mainstand

Inspiration

แม็กนัส คาร์ลเซ่น : อัจฉริยะแชมป์โลกหมากรุกผู้อ่านสถานการณ์ล่วงหน้าได้ 20 ตา



"หมากรุก" ... แค่ได้ยินชื่อก็น่าเบื่อแล้วสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ภาพจำของกีฬาชนิดนี้คือภาพของเหล่าๆ อากงนั่งหวดกันในสภากาแฟ หรือไม่ก็ตามวินมอเตอร์ไซค์


 

ไม่ใช่แค่ที่ไทยเท่านั้น อีกฟากโลกอย่าง นอร์เวย์ ก็ไม่ต่างกัน หมากรุกคือกีฬาของคนแก่มาหลายสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่งมีเด็กอัจฉริยะที่ชื่อว่า แม็กนัส คาร์ลเซ่น เลือกที่จะเล่นมัน และกลายเป็นแชมป์ของประเทศตั้งแต่อายุ 13 ปี และกลายเป็นแชมป์โลกในเวลาต่อมา 

แรงกระเพื่อมจากการเป็นราชาโลกหมากรุกของ แม็กนัส ส่งผลเป็นอย่างมาก ร้านค้าอุปกรณ์เล่นหมากรุกขายหมดเกลี้ยงทั้งประเทศ เพราะเหล่าคนรุ่นใหม่เหมาไปเล่นกันจนเกลี้ยงแผง  

แค่ได้แชมป์อย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบนี้แน่....แต่เพราะอะไร แม็กนัส คาร์ลเซ่น จึงทำได้ ติดตามได้ที่นี่ 

 

"Give a Loving Hand" แบบสุดใจ!

"ฟ้าส่งมาเกิด" เป็นคำที่เรามักจะใช้พูดถึงใครสักคนที่เกิดมามีความพิเศษยิ่งกว่าใคร แต่สำหรับ แม็กนัส คาร์ลเซ่น จะใช้คำนั้นคงไม่ถูกนัก เพราะหากจะอ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คงต้องเรียกว่า "การส่งต่อความอัจริยะผ่านพันธุกรรม" จึงจะถูก


Photo : scandinaviantraveler.com

เมื่อ เฮนริค ที่ปรึกษาของบริษัทไอทีระดับแถวหน้าของประเทศ พบรักกับ ซิกรัน วิศวกรเคมี เราสามารถเดาได้ว่าลูกๆ ของพวกเขาทั้งคู่จะต้องมีคุณภาพชีวิตแบบไหน ... ลูกสาวคนแรกชื่อ เอลเลน เป็นเด็กเก่งด้านการเรียน มีมันสมองระดับคุณภาพ จดจำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างได้อย่างน่าทึ่ง ทว่านั่นยังไม่มากเท่ากับลูกชายคนที่สองที่ลืมตาดูโลกในปี 1990 ... แม็กนัส เป็นขั้นกว่าของ เอลเลน เข้าไปอีก 

แม็กนัส ไม่ใช่แค่จดจำเก่งเท่านั้น แต่เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับสมองขั้นกว่า ใต้หัวของเขามีความสร้างสรรค์เต็มไปหมด หากได้ลองทำอะไรแล้วสามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้เป็นวันๆ แม็กนัส ในวัยเด็กเล็ก ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการประกอบตัวต่อหรือจิ๊กซอว์ ที่น่าทึ่งคือ เขาสามารถต่อจิ๊กซอว์แบบ 50 ชิ้นได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และตอน 4 ขวบ ก็สามารถต่อเลโก้ Lego ในระดับเลเวลเด็ก 10-14 ขวบได้อย่างสบายๆ ซึ่งนั่นผิดกับเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกันเขาคนละเรื่อง

"แม็กนัส เป็นเด็กที่มีสมาธิสูงมาก เขาสามารถนั่งเป็นเวลานานๆ ได้แม้แต่ในวัยเด็กก็ตาม" แม่ของเขากล่าว

ส่วนวิชาหมากรุกนั้นเริ่มจาก เฮนริค ผู้เป็นพ่อ เดิมที เฮนริค เริ่มสอนกับ เอลเลน พี่สาวของเขาก่อน โดยตลอดการเล่น แม็กนัส จะมานั่งมองและทำหน้าเหมือนคิดเองเออเองอยู่คนเดียว จนกระทั่งเข้าอายุได้ 8 ขวบ แม็กนัส จึงเริ่มเล่นเป็นครั้งแรก

เอลเลน เริ่มเล่นเก่งมันเริ่มทำให้ แม็กนัส สนใจอยากจะแข่งกับเธอบ้าง และนั่นคือสิ่งที่เฮนริคผู้เป็นพ่อง้างรอมาตั้งนานแล้ว เขาไม่ได้บังคับให้ลูกเล่น แต่ถ้าเมื่อไร แม็กนัส เอ่ยปาก เขาสามารถเริ่มสอนได้ทันทีเพราะเตรียมบทเรียนรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม

"แรกเริ่มที่ผมสอนนั้นผมไม่ได้สอนเขาทั้งหมด ผมไม่อยากให้มันยากเกินไป ไม่อยากให้เขาต้องจดจำอะไรเยอะๆ มันจะไม่สนุกและท้อแท้ ผมเลยเริ่มเกมง่ายๆ ด้วยหมากที่มีแค่ขุน (King) กับเบี้ย (Pawn) เท่านั้น เมื่อเขาเริ่มเข้าใจผมจึงเริ่มเพิ่มหมากตัวอื่นๆ เข้าไป ซึ่ง แม็กนัส หัวไปทางนี้ไวมากแต่เขาไม่รู้ตัวหรอก ตอนนั้นเขาแค่หวังว่าจะชนะพี่สาวของเขาให้ได้เท่านั้นเอง" เฮนริค เล่าย้อนความไปตอน แม็กนัส เริ่มรู้จักความอยากชนะเหนือพี่สาวและเขาก็ทำได้หลังจากนั้นไม่นาน


Photo : hunonchess.com

สำหรับ แม็กนัส ถ้าได้ลองทำอะไรขึ้นมาแล้วชอบขึ้นมา เขาไม่เคยหยุดหรือทำมันแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่คือทัศนคติที่เกินเด็ก แรกๆ เขาแพ้ให้กับพ่อเสมอ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของเขาที่คนเป็นพ่อเห็น 

เฮนริค มีอิทธิพลต่อการหลงรักหมากรุกสำหรับ แม็กนัส เป็นอย่างมาก ทั้งๆที่ใจของผู้เป็นพ่ออยากจะให้ลูกได้ฝึกเล่นแบบจริงจัง แต่เขากลับไม่เคยบังคับ แม็กนัส เลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงแค่การทำให้ดู อยู่เห็น เป็นให้ได้ซึมซับ และสุดท้ายด้วยการสอนแบบค่อยๆเติมความรักและความเข้าใจ แม็กนัส ก็ติดหมากรุกจริงๆขึ้นมา

"ผมค่อยๆ ถูกทำให้หลงรักหมากรุกทีละน้อยๆ และสุดท้ายผมก็ชอบมัน เพราะมันให้ความรู้สึกที่ดีเสมอเวลาที่ผมชนะ ผมสามารถฝึกหมากรุกได้หลายชั่วโมงต่อให้ไม่ต้องใช้กระดาน ผมเปิดตัวเองกว้างมาก ค่อยๆ คิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ มันน่าประหลาดที่หมากรุกมันไม่มีวันสิ้นสุด" แม็กนัส ย้อนความไปในตอนนั้น 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ด้วยศักยภาพในการเล่นหมากรุกที่เพิ่มขึ้นทุกปีของ แม็กนัส ทำให้ เฮนริค ไม่อาจจะอยู่เฉยได้

เพื่อคนเป็นลูกแล้วเท่าไหร่ เฮนริค ก็ทำได้เขายื่นมือเเห่งความรักและความเข้าใจอย่างไม่หยุดยั้ง เขาเริ่มจัดตารางงานและสร้างสมดุลชีวิตใหม่ เหตุผลก็เพราะว่าอยากจะใช้เวลาในการสร้างความเป็นเลิศให้ลูกชายมากขึ้น จนกระทั่งวันที่เขารู้ว่า แม็กนัส เก่งเกินกว่าจะเล่นแค่ในบ้าน เฮนริค ถึงขั้นเสียสละขอพักงานที่มีรายได้มั่นคงและเป็นกระเป๋าเงินหลักของครอบครัวเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อช่วยลูกชายตามฝัน

ยัง ... ยังไม่จบแค่นั้น ไม่ใช่แค่ เฮนริค เท่านั้นที่ทิ้งหน้าที่หลัก แต่เขาไปทำเรื่องลาพักการเรียนให้แม็กนัสเพื่อพาไปแข่งชิงรางวัลทั่วยุโรปอีกด้วย เขาพร้อมที่จะเสี่ยงกับอนาคตของลูกชายแบบเต็มร้อย และมั่นใจว่าจากที่สังเกตมาตลอด แม็กนัส จะยิ่งใหญ่ได้ด้วยเส้นทางนี้ 

 

อัจฉริยะด้านการอ่านสถานการณ์รอบตัว 

แม็กนัส ลุยแข่งทั่วยุโรปพร้อมกับพ่อของเขา ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี ที่ต้องพักการเรียนเป็นระยะๆ เขาลงแข่งระดับทางการมากกว่า 300 เกม ตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อความอัจฉริยะ บวกเข้ากับประสบการณ์จะเป็นอะไรไปได้นอกจากความ "ไร้เทียมทาน"

ระดับเยาวชนมีน้อยคนนักที่จะหยุดเขาได้ แม็กนัส ติดท็อป 10 ทั้งของยุโรปและโลกในรุ่นเล็กโดยตลอด โดยตำแหน่งสูงสุดคือ รองแชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปีในปี 2002 พร้อมกับค่อยๆ ไต่ระดับไปเรื่อย กระทั่งตัดสินใจเทิร์นโปรในปี 2004  ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรหยุดเด็กคนนี้ได้แล้ว

หลังจากที่ตอนแรกเป็นแค่การพักการเรียนชั่วคราว ตอนนี้ แม็กนัส ไม่ต้องพึ่งการตัดสินใจของพ่ออีกต่อไป เขาไปขอลาออกจากโรงเรียนอย่างเป็นทางการ และลงแข่งขันแบบแบกอายุทันที โดยการแข่งขันที่สร้างชื่อของเขาคือรายการที่เมือง เวค อาน ซี (Wijk aan Zee) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในรายการ คอรัส ทัวร์นาเมนต์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ทาทา สตีล ทัวร์นาเมนต์) ที่เพียงการแข่งขันแมตช์แรก เหล่าผู้เล่นคนอื่นๆ ที่อายุมากกว่าต้องหยุดนิ่งดูการเดินหมากที่เหนือชั้นเกินอายุของ แม็กนัส และเริ่มเรียกเขาว่า "โมซาร์ท แห่งหมากรุก" ... รายการนั้นเขาสามารถคว้าอันดับ 1 ในกลุ่มซี ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขายังมีเลเวลเพียง "อินเตอร์เนชั่นแนล มาสเตอร์" เท่านั้น

โลกหมากรุกของผู้ใหญ่นั้นแตกต่าง เขาจะต้องเจอกับคู่แข่งที่เก่งกว่าเดิม และต้องรับมือกับการเดินหมากที่มีหลากหลายรูปแบบ เดิมทีนั้นตัวของ แม็กนัส ขึ้นชื่อในเรื่องของการเดินหมากแบบรวดเร็วฉับไวตามฉายาโมซาร์ท แต่รูปแบบดังกล่าวบางทีก็ใช้ไม่ได้ในการแข่งขันระดับสูง ดังนั้นเขาจึงฝึกฝนจนได้สไตล์อีกหนึ่งแบบที่เป็นลายเซ็นของเขา ซึ่งสไตล์ดังกล่าวถูกเรียกว่า "งูเหลือม"

"งูเหลือม" คือ การค่อยๆ ล้อมคู่แข่งและบีบไปทีละนิดจนหายใจไม่ออก การเดินหมากลักษณะนี้จะต้องใช้ความสร้างสรรค์ในหัวและแบกความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าวางแผนมาดีพอโอกาสชนะก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว 

"ผมสู้สุดใจตลอดนะ การที่เด็กกว่าคนอื่นไม่ใช่เรื่องได้เปรียบอย่างที่ใครเข้าใจ ผมว่าตอนเด็กๆ ผมเดินหมากห่ามเกินไป ... ซึ่งตอนนี้ผมว่าผมน่าจะดีกว่าตอนที่ผมเดินหมากสมัยวัยรุ่นนะ ตอนนั้นผมเกลียดการแพ้มาก เมื่อผมยังเด็กมันเหมือนกับว่าบางครั้งผมตาบอดไป"

เรียกได้ว่างานเดียวแจ้งเกิดก็ว่าได้ เพราะหลังจากได้ฉายาโมซาร์ท ก็กลายเป็นที่สนใจในทุกเวที การเดินหมากของเขาเป็นไปได้หลายทิศทาง จะให้อ่านเกมแบบเพ่งพินิจก็ทำได้ หรือจะให้เดินหมากเปิดเกมแบบสายฟ้าแลบก็ไม่ใช่ปัญหา ครั้งหนึ่งในการแข่งขันที่ มอสโก แม็กนัส ต้องเจอกับ อดีตแชมป์โลกอย่าง อนาโตลี คาร์ปอฟ ก่อนที่ "โมซาร์ท" จะฉายแสงแบบรวดเดียวจบ เดินหมากเร็วปานสายฟ้าและคว้าชัยชนะไปได้อย่างรวดเร็ว


Photo : Netkaup.is NCO eCommerce

เห็นได้ชัดว่าความเป็นเด็กอัจฉริยะไม่ได้ทำให้ แม็กนัส ได้เปรียบคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง แต่มันคือเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์รอบข้างต่างหาก เมื่อเขายังเด็กเขาเคยชนะได้ด้วยหมากอะไรก็ได้ที่คิดออก แต่เมื่อถึงวัยที่ต้องเจอกับคนที่เหนือกว่าอีกขั้น เขายังสามารถประยุกต์สไตล์เพื่อรับมือ และผลักดันตัวเองให้ไปสูงขึ้นได้อีกเรื่อยๆ แบบไม่มีหยุดอีกด้วย 

"บางครั้งผมคิดการเดินหมากล่วงหน้าได้ 1 ครั้ง บางครั้งผมก็คิดได้ล่วงหน้าถึง 20 ครั้ง แต่จำนวนครั้งมันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก การเคลื่อนหมากที่ถูกที่ถูกเวลานั่นแหละคือเดอะเบสต์ของเดอะเบสต์แล้ว"

 

ใช้ชีวิต...พิชิตแชมป์

สถิติต่างๆ ถูกทุบกระจายโดย แม็กนัส คาร์ลเซ่น เพราะตอนอายุ 14 ปี เขากลายเป็นนักหมากรุกระดับสูงสุด "แกรนด์มาสเตอร์" ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์หลังจากได้ที่ 2 ในรายการ ดูไบ โอเพ่น เมื่อเดือนเมษายน เพียงไม่กี่เดือนหลังเทิร์นโปรเท่านั้น

จากนั้นตามด้วยการก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์โลกในการแข่งขันที่อินเดียในปี 2013 ในตอนนั้น เขาเอาชนะแชมป์เก่าอย่าง วิศวนาถัน อานันท์ (Viswanathan Anand) ที่อายุมากกว่าเขาเกิน 20 ปี  

"แม็กนัสมีสัญชาตญาณในการเดินหมากตั้งแต่กำเนิด มันเหลือเชื่อมาก ความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัวของเขาแน่ มันยืดหยุ่นจนดูเหมือนว่าเขาเข้าใจโครงสร้างและการจัดระเบียบของหมากทุกตำแหน่ง" อานันท์ ที่แพ้เสียแชมป์โลกในปีดังกล่าวยอมศิโรราบ 

การคว้าแชมป์นั้นว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์นั้นยากยิ่งกว่า ... หลายคนที่เคยเป็นแชมป์ให้ความเห็นไปในทิศทางนี้กันหมด ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อมีชื่อเสียงชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป เงินจะเข้ามามากขึ้น หน้าที่และภาระรับผิดเองก็ด้วย การจัดการตัวเองให้อยู่ในกรอบของการเป็นมืออาชีพแบบแต่ก่อนไม่เพียงพอ และ แม็กนัส รู้ดี เขาจึงเริ่มทำตัวให้สมกับสมญานาม "นักหมากรุกที่เก่งที่สุดในโลก" เพื่อให้เขาสามารถรักษาความเป็นหนึ่ง และป้องกันแชมป์ในทุกๆ ปี  ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือนิสัยของเขามาตั้งแต่สมัยเป็นแชมป์ระดับเยาวชนแล้ว

"ตอนเด็กๆ ผมฝึกเล่นที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ หลังจากนั้นผมเลยลองไปเข้าสมาคมหมากรุกดู แต่แวบเดียวผมก็เก่งที่สุดในสมาคมแล้ว และนั่นมันไม่สนุกเลย ผมมองว่าอาจจะเป็นเพราะสมาชิกคนอื่นๆ ไม่ได้อุทิศตัวเองเพื่อหมากรุกเท่าผม ดังนั้นการฝึกที่ง่ายกว่าคือการไปหาคู่แข่งในอินเตอร์เน็ต" นี่คือความทะเยอทะยานของ แม็กนัส ผู้ล่าฝันอย่างเต็มที่ให้สมกับที่คนในวงการหมากรุกยกย่องไว้ 

นอกจากนี้เขาดูแลตัวเองแบบแชมป์มาโดยตลอด ทั้งที่สมัยนั้นเขายังเป็นมือไร้อันดับ ทุกการแข่งแต่ละรายการ แม็กนัส จะเตรียมตัวอย่างดี และไม่เหลือสมาธิให้กับสิ่งไร้สาระ แม้แต่อย่างเดียว

"ระหว่างทัวร์นาเมนต์ผมไม่ออกเที่ยวเตร่ ผมไม่ปาร์ตี้ ไม่แม้แต่จะออกจากห้องด้วยซ้ำ ผมว่ามันเสียเวลาและเสียพลังงานโดยใช้เหตุ ผมเข้าใจนะถ้าคุณจะบอกว่าไม่เข้าใจ แต่เมื่อคุณเล่นหมากรุกมาถึงระดับของผมแล้วการเตรียมสภาพร่างกายและสภาพจิตใจมันสำคัญมาก ไม่ต่างจากนักกีฬาชนิดอื่นๆ หรอก"

ยัง เท่านั้นยังไม่พอ แม้คำพูดจะดูเย่อหยิ่งอยู่บ้างตามประสามือ 1 ของโลก แต่ แม็กนัส เองก็ไม่ใช่คนหัวแข็ง เขาเคารพคู่แข่งของเขาทุกคนเพราะถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้วิชา โดยเฉพาะในรายของ แกร์รี่ คาสปารอฟ นักหมากรุกระดับแถวหน้าของโลกชาวรัสเซียที่สอนเชิง แม็กนัส ในการแข่งขันเมื่อหลายปีก่อน 

แม็กนัส ลดอัตตาในตัวเองทั้งหมดเมื่อเจอหมากของ แกร์รี่ เขาตัดสินใจไปขอวิชาและให้ แกร์รี่ เป็นอาจารย์สอนหมากรุกอีกสไตล์ให้กับตัวเอง

"ตั้งแต่ปี 2005 ผมทำงานกับ แกร์รี่ แม้ผมจะเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2008 แต่เขาก็ยังเป็นคนที่คอยเซ็ตอัพหมากของผมอยู่เลย จนถึงวันหนึ่งเขายอมรับในฝีมือของผม เราจึงเลิกเป็นศิษย์-อาจารย์ กลับมาเป็นคู่แข่งและคู่ซ้อมกันในภายหลัง" 

สิ่งที่แม็กนัส ได้จากแกร์รี่ ไม่ใช่การลอกหมากมา แต่มันคือวิธีการเตรียมตัว การวางแผน และการศึกษาคู่แข่ง นอกจากนี้การได้ดวลกันบ่อยๆ ทำให้เขาได้ประสบการณ์ในการเจอกับคนที่เก่งเท่าๆ กันซึ่งต้องใช้ความสร้างสรรค์อย่างมากหากใครคนหนึ่งจะกลายเป็นผู้ชนะในเกมนั้น ทั้งหมดนี้ทำให้เขากลายเป็นอันดับ 1 ของโลกและคว้าแชมป์โลก 4 สมัยติดต่อกัน ในปี 2013, 2014, 2016 และ 2018 รักษาตำแหน่งมาจนถึงทุกวันนี้

"ผมเล่นด้วยสมาธิและความสร้างสรรค์ แต่ทุกๆหมากผมไม่เคยเอาตัวเองไปซ่อนอยู่หลังคำว่าเพลย์เซฟแน่นอน หลายคนเชื่อว่าผู้เล่นที่เก่งเท่ากันมาแข่งกัน เกมจะจบลงด้วยการเสมอกัน แต่ผมไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ ผมเชื่อว่าผลการแข่งขันสามารถบอกได้ตั้งแต่ก่อนที่เกมจะจบด้วยซ้ำ ต่อให้คุณกำลังเข้าตาจนสุดๆ ทว่าสุดท้ายมันมีโอกาสชนะซ่อนอยู่เสมอ ผมไม่เชื่อว่าจิตวิทยาทำให้เอาชนะได้ เพราะการเดินหมากที่สุดยอดต่างหากที่ก่อให้เกิดชัยชนะ" แม็กนัส เล่าถึงวิธีการของเขา 

 

ยิ่งกว่าแชมป์คือการสร้างแรงบันดาลใจ

การก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์โลกและหมายเลข 1 ของโลกของ แม็กนัส นั้นมีอิมแพ็ครุนแรงในนอร์เวย์เป็นอย่างมาก นอกจากเขาจะเป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจแล้ว เขายังเป็นนักกีฬายอดเยี่ยมในงาน Chess Oscars ในปี 2009, 2010, 2011, 2012 และ 2013


Photo : www.chessdom.com

หนังสือพิมพ์และสื่อชั้นนำต่างๆ มีผลอย่างมากในการทำให้ แม็กนัส กลายเป็นไอค่อนของคนรุ่นใหม่ หนังสือพิมพ์ Verdens Gang (VG) เลือกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี 2 สม้ย นอกจากนี้ยังได้รางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมของนอร์เวย์อีก 1 สมัย รวมถึงการติด 100 อันดับบุคคลทรงอิทธิพลของโลกจากนิตยสาร TIME ในปี 2013 อีกด้วย 

ชื่อเสียงที่เข้ามาทำให้คนนอร์เวย์ติดตามการแข่งขันของ แม็กนัส แบบเข้มข้นตลอดมา โดยในช่วงปี 2009 แมตช์การถ่ายทอดสดจากเมืองจีนของ แม็กนัส กลายเป็นช่วงมีเรตติ้งคนดูมากที่สุดในประเทศเลยทีเดียว 

เขากลายเป็นเหมือน "ร็อคแอนด์โรลสตาร์" ในโลกแห่งหมากรุก มีสปอนเซอร์มากมายเข้ามาสนับสนุน ทั้ง Microsoft บริษัทผลิตซอฟต์แวร์อันดับ 1 ของโลก, เป็นนายแบบของเสื้อผ้าแบรนด์ G Star Raw และบริษัทเทคโนโลยี Nordic Semiconductor เขาทำเงินได้ราวๆ ปีละ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามการยืนยันจาก Forbes 

แม็กนัส คว้าทุกอย่างมาไว้ในมือด้วยการเป็นนักหมากรุก และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่ และเด็กๆ มากมายหันมาเลือกเล่นหมากรุกเหมือนกับเขา ซึ่งเขาก็รู้ดีว่า เขามีวันนี้ได้เพราะการได้รับการหนุนหลัง มีมือที่คอยโอบอุ้ม ให้การสนับสนุนเขาเสมอ 

"Give A Loving Hand" หรือหมายถึงการหยิบยื่นมือแห่งความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ เฮนริค คุณพ่อมอบให้แก่ แม็กนัส คาร์ลเซ่น ผ่านการสอน และการสนับสนุนในการแข่งขัน ทุ่มเททุกอย่าง จนเขาประสบความสำเร็จ แนวคิดนี้เหมือนกับที่ บริดจสโตน บริษัทด้านยานยนต์ และชิ้นส่วนขนส่งของญี่ปุ่น ได้เห็นความสำคัญของการหยิบยื่นโอกาสด้วยความรัก และสนับสนุนนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้พวกเขาได้ "Chase your dream" การไล่ล่าความฝันของตัวเองดั่งที่ตั้งใจไว้ 

และนั่นทำให้ตัวของ แม็กนัส เอง ตัดสินใจเพิ่มบทบาทตัวเองเพื่อสังคม ... หลังจากที่เขารู้ว่าตัวเองมีเด็กๆ ติดตามเยอะ เขาจึงเริ่มสร้างแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Play Magnus ซึ่งเป็นเกมหมากรุกออนไลน์ โดยเด็กๆ หรือใครก็ตามที่ลงชื่อเข้าเล่นสามารถเลือกที่จะแข่งกับ แม็กนัส ในแต่ละระดับและช่วงอายุได้ โดยเขาบันทึกการเดินหมากแต่ละช่วงชีวิตตั้งแต่เด็กจนเป็นแชมป์โลกไว้เป็นฐานข้อมูลของตัวเกม เพื่อให้คนที่เล่นรู้สึกเหมือนได้ดวลหมากรุกกับยอดฝีมือผู้นี้จริงๆ 

แม็กนัส ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้หมากรุกเข้าถึงคนรุ่นใหม่ในนอร์เวย์ให้ได้ เขาอยากให้เส้นทางของนักหมากรุกนอร์เวย์ไม่ได้หมดจบลงที่เขาเท่านั้น 

บางครั้งแรงบันดาลใจก็มีค่ามากยิ่งกว่าเงินทอง มรดกแห่งความสำเร็จของแม็กนัสสามารถสร้างปรากฎการณ์ในนอร์เวย์ได้สำเร็จ เพราะหลังจากที่เขาคว้าแชมป์โลกได้ อุปกรณ์การเล่นหมากรุกก็ถูกขายเกลี้ยงหมดสต็อกเป็นครั้งแรกในประเทศนอร์เวย์ 

เขาไม่อาจโกหกใครได้ว่าหากฝึกหมากรุกอย่างตั้งใจและต่อเนื่องชีวิต ทุกคนจะดีขึ้นอย่างเขา 100% แต่ที่แน่ๆ คือหากทุกคนฝึกได้เหมือนที่เขาทำแล้วละก็ พวกเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีปัญญาและสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้แน่นอน เพราะแม็กนัสรู้ดีว่า หมากรุก คือประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้เขามีวันนี้...ส่วนคำถามที่ว่า แม็กนัส จริงจังกับเรื่องนี้ขนาดไหน? เอาเป็นว่าเขาสนับสนุนการให้เด็กๆ เข้าถึงกีฬาหมากรุก ถึงขั้นผลักดันให้มีวิชาหมากรุกในหลักสูตรการสอนระดับประถมเลยทีเดียว

"หมากรุกทำให้เด็กๆ มีสมาธิ มีหน่วยความจำกว้างใหญ่มหาศาลผ่านการฝึกฝน ที่สำคัญที่สุดคือเด็กๆ จะได้เรียนรู้วิธีใช้ความสงบเพื่อก่อให้เกิดปัญญา ดังนั้นไม่จำเป็นต้องบังคับเรียนก็ได้ ขอแค่มีชมรมหมากรุกก็โอเคแล้ว หากเด็กๆ ก้าวข้ามได้พวกเขาจะพบว่าหมากรุกมันโคตรสนุกเลย" แม็กนัส กล่าวทิ้งท้าย 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://www.lifeinnorway.net/magnus-carlsen-chess/
https://hunonchess.com/kids-interview-magnus-carlsen/
https://www.thefamouspeople.com/profiles/magnus-carlsen-6949.php
https://www.theguardian.com/sport/2019/nov/15/chess-magnus-carlsen-face-teens-hunt-for-unbeaten-streak
https://www.theguardian.com/sport/2018/nov/29/magnus-carlsen-my-last-world-championship-match-chess
https://hunonchess.com/magnus-carlsens-parents-on-raising-the-worlds-best-chess-player/
https://www.numero.com/en/culture/magnus-carlsen-new-york-chess-world-champion#_

ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง