาบราซิลเลียนยิวยิตสู เป็นกีฬาต้นกำเนิดบราซิล และไม่มีชาวญี่ปุ่นรายใด นำวิชานี้มาเผยแพร่บนแดนแซมบ้าอีก

ต้นช่วงปี 1960s ชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก เดินทางลี้ภัยหนีสภาพเศรษฐกิจตกต่ำภายหลังสงครามเกาหลี มายังประเทศบราซิล และพวกเขายังหอบหิ้ววิชาศิลปะป้องกันตัวอย่าง เทควันโด มาด้วย

เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียตลาดให้กับวิชาใหม่ ทั้ง ยูโด, คาราเต้ และ เทควันโด ตระกูลกราซีจึงนำศิลปะป้องกันตัวแขนงอื่น เข้ามาผสมกับบราซิลเลียนยิวยิตสู พร้อมกับแสดงความเป็นเลิศในวิชาของพวกเขา ด้วยการฝึกฝนนักสู้ลงแข่งขันในรายการทีวีชื่อว่า ฮีโร ออฟ เดอะ ริง (Heroes of the Ring)

ต่อมา ปี 1974 ประเทศบราซิลต้องเจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จากผลกระทบของวิกฤติน้ำมัน ตระกูลกราซีตัดสินใจย้ายหนีชีวิตในบ้านเกิด มาลงหลักปักฐานในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับเปิดโรงเรียนศิลปะการป้องกันตัว ซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้ที่ประเทศบราซิล และเผยแพร่วิชาบราซิลเลียนยิวยิตสู สู่สายตาชาวโลกนับตั้งแต่นั้น กลายเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดกีฬาศิลปะการต่อสู้แบบผสม หรือ Mixed Martial Arts (MMA) ในทุกวันนี้

 

บทสุดท้าย ณ จุดกำเนิด

ขณะที่ประเทศบราซิล ผลักดันบราซิลเลียนยิวยิตสู จนเป็นหนึ่งกีฬาประจำชาติ ความนิยมของยิวยิตสู ณ จุดกำเนิดที่แท้จริง อย่าง ประเทศ ญี่ปุ่น กลับได้รับความนิยมลดลงอย่างน่าใจหาย นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2


Photo : www.bjjee.com

เนื่องจากในช่วงสงคราม มีการนำวิชาศิลปะป้องกันตัว อย่าง ยูโด มาใช้สอนทหารญี่ปุ่น เพื่อเป็นหนึ่งในอาวุธโจมตีศัตรูยามออกศึก เมื่อสงครามจบลง ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ศิลปะป้องกันตัวของแดนอาทิตย์อุทัย ถูกรัฐบาลที่ควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา มองเป็นวิชาอันตราย อันมีความเกี่ยวโยงกับเรื่องทางทหาร

ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำสั่งห้ามเผยแพร่วิชาป้องกันตัวทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น ยูโด หรือ ยิวยิตสู ตั้งแต่ปี 1945 จนถึงปี 1951 ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจารย์วิชายิวยิตสู พากันเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อรักษาวิชาชีพนี้ไว้ ไม่ให้สูญหายไปตามคำสั่งห้ามของรัฐบาล

เมื่อสิ้นสุดคำสั่งห้ามวิชาศิลปะป้องกันตัว ยิวยิตสูคืนสู่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะบ้านเกิด ยิวยิตสูกลายสภาพเป็นกีฬาสากล หลังอาจารย์ชาวญี่ปุ่นเดินทางสู่โลกตะวันตก และเผยแพร่วิชาออกไปให้แพร่หลาย จนเป็นที่รู้จักในหลายประเทศทั่วโลก

การเปลี่ยนผ่านของวิชายิวยิตสู จากศิลปะป้องกันตัวที่มีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น สู่วัฒนธรรมการต่อสู้ อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศบราซิล ไม่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพียงปัจจัยด้านกีฬา แต่แฝงไปด้วยเรื่องราวทางสังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง ที่เข้ามามีบทบาทต่อประชากรของสองประเทศ จนเกิดการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอีกซีกโลก เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจนเกิดการกลายพันธุ์ เริ่มต้นมาจากการย้ายที่ถิ่นฐาน ของประชาชนผู้ยากไร้เหล่านี้

ฮันมะ บากิ เดินทางสู่ประเทศบราซิล เพื่อฝึกวิชายิวยิตสู ด้วยความสิ้นหวัง และต้องการให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ไม่ต่างจาก ชาวนาญี่ปุ่นกลุ่มแรกที่มาถึงประเทศบราซิล ในปี 1908 พวกเขาคาดหวังชีวิตที่ดีกว่า ความเป็นอยู่ที่ต้องเจอบนแผ่นดินบ้านเกิด

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในการ์ตูน บากิ จอมประจัญบาน จึงเป็นเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ ที่เกิดขึ้นจริงกับชาวญี่ปุ่น ในการอพยพออกจากถิ่นฐานไปยังต่างแดน เพียงแค่ บากิ ไม่ได้เดินทางไปเก็บเมล็ดกาแฟ ดั่งชาวนารุ่นปู่ย่า แต่เป็นการเดินทางไปเรียนวิชา “บราซิลเลียนยิวยิตสู” ศิลปะการต่อสู้อันมีจุดกำเนิดมาจากชนชาติของเขาเอง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.japantimes.co.jp/news/2008/01/15/reference/japan-brazil-mark-a-century-of-settlement-family-ties/?fbclid=IwAR25x3NvmQtVZJygqPqEirD-ZidH4gT3pKQQvIfG0suWdXjL9GsMtf1wC2A#.XNAzXaTgrIU
http://www.aloisiosilvabjj.com/index.php/history/history-of-brazilian-jiu-jitsu
https://books.google.co.th/books?id=FaTfuuIlmqcC&lpg=PA33&ots=8yNI1Yt6Zq&dq=geo+omori&pg=PA33&redir_esc=y#v=onepage&q=geo%20omori&f=false
http://www.westernwarriorsmartialarts.com.au/history-of-jitsu
http://www.jiujitsuedmonton.com/about-rodrigo-resende/history-of-judo-and-bjj/?fbclid=IwAR31gxXaFh_dDAFfXDFQi4Qdh-8ROIr_rkKgmuqUgFgH4UEp0gFQwO_1JEU
http://www.historyoffighting.com/jujitsu.php
https://baki.fandom.com/wiki/Dickson



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง