mainstand

Lifestyle

น้อยนิด...มหาศาล : เหตุการณ์ที่ทำให้ ‘สเต็ปห์ เคอร์รี่’ ปฏิเสธ ‘ไนกี้’



“เมื่อคุณเด่น เสียงย่อมดังเสมอ” คือสิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นความจริงอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะเมื่อคุณมีชื่อเสียงจากสิ่งที่คุณทำ ทุกการกระทำ ทุกคำพูดที่เอ่ย จะมีน้ำหนักขึ้นกว่าเดิมในทันใด


 

แน่นอน ผลพลอยได้จากความสามารถกับชื่อเสียงไม่เพียงแต่จะทำให้คุณเป็นที่รู้จักและจดจำเท่านั้น เพราะเงินทอง ตลอดจนผลประโยชน์ต่างๆ ก็จะดาหน้าเข้ามาให้คุณเลือกถึงตรงหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งวงการกีฬาก็หนีสัจธรรมข้อนี้ไปไม่พ้น

สำหรับบางคน พวกเขายอมปฏิเสธข้อเสนอมูลค่างามด้วยเหตุผลเรื่อง "บุญคุณ" เพราะเมื่อยอมอุ้มชูในวันที่ไม่มีอะไร ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องทิ้งไปไหนเมื่อถึงวันที่มีชื่อเสียง ขณะที่อีกหลายคน ยอมรับข้อเสนอจากผลประโยชน์ที่ได้มากกว่า ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด

ทว่าในบางครั้ง ผลประโยชน์ก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงข้อเดียวของการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อาจส่งผลต่อความรู้สึกอย่างรุนแรงได้เช่นกัน

 

ขอเป็นผู้ถูกเลือก

สำหรับเด็กผู้ชายที่ชื่อ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่ นั้น การได้เห็น เดล คุณพ่อโลดแล่นในฐานะนักบาสเกตบอล NBA อยู่แทบทุกเมื่อเชื่อวัน ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่จะทำให้เขาหวังดำเนินรอยตามคุณพ่อด้วยการเป็นนักกีฬาแม่นห่วงบ้าง


Photo : www.lifeofdad.com

และด้วยการที่พ่อของเขาเป็นศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค แถมยังเป็นหนึ่งในนักบาสเกตบอลระดับตำนานของที่นั่น มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่ตัวเขาจะอยากเข้าเรียนระดับคอลเลจที่นี่ตามรอยผู้ให้กำเนิด แม้จะต้องจากบ้านที่เมืองชาร์ล็อตต์ รัฐนอร์ธแคโรไลน่า ขึ้นเหนือไปเรียนถึงรัฐเวอร์จิเนียก็ตาม

ทว่าเส้นทางตามรอยเท้าพ่อก็มีอุปสรรคสำคัญขัดขวาง นั่นคือรูปร่างของเขาที่ดูผอมบาง เพราะขณะที่ เดล คุณพ่อของเขาเป็นคนรูปร่างใหญ่ ดูแข็งแกร่งด้วยน้ำหนักตัว 190 ปอนด์ หรือ 86 กิโลกรัม สเตฟห์ ลูกชายคนโตของตระกูลกลับมีรูปร่างผอมบาง ด้วยน้ำหนักตัวสมัยเรียนไฮสคูลเพียง 160 ปอนด์ หรือ 72 กิโลกรัมเท่านั้น

รูปร่างที่ผอมบางจนหลายคนเกรงว่าจะทนแรงเสียดทานไม่ไหว ทำให้ ม.เวอร์จิเนียเทค ส่งเทียบเชิญให้เขาในฐานะ "คนที่ต้องมาทดสอบฝีมือเสียก่อน" ไม่ใช่ "คนที่ถูกเลือก" จากทางสถาบันให้เข้าเรียนได้เลย ซึ่งนั่นหมายความว่า โอกาสที่เขาจะอดเรียนที่นี่ก็มีอยู่ไม่น้อย


Photo : www.lifeofdad.com

เมื่อเขาไม่เห็นคุณค่าก็ช่างปะไร ... ด้วยฝีมือของสเตฟห์ที่จะว่าไปก็โดดเด่นไม่น้อยในระดับ ม.ปลาย ทำให้ยังมีอีกหลายสถาบันที่อยากได้ตัวเขาไปเป็นนักกีฬาให้ ทว่ามีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่จริงจังกับเขามากที่สุด นั่นคือ มหาวิทยาลัยเดวิดสัน สถาบันเล็กๆ ในรัฐนอร์ธแคโรไลน่า ซึ่งต้องชะตากับเด็กหนุ่มคนนี้ตั้งแต่สมัยที่เรียนเกรด 10 หรือ ม.4

น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินยังกร่อนฉันใด การตามตื๊ออย่างต่อเนื่อง ที่สุดแล้วก็ทำให้ครอบครัวเคอร์รี่ใจอ่อนจนได้ สเตฟห์ตัดสินใจเข้าเรียนต่อที่ ม.เดวิดสัน และกลายเป็นดาวเด่นของที่นั่นในทันที

 

ด้วยความผูกพัน

อย่างไรก็ตาม การได้เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย เท่ากับว่าสเต็ปห์เองก็ต้องปฏิบัติตามกฎที่ NCAA องค์กรผู้ควบคุมการแข่งขันกีฬาในระดับคอลเลจบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งหนึ่งในกฎข้อที่สำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ นักกีฬาจะไม่สามารถรับสปอนเซอร์ส่วนตัวได้ ต้องใช้อุปกรณ์ที่ทางสถาบันการศึกษามีสัญญาผูกพันกันเท่านั้น


Photo : www.ncaa.com

และเนื่องจากในช่วงที่สเต็ปห์กำลังศึกษาที่ ม.เดวิดสัน สถาบันดังกล่าวได้ทำสัญญาไว้กับ ไนกี้ บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาอันดับ 1 ของโลก เขาจึงจำเป็นต้องใส่รองเท้าของไนกี้ลงแข่งขันไปโดยปริยาย

ถึงกระนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่สเตฟห์จะสวมใส่อุปกรณ์ของไนกี้ เพราะต้องไม่ลืมว่า รองเท้าพะโลโก้ Swoosh ถือเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับวงการบาสเกตบอลมาโดยตลอด เมื่อมันถูกสวมใส่โดยนักแม่นห่วงระดับตำนานอย่าง ไมเคิ่ล จอร์แดน และ โคบี้ ไบรอันท์


Photo : www.zimbio.com

ไม่เพียงเท่านั้น เดล คุณพ่อของเขาก็เคยใส่รองเท้าไนกี้ลงแข่งขันสมัยที่ยังโลดแล่นใน NBA (แม้อันที่จริง เจ้าตัวจะเคยใส่รองเท้าอีกหลายยี่ห้อด้วยก็ตาม) แถม เกร็ก บริงค์ คุณพ่อทูนหัวของเขายังเคยเป็นพนักงานของบริษัทนี้อีกด้วย

ภาพจำรวมถึงความผูกพันที่มีมาอย่างยาวนาน จึงทำให้เมื่อเจ้าตัวตัดสินใจไม่เรียนต่อในปีสุดท้ายของระดับมหาวิทยาลัย เพื่อไปโลดแล่นใน NBA ไนกี้ จึงได้ลายเซ็นของเขาไปในแทบจะทันทีเมื่อถูก โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ดราฟท์เข้าทีมในอันดับที่ 7 ของปี 2009

 

ดาวเด่นคนต่อไป

แววโดดเด่นในการเป็นสตาร์คนต่อไปของ NBA สำหรับสเตฟห์ เกิดขึ้นทันทีตั้งแต่ฤดูกาล 2009-10 ซีซั่นแรกที่เจ้าตัวลงเล่นให้กับทีมวอร์ริเออร์ส เมื่อเขาคว้ารางวัลรุกกี้ยอดเยี่ยมของสายตะวันตกได้ถึง 3 เดือน คือในเดือนมกราคม, มีนาคม และ เมษายน 2010 ก่อนเข้าป้ายในฐานะอันดับ 2 ของการชิงตำแหน่งรุกกี้แห่งปี โดยได้รับคะแนนโหวตตามหลังเพียง ไทรีค อีแวนส์ ของ ซาคราเมนโต้ คิงส์ (ปัจจุบันเล่นให้ อินเดียน่า เพเซอร์ส) คนเดียวเท่านั้น


Photo : www.nydailynews.com

แม้จะมีช่วงที่เจ้าตัวประสบปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงในฤดูกาล 2011-12 เมื่ออาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าและเท้าทำให้พลาดการลงสนามถึง 40 เกม (รวมถึง 28 เกมสุดท้ายในฤดูกาลดังกล่าว) และต้องเข้ารับการผ่าตัด แต่ผลงานส่วนตัวนั้นถือได้ว่า เข็นขึ้น

"สะพานทอง" จึงไม่ต้องตัดสินใจให้มากความ ต่อสัญญาให้อีก 4 ปีด้วยค่าเหนื่อยรวม 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากฤดูกาลที่สเตฟห์เจ็บหนักสิ้นสุดลง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า คิดดีแล้วหรือที่จะทุ่มค่าเหนื่อยให้กับผู้เล่นที่มีประวัติการเจ็บถึงขนาดนั้น?

ทว่าผลงานในฤดูกาลแรกหลังจากการต่อสัญญาก็ถือเป็นบทพิสูจน์อย่างดีว่า พวกเขายิ่งกว่าคิดถูก เมื่อสเตฟห์พัฒนาการยิง 3 แต้มขึ้นมาอย่างโดดเด่น ทำสถิติชู้ต 3 แต้มลงมากที่สุดในฤดูกาลเดียวถึง 272 ครั้ง แถมยังได้ เคลย์ ธอมป์สัน รุ่นน้องที่เข้าลีกหลังจากเขา 2 ปี ร่วมกันโชว์ผลงานยิง 3 แต้มระเบิดระเบ้อ โกลเด้น สเตท ผ่านเข้าสู่รอบเพลย์ออฟเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีหลังสุดด้วยผลงานของคู่หู "Splash Brothers" … แววของการเป็นสตาร์คนต่อไปเฉิดฉายขึ้นอีกครั้งแล้ว

 

ความแปลกหน้าในความคุ้นเคย

ทว่าหลังจบฤดูกาลดังกล่าว สเตฟห์ก็มีเรื่องให้ต้องคิดหนักและตัดสินใจอีกครั้ง เมื่อสัญญารองเท้าที่เขาเซ็นกับไนกี้ตั้งแต่สมัยรุกกี้หมดอายุลงพอดี ซึ่งแน่นอน ไนกี้เจ้าของสัมปทานเดิม มีสิทธิ์ที่จะยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้พิจารณาก่อน


Photo : bluemanhoop.com

"จะว่าไป ผมก็อยู่กับพวกเขามาหลายปีแล้วน่ะนะ" สเตฟห์เล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว "ถึงกระนั้น มันก็ดูแปลกๆ กับตัวเองอยู่ไม่น้อยในการต้องมาเจรจากับคนที่อยู่ด้วยกันมาก่อน แถมยังเป็นคนคุ้นหน้าอีกต่างหาก"

ด้วยผลงานส่วนตัวที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามประสบการณ์ที่มากขึ้น แน่นอน ฝั่งสเตฟห์ห์มั่นใจว่า ข้อเสนอที่เขาควรจะได้จากไนกี้ต้องดีกว่าเดิม แม้การคิดทาบชั้นรัศมีตัวท็อปอย่าง เลบรอน เจมส์ หรือ โคบี้ ไบรอันท์ จะเป็นเรื่องยากมากๆ แต่อย่างน้อยกับตำแหน่งพอยท์การ์ด ฝีมือระดับเขาก็ควรที่จะได้รับค่าตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อระดับต้นๆ ของลีก

แต่ในความเป็นจริง ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ จะไม่ค่อยเข้าทางของสเตฟห์ห์นัก เพราะกับผู้เล่นตำแหน่งเดียวกัน ไนกี้ได้ประเมินมูลค่าของ คายรี่ เออร์วิ่ง ที่ขณะนั้นอยู่กับ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ไว้สูงกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาสร้างชื่อโด่งดังตั้งแต่สมัยเล่นระดับคอลเลจ จนถูกดราฟท์ในฐานะอันดับ 1 ของปี 2011 แถมผลงานส่วนตัวของเขานั้นถือว่าโดดเด่นมากกับตำแหน่ง รุกกี้แห่งปี ในฤดูกาลแรกที่เล่นใน NBA ไม่เพียงเท่านั้น บุคลิกของคายรี่ยัง “ขายได้” กับทุกเพศทุกวัยอีกด้วย


Photo : www.tiebreaker.com

สำหรับไนกี้แล้ว พวกเขาประเมินมูลค่าของสเตฟห์ไว้ต่ำกว่าคายรี่ ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาจะไม่ได้รับผลประโยชน์ในมูลค่าที่เทียบเท่ากับที่อีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน ถึงกระนั้น ด้วยความผูกพันที่มีมาอย่างยาวนาน สเตฟห์จึงเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า ทุกอย่างน่าจะผ่านไปด้วยดี … กระมัง?

 

วันชี้ชะตา

และแล้ววันเจรจาระหว่างสเตฟห์กับไนกี้ก็มาถึง ทั้งสองฝ่ายนัดเจอกันที่โรงแรม โอ๊คแลนด์ แมร์ริออต ซึ่งถือว่าสะดวกกับทางฝ่ายสเตฟห์เป็นอย่างยิ่ง เพราะโรงแรมดังกล่าวอยู่ภายในบริเวณของ โอ๊คแลนด์ คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกซ้อมของทีมวอร์ริเออร์สพอดี


Photo : thesource.com

อย่างไรก็ตาม สัญญาณแปลกๆ ของเรื่องที่ว่าการเจรจาครั้งนี้จะไม่จบอย่างราบรื่นก็มีให้เห็นตั้งแต่แรกพบแล้ว เพราะในขณะที่ฝั่งสเตฟห์พาสมาชิกครอบครัวมากันอย่างพร้อมหน้า ฝั่งไนกี้ กลับเลือกที่จะไม่ส่ง ลินน์ เมอร์ริตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบาสเกตบอลโลก (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาดโลก และบาสเกตบอลอเมริกาเหนือ) นักเจรจามือทองผู้อยู่เบื้องหลังดีลที่ทำให้ เลบรอน เจมส์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของบริษัทมาคุยด้วย โดยที่ นิโก้ แฮร์ริสัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกีฬาในขณะนั้นเดินทางมาเป็นคู่เจรจาแทน

ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองฝ่ายยังตกลงในรายละเอียดของสัญญาไม่ได้อยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเรื่องที่ว่าไม่เกี่ยวกับตัวเงิน แต่เป็นในส่วนของกิจกรรมที่มีผลผูกพันกับทั้งสองฝ่าย โดยฝั่งสเตฟห์ต้องการให้ไนกี้เป็นผู้สนับสนุนแคมป์บาสเกตบอลที่จะเปิดสอนให้กับเด็กๆ ในช่วงฤดูร้อน

คริส สตรัคคั่น เพื่อนสนิทคนหนึ่งของสเตฟห์เล่าถึงเบื้องหลังของการอยากเปิดแคมป์บาสว่า "สมัยเรายังเด็กๆ สเตฟห์จะไปร่วมแคมป์ที่ คริส พอล ดาวดังของ NBA จัดขึ้นอยู่เสมอ และเขาต้องการมอบโอกาสนี้ให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆ บ้าง ประเด็นก็คือ ในตอนนั้นทางไนกี้ได้วางตัวนักกีฬาที่จะได้รับสิทธิ์นั้นไว้แล้ว คนหนึ่งคือ คายรี เออร์วิ่ง อีกคนคือ แอนโธนี่ เดวิส (จาก นิวออร์ลีนส์ เพลิกันส์ ดีกรีดราฟท์เบอร์ 1 ปี 2012) … สเต็ปห์ ไม่ได้สิทธิ์นั้น"

อย่างไรก็ตาม จุดพลิกผันที่ทำให้เรื่องราวพังไม่เป็นท่านั้น กลับเกิดขึ้นจากเรื่องราวเล็กๆ ซึ่งสำหรับครอบครัวเคอร์รี่นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง …

"เรื่องที่ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนแรกพบเลย" เดล คุณพ่อของสเตฟห์ย้อนความถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น "มีทีมงานฝั่งไนกี้อยู่คนหนึ่งออกเสียงชื่อลูกของผมผิด จาก 'สเตฟ-เฟ่น' เป็น 'สเตฟ-ฟอน'"

"อันที่จริง หลายคนเคยออกเสียงสะกดชื่อลูกผมผิดนะ ซึ่งผมก็ไม่ถึงกับแปลกใจเท่าไหร่ แต่ที่เซอร์ไพรซ์คือ หมอนั่นมันไม่แก้ตัวด้วยการสะกดชื่อให้ถูกด้วยเนี่ยสิ"


Photo : www.mercurynews.com

ความผิดพลาดดังกล่าว สะท้อนถึงการ "ไม่ทำการบ้าน" ของฝั่งไนกี้ ซึ่งในการเจรจาธุรกิจนั้นถือเป็นสิ่งที่ไม่สมควรบังเกิดเป็นอย่างยิ่ง ทว่านั่นไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นในวันนั้น …

เพราะเมื่อทีมงานของไนกี้เปิดไฟล์พรีเซนเทชั่น เพื่อนำเสนอถึงสิ่งที่พวกเขาจะเสนอให้อีกฝ่าย กลับมีชื่อของบุคคลอื่นปรากฎอยู่บนจุดที่ควรจะเป็นชื่อของสเตฟห์ นั่นคือ เควิน ดูแรนท์ ดาวเด่นของ โอกลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ ในห้วงเวลาดังกล่าว

จะเป็นความผิดพลาดโดยสุจริต ไม่ได้แก้สไลด์จากตอนที่ไปพรีเซนต์ให้ KD ก่อนหน้านี้หรือไม่ก็เถิด แต่สำหรับเดลผู้เป็นพ่อ แค่นี้ก็เกินพอแล้ว ...

"ความผิดพลาดร้ายแรง 2 ครั้งซ้อนเกี่ยวกับการนำเสนอของพวกเขา ทำให้แม้ผมจะพยายามปั้นสีหน้าเหมือนเล่นไพ่ยังไง แต่ในส่วนลึกแล้ว ผมเลิกสนใจพวกนั้นไปเลย"

 

นารีขี่ม้าขาว

ไม่เพียงแต่ความผิดพลาดที่กล่าวไปข้างต้นเท่านั้น หากพิจารณาข้อเสนอที่ไนกี้มอบให้ก็จะรู้ว่า ไม่ว่าอย่างไรเสีย สเตฟห์ ก็จะไม่ได้เป็น "หน้าตา" ของไนกี้ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน ซึ่งเดลเล่าต่อว่า


Photo : www.businessinsider.com

"ไนกี้น่ะเขาจัดเกรดนักกีฬาไว้แล้ว พวกเขามีทั้งโคบี้, เลบรอน, ดูแรนท์ พวกนี้คือ 3 คนหลักที่พวกเขาจะโปรโมท ถ้าลูกผมเซ็นกับพวกเขาน่ะเหรอ อย่างเก่งก็เป็นได้แค่เกรดสอง"

สถานการณ์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับตอนที่สเตฟห์ถูกประเมินจาก ม.เวอร์จิเนียเทค ไว้ต่ำกว่าที่พวกเขาคาดหวังในอดีต และเมื่อเป็นเช่นนั้น คำแนะนำที่พ่อมีให้กับลูกจึงเป็นเพียงข้อความสั้นๆ ที่ว่า "อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง ไอ้ลูกชาย"

ยิ่งเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเจ้าตัว ล้วนต้องเผชิญกับคำดูหมิ่นเหยียดหยามต่างๆ นานาอยู่แล้ว การกระทำของไนกี้จึงกลายเป็นการเติมเชื้อไฟให้สเตฟห์ตัดสินใจว่า "ถ้าย้ายค่ายได้ก็ย้าย" และด้วยศักยภาพของดาวรุ่งเช่นเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยังมีบริษัทอุปกรณ์กีฬาอีกมากมายที่อยากได้ลายเซ็นของเจ้าตัว

ถึงกระนั้น ความผูกพันกับการใส่ไนกี้มานาน ก็ทำให้เจ้าตัวยังเก็บไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เข้ารอบสุดท้าย แต่เหตุใดที่ทำให้เขาตัดสินใจเด็ดขาดว่า "ต้องย้าย" กันล่ะ?

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สเตฟห์จะต้องตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเซ็นสัญญากับค่ายไหน เขาไปที่บ้านของ เจฟฟ์ ออสติน เอเยนต์ส่วนตัว ซึ่ง 3 บริษัทที่เข้ารอบสุดท้ายส่งตัวอย่างรองเท้ามาให้เลือกแล้ว เจ้าตัวเดินวนเพื่อพิจารณา ก่อนที่จะหันไปถาม ไรลี่ย์ ลูกสาวของเขาที่ตอนนั้นมีอายุเพียง 1 ขวบว่า "ลูกชอบรองเท้าคู่ไหนจ๊ะ?"


Photo : www.espn.com

"ตอนนั้น 3 ค่ายที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายประกอบด้วย ไนกี้, อาดิดาส, และ อันเดอร์ อาร์เมอร์" สเตฟห์ย้อนความถึงเหตุการณ์วันตัดสินใจ "ไรลี่ย์หยิบ 'รองเท้าเบอร์ 1' ซึ่งเป็นของ ไนกี้ แล้วก็โยนทิ้ง ก่อนที่จะไปหยิบ 'รองเท้าเบอร์ 2' แล้วก็โยนทิ้งอีก คราวนี้เธอหยิบรองเท้าเบอร์ 3 แล้วก็เดินถือเอามาให้ผม" … รองเท้านั้นมาจาก อันเดอร์ อาร์เมอร์

สเตฟห์กล่าวทิ้งท้ายเรื่องดังกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "นั่นแหละ ผมถึงรู้เลยว่า ควรจะเลือกของค่ายไหน"

 

ชีวิตขาขึ้น

สำหรับผู้เล่นอย่าง สเตฟห์ เคอร์รี่ จริงอยู่ที่การตัดสินใจย้ายค่ายจะมีข้อได้เปรียบอยู่ที่ เขาจะได้รับสถานะ "ผู้เล่นเกรด 1" ที่ต้นสังกัดใหม่พร้อมโปรโมทให้อย่างเต็มที่ แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ "ครอบครัว" ยังถือเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด … เพราะถ้าลูกแฮปปี้ คุณพ่อก็แฮปปี้ด้วย จริงไหมล่ะ?


Photo : adage.com

ถึงกระนั้น การที่สเตฟห์ตัดสินใจว่าจะเลือกใส่รองเท้าของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ก็ส่งผลดีกับเจ้าตัวด้วยเช่นกัน เนื่องจากบริษัทนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ของตลาดบาสเกตบอล (บริษัทก่อตั้งปี 1996) สเตฟห์ ก็จะได้เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทในทันที ไม่เพียงเท่านั้น ข้อเสนอที่ได้ ยังทำให้เขาได้ทุกอย่างที่ร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นเงินสนับสนุนที่มากถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี มากกว่าทางไนกี้ที่พร้อมให้เพียง 2.5 ล้านดอลลาร์เท่านั้น รวมถึงการจัดแคมป์บาสเกตบอลให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่ค้าเดิมไม่พร้อมให้อีกด้วย

และการเดิมพันของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ก็ได้รับการพิสูจน์อีกครั้งว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เมื่อสเตฟห์ก้าวขึ้นเป็นสตาร์ของ NBA อย่างเต็มตัว ด้วยตำแหน่งแชมป์ NBA 3 สมัยในปี 2015, 2017 และ 2018, รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP 2 สมัยซ้อนในปี 2015 และ 2016 และติดทีมออลสตาร์ 6 ปีซ้อนตั้งแต่ปี 2014 ถึงปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นเมื่อเขาสวมรองเท้าของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ทั้งหมด

ด้วยเหตุดังกล่าว ยอดขายและรายได้ของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ จึงพุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง โดยในไตรมาส 2 ของปี 2015 ยอดขายรองเท้าบาสเกตบอลของบริษัทพุ่งขึ้นจากเดิมถึง 754% และในปี 2017 รองเท้าซิกเนเจอร์ของ สเตฟห์ เคอร์รี่ มียอดขายเป็นอันดับ 4 ของทั้งลีก เป็นรองเพียง เลบรอน, คายรี่ และ ดูแรนท์ เท่านั้น


Photo : adage.com

จริงอยู่ที่การก้าวขึ้นเป็นดาวดังของสเตฟห์ ไม่อาจเขย่าให้ไนกี้ตกบัลลังก์เจ้าแห่งรองเท้าบาสเกตบอลไปได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า หากไนกี้สามารถรั้งตัวเขาไว้ได้ ทั้งยอดขาย และรายได้ของบริษัทจากรัฐโอเรกอนแห่งนี้จะยิ่งพุ่งทะยานอย่างที่ไม่มีใครตามทัน ซึ่งทาง ESPN เคยติดต่อขอสัมภาษณ์ นิโก้ แฮร์ริสัน ที่ปัจจุบันได้เลื่อนขั้นเป็นรองประธานฝ่ายปฏิบัติการบาสเกตบอลอเมริกาเหนือของไนกี้เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับคือความเงียบ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ ไนกี้ ต้องเสีย สเตฟห์ เคอร์รี่ ไปเป็นตัวทำเงินทำทองให้กับ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ก็ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับเราๆ ท่านๆ ได้เช่นกัน … จงเตรียมพร้อมไว้ให้ดีอยู่เสมอ เพราะบางที ความผิดพลาดเล็กน้อย อาจส่งผลถึงโอกาสที่สูญเสียไปก็ได้ ใครจะรู้

 

แหล่งอ้างอิง

https://ballershoesdb.com/players/stephen-curry/
https://www.businessinsider.com/stephen-curry-shoe-deal-under-armour-2015-8
http://www.espn.com/nba/story/_/id/15047018/how-nike-lost-stephen-curry-armour
https://www.esquire.com/style/mens-fashion/a25350049/steph-curry-under-armour-sneakers-girls-section/
https://www.inc.com/jeff-haden/the-14-billion-man-why-nike-lost-nba-superstar-stephen-curry-to-under-armour.html
https://www.nbcsports.com/bayarea/warriors/how-riley-helped-steph-sign-under-armour-i-knew-right-then
https://www.tiebreaker.com/steph-curry-nike-14-billion-mistake/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง