mainstand

Inspiration

มิคกี้ วอร์ด : นักมวยจอมอึดเลือดไอริช ที่คงไม่ได้แชมป์โลกถ้าไม่มี "ดิคกี้" พี่ชายขี้เมา



สภาพของเมืองโลเวล รัฐแมสซาชูเซตส์ ในช่วงยุค 80-90’s ค่อนข้างเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยยาเสพติดแทบทุกซอกซอย นำไปสู่อัตราอาชญากรรมที่สูงลิบ มีธุรกิจผิดกฎหมายของครอบครัวผู้อพยพผุดขึ้นมากมาย 


 

แต่ท่ามกลางความเลวร้าย มีชายคนหนึ่งที่เปรียบเสมือนวีรบุรุษของเมืองนี้ เขาได้รับฉายาว่า "ความภาคภูมิใจของโลเวล" ชื่อของเขาคือ "ดิคกี้ เอ็คลุนด์"

ดิคกี้ เอ็คลุนด์ คืออดีตนักมวยเลือดโลเวลของแท้ เขาเกิดและเติบโตในครอบครัวใหญ่ของชาวไอริชภายในเมืองแห่งนี้ แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเขาคือนักมวยระดับตำนานที่ครองตำแหน่งแชมป์โลกมามากมาย ตรงกันข้ามเขาคือนักมวยที่แทบไม่เคยประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพเลย สถิติการขึ้นสังเวียนจนกระทั่งแขวนนวมของเขาคือ ชนะ 19 ครั้ง แพ้ 10 ครั้ง ถือเป็นสถิติที่ดูไม่ดีเอาเสียเลยสำหรับนักมวยอาชีพ นอกจากนั้นแชมป์เดียวที่เขาเคยได้คือ แชมป์ New England รุ่นเวลเตอร์เวต ซึ่งก็เป็นเพียงแชมป์รายการเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ แต่ที่เขากลายเป็น "ความภาคภูมิใจของโลเวล" เพราะว่าครั้งหนึ่งเขาเคยขึ้นชกกับ "ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด" สุดยอดนักชกระดับตำนาน เจ้าของแชมป์โลก 5 รุ่น รวมทั้งเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกในปี 1976

แน่นอนว่าไฟต์นั้นจบลงด้วยชัยชนะของ เลียวนาร์ด แต่ก็เป็นการชนะคะแนนที่หืดขึ้นคอพอสมควร แถมระหว่างทั้งคู่แลกหมัดกัน ดิคกี้ ก็สามารถส่ง เลียวนาร์ด ลงไปถูกนับได้หนึ่งครั้ง ถึงแม้ภายหลัง เลียวนาร์ดจะออกมาบอกว่า "ผมไม่ได้โดนต่อยร่วง แต่ผมลื่นต่างหาก" ... ความจริงจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ เพราะดิคกี้รวมถึงชาวเมืองเชื่ออย่างสนิทใจว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนักมวยจากโลเวลอัดหนึ่งในนักมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลลงไปกองกับพื้นได้

นั่นคือความภูมิใจเดียวที่ดิคกี้สามารถโอ้อวดกับคนอื่นได้ เพราะหลังจากนั้นเขาก็เป็นเพียงนักมวยโนเนม ก่อนจะแขวนนวมไปอย่างเงียบๆ ในปี 1985 

อย่างไรก็ตาม...ถึงเขาจะเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ในเส้นทางสายนักมวย แถมยังมีพฤติกรรมนอกสังเวียนที่เหลวแหลกไม่มีใครเกิน แต่เขาก็ยังมีอีกความฝันที่ยังมุ่งมั่นจะทำมันให้เป็นจริงให้ได้ นั่นคือการส่ง "มิคกี้ วอร์ด" น้องชายต่างพ่อที่เขารักยิ่งกว่าใครให้ก้าวไปสู่ตำแหน่งแชมป์โลก

 

ขั้วตรงข้าม...แต่รักกันดี

มิคกี้กับดิคกี้อายุห่างกันถึง 8 ปี แถมยังเป็นพี่น้องต่างพ่อ นอกจากนั้นไลฟ์สไตล์ของทั้งคู่ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง มิคกี้เป็นคนจริงจังกับชีวิต เขาทุ่มเทฝึกซ้อมมวยอย่างจริงจังตั้งแต่เด็กๆ ควบคู่กับการทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง เพื่อหาเลี้ยงชีพ ซึ่งก็ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ส่วนดิคกี้นั้นเป็นจอมเสเพลโดยนิสัย เขาเป็นกรรมกรก่อสร้างเหมือนมิคกี้ แต่มักจะขาดงานบ่อยครั้งจนเป็นที่เอือมระอาของนายจ้าง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากการเสพยาเสพติดจนตื่นไปทำงานไม่ไหว 

อย่างไรก็ตามทั้งคู่กลับมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างไม่น่าเชื่อ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั้งคู่ชอบชกมวยเหมือนกัน จึงคลุกคลีอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่จำความได้ และมิกกี้ก็ไม่เคยก้าวก่ายพฤติกรรมเหลวแหลกของพี่ชาย 

ไม่ใช่แค่เรื่องไลฟ์สไตล์ แต่เรื่องสไตล์การชกมวย ทั้งคู่ก็เป็นขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

"ผมสอนน้องชายผมทุกอย่าง แบบหมดไส้หมดพุงเลยล่ะ ถึงเราจะมีสไตล์การชกที่แตกต่างกัน ผมจะเป็นพวกใช้ความเร็ว อย่างตอนที่ผมชกกับ ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ถึงผมจะแพ้ แต่เขาก็ต่อยผมแทบไม่โดนเลยนะ ส่วนมิคกี้เป็นพวกที่ต่อยหนัก หมัดของเขาหนักอย่าบอกใครเลยล่ะ แถมยังชอบให้โดนอัดก่อนอีกต่างหากเพื่อหาโอกาสคลุกวงใน" ดิคกี้กล่าวกับ เดวิด โอ. รัสเซล ผู้กำกับ "The Fighter" ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องชีวิตของสองพี่น้องแห่งโลเวลคู่นี้

ด้วยอายุที่ต่างกัน จึงทำให้ในปีที่ดิคกี้แขวนนวมคือปีที่มิคกี้เริ่มเทิร์นโปรชกมวยอาชีพเป็นครั้งแรก ซึ่งแน่นอนว่าพี่เลี้ยงคู่กายเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน...ดิคกี้พี่ชายที่เขารักมากนั่นเอง

"หมอนี่ต้องได้เป็นแชมป์โลก" ดิคกี้เชื่อมั่นในตัวน้องชายมาก

เส้นทางบนสังเวียนของมิคกี้เริ่มต้นขึ้นโดยมีดิคกี้อยู่เคียงข้างไม่ห่าง ทุกอย่างดูจะเป็นไปได้สวย เพราะตั้งแต่เปิดตัวมิคกี้ทำสถิติชนะ 14 ไฟต์รวด แต่หลังจากนั้นก็เริ่มส่อเค้าลางว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น

ดิคกี้รักน้องชายของเขาสุดหัวใจ และหมายมั่นปั้นมือจะพาเขาไปถึงฝั่งฝันให้ได้ นี่คือความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธ แต่อีกด้านหนึ่งเขาคือจอมเสเพล ยาเสพติดแทบทุกชนิด สิ่งมึนเมาทุกอย่างคือเพื่อนรักของเขา และยิ่งเขาตกหลุมพรางนี้ลึกลงไปเท่าไร มันก็ยิ่งส่งผลต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเขา ดิคกี้เริ่มมาซ้อมสาย บางวันก็ปล่อยให้น้องชายรอเก้ออยู่ที่ยิม จน "ชารีน เฟลมมิ่ง" แฟนสาวของมิคกี้ออกโรงเตือนว่า แน่ใจหรือเปล่าว่าพี่ชายเขาคนนี้สามารถฝากผีฝากไข้ได้จริงๆ หวังดีกับเขาจริงๆ 

อย่างไรก็ตามมิคกี้ยังคงเชื่อมั่นในตัวพี่ชายอย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้ดิคกี้จะสำมะเลเทเมาขนาดไหนก็ตาม แต่แล้ววันหนึ่งความเชื่อมั่นนี้ก็หายไป จากเหตุการณ์บนสังเวียนที่เมืองแอตแลนติก ซิตี้ ...

 

ความเจ็บปวดบนสังเวียน...ร้าวถึงความสัมพันธ์

วันที่ 9 กันยายน ปี 1998 มิคกี้ วอร์ด มีคิวขึ้นชกกับ "โซล แมมบี้" นักชกเชื้อสายแอฟริกัน-ยิว ที่ สังเวียน รีสอร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เมืองแอตแลนติกซิตี รัฐนิวเจอร์ซี่ย์ แต่เมื่อมิคกี้กับดิคกี้เดินทางไปถึง โปรโมเตอร์ของรายการก็มาแจ้งข่าวร้ายให้ทราบว่า โซล แมมบี้ ป่วย และขอถอนตัวจากการชก

มิคกี้จะสูญเสียค่าตัวที่เป็นเงินกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถ้าเขาไม่ได้ขึ้นชกในครั้งนี้ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวค่อนข้างจำเป็นต่อเขาและครอบครัว แต่เขาก็เข้าใจและยอมรับมันได้ อย่างไรก็ตามดิคกี้รวมถึง "อลิซ" ผู้เป็นแม่และผู้จัดการของเขาไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาไม่อยากพลาดโอกาสที่จะคว้าเงินก้อนนี้ ทั้งคู่จึงพยายามหาใครก็ได้ให้มาขึ้นชกกับมิคกี้ ซึ่งในท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จ 

คู่ชกคนใหม่ของมิคกี้คือ "ไมค์ มันกิ้น" นักมวยโนเนม ไม่มีประวัติอะไรโดดเด่น แถมเพิ่งออกจากคุกมาได้ไม่นาน ความพร้อมของร่างกายแตกต่างจากมิคกี้ที่ฝึกซ้อมมาโดยตลอดอย่างสิ้นเชิง แต่ปัญหาคือมันกิ้นมีน้ำหนักตัวมากกว่ามิคกี้ถึง 8.5 ปอนด์ เรียกว่าเป็นมวยคนละรุ่นกันเลยทีเดียว

แต่ด้วยคำพูดเกลี้ยกล่อมของแม่รวมถึงพี่ชายที่บอกว่าคู่ต่อสู้ของเขาคนนี้เคยพ่ายแพ้ให้กับ “โจอี้ ฟาเรล” อดีตคู่ชกที่มิคกี้เคยน็อคได้ตั้งแต่ยกแรกมาแล้ว นั่นจึงทำให้มิคกี้ตัดสินใจขึ้นสังเสียนไปต่อสู้

มันคือไฟต์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง เพราะถึงแม้มิคกี้จะมีทักษะเชิงมวยที่ดีกว่าแค่ไหน แต่กำแพงของรูปร่างนั้นใหญ่เกินกว่าที่เขาจะก้าวข้ามได้ ดังนั้นเมื่อจบครบ 10 ยก ผลที่ออกมาคือมิคกี้เป็นฝ่ายแพ้คะแนนไป

มิคกี้ลงจากเวทีด้วยสภาพสะบักสะบอม แต่นั่นไม่เท่ากับบาดแผลในใจที่เขารู้สึกเหมือนโดนครอบครัวที่เขารักหลอกใช้เพื่อให้ได้เงิน และในขณะที่เขากำลังสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง ก็มีเจ้าของค่ายมวยแห่งหนึ่งในลาสเวกัส มายื่นข้อเสนอให้เขาย้ายไปที่นั่น ไปเป็นนักมวยในสังกัดของเขา พร้อมมีเงินให้ใช้จ่ายระหว่างช่วงซ้อม ไม่ต้องลำบากทำงานอื่นควบคู่ไปด้วย แต่ข้อแม้คือเขาต้องมาคนเดียว ที่นั่นไม่มีที่ว่างให้กับดิคกี้

ถึงจะเป็นข้อเสนอที่แสนเย้ายวนใจ แต่ถ้าเป็นมิคกี้ในสภาพจิตใจปกติแล้วล่ะก็มั่นใจได้เลยว่าเขาจะปฏิเสธข้อเสนอนี้ทิ้งไปอย่างไม่ลังเล เพราะเขาจำเป็นต้องมีดิคกี้อยู่เคียงข้าง พี่ชายคนนี้คือคนที่เขาจะขาดไม่ได้ ... ทว่าครั้งนี้แตกต่างออกไป มิคกี้ที่กำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในครอบครัว เริ่มอยากจะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แล้วออกล่าความฝันด้วยตัวเอง 

มิคกี้ตัดสินใจบอกเรื่องสำคัญกับดิคกี้ว่าเขาจะไปลาสเวกัสเพียงลำพัง แน่นอนว่าเมื่อผู้เป็นพี่ชายได้ยินอารมณ์โกรธก็ปะทุออกมา ดิคกี้รู้สึกเหมือนโดนน้องชายทอดทิ้ง ทั้งที่เขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อฝึกฝนมิคกี้ให้เป็นยอดมวย 

มิคกี้พยายามอธิบายให้ผู้เป็นพี่ชายเข้าใจว่าการไปลาส เวกัส ในครั้งนี้เขาจะได้ทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่เพราะค่าจ้างที่ได้รับนั้นเพียงพอต่อการใช้ชีวิต ไม่ต้องลำบากทำงานควบคู่ไปด้วย แต่ด้วยเหตุผลของดิคกี้ที่ยื่นข้อเสนอมาว่าเขาจะเป็นคนหาเงินให้น้องชายใช้เอง สุดท้ายมิคกี้ก็ยอมจำนนกับความหวังดีของพี่ชาย 

 

ความรักผ่านลูกกรง

ถึงจะมีเจตนาดีที่อยากทำเพื่อน้องชาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพแวดล้อมที่ดิคกี้อาศัยอยู่รวมถึงไลฟ์สไตล์ของตัวเขานั้นไม่เอื้อต่อการหาเงินเอาเสียเลย ดังนั้นวิธีที่ดิคกี้ใช้หาเงินส่วนใหญ่จึงไม่หนีพ้นวิธีสีเทา หรือบางครั้งก็เลยเถิดไปจนดำสนิท

ดิคกี้พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาช่วยสานฝันน้องชาย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกปล่อยเงินกู้ให้กับครอบครัวผู้อพยพในชุมชน ที่หนักที่สุดคือการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจออกรีดไถบรรดาผู้หญิงขายบริการ มันคืออาชญากรรมเต็มรูปแบบที่อาจทำให้เขาต้องนอนคุกยาวหลายปี ... แต่ดิคกี้ไม่สนใจ ความมุ่งมั่นในตอนนั้นของเขาจดจ่ออยู่เพียงเรื่องเดียว นั่นคือน้องชายของเขา เท่านั้นจริงๆ

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในวงจรอาชญากรรมอยู่ได้สักพัก ความโชคร้ายก็มาเยือนดิคกี้ ในคืนหนึ่งที่เขาออกไปรีดไถผู้หญิงขายบริการตามปกติ เขาบังเอิญเจอกับตำรวจตัวจริงที่ออกมาลาดตระเวนตรวจตราความปลอดภัย กลุ่มตำรวจเห็นพฤติกรรมทุกอย่างที่ดิคกี้ทำ จากนั้นฉากการไล่ล่าอันตื่นเต้นเร้าใจก็เริ่มต้นขึ้น

ฝ่ายตำรวจวิ่งตามดิคกี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ส่วนดิคกี้ก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต จนในที่สุดก็มาจนมุมอยู่หน้าร้านอาหารร้านหนึ่ง ซึ่งมิคกี้และสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ นั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ด้านในพอดี 

เมื่อตำรวจเข้าประชิดตัว สัญชาตญาณของดิคกี้ก็บอกให้สู้ แต่ถึงเขาจะเป็นอดีตนักมวยที่มีฝีไม้ลายมือพอตัว แต่ก็ไม่อาจต่อกรกับกลุ่มตำรวจที่ยกโขยงมาได้ สุดท้ายดิคกี้ก็ลงไปนอนจมกองเท้ากลุ่มตำรวจ และถูกจับใส่กุญแจมืออย่างทุลักทุเล 

ทางด้านมิคกี้ที่นั่งอยู่ในร้าน เมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกหน้าร้านเขาก็เดินออกมาดู และภาพที่เห็นคือพี่ชายตัวเองกำลังโดนตำรวจรุมทำร้าย แน่นอนว่ามิคกี้เข้าไปช่วยดิคกี้อย่างไม่คิดชีวิต จนเผลอทำร้ายร่างกายตำรวจไปเหมือนกัน ผลที่ตามมาคือมิคกี้โดนตำรวจซัดจนร่วงไปอีกคน ก่อนจะโดนจับยัดขึ้นรถคันเดียวกับพี่ชายไปสถานีตำรวจ

เมื่อวันพิจารณาคดีมาถึง มิคกี้โดนโทษสถานเบาในข้อหาขัดขวางการทำงานของเจ้าพนักงาน ให้ลงทัณฑ์บนไว้ ก่อนจะปล่อยตัวกลับบ้าน ตรงกันข้ามกับดิคกี้ ที่มีข้อหายาวเป็นหางว่าว ไม่ว่าจะแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงาน, กรรโชกทรัพย์, ชิงทรัพย์, ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน, และครอบครองยาเสพติด ผลคือดิคกี้ถูกตัดสินให้จำคุกนาน 10 ปี 

ทุกอย่างเหมือนพังทลายลงไปต่อหน้า ถึงแม้มิคกี้จะรู้สึกโกรธพี่ชายที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทุกอย่าง แต่ภาพที่เขาเห็นดิคกี้ถูกล่ามโซ่ตรวนก่อนจะถูกนำตัวเข้าไปในเรือนจำก็ทำให้เขาใจสลาย ถึงขั้นที่คิดจะแขวนนวม

มิคกี้บอกกับชาลีนแฟนสาวว่าเขาไปลาสเวกัสไม่ได้ถ้าไม่มีดิคกี้ นั่นทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกันใหญ่โต เพราะชาลีนนั้นไม่ชอบดิคกี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเธอไม่เข้าใจว่าทำไมมิคกี้ต้องเอาแต่พูดถึงดิคกี้ตลอดเวลา

มิคกี้กลับมาใช้ชีวิตเป็นคนงานซ่อมถนนตามเดิม บางครั้งก็ออกไปตระเวนรับงานซ่อมหลังคาบ้านกับพ่อ โดยที่ตัดขาดกับการฝึกซ้อมมวยโดยสิ้นเชิง ส่วนดิคกี้นั้นเกือบตายคาคุก อาการลงแดงเพราะขาดยาเล่นงานเขาอย่างหนัก แต่วันหนึ่ง "High on Crack Street: Lost Lives in Lowell" สารคดีที่ทางช่อง HBO  จ่ายเงินให้ดิคกี้เพื่อตามติดชีวิตการเป็นอดีตนักมวยขี้ยาของเขาก็ออกฉาย

ในตอนที่ HBO มาติดต่อเกี่ยวกับสารคดีเรื่องนี้ ดิคกี้รู้สึกว่าไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย ก็แค่มีคนถือกล้องเดินตามถ่ายการใช้ชีวิต ให้สัมภาษณ์นิดหน่อย แลกกับจำนวนเงินที่เยอะพอสมควร แต่เมื่อมันออกฉายและเขาได้ดูมันจากในคุก ดิคกี้รู้สึกละอายเป็นอย่างมาก สารคดีเรื่องนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้เขารู้ตัวว่าชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองนั้นเหลวแหลกขนาดไหน เมื่อคิดได้เขาจึงฮึดสู้ และสุดท้ายดิคกี้ก็ตัดขาดจากยาเสพติดได้สำเร็จ

ส่วนมิคกี้หลังจากร้างราสังเวียนและการฝึกซ้อมไปได้พักใหญ่ ก็มีคนหยิบยื่นโอกาสให้เขาอีกครั้ง เขาคนนั้นมีชื่อว่า "ซอล โลซาโน่" เป็นเจ้าของอู่แท็กซี่ใหญ่ในเมืองโลเวล โดยซอลเสนอว่าจะให้เงินเขาระหว่างการฝึกซ้อม และจะผลักดันให้เขากลับมาขึ้นสังเวียนอีกครั้ง แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่มีอลิซและดิคกี้เข้ามาเกี่ยวข้อง

มิคกี้ตอบรับข้อเสนอนี้ทันที เขารู้สึกว่าเขาทำเพื่อครอบครัวมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการบ้าง ซึ่งทำให้นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พี่เลี้ยงของเขาไม่ใช่ดิคกี้ แต่เป็นโค้ชมวยมากประสบการณ์ "มิคกี้ โอคีฟ"

ทุกอย่างดูจะไปได้สวย โลซาโน่มีเงินทุนมากพอและมีการจัดการทุกอย่างเป็นระบบทำให้มิคกี้สามารถพุ่งสมาธิไปกับการฝึกซ้อมได้อย่างเต็มที่ ส่วนโอคีฟถึงแม้จะไม่มีเทคนิคแพรวพราวมาแนะนำ แต่เขาก็เก๋าพอที่จะรู้ว่าการชกแบบไหนเหมาะสมกับมิคกี้ที่สุด

มิคกี้เดินหน้ากวาดชัยชนะมาได้เรื่อย ๆ จนผลงานเข้าตาได้รับการประกบคู่ให้ชกกับ "อัลฟอนโซ่ ซานเชซ" นักชกดาวรุ่งพุ่งแรงชาวเม็กซิกัน ที่มาพร้อมกับสถิติไร้พ่าย 15 ไฟต์ 

นี่คือโอกาสครั้งสำคัญ ถ้ามิคกี้เอาชนะซานเชซได้ ชื่อเสียงรวมถึงรายได้ของเขาจะเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นก่อนจะขึ้นชก มิคกี้จึงนำข่าวดีนี้ไปบอกกับพี่ชายด้วยตัวเองที่เรือนจำ

เมื่อทั้งคู่นั่งเผชิญหน้ากันในห้องเยี่ยมญาติ มิคกี้ก็เริ่มเล่าถึงข่าวดีให้พี่ชายฟัง แต่ปฏิกริยาที่ดิคกี้ตอบรับกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เขาไม่ได้รู้สึกยินดีที่น้องชายได้ขึ้นชกกับ อัลฟอนโซ่ ซานเชซ เพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นนักมวยที่มีฝีมือเหนือกว่ามิคกี้ในแทบทุกกระบวนท่า แถมหมัดยังหนักเอาการ 

ดิคกี้รู้สึกเป็นห่วงน้องชาย เขาจึงแนะนำมิคกี้เกี่ยวกับเทคนิคในการที่จะใช้ต่อสู้กับซานเชสเท่าที่เขารู้ให้น้องชายฟัง แต่กลับกลายเป็นว่ามิคกี้รู้สึกไม่พอใจ เขารู้สึกว่าดิคกี้พยายามที่จะก้าวก่ายวิธีการของเขาทั้ง ๆ ที่ผ่านมาเขาก็ทำได้ดีมาตลอดโดยไม่มีดิคกี้ บทสนทนาในครั้งนั้นจึงจบลงอย่างไม่สวยงามนัก

เมื่อวันขึ้นสังเวียนมาถึง ทุกอย่างเป็นไปตามที่ดิคกี้พูดไม่มีผิดเพี้ยน เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน อัลฟอนโซ่ ซานเชซ ก็เป็นนักมวยที่เหนือกว่ามิคกี้อย่างชัดเจน เขาหนุ่มกว่า เร็วกว่า ทักษะดีกว่า มีแค่พลังหมัดและความอึดเท่านั้นที่มิคกี้พอจะเทียบชั้นได้

ในช่วงยกแรกๆ ซานเชซไล่อัดมิคกี้อยู่ฝ่ายเดียว "ความภาคภูมิใจของโลเวลคนต่อไป" ถูกต้อนเข้ามุมแล้วรัวหมัดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกรรมการแทบจะยุติการชก แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป อยู่ๆ เทคนิคที่ดิคกี้แนะนำก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด 

มิคกี้ที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้วทำตามคำแนะนำของพี่ชาย เขาเข้าประชิดตัวแลกหมัดกับซานเชซ ล่อให้เขาหมดแรง มิคกี้มั่นใจในพละกำลังและความอึดของตัวเองว่าเหนือกว่าซานเชซ ซึ่งมันก็ได้ผล สถานการณ์เริ่มพลิกกลับ ซานเชซเริ่มออกอาการเป๋ไปเป๋มาให้เห็นจนโดนมิคกี้ไล่ต้อน จนในที่สุดเขาก็หมดสภาพลงไปนอนนับสิบในยกที่ 7

นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการชกมวยของมิคกี้ ซึ่งเขารู้ดีว่าส่วนหนึ่งก็เพราะดิคกี้ด้วย ถึงแม้ในตอนนี้พี่ชายจะไม่อยู่เคียงข้าง แต่ก็ทำให้เขารู้ว่าดิคกี้คือคนที่เขาเชื่อมั่นได้ 

ไฟต์ระหว่างมิคกี้กับซานเชซเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 1997 หลังจากนั้น 1 ปี ดิคกี้ก็พ้นโทษ เขากลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้งหลังจากห่างไปนานนับทศวรรษ อย่างไรก็ตามเวลา 10 ปีที่ไร้อิสระภาพก็ไม่เสียเปล่า เพราะดิคกี้กลายเป็นคนใหม่โดยสิ้นเชิง ใบหน้าสดใส สุขภาพแข็งแรง เขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาสานต่อภารกิจให้น้องชายเป็นแชมป์โลก ...

 

ความภาคภูมิใจของโลเวล

บรรยากาศของการเจอกันนอกเรือนจำเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ไม่สวยงามอย่างที่คิด เพราะมิคกี้บอกกับดิคกี้ว่าเขาสัญญากับ โลซาโน่ โอคีฟ รวมถึงชาลีนว่าจะไม่ร่วมงานกับดิคกี้อีก

ถ้าเป็นดิคกี้คนเก่าได้ยินแบบนี้ เขาคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ตอนนี้ดิคกี้โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น เขาเพียงรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ แต่ก็เก็บไว้ไม่แสดงออก และเลือกที่จะเป็นคนเดินออกมาด้วยตัวเอง แต่เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กลายเป็นตัวมิคกี้เองที่รู้สึกว่าเขาทอดทิ้งพี่ชายที่หวังดีกับเขามาโดยตลอด และลึกๆ ในใจเขาก็ยังต้องการพี่ชายคนนี้มายืนเคียงข้าง

มิคกี้พยายามจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ออกมาดีที่สุด เขาจึงตัดสินใจพูดกับ โลซาโน่, โอคีฟ และ ชาลีน ว่าเขาต้องการดิคกี้กลับมา แน่นอนว่าทุกคนรู้สึกไม่พอใจ เพราะทุกอย่างกำลังไปได้สวยโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีดิคกี้ และถึงจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ก็ยังไม่มีใครรู้สึกเชื่อใจว่าดิคกี้จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้จริงๆ 

มิคกี้พยายามอย่างมากที่จะอธิบายความรู้สึกให้ทุกคนเข้าใจ จนในที่สุดอีกฝ่ายก็เริ่มใจอ่อน ชาลีน กับ ดิคกี้ ที่เกลียดกันเข้าไส้ก็เริ่มปรับความเข้าใจกัน ส่วน โอคีฟ ก็ยอมให้ดิคกี้กลับมาเป็นพี่เลี้ยงมิคกี้ร่วมกับตัวเขา โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และในเมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน โลซาโน่ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ก็ไม่ขัดขวาง 

ทุกคนมาอยู่พร้อมหน้ากันในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ เพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ามิคกี้ต้องขึ้นชกในไฟต์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือการชกชิงแชมป์โลก WBU รุ่นเวลเตอร์เวต กับ "เชีย เนียรี่" เจ้าของตำแหน่งคนปัจจุบันชาวอังกฤษ ... จริงอยู่ที่มันอาจจะไม่ใช่แชมป์สถาบันใหญ่เหมือนกับตอนที่มิคกี้ชิงแชมป์โลก IBF แล้วแพ้ให้กับ วินซ์ ฟิลลิปส์ เมื่อเดือนสิงหาคม 1997 แต่ก็ถือเป็นเข็มขัดที่เขารอคอยมาตลอดอยู่ดี 

เช่นเดียวกับหลายๆ ครั้ง ที่คู่แข่งของมิคกี้ดูเหนือกว่าเขาไปหมดทุกด้าน แต่ในตอนนี้มิคกี้อยู่ในสภาพที่พร้อมสุดๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นใครเขาก็พร้อมชน

การชกระหว่าง มิคกี้ วอร์ด กับ เชีย เนียรี่ มีขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม ปี 2000 ณ Olympia Exhibition Centre กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กำหนด 12 ยก 

มิคกี้ก้าวขึ้นสู่สนามโดยมีดิคกี้และโอคีฟประจำการอยู่ตรงมุม ส่วนชาลีนนั่งให้กำลังใจอยู่บริเวณริงไซด์และเมื่อเสียงระฆังเริ่มชกดังขึ้น ... เหมือนภาพฉายซ้ำไฟต์ อัลฟอนโซ่ ซานเชซ เพราะ เนียรี่ นั้นดูเหนือกว่ามิคกี้อย่างชัดเจน ว่องไวกว่า ออกอาวุธได้เข้าเป้ามากกว่า เรียกได้ว่าทั้งสนามในตอนนั้นไม่มีใครคิดว่ามิคกี้จะเป็นฝ่ายชนะ แค่ต่อยให้ครบยกได้ก็เก่งแล้ว แต่มีหนึ่งคนที่ไม่เชื่อแบบนั้น ... คนๆ นั้นคือดิคกี้ 

"นี่คือโอกาสที่นายต้องคว้าไว้ โอกาสที่ฉันไม่เคยได้รับ แต่นายทำมันได้ เชื่อสิ" ดิคกี้พูดกับมิคกี้พลางประคบแผลให้เขาไปด้วยในระหว่างพักยก

เมื่อการต่อสู้เข้าสู่ยกที่ 8 ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกำลังใจที่ได้รับจากดิคกี้ ประสงค์จากพระเจ้า โชคชะตาที่ลิขิตไว้ หรืออะไรก็ตาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือหมัดของมิคกี้โดนเข้าที่ใบหน้าของเนียรี่อย่างจังจนแชมป์จากอังกฤษทรุดลงไปกับพื้น กรรมการโผเข้ามานับทันที 

เนียรี่ยืนหยัดขึ้นมาได้สำเร็จเมื่อกรรมการนับถึง 8 แต่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะหลังจากนั้นเนียรี่ในสภาพเจียนอยู่เจียนไปก็โดนมิคกี้ไล่อัดอยู่ฝ่ายเดียวจนกรรมการต้องเข้ามายุติการชก 

ไฟต์สำคัญของมิคกี้จบลงในยกที่ 8 เขากลายเป็นแชมป์โลกคนใหม่ หลังจากนั้นคือช่วงเวลาแห่งชีวิตของมิคกี้ ดิคกี้ และทุกคนที่ร่วมต่อสู้กันมาด้วยกัน จนในที่สุดวันนี้ก็มาถึงฝั่งฝัน บนเวทีภายใน Olympia Exhibition Centre จึงเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้อง เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และคราบน้ำตา

"นายคือคนที่ปลุกศักดิ์ศรีแห่งโลเวลให้กลับมาอีกครั้ง" ดิคกี้กล่าวถึงน้องชาย ในขณะที่ทั้งคู่นั่งข้างๆ กันในการพูดคุยกับสื่อ Lowell Sun

"ไม่ใช่ฉัน แต่เป็น ‘เรา’ ต่างหากที่ปลุกศักดิ์ศรีแห่งโลเวลให้กลับคืนมา" มิคกี้หันไปพูดกับพี่ชายด้วยรอยยิ้ม…

"Give A loving hand" การหยิบยื่นมือแห่งความรัก โดย ดิคกี้ เอ็คลุนด์ ที่แม้พฤติกรรมของเขาจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ จนหลายคนเข้าใจความสัมพันธ์คลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ทุกสิ่งที่เขาทำ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้ มิคกี้ วอร์ด น้องชายต่างพ่อ กล้าที่จะ "Chase your dream" ไล่ล่าตามความฝันบนเส้นทางสายกำปั้นอย่างไม่หวั่นเกรงใคร จนประสบความสำเร็จ เหมือนกับที่ บริดจสโตน บริษัทด้านยานยนต์ และชิ้นส่วนขนส่งของญี่ปุ่น ได้เห็นความสำคัญของการหยิบยื่นโอกาส และสนับสนุนนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อล่าฝันของตัวเอง  

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.mensjournal.com/features/the-fighter-and-the-damage-done-20130130/
https://www.theguardian.com/film/2011/feb/02/the-fighter-movie-micky-ward
https://www.liveabout.com/the-fighter-fact-vs-fiction-424170
https://en.wikipedia.org/wiki/Micky_Ward
https://en.wikipedia.org/wiki/Dicky_Eklund
https://www.youtube.com/watch?v=DaTmC0pFYeA
The Fighter: movie by David O. Russell
High on Crack Street: Lost Lives in Lowell: documentary by Maryann DeLeo, Richard Farrell 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง