mainstand

Inspiration

ฟรีสไตล์ฟุตบอลเปลี่ยนชีวิต : “Ohmfreestyle” ตัวแทนหนึ่งเดียวไทย ร่วมงานกับแมนฯ ซิตี้



เมื่อพูดถึงกีฬาฟุตบอล การเดาะบอล ถือเป็นหนึ่งในทักษะขั้นพื้นฐานที่นักเตะแทบทุกคนจำเป็นต้องทำให้ได้ เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกความคุ้นเคยในการควบคุมลูกบอลแล้ว ทักษะดังกล่าวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับหลายอย่าง รวมถึงการเอาตัวรอดจากคู่ต่อสู้ในสนามอีกด้วย


 

ไม่เพียงเท่านั้น การเดาะบอล ยังได้พัฒนาสู่การเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬา ที่ตัดสินชัยชนะด้วยท่วงท่าที่สวยงาม หวือหวา รวมถึงความลื่นไหลต่อเนื่อง ถึงขนาดที่มีการชิงแชมป์ในระดับประเทศ ทวีป และชิงแชมป์โลกเลยทีเดียว

ทีมงาน Main Stand มีโอกาสได้พูดคุยกับ โอห์ม-พงศธร สังข์เปลี่ยนแสง หรือที่วงการฟรีสไตล์ฟุตบอลรู้จักกันในชื่อ “Ohmfreestyle” ซึ่งหากจะเรียกว่าเป็น “เบอร์ 1 ของประเทศไทย” ก็คงไม่ผิดนัก เพราะฝีมือของเขาเก่งกาจถึงขนาดคว้าแชมป์เอเชีย ตลอดจนสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกมาแล้ว แถมยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับสโมสรชั้นนำของโลกอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกด้วย

ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่เด็กหนุ่มคนนี้อยู่ในวงการ วงการฟรีสไตล์ฟุตบอลของประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างไร และอยากจะเห็นสิ่งไหนที่พัฒนาจากนี้อีกบ้าง? ไปฟังจากปากของเขากันได้เลย

“ผมเริ่มเล่นฟรีสไตล์ฟุตบอลครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี ประมาณช่วงฟุตบอลโลก 2006 ตอนนั้นก็เป็นนักฟุตบอลธรรมดาๆ ของโรงเรียนทวีธาภิเศก แล้วพอดีไปเห็นนักเตะอย่าง โรนัลดินโญ่ เดาะบอลเล่นท่าในช่วงวอร์มอัพก่อนแข่ง เราก็เลยจำท่าเอามาฝึกเอง” โอห์มเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้จักกับกีฬาฟรีสไตล์ฟุตบอล

และ ยูทูบ โซเชียลมีเดียสายวิดีโอนี่แหละ คือห้องสมุดที่เขาใช้ในการศึกษาศาสตร์นี้ โดยเมื่อเห็นคลิปโชว์ทักษะการเดาะบอลของใครที่เจ๋งๆ ก็เอามาทดลองด้วยตัวเอง หนึ่งปีผ่านไป ทักษะการเดาะบอลของโอห์มก็พัฒนาขึ้นจนเขารู้สึกว่า พร้อมแล้วสำหรับการแข่งขัน ซึ่งนั่นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกชีวิตเขาไปตลอดกาล ...

“ปีต่อมา (2007) ทาง ไนกี้ มีการจัดการแข่งขันฟรีสไตล์ฟุตบอล ผมก็สมัครไปแข่งรายการนี้รายการแรกเลย ปรากฎว่าชนะ ได้ที่ 1 มา มันเลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมเปลี่ยนจากสายฟุตบอลมาเป็นสายฟรีสไตล์ฟุตบอลเต็มตัวเลย”

แม้ความสำเร็จในถนนสายนี้จะมาอย่างรวดเร็วฉับไว แต่โอห์มเองก็ยอมรับว่า แม้จะมีคำว่าฟุตบอลอยู่เหมือนกัน แต่ ฟุตบอล กับ ฟรีสไตล์ฟุตบอล ก็มีความแตกต่างที่เรียกได้ว่า แทบจะสิ้นเชิง เลยทีเดียว

“คือฟุตบอลมันเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทีมเวิร์ก เล่นกัน 11 คน ส่วนฟรีสไตล์ฟุตบอล มันเป็นกีฬาที่มีแค่ตัวเราเองกับลูกฟุตบอลเท่านั้น ซึ่งมีความเป็นอิสระกว่า คืออยู่ที่เราเลยว่าจะครีเอตใส่ท่าไหนเข้าไปให้ออกมาสวยงาม”

นับตั้งแต่เข้าแข่งขันและคว้าแชมป์ได้ตั้งแต่รายการแรกตอนอายุเพียง 15 ปี กาลเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันที่เขาอายุ 26 ปี โอห์มลงแข่งขันฟรีสไตล์ฟุตบอลมาแล้วนับรายการไม่ถ้วนจนแม้แต่เขาเองก็จำไม่ได้ แต่สำหรับรายการในความทรงจำนั้น เขายังจำมันได้ชัดเจน …

“ถ้าเป็นรายการในความทรงจำก็คงมี 2 รายการ รายการที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็คือ The Wick เมื่อปี 2017 รายการนั้นเป็นระดับชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งผมได้แชมป์ ส่วนรายการที่ประทับใจที่สุด ก็คงเป็นฟรีสไตล์ฟุตบอลชิงแชมป์โลก รายการ Red Bull Street Style ซึ่งเป็นรายการที่เรียกว่าใหญ่ที่สุดของวงการฟรีสไตล์ฟุตบอลเลยก็ว่าได้ เพราะผมเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้าไปแข่งขันเมื่อปี 2014 ที่เมืองซัลวาดอร์ของบราซิล และก็ยังเป็นคนไทยคนเดียวจนถึงทุกวันนี้”

แน่นอนว่า การอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นเวลากว่า 10 ปี สิ่งนั้นจะต้องมีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจได้ ซึ่งโอห์มได้ให้คำนิยามของเสน่ห์กีฬาฟรีสไตล์ฟุตบอลไว้ว่า

"เสน่ห์ของกีฬานี้ คือเราสามารถเล่นคนเดียวได้ และยังเป็นกีฬาที่เปิดกว้างทางจินตนาการ อย่างสมัยก่อนเราจะเห็นแค่เดาะๆ แล้วก็ควงบอล แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาการของมันไปไกลกว่านั้นมาก มีการตีลังกา วางบอลไว้บนฝ่าเท้า แล้วนักกีฬาแต่ละคนก็จะคิดไอเดียครีเอตมาใช้เรื่อยๆ มันเลยกลายเป็นกีฬาที่มีทั้งความสวยงาม ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงอะไรที่มันแปลกใหม่มากมายขึ้นเรื่อยๆ เลย  ซึ่งสำหรับผมมองว่า ฟรีสไตล์ฟุตบอลมันเป็นมากกว่ากีฬา เพราะมันมีทั้งเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรม หลายศาสตร์มารวมกันในกีฬานี้"

และจากเส้นทางอันยาวนาน แน่นอนว่าเขาต้องเจอกับเพื่อนร่วมวงการที่หลากหลาย ทั้งเพศหญิงเพศชาย (แม้ในการแข่งขันจะมีการแยกเพศก็ตาม) และหลากสัญชาติทั่วโลก เพราะนอกจากการแข่งขันฟรีสไตล์ฟุตบอลจะมีการแข่งแบบเดี่ยวแล้ว ยังมีการแข่งแบบแบทเทิล (Battle) ซึ่งรูปแบบไม่ต่างอะไรกับการดวลไมค์เพลงแร็พอีกด้วย แต่ใครคือนักฟรีสไตล์ฟุตบอลที่โอห์มยกให้เป็นที่สุดในดวงใจของเขา?

“อันที่จริงตอนไปแข่งชิงแชมป์โลกปี 2014 ผมมีโอกาสได้แบทเทิลกับ แดนเนี่ยล แดเนฮี (Daniel Dennehy) รองแชมป์โลกปี 2012 จากไอร์แลนด์ แล้วก็ชนะมาได้ แต่ถ้าถามว่าคนไหนที่ประทับใจที่สุดที่ได้ดวลด้วยก็คงหนีไม่พ้น โยสุเกะ โยโกตะ (Yosuke Yokota) ตำนานฟรีสไตล์ฟุตบอลชาวญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นไอดอลของผมเลย แม้การดวลครั้งนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นในการแข่งขัน เป็นเหมือนการโชว์มากกว่า แต่มันเกินปลื้มครับที่ครั้งหนึ่งได้อยู่บนเวทีเดียวกับกับไอดอลของตัวเอง”

โอห์มยอมรับว่า การได้มารู้จักกับกีฬาฟรีสไตล์ฟุตบอลถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้ เพราะจากเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยได้ไปต่างประเทศเลย กีฬานี้ได้กลายเป็นวีซ่าเบิกทางให้เขาไปยังประเทศต่างๆ ที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าจะได้ไป ได้รู้จักกับเพื่อนร่วมวงการและนอกวงการจากทั่วโลก รวมถึงมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์และสโมสรฟุตบอลต่างๆ มากมาย

ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังของศึกพรีเมียร์ลีก และของโลกในเวลานี้ ที่เพิ่งจะปล่อยคลิปผลงานของเขาออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อเดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา ...

"คือทาง แมนฯ ซิตี้ ได้จัดกิจกรรม Freestyle World Tour ที่เป็นการรวมนักกีฬาฟรีสไตล์ฟุตบอลดังๆ 8 คน จากทั่วทุกมุมโลกมาแข่งขัน หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย และทางสโมสรก็ได้เลือกผมเป็นตัวแทนของไทยครับ" โอห์มเริ่มเล่าถึงการได้ร่วมงานกับทีมเรือใบสีฟ้า

"ส่วนรูปแบบการแข่งขัน ทางนักเตะของ แมนฯ ซิตี้ จะเป็นคนออกแบบ ทั้งเส้นทางและภารกิจที่ต้องทำ ต้องใช้ฟรีสไตล์ฟุตบอลในการผ่านด่าน คือทาง แมนฯ ซิตี้ จะมีนักฟรีสไตล์ฟุตบอลของเขาไปดวลกับบอสของประเทศต่างๆ ซึ่งผมคือบอสของเมืองไทย ตัวแทนของ แมนฯ ซิตี้ ก็บินมาดวลที่นี่เลย บรรยากาศในการทำงานก็สนุกดีครับ ทีมงานของ แมนฯ ซิตี้ เป็นกันเองมาก แล้วการแข่งขันก็ท้าทายมากเลยครับ"

โอห์มบอกกับเราว่า แม้จะมีบางช่วงบ้างที่รู้สึกท้อถอย แต่ความหลงใหล หรือ Passion ที่มีให้กับกีฬานี้อย่างเต็มเปี่ยม รวมถึงการได้ไปผูกมิตรกับคนที่เล่นฟรีสไตล์ฟุตบอลเหมือนกันตามสนามแข่งต่างๆ ทั่วโลก คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาเล่นกีฬานี้มานานถึงกว่า 10 ปี แต่หากถามว่าถึงตอนนี้ ประสบความสำเร็จอย่างที่ใจคิดไว้แล้วหรือยัง? เจ้าตัวบอกกับเราว่า ...

"สำหรับผมเนี่ย จะว่าไปก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้แล้วนะ คือได้เป็นแชมป์ระดับเอเชีย ได้ไปแข่งชิงแชมป์โลก สิ่งที่ผมอยากจะทำต่อจากนี้ นอกเหนือจากการเล่นฟรีสไตล์ฟุตบอลให้สนุกๆ อย่างที่ใจอยาก ก็คงจะเป็นการสร้างสังคม สร้าง Community ของฟรีสไตล์ฟุตบอลในไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะตั้งแต่เริ่มเล่นมา ผมก็พยายามรวมกลุ่มคนที่เล่นฟรีสไตล์ฟุตบอลเหมือนกัน แม้ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นกลุ่มที่เล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่เราก็ยังเดินหน้าต่อไป”

"ตอนนี้ผมก็พยายามที่จะสนับสนุนนักกีฬารุ่นใหม่ๆ ให้ไปแข่งขันในต่างประเทศให้มากขึ้น คือจริงๆ น้องๆ รุ่นใหม่ก็มีที่เก่งๆ อยู่หลายคนเหมือนกันนะ เพียงแต่ยังขาดโอกาสไปแสดงฝีมือ เราก็พยายามผลักดันพวกเขาไปให้มากและไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผมก็อยากเห็นหน่วยงานต่างๆ จะเป็นองค์กรหรือแบรนด์สินค้าอะไรก็ได้ ให้ความสนใจรวมถึงสนับสนุน เพราะสำหรับฟรีสไตล์ฟุตบอล เรื่องสรีระไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่เป็นทักษะ และเด็กไทยเราสามารถไปสู้ในระดับโลกได้สบายเลยล่ะ" โอห์มกล่าวทิ้งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง