mainstand

Inspiration

นิค เฟรซเซอ : อดีตนักฟุตบอลทีมดังระดับโลกที่ต้องการคว้าแชมป์มวยโลกในฐานะคนไทย



ระหว่างเป็นนักบอลอาชีพ กับ เป็นนักมวยอาชีพ คุณจะเลือกอะไร ?


 

คำตอบคงขึ้นอยู่ว่า คุณชอบอะไร ? ถ้าคุณชอบฟุตบอล ย่อมต้องเลือกเป็นนักบอล ถ้าคุณรักในกีฬามวย การเป็นนักชกบนเวทีสี่เหลี่ยม อาจเป็นคำตอบที่ใช่ 

แต่สำหรับบางคน แค่ความชอบ อาจไม่พอเพียงต่อการตัดสินใจ หากต้องเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง เช่นเดียวกับชีวิตของ  “นิค เฟรซเซอ” (Nick Frese) หนุ่มลูกครึ่ง เนเธอร์แลนด์-ไทย 

แม้เขาจะเริ่มต้นการเป็นนักกีฬาอาชีพ กับ อาหยักซ์ อัมส์เตอร์ดัม หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นิค เพียงประสบความสำเร็จ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต บนสังเวียนมวยสากลอาชีพ ไม่ใช่สนามหญ้าฟุตบอล 

และนี่คือเรื่องราวเจ้าของเข็มขัด WBC เอเชีย เวลเตอร์เวต คนล่าสุด กับเหตุผลที่เขาพลิกผันเส้นทางจากนักฟุตบอล มาเป็นนักมวยอาชีพ? เขาหลงใหลอะไร ในกีฬามวย และเป้าหมายใด ที่เขาอยากจะพิชิต กับการต่อสู้ บนสังเวียนผ้าใบ

 

อดีตเด็กฝึกของอาหยักซ์

เนเธอร์แลนด์ กับ ฟุตบอล ดูเป็นเหมือนสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ขาด ในฐานะชาติที่มีความยิ่งใหญ่ในโลกฟุตบอล ดีกรีแชมป์ยุโรป 1 สมัย และรองแชมป์โลกอีก 3 ครั้ง ทำให้ความนิยมของกีฬาลูกหนัง แพร่กระจายไปทั่วประเทศ 

เด็กผู้ชายจำนวนมาก มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ รวมถึง นิค หนุ่มน้อยลูกครึ่งเนเธอร์แลนด์-ไทย ที่ปรารถนาอยากเติบโตขึ้นไปเป็น นักเตะระดับโลก 

“เป็นเรื่องปกติครับ ที่เด็กชาวเนเธอร์แลนด์ จะเล่นฟุตบอล นี่คืออันดับหนึ่งของประเทศ เพื่อนของผม เล่นฟุตบอลกันหมด ไม่แปลกที่ผมจะเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ”

ฟุตบอล กลายเป็นสิ่งที่หมุนวนรอบตัว เด็กชายนิค ตลอดเวลา เขาใช้เวลาว่างในช่วงสุดสัปดาห์ เดินทางจากอัมส์เตอร์ดัม ไปลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทุกสุดสัปดาห์ โดยมี เชลซี (Chelsea) เป็นสโมสรโปรดในดวงใจ

ทุกอย่างดูเหมือนเป็นจะเป็นใจ นิค สามารถทำตามความฝันของตัวเอง เมื่อเขาอายุได้ประมาณ 9 ขวบ หลังผ่านการทดสอบฝีเท้า เข้าร่วมทีมเยาวชนของ อาหยักซ์ อัมส์เตอร์ดัม (Ajax Amsterdam) และได้รับเลือก ให้เป็นผู้เล่นชุดเด็ก ของสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในเนเธอร์แลนด์

“เหมือนกับว่าเป็นนิสัยส่วนตัวของผม อยู่ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมอยากจะเอาชนะ อยากเป็นผู้ชนะเสมอ ในการเล่นกีฬา นั่นเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ผมชอบเล่นกีฬา เล่นฟุตบอล อีกส่วนคือ สำหรับผมในตอนนั้น ฟุตบอลเป็นกีฬา ที่เล่นแล้วสนุกมากจริงๆ”

การได้เข้าสู่สโมสรฟุตบอล ที่ขึ้นชื่อ กับการปั้นนักเตะรุ่นเยาว์ ระดับแถวหน้าของโลก ช่วยสร้างความฝัน ให้กับนิค ที่ต้องการจะเป็นนักกีฬาอาชีพ และไม่ใช่นักกีฬาอาชีพธรรมดาๆ แต่เป็นนักกีฬาที่กระหายความสำเร็จ ต้องการไปยืนอยู่ในแถวหน้า มีชื่อเสียงระดับโลก

ความทะเยอทะยานที่มีติดตัว นิค ตั้งแต่เด็ก ทำให้ นิค เริ่มมองหาหนทาง ที่จะพัฒนาตัวเองตัวเอง หลังจากอยู่กับอาหยักซ์ ได้ 4 ปี เขาตัดสินใจออกจากอคาเดมี เพื่อไปร่วมทีม ซีเบอร์เกีย (Zeeburgia) และ ฮาร์เล็ม (Haarlem) เพื่อโอกาสในการลงสนาม

“ผมคิดว่าช่วงเวลาที่ผมเล่นกับ ซีเบอร์เกีย และฮาร์เล็ม เป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ผมทำผลงานได้ดี ผมได้โอกาสลงสนาม เคยกลับไปเอาชนะอาหยักซ์ ชุดเยาวชนด้วย” 

“จนตอนนั้นผมได้โอกาส ไปทดสอบฝีเท้า กับหลายทีม เช่น อูเทร็คท์ (FC Utrecht), อาแซด อัลค์มาร์ (AZ Alkmaar), กลาสโกว เรนเจอร์ (Glasgow Rangers) รวมถึงกับทางอาหยักซ์”

อย่างไรก็ดี นิค ยังมีจุดอ่อนในเรื่องของร่างกายที่ยังไม่แข็งแกร่งมากนัก ทำให้เริ่มคิดหาวิธีทำให้ ตนเอง แข็งแรงเพื่อดีพอสำหรับการเติบโตเป็น นักฟุตบอลอาชีพ 

“ตอนนั้นผมอายุประมาณ 14 ซึ่งในวัยนี้ นักฟุตบอลที่ยุโรปจะเริ่มตัวใหญ่ แข็งแรงกันมาก ผมต้องเริ่มหาทาง สร้างความแข็งแรง ให้ตัวเอง นี่คือจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ผมรู้จัก กับกีฬาต่อสู้”

 

จากผืนหญ้า สู่สังเวียนผ้าใบ


ฟุตบอลอาจเป็นกีฬาอันดับหนึ่ง แต่อีกหนึ่งกีฬา ที่ได้รับความนิยม เช่นเดียวกัน ที่เนเธอร์แลนด์ คือคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งนิคตัดสินใจเลือกเรียนคิกบ็อกซิ่ง และมวยไทย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับตัวเอง 

แต่เมื่อเขาได้ลองเรียน วิชาต่อสู้ ภาพความฝันในฐานะนักบอลอาชีพ ที่เคยชัดเจน กลับเริ่มเลือนลาง ขึ้นเรื่อยๆ

“ฟุตบอลอาจจะเป็นกีฬา ที่เล่นสนุกก็จริง แต่สำหรับผมชัยชนะ เป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งฟุตบอล คุณไม่สามารถควบคุม ผลแพ้ชนะ ได้ด้วยตัวเอง เพราะนี่คือกีฬา ที่เล่นเป็นทีม” 

“ผมยอมรับตามตรงว่าบางครั้ง ผมไม่ใช่ผู้เล่น ที่เล่นเป็นทีมได้ดีนัก ในทางกลับกัน กีฬาต่อสู้ จะแพ้หรือชนะ มันอยู่ในกำมือของคุณ เพียงคนเดียว”

เมื่อรู้ว่าตัวเอง ต้องการสิ่งใด นิคจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ที่จะเปลี่ยนเส้นทางความฝัน จากนักฟุตบอล มาเป็นนักมวยไทย ในช่วงระยะเวลา 10 เดือนที่เขาเรียน ศิลปะการต่อสู้แขนงนี้ 

เขามีโอกาสขึ้นชกถึง 10 ครั้ง ทำให้เขากลายเป็นนักสู้ ที่ได้รับการจับตาอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม เขากลับเลือกตัดสินใจ หักเลี้ยวรถ และเปลี่ยนเส้นทางความฝันอีกครั้งหนึ่ง

“ช่วงนั้นกระแสมวยสากล เริ่มดังขึ้นในเนเธอร์แลนด์ ผมก็มีโอกาสได้ดู การชกหลายไฟต์ โดยเฉพาะของ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ (Floyd Mayweather) ผมเลยคิดว่า ถ้าเปลี่ยนไปชกมวยสากล น่าจะดีกว่า เพราะเป็นกีฬาสากล คนรู้จักทั่วโลก”

นิค จึงตัดสินใจ เปลี่ยนจากมวยเตะ หันไปเรียนมวยสากล แต่การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เพราะกีฬามวยสากล ในช่วงเวลาปี 2009 ไม่ใช่กีฬาที่ได้รับความนิยม ในประเทศเนเธอร์แลนด์

“ผมต้องเดินทางไปที่เยอรมัน อยู่บ่อยๆครับ เพื่อเรียนมวย ใช้ชีวิตสลับไปมา ระหว่างเนเธอร์แลนด์ กับเยอรมัน แน่นอนครับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตอนที่เรียนฟุตบอล ที่นี่มีความพร้อมในทุกด้าน เพราะเนเธอร์แลนด์ คือ ชาติที่สร้างนักฟุตบอล ได้เก่งเป็นลำดับต้นๆของโลก”

ระยะทางไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนที่ตั้งใจจริง 2 เดือนหลังจากที่เขาเริ่มเรียนมวยสากล นิคถูกส่งขึ้นเวทีมวยเป็นครั้งแรก กับการชกมวยสากลสมัครเล่น ที่ประเทศเยอรมัน และเขาได้รับชัยชนะ

นิคต่อยอดความสำเร็จ ของตัวเองอย่างรวดเร็ว เขาชก 20 ไฟต์แรก ด้วยชัยชนะทั้งหมด มีโอกาสเดินทาง ไปชกมวยสากลสมัครเล่นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ดินแดนบ้านเกิด ของคุณแม่ จนถูกเรียกเข้าสู่ แคมป์ขุนพลเสื้อกล้าม ทีมชาติไทย 

เขามีเป้าหมาย ที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะนักมวยสากลสมัครเล่น คือการเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิล น่าเสียดาย ที่มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง…

“ผมชกกับนักชกชาวสวีเดน ในรอบ 16 คนสุดท้าย ผมชกได้ดีกว่า ชกได้ดีมาก แต่ผมกลับแพ้ แม้แต่หลังจบการแข่งขัน นักชกชาวสวีเดน ยังเดินมาบอกผมว่า ‘ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่คุณควรเป็นผู้ชนะ’” 

“ถ้าถามผม ว่าผมคิดยังไง ผมรู้สึกได้ว่า ผมถูกโกง มีคนที่พวกเขาล็อคเอาไว้แล้ว และอยากให้ไปชกที่โอลิมปิก”

เรื่องราวที่เลวร้าย สร้างความเจ็บปวดและผิดหวัง ให้กับนิค เขาตัดสินใจประกาศยุติ การเป็นนักมวยสมัครเล่น ด้วยสถิติชนะ 65 แพ้ 10 และไม่คิดจะกลับไปสู้บนสังเวียนนี้ อีกต่อไป

 

เลือด เหงื่อ น้ำตา

จากความฝันที่พังทลาย นิค เฟรซเซอ มีทางเลือกให้กับชีวิตแค่สองทาง หนุึ่งคือยอมแพ้ สองเดินต่อไป เขาเลือกเส้นทางที่สอง 

เพราะยังคงเชื่อมั่นในตัวเอง และมองว่าความล้มเหลวที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเขา แต่เป็นมาจากปัจจัย ที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเลือกเบนเข็มมาสู่ นักมวยสากลอาชีพ ที่มีเป้าหมาย คือ การคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้แบบเดียวกับ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น  

“ผมมีพี่ศรีสะเกษ (นครหลวงโปรโมชั่น) เป็นตัวอย่างครับ เขาเป็นนักมวยที่เก่งมาก และมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก รวมถึงเคยไปป้องกันแชมป์ ที่สหรัฐอเมริกา ผมต้องการที่จะเป็นแบบเขา”

แต่การจะเป็นนักมวยระดับแชมเปี้ยน ไม่ใช่เรื่องง่าย นิคต้องฟันฝ่ากำแพงมากมาย เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ทั้งนักชกจากทั่วโลก ที่มีเป้าหมายเดียวกันกับเขา รวมถึงการต้องต่อสู้กับสภาพจิตใจของตัวเอง ซึ่งเป็นศัตรู ที่นิคมองเห็นว่า ยากที่จะต้านทาน ยิ่งกว่านักชกบนสังเวียนผ้าใบ 

“ตอนผมเล่นฟุตบอล ผมสนุกนะครับ ทุกครั้งที่ลงสนาม แต่การเป็นนักมวย มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป” นิคกล่าวประโยคนี้ ด้วยสีหน้า แววตา ที่สงบนิ่ง

“สำหรับผม กีฬามวย คือกีฬาที่ยากที่สุดในโลก ถ้าคุณอยากจะเป็นเลิศ คุณต้องทุ่มเทให้มากกว่าคนอื่น เสียสละตัวเองมากกว่าคนอื่น การเป็นนักมวยไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย”

“ผมยอมรับว่า มีหลายครั้ง ที่ผมรู้สึกท้อ เพราะการเป็นนักมวย คุณต้องมีระเบียบวินัยสูงมาก ผมไม่สามารถกินอาหารได้ตามใจ การฝึกก็ต่อเนื่องยาวนาน ผมฝึก 6 วันต่อสัปดาห์ วันละ 2 ครั้ง มีเวลาพักไม่กี่วัน ในช่วงระหว่างไฟต์”

“บางครั้ง ผมไปซ้อม แบบลงนวม แล้วเราทำได้ไม่ดี มันก็รู้สึกแย่ ที่สำคัญกีฬามวย ทำให้ผมต้องเดินทางบ่อย ไปฝึกซ้อมหลายที่ทั่วโลก ทำให้ผมห่างจากครอบครัว ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน”

ในชีวิตมนุษย์ ย่อมเจอบททดสอบ ความแข็งแกร่งของจิตใจ คนที่แข็งแกร่งเท่านั้น ที่จะผ่านไปได้ สำหรับนิค แม้บางครั้งเขาจะท้อ รู้สึกเหนื่อยสักกี่ครั้ง 

แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ พราะกีฬามวย คือสิ่งที่เขารัก และทุ่มเทให้กับมัน มากที่สุดในชีวิต และหลังจากผ่านช่วงที่ยากลำบากในตอนเริ่มต้น นิค ขึ้นชกมวยสากล ทั้งสิ้น 10 ไฟต์ ชนะรวดทั้ง 10 ไฟต์ และเป็นการชนะน็อคเอาต์ ถึง 8 ครั้ง 

โดยไฟต์ล่าสุด เขาสามารถคว้าเเชมป์ ดับเบิลยูบีซี เอเชีย ประจำรุ่นเวลเตอร์เวต (WBC Asia Welterweight) มาครองได้สำเร็จ เป็นการประกาศชื่อของเขา ในเวทีนานาชาติ อย่างเต็มภาคภูมิ 

ซึ่งการคว้าแชมป์เส้นนี้ ทำให้นิค ถูก สภามวยโลก หรือ WBC ใส่ชื่อเขา อยู่ในแรงกิ้ง หรือรายชื่อนักมวย ที่มีโอกาสชิงแชมป์โลก ในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นิคภูมิใจ ไม่ได้มีเพียงแค่ชัยชนะ บนสังเวียนเท่านั้น แต่รวมถึงชัยชนะ นอกสังเวียน ที่เขาได้รับ ตลอดระยะเวลา ที่เขาใช้ชีวิต ในฐานะนักมวยอาชีพคนหนึ่ง

“กีฬานี้สอนให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้น ทั้งร่างกายและจิตใจ ผมมีความรับผิดชอบมากขึ้น รู้หน้าที่ของตัวเองมากขึ้น ต้องขยัน ใฝ่หาความรู้ใหม่เสมอ และรู้จักให้ความเคารพ แก่ผู้อื่น”

“กีฬามวย เปลี่ยนผมไปมากจริงๆ” อดีตนักฟุตบอลเยาวชน อาหยักซ์ บอกกับเราอย่างนี้ 

 

ความฝันอันสูงสุด

เป็นเวลาร่วมสิบปี ที่นิคเปลี่ยนเส้นทาง จากนักฟุตบอล แปรเปลี่ยนเป็น นักสู้บนสังเวียนผ้าใบ แต่ทุกวันนี้เขาไม่เคยลืมความชื่นชอบในกีฬาลูกหนัง 

นิคยังคงติดตาม รายการฟุตบอลชั้นนำ อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก หรือฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ระดับชาติ รวมถึง พรีเมียร์ ดัตช์ ลีกฟุตบอล ประจำบ้านเกิดอีกด้วย

“ถ้ามีเวลาว่าง กลับไปที่ยุโรป ผมจะพยายามหาเวลาไป ดูบอลที่สนามนะครับ เพราะการดูบอลผ่านหน้าจอ มันไม่สนุกเหมือนในสนาม ดูในสนาม ได้อารมณ์มากกว่า เป็นโอกาสดี ที่จะไปพบปะทานข้าว พูดคุยกับเพื่อนฝูงด้วยครับ”

แต่ถึงกระนั้น นิค ยังไม่เคยมีความคิด ที่จะกลับไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพ หรือหวนกลับไปทำงาน ในวงการลูกหนังอีกต่อไป เพราะเขามีเป้าหมายสูงสุด เพียงเป้าหมายเดียว คือการเดินตามฝัน ไปเป็นแชมป์โลก และไม่มีสิ่งใด จะพรากมันไปจากเขาได้

“ถ้าคุณมาเสนอผมว่า ผมจะได้เล่นฟุตบอล กับเรอัล มาดริด (Real Madrid) ได้สัญญายาว 5 ปี มูลค่าหลายสิบล้าน ผมบอกเลยว่า ผมไม่เอา เพราะตอนนี้ ผมอยากเป็นแค่ นักมวยอาชีพเท่านั้น อย่างอื่นผมไม่ได้สนใจ”

“จริงๆก็รวมถึงกีฬาอื่นด้วยครับ อย่างกีฬาต่อสู้ ชนิดอื่น ผมไม่ได้สนใจเลย ผมโฟกัสแค่มวยเท่านั้น เพราะผมอยากเป็นแค่แชมป์โลก เพียงอย่างเดียว”

นอกเหนือจากการเป็นแชมป์โลก หนุ่มลูกครึ่งวัย 24 ปี เพิ่งได้รับข่าวดีว่า เขากำลังจะมีลูกสาวคนแรก ที่กำลังจะลืมตาดูโลก ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สำหรับเขาเเล้ว การต่อสู้บนเวทีมวย จึงไม่ใช่เรื่องของเขา เพียงคนเดียว อีกต่อไป แต่เขาจะสู้สุดใจ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของเขาให้มีความสุขที่สุด

“ผมพยายามฝึกซ้อมให้หนัก ฝึกซ้อมหลากหลายสไตล์ เพื่อให้ตัวเองมีเทคนิคการชก ที่รอบด้านครับ เพราะผมต้องเจอคู่ต่อสู้ ที่หลากหลาย และถ้าพวกเขาเก่งจริง การรับมือไม่ใช่เรื่องง่าย”

“ผมมองว่าตัวเอง อยู่ในช่วงก้าวสำคัญครับ ตอนนี้ผมอยู่ในอันดับแรงกิ้ง ที่ทาง WBC เขาจัดลำดับ เพื่อหาคนไปชิงแชมป์โลกแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำ คือมุ่งมั่นฝึกซ้อมต่อไป ถ้าผมเก็บชัยชนะไปได้เรื่อยๆ สักวันหนึ่ง ผมจะได้รับโอกาส ชิงแชมป์โลกอย่างแน่นอน” 

นับตั้งแต่วันแรก ที่เขาเริ่มต้นตัดสินใจ จะเป็นนักมวยอาชีพ จนถึงวันที่เขาได้มีเข็มขัดระดับ ทวีปมาคาดเอว เขยิบเข้าใกล้ความฝัน ของตัวเองไปอีกขั้น 

นิคยังคงยึดมั่น ในเป้าหมายของตัวเอง เขาไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนใจ ต่อให้เจออุปสรรค ขวากหนาม ต่อร่างกาย และจิตใจของเขามากเพียงใด เขาไม่ย่อท้อ 

หรือต่อให้มีทางอื่น ที่สามารถให้เงินทอง ความสุขสบาย แก่เขาได้มากกว่า ไม่ต้องมาเจ็บตัว กับทุกสังเวียนการชก ล้วนไม่มีความหมาย สำหรับเขา

เพราะสำหรับนิก การได้เดินตามความฝัน ของตัวเอง คือสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข และเขาจะเดินหน้า หาความสุขของเขาต่อไป เหมือนอย่างที่เขาเคยทำมา ตลอดชั่วชีวิต



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง