mainstand

Feature

อุดมการณ์หรือตัวตน? : เปาโล ดิ คานิโอ นักฟุตบอลที่สร้างปัญหาให้ตัวเองด้วยฟาสซิสต์



เมื่อความคิดทางการเมืองส่วนบุคคล กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่ออาชีพ


 

เซปป์ แบล็ตเตอร์ อดีตประธานฟีฟ่ามักจะพูดอยู่เสมอตอนที่อยู่ในตำแหน่งว่า “กีฬาห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” แต่มันก็เป็นไปได้ในทางทฤษฎีเท่านั้น เมื่อหลายครั้งที่สองสิ่งนี้มีอันต้องเกี่ยวข้องกันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

เปาโล ดิ คานิโอ คือหนึ่งในนักเตะที่แสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน เขาเป็นผู้สนับสนุนฟาสซิสต์ ลัทธิทางการเมืองของ เบนิโต มุสโสลินี อดีตผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี ที่มีส่วนกับการบาดเจ็บล้มตายผู้คนเป็นจำนวนมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ ดิ คานิโอ ก็ยืนยันว่าเขาสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเปิดเผย และมันก็ส่งผลต่อชีวิตของเขาไม่น้อย

 

คัลท์ฮีโร่แห่งอัพตันพาร์ค

หากเอ่ยถึงนักเตะต่างชาติที่สร้างสีสันให้กับพรีเมียร์ลีกในยุค 2000 ชื่อของ “เปาโล ดิ คานิโอ” กองหน้าระดับตำนานของเวสต์แฮม น่าจะเป็นชื่อลำดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมราวกับศิลปินลูกหนัง บวกกับวีรกรรมมากมายในสนาม ทำให้เขาได้รับพื้นที่สื่ออยู่เสมอ


Photo : @TheSportsman

ดิ คานิโอ ย้ายจาก เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ มาเล่นให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในตลาดนักเตะหน้าหนาวปี 1999 ด้วยค่าตัวสุดถูกเพียง 1.5 ล้านปอนด์ หลังก่อคดีฉาวไปผลักอกผู้ตัดสิน พอล อัลค็อค ในเกมที่ เวนส์เดย์ อดีตต้นสังกัดพบกับ อาร์เซนอล ในปี 1998 ที่ทำให้เขาโดนแบนยาว 11 เกมและถูกปรับเงิน 10,000 ปอนด์

“ผมทำผิดพลาด ผมต้องขอโทษจริงๆ แต่ผมก็ดีใจที่เวสต์แฮมมอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้ผม” ดิ คานิโอ กล่าวในวันเซ็นสัญญา

แม้ว่าในช่วงแรกเขาต้องชดใช้โทษแบนที่ติดตัวมาจากทีมเก่า แต่หลังจากนั้นเขาก็ตอบแทนความเชื่อใจของเวสต์แฮม ด้วยการช่วยให้ทีมจบในอันดับ 5 ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดที่เคยทำได้ เข้าไปเล่น ยูฟ่า คัพ ผ่านรายการ  อินเตอร์โตโต คัพ ได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ Opta ในฤดูกาล 1998-1999 อีกด้วย


Photo : www.thesportsman.com

ความยอดเยี่ยมของ ดิ คานิโอ ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อฤดูกาลถัดมาเขายิงไปถึง 16 ประตู จาก 30 นัดโดยหนึ่งในนั้นคือลูกวอลเลย์สุดสวยในเกมพบกับ วิมเบิลดัน ในเดือนมีนาคม 2000 จนได้รับเลือกให้เป็นประตูแห่งฤดูกาลของ BBC

ประตูดังกล่าวยังได้รับการพูดถึงในฐานะหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และได้รับการโหวตเป็นประตูแห่งทศวรรษ จากการจัดอันดับของผู้ชม Sky Sports News ด้วยคะแนนโหวตถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ดิ คานิโอ กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอล ไม่ใช่เฉพาะแค่แฟนเวสต์แฮมเท่านั้น เมื่อในเดือนธันวาคม 2000 ในเกมพบกับ เอฟเวอร์ตัน เขาได้สร้างความประทับใจไปทั่วโลก หลังมีโอกาสยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกม จากจังหวะที่ผู้รักษาประตูคู่แข่งบาดเจ็บ และเหลือแต่ประตูโล่งๆ แต่เขากลับปฏิเสธโอกาสนั้น และเลือกที่จะคว้าบอลหยุดเกมเพื่อไปดูอาการของเพื่อนร่วมอาชีพ

หลังเกมดังกล่าว ดิ คานิโอ ได้รับการลุกขึ้นยืนปรบมือจากแฟนบอลทั้งสนามในความมีน้ำใจนักกีฬา ก่อนที่ช็อตดังกล่าวจะทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นน้ำใจนักกีฬายอดเยี่ยม “ฟีฟ่า แฟร์เพลย์” ในปีถัดมา  

กองหน้าจอมศิลปิน อยู่ค้าแข้งกับเวสต์แฮมทั้งสิ้น 4 ฤดูกาลครึ่ง ยิงให้ทีมไปทั้งสิ้น 52 ประตูจาก 141 นัด และย้ายไปเล่นให้กับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ในปี 2003-2004 ก่อนจะกลับสู่อ้อมกอดของทีมเก่า ลาซิโอ ในปี 2004

และนั่นก็ทำให้อุดมการณ์ที่ไม่เคยบอกใครคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

อดีตอุลตร้าลาซิโอ

ก่อนจะย้ายมาเล่นให้บนเกาะอังกฤษ ดิ คานิโอ ถือเป็นผู้เล่นโปรไฟล์หรูคนหนึ่ง เขาผ่านการค้าแข้งให้กับหลายทีมดังในอิตาลี ทั้ง ยูเวนตุส นาโปลี เอซี มิลาน รวมไปถึง ลาซิโอ สโมสรแรกในชีวิตของเขา


Photo : it.wikipedia.org

ดิ คานิโอ เป็นชาวกรุงโรมโดยกำเนิด แม้ว่าย่านบ้านเกิดของเขาจะเต็มไปด้วยกองเชียร์ของโรมา แต่ไม่ใช่สำหรับเขา เมื่อประกาศตัวว่าเขาคือแฟนเดนตายของ ลาซิโอ คู่แข่งร่วมเมือง

เหตุผลสำคัญคือกองเชียร์ของลาซิโอ มีการเชียร์ที่เร้าใจกว่า และรุนแรงกว่า พร้อมท้าต่อยท้าตีกับฝั่งตรงข้าม ดิคานิโอ ค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Irriducibili

แฟนบอลอุลตร้าของลาซิโอ เขาเล่าว่าเคยถูกขว้างก้อนหินและโดนตำรวจฉีดแก๊สน้ำตาใส่มาแล้วตอนตามทีมไปเชียร์ในฐานะทีมเยือน

กองเชียร์ของลาซิโอ ขึ้นชื่อในความขวาจัด และแนวคิดนี้ก็ค่อยๆ ซึมซับสู่ตัวของ ดิ คานิโอ ทีละน้อย เขากลายเป็นคนที่ศรัทธาในแนวคิดฟาสซิสต์ของ เบนิโต มุสโสลินี อดีตผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี แต่ก็ไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ จนกระทั่งกลับมาเล่นให้ลาซิโอ เป็นคำรบสอง

การกลับมาเล่นให้อินทรีฟ้าขาว เหมือนปลุกความรู้สึกเก่าๆ ของเขาให้ตื่นขึ้นมา และในเกมพบกับ ลิเวอร์โน กับ ยูเวนตุส เขาก็กลายเป็นประเด็น เมื่อเดินไปทักทายกองเชียร์ของตัวเองด้วยท่า “โรมัน สลุต” ที่เป็นท่าทำความเคารพของฟาสซิสต์


Photo : wfcforums.com

จากผลดังกล่าวทำให้เขาโดนแบน 1 นัด และถูกปรับไปอีก 7,000 ปอนด์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด พร้อมทั้งยอมรับว่าตัวเองนิยมในลัทธิฟาสซิสต์โดยไม่ปิดปัง

“ผมมักทำท่าสลุตเสมอเพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขา ผมสลุตกับเพื่อนของผมเพื่อเป็นสัญญาณว่าผมเป็นส่วนหนึ่งกับกลุ่มที่มีคุณค่าที่แท้จริงของความมีอารยะ เพื่อคัดคานกับมาตรฐานที่สังคมนี้มีต่อเรา” ดิ คานิโอ อธิบาย

 

ผมคือฟาสซิสต์

นับตั้งแต่ท่าโรมันสลุต ถูกเผยแพร่ออกไป ดิ คานิโอ ก็ออกมายอมรับอย่างเต็มตัวว่าเขาคือ ฟาสซิสต์ และเชื่อมั่นใน “จักรวรรดิโรมันที่เกรียงไกร” โดยได้รับอิทธิพลมาจาก เบนิโต มุสโสลินี เจ้าของลัทธินี้

ดิ คานิโอ ย้ำอยู่เสมอว่าทุกคนอาจจะเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับ มุสโสลินี เพราะที่จริงแล้วเขาเป็นคนมีศีลธรรม

“ผมเป็นฟาสซิสต์เพราะ เบนิโต มุสโสลินี ผมมีหนังสือประวัติมุสโสลินีเป็นตั้งๆ ผมคิดว่าในเรื่องส่วนตัวเขาถูกเข้าใจผิดมากๆ จริงอยู่เขาหลอกลวงผู้คน ปฏิบัติตัวไม่สุภาพ แต่ทั้งหมดนี้เป็นแรงกระตุ้นมาจากจุดประสงค์ที่เหนือกว่านั้น” ดิ คานิโอ กล่าวในอัตชีวประวัติส่วนตัว  

“มุสโสลินีเป็นคนมีศีลธรรมมากๆ และมีจริยธรรมในเชิงบุคคล เขามักจะต่อสู้กับความรู้สึกผิดและถูกของตัวเอง เขาพยายามจะประนีประนอมกับแนวคิดทางศีลธรรมของตัวเอง”  

นอกจากนี้ อดีตกองหน้าชาวอิตาลี ยังมีรอยสักคำว่า DUX ที่แปลว่าท่านผู้นำในภาษาละติน ซึ่งสื่อไปถึง มุสโสลินี และ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อยู่ที่ต้นแขนขวา โดยถึงขั้นกลับไปสักในบ้านเกิดเมื่อปี 2000 สมัยที่เล่นอยู่ในอังกฤษ   


Photo : www.nextquotidiano.it

“ตอนนั้นผมกำลังพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ มุสโสลินีสำหรับผมเป็นตัวแทนของแนวคิดทางสังคมที่มีกฎเกณฑ์จริงๆ ที่ทุกคนเคารพ ความรักและความภาคภูมิใจในชาติ นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นกับประเทศของผม ซึ่งผมไม่เคยเห็นเลยแม้กระทั่งทุกวันนี้” อดีตดาวยิงเวสต์แฮมกล่าวกับ The Mirror  

แม้ ดิ คานิโอ จะเชื่อมั่นในแนวคิดนี้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับเขา

 

อุดมการณ์ทำพิษ

หลังแขวนสตั๊ดกับ ซิสโก โรมา สโมสรในบ้านเกิด เมื่อปี 2008 ดิ คานิโอ ก็มีโอกาสเริ่มเส้นทางใหม่ในฐานะโค้ช ก่อนจะได้ชิมลางคุมทัพ สวินดอน ทาวน์ ในลีกทู ลีกระดับ 4 ของอังกฤษ


Photo : edition.cnn.com

แม้ว่า ดิ คานิโอ จะโชว์ฝีไม้ลายมือการคุมทีมได้อย่างสุดยอด พา สวินดอน เลื่อนชั้นได้ทันทีในฐานะแชมป์ แต่สโมสรต้องแลกกับการเสีย GMB องค์กรสหภาพแรงงานจากการเป็นสปอนเซอร์ของทีม เนื่องจากรับไม่ได้กับความนิยมในฟาสซิสต์ของ ดิ คานิโอ ซึ่งทำให้ทีมเสียรายได้ไปราว 4,000 ปอนด์ต่อฤดูกาล  

อุดมการณ์ทางการเมืองยังส่งผลกระทบต่อ ดิ คานิโอ ต่อไปในวันที่รับตำแหน่งกุนซือคนใหม่ของซันเดอร์แลนด์ เมื่อปี 2013 เดวิด มิลิแลนด์ บอร์ดบริหารสโมสรรับไม่ได้กับการแต่งตั้งคนที่มีแนวคิดฝักใฝ่ฟาสซิสต์ จึงขอลาออกจากสโมสรทันที

“ผมหวังให้ซันเดอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในอนาคต  พวกเขาคือสถาบันที่ยอดเยี่ยมที่มีเงินทุนจำนวนมากในแถบตะวันออกเฉียงเหนือ ผมหวังให้ทีมทำผลงานได้ดีในอีกเจ็ดเกมสำคัญข้างหน้า อย่างไรก็ตาม จากคำประกาศเกี่ยวกับแนวคิดทางการเมืองของกุนซือคนใหม่ ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมต้องลาออก” แถลงการณ์ของ มิลิแลนด์

ผลงานของ ดิ คานิโอ กับซันเดอร์แลนด์ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนัก เขาพาทีมจากการเป็นทีมกลางตารางกลายเป็นทีมหนีตกชั้น ก่อนจะจบในอันดับ 17 รอดพ้นการตกชั้นอย่างหวุดหวิด แถมในฤดูกาลต่อมาผลงานก็ยังไม่ดีขึ้น ก่อนที่จะถูกปลดในที่สุด

หลังจากนั้นเขาตระเวนไปสัมภาษณ์งานกับหลายทีมทั้ง กลาสโกว์ เซลติก, โบลตัน วันเดอเรอร์ส และ ร็อตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด แต่ไม่มีสโมสรใดรับเข้าทำงาน เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับแนวคิดนิยมฟาสซิสต์ของเขา

หลังจากวืดงานคุมทีม ดิ คานิโอ ได้กลับไปทำงานที่อิตาลี ในฐานะนักวิเคราะห์เกมของช่อง Sky Sport Italia แต่เขากลับเผลอใส่เสื้อแขนสั้นไปออกรายการ ทำให้เห็นรอยสักคำว่า DUX จากผลดังกล่าวทำให้เขาถูกปลดออกจากการทำหน้าที่ของช่อง Sky Sport Italia ทันที

“เราได้ทำผิด เราต้องขอโทษทุกคนที่ทำให้เจ็บปวด” แถลงการณ์จากผู้บริหาร Sky


Photo : www.corriere.it

แม้จะประกาศตัวอย่างเต็มที่ว่าตัวเองเป็นฟาสซิสต์ แต่ดิ คานิโอ ก็ยืนยันว่าไม่ใช่พวกเหยียดผิวหรือเชื้อชาติ ยืนยันได้จากการที่เขาสนิทกับ เทรเวอร์ ซินแคลร์ และ คริส พาวล์ อดีตเพื่อนร่วมทีมเวสต์แฮม

“ผมมักจะเลี่ยงที่จะแปะป้ายว่าใครเป็นใคร ผมมักจะอธิบายในสิ่งที่ผมคิดอยู่เสมอ มันไม่ใช่เรื่องลึกลับเลย ถ้าคุณถามผมเกี่ยวกับกฎหมายการเหยียดผิว การต่อต้านชาวยิว หรือสนับสนุนนาซี สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมสะพรึง” อดีตกุนซือซันเดอร์แลนด์ กล่าวกับ The Mirror  

“กับมุสโสลินี มันมีเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนและเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง บางอย่างเขาก็ทำได้ดี พอเขาทำตามฮิตเลอร์เรื่องเหยียดเชื้อชาติ ทุกอย่างมันก็จบ”

“เทรเวอร์ ซินแคร์, ชากา ฮิสล็อป ผู้รักษาประตูที่กลายเป็นวิศวกรนิวเคลียร์, คริส พาวล์ เพื่อนร่วมทีมพวกเขาเหล่านี้ยังคงเป็นเพื่อนของผมจนทุกวันนี้ รวมไปถึงชายผิวสีอย่าง ฟิล สเปนเซอร์ ที่เป็นเอเยนต์ชาวอังกฤษของผม ผมไม่เคยมีความรู้สึกเหยียดพวกเขามาจากข้างในเลย”

แต่ท้ายที่สุด เมื่อมองย้อนกลับไป ดิ คานิโอ เองก็เสียใจที่เคยทำท่าสลุตสมัยเป็นนักเตะ ซึ่งเป็นบทเรียนที่เขาเองไม่มีวันลืม


Photo : www.fourfourtwo.com

“มันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกเสียใจที่สุดในชีวิต มันเกิดขึ้นในสนามกีฬา มันโง่มากที่แสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ที่บางทีอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ชมบางคนและสร้างความขมขื่นให้กับคนอื่น ผมไม่ควรทำแบบนั้นเลย กีฬาควรจะอยู่เหนือจากบางสิ่งเหล่านี้”

ปัจจุบัน ดิ คานิโอ ยังเป็นคนว่างงาน ปฎิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดทางการเมืองได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่ออาชีพของเขา การแสดงออกทางความคิดอาจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในบางบริบทอาจจะต้องคำนึงถึงกาลเทศะเป็นสำคัญ

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.telegraph.co.uk/news/1506262/Im-a-fascist-not-a-racist-says-Paolo-di-Canio.html
https://www.bbc.com/sport/football/37369011
https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/paolo-di-canio-reveals-admiration-9555946
https://thesefootballtimes.co/2016/01/24/the-relentless-restless-mind-of-paolo-di-canio/
https://thesefootballtimes.co/2015/01/27/lucarelli-and-di-canio-the-communist-and-the-fascist/
https://www.theguardian.com/football/2013/apr/01/david-miliband-resign-sunderland-di-canio



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง