mainstand

Inspiration

ทฤษฎีชุมชนจินตกรรม : เหตุใดแฟนบอลไทยยอมไม่ได้หาก “ช้างศึก” พลาด เหรียญทองซีเกมส์?



ทีมชาติไทยคือทีมฟุตบอลอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในทุกการแข่งขัน ทัพช้างศึกได้รับการคาดหวังจากแฟนบอลให้มีผลงานที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ รวมถึงในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ มหกรรมกีฬาประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


 

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังกับรายการนี้ สำหรับทีมชาติไทย ดูจะมากเป็นพิเศษ เพราะเหรียญทอง คือตำแหน่งเดียวที่คนไทยต้องการ และต้องชนะอย่างสง่าผ่าเผย ไล่ปราบคู่ต่อสู้ด้วยทรงบอลที่สวยงาม

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันฟุตบอลซีเกมส์ แทบไม่มีความสำคัญกับวงการฟุตบอลโลก ทีมชาติไทยที่ไปแข่งเป็นเพียงทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 23 ปี และไม่ใช่การแข่งขันทัวร์นาเมนต์ที่ถูกจัดขึ้นโดย FIFA

แต่แฟนบอลไทย ยังคงคาดหวัง ต้องการเห็นทัพช้างศึก เข้าป้ายคว้าเหรียญทอง แบบไม่มีเงื่อนไข หากทำไม่สำเร็จ เสียงวิจารณ์พร้อมโจมตีใส่นักเตะและทีมงานโค้ช จนโลกโซเชียลลุกเป็นไฟ

Main Stand x เครื่องดื่มตรา Chang ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ฟุตบอลทีมชาติไทย จะพาผู้อ่านไปหาคำตอบทางวิชาการ ว่าเหตุใดแฟนบอลไทยจึงมักแสดงอาการไม่พอใจอย่างรุนแรง หากทัพ “ช้างศีก” พลาดเป้า ไม่สามารถคว้าเหรียญทอง จากการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์

 

ชุมชนจินตกรรม

สำหรับใครหลายคน “ทีมฟุตบอล” มีความหมายมากกว่าการเป็นแค่ทีมกีฬา จนถึงขนาดมีคำพูดที่ว่า “คุณเปลี่ยนศาสนาได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนทีมฟุตบอลที่เชียร์ได้”

ขณะที่ความเป็นชาติ คืออีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกยึดมั่น และภาคภูมิใจ กับความเป็นชาติของตัวเอง ประเทศชาติกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตน ที่แตกต่างกันออกไป ในสังคมโลก

ทีมฟุตบอลกับความเป็นชาติ หากลองเปรียบเทียบระหว่างทั้งสอง ดูเหมือนเป็นสิ่งที่แตกต่างกันไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ในทางวิชาการ มีคำอธิบายว่า ต้นตอความเชื่อของความเป็นชาติ และทีมฟุตบอล มาจากรากฐานแนวคิดเดียวกัน

เบเนดิคท์ แอนเดอร์สัน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เชื้อสายไอร์แลนด์ผู้ล่วงลับ ได้เสนอทฤษฎีชื่อ “ชุมชนจินตกรรม”...เพื่ออธิบายความคิดว่า ความเชื่อมโยงระหว่างคนในชาติเดียวกันมาจากไหน? เกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมมนุษย์จึงมักยินดีกับความสำเร็จของเพื่อนร่วมชาติ ทั้งที่ไม่รู้จักกับบุคคลผู้นั้นเป็นการส่วนตัว

ชุมชนจินตกรรม ที่แอนเดอร์สันกล่าวถึง คือ การสร้างจิตสำนึก หรือชุดความคิด ให้ผู้คนในสังคมหนึ่งยึดถือและปฏิบัติตาม สำหรับความเป็นชาติ คือ เขตแดน, ภาษา, เชื้อสาย, วัฒนธรรม, เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมา เพื่อยึดโยงผู้คนในสังคมเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน มีความผูกพัน ภายใต้กรอบของคำว่า “ชาติ” แม้ว่าจะไม่มีความผูกพันใดในชีวิตจริงแม้แต่น้อย

แนวคิดชุมชนจินตกรรมของแอนเดอร์สัน มีอิทธิพลอย่างมากกับการศึกษาวิชาการเมืองพื้นฐาน และถูกใช้อธิบายในเรื่องราวอื่นของสังคม รวมไปถึงทีมฟุตบอล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดชุมชนจินตกรรม ไม่ต่างกับความเป็นชาติ

เพราะทีมฟุตบอล มีจิตสำนึกและชุดความคิด ที่ถูกสร้างเพื่อปลูกฝังและยึดโยงแฟนฟุตบอลเข้าหากัน เป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะอาศัยอยู่คนละพื้นที่ ด้วยสี, โลโก้ทีม, ชุดแข่ง, อัตลักษณ์ของทีม, เรื่องราวของทีม ไปจนถึงผู้เล่นที่ถูกยกเป็นสัญลักษณ์ของทีม

สิ่งยึดโยงที่ทีมฟุตบอลสร้างขึ้น เชื่อมแฟนบอลทีม สร้างความรู้สึกอารมณ์ร่วมไปพร้อมกับทีม ดีใจเมื่อทีมชนะ และเสียใจเมื่อทีมพ่ายแพ้ แม้ว่าแฟนบอลหลายคน จะไม่เคยสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของทีมก็ตาม

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ในกรณีแฟนบอลชาวไทย ที่เป็นแฟนบอลของสโมสรฟุตบอลอังกฤษ...คนไทยสามารถมีอารมณ์ร่วม กับสโมสรฟุตบอลที่อยู่คนละซีกโลก และแฟนบอลส่วนใหญ่ไม่เคยไปประเทศอังกฤษ ไม่เคยไปดูบอลที่สนามแข่งขันจริง ไม่เคยเจอนักฟุตบอลตัวจริงของสโมสรโปรดในดวงใจก็ตาม

แต่แฟนบอลไม่เคยรู้สึกว่า การเชียร์ทีมฟุตบอลที่อยู่ไกล คนละซีกโลกเป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะทุกคนถูกยึดโยงไว้ด้วยกัน ผ่านสัญลักษณ์ จิตสำนึก ความเชื่อชุดเดียวกันที่ถูกสร้างขึ้น เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยความผูกพันแบบชุมชนจินตกรรม

ความเป็นชาติและทีมฟุตบอล ทั้งสองสิ่งมีรากฐานจากแนวคิดชุมชนจินตนากรรม และเมื่อผสานเป็น "ฟุตบอลทีมชาติ" ความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน กับทีมฟุตบอลยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะการยึดโยงทางความคิด ไม่ได้ผูกพันกันแค่จินตนาการภาพของทีมฟุตบอลเท่านั้น เพราะมีอัตลักษณ์ ความเชื่อมโยงในความเป็นชาติเพิ่มเข้ามาด้วย

ดังนั้น ในหลายประเทศทั่วโลก ผู้คนในสังคมอาจเชียร์สโมสรฟุตบอลไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนรวมใจเชียร์ทีมฟุตบอลประจำชาติ เพราะถูกเชื่อมโยงกัน ด้วยความเป็นชาติ อย่างไรเสีย เราทุกคนคือคนชนชาติเดียวกัน 

ความเชื่อมโยงแบบชุมชนจินตกรรมที่ทับซ้อน ทำให้ทีมฟุตบอลทีมชาติมีความหมายกับคนในชาติ มากกว่าทีมฟุตบอลทั่วไป และอารมณ์ร่วมของแฟนบอลกับทีมชาติ ย่อมมีมากขึ้นไปด้วย

 

ประวัติศาสตร์ และสงคราม 

แนวคิดชุมชนจินตกรรม สามารถใช้อธิบายในเชิงวิชาการได้ว่า เหตุใดแฟนบอลไทยถึงมีอารมณ์ร่วมไปกับทีมฟุตบอลประจำชาติ กระนั้นสิ่งที่ต้องถามต่อ คือเหตุใดแฟนบอลไทย จึงเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมกับการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาซีเกมส์ 

เรารู้กันดีว่า “ซีเกมส์” คือกีฬาประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในแง่หนึ่ง คือการแข่งขันกีฬาระหว่าง ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ของประเทศไทย...ความเชื่อมโยงระหว่างชาติดินแดนขวานทอง กับชาติเพื่อนบ้าน ไม่ได้เริ่มต้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่มีความเชื่อมโยงระหว่างกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี หากเราย้อนมองไปในหน้าประวัติศาสตร์

“ไทยมีความสัมพันธ์กับหลายชาติเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา, มาเลเซีย, ลาว, กัมพูชา กับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ หรือเราจะมองไปที่เวียดนามก็ได้ มันมีความรู้สึกว่าเรากับเขา เป็นคู่แข่งทางการค้า ทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา พอมีเรื่องราวพวกนี้ ความรู้สึกร่วมของคนไทย กับกีฬาซีเกมส์ ก็มีมากขึ้น”

อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาเรื่องราวของวงการฟุตบอลไทย ในด้านวิชาการมานานหลายปี แสดงความคิดเห็น 

เมื่อมองถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย กับความสัมพันธ์ของชนชาติบริเวณใกล้เคียง รูปแบบของความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องราวของการสู้รบแย่งชิงดินแดน แข่งขันแย่งชิงความเป็นหนึ่งในภูมิภาค ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ถูกนำเสนอผ่านกีฬาซีเกมส์ ถึงการแข่งขันกีฬาเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง ในแต่ละกีฬา ประจำภูมิภาคอาเซียน

“ไอเดียพื้นฐานของการเล่นกีฬา ในฐานะทีมชาติ คือการทำสงครามแบบจำลอง นำการต่อสู้ระหว่างชาติ ที่เกิดขึ้นในจินตนาการ มาทำให้เห็นเป็นรูปธรรม” 

“เพราะมนุษย์ยังต้องการแสดงศักยภาพของประเทศ แต่ไม่ต้องการให้มีใครบาดเจ็บล้มตาย และสะท้อนความมีอารยธรรมของมนุษย์” 

“เราลองดูเวลาไทยเจอกับเมียนมาก็ได้ เจอกันแต่ละครั้ง จะมีการทำภาพย้อนไปถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทุกครั้ง ทั้งที่ในตอนนั้นความเป็นชาติไทย และชาติเมียนมา ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ” 

“ผมมองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลูกฝัง เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ให้มีอิทธิพลกับความคิดของคนในชาติด้วย เราโตมากับการต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน มีการปลูกฝังความเป็นชาตินิยม ผ่านประเด็นทางสงครามกับชาติใกล้เคียง มันก็เป็นเรื่องง่ายที่เราจะมีอารมณ์ร่วมได้มาก กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์” อาจารย์อาจินต์ อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

 

เอกลักษณ์ของชาติ และความเป็นหนึ่ง

อีกหนึ่งหน้าที่ของกีฬา คือการแสดงตัวตนออกมา ผ่านชนิดกีฬาที่ทำการแข่งขัน และฟุตบอลคือหนึ่งในประเภทกีฬา ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุด เพราะไม่มีรูปแบบตายตัว กับวิธีการในการแข่งขันกีฬาชนิดนี้

ออร์นุล์ฟ ซีปเปิล นักสังคมศาสตร์ชื่อดังชาวนอร์เวย์ ได้พูดถึงกีฬาฟุตบอล ผ่านบทความวิชาการของเขา “Sports and Nationalism in a Globalized World” ในฐานะกีฬาที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแต่ละชาติ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม 

เขายกตัวอย่างการศึกษาจากชาติในยุโรปตะวันตก เช่น อังกฤษ, เยอรมัน, อิตาลี, สเปน, เนเธอร์แลนด์ ทั้งหมดล้วนมีแนวทางการเล่นฟุตบอล ที่แตกต่างกันออกไป และสไตล์การเล่นฟุตบอล สะท้อนถึงตัวตนความเป็นชาติ ของแต่ละประเทศออกมาได้เป็นอย่างดี

วิธีการที่จะแสดงตัวตนของประเทศ ผ่านเกมฟุตบอล ให้ได้รับการยอมรับมากที่สุด หนีไม่พ้นการแข่งขันเกมกีฬาในระดับนานาชาติ เช่น โอลิมปิก เกมส์ และฟุตบอลโลก 

เพราะนอกจากเรื่องของชัยชนะ ยังเป็นการประกาศถึงความภาคภูมิใจของคนในชาติ ว่าตัวตนและแนวทางการเล่นกีฬาของชาติเรา ยอดเยี่ยมมากกว่าชาติไหนบนโลกใบนี้ ไปจนถึงการปลุกจิตสำนึกความรักชาติได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงการแข่งขันอย่างฟุตบอลโลก หรือโอลิมปิก เกมส์ ความสำเร็จดูเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม สำหรับทัพนักฟุตบอลทีมชาติไทย แต่ในทางตรงกันข้าม มหกรรมกีฬาซีเกมส์ สามารถเข้ามาตอบโจทย์ กับการไล่ล่าหาความสำเร็จ เพราะคุณภาพด้านกีฬาของประเทศเรา ถือว่าอยู่ในระดับแถวหน้า ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ขณะเดียวกัน แนวทางการเล่นฟุตบอล ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะชาติในอาเซียน มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมสูง ทั้งเรื่องเชื้อชาติ, ศาสนา, ภาษา, ภูมิประเทศ, สภาพอากาศ แม้แต่เรื่องอาหารการกิน ปัจจัยเหล่านี้สร้างอัตลักษณ์ของแต่ละชาติขึ้นมา และสามารถถ่ายทอดตัวตนได้ผ่านฟุตบอล

นอกจากนี้ ด้วยดีกรีเหรียญทองซีเกมส์ 16 สมัยของทีมชาติไทย จากการแข่งขันทั้งหมด 29 ครั้ง ทำให้แฟนบอลชาวไทยพออนุมานได้ว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าแห่งวงการฟุตบอล และแนวทางการเล่นฟุตบอลแบบไทย ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ออร์นุล์ฟ ซีปเปิล ยังเผยเพิ่มเติมผ่านงานเขียนของเขาว่า ความสำเร็จทางด้านกีฬา คือการสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของชาติ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง เพราะการจะพัฒนาด้านกีฬาให้แข็งแกร่ง ย่อมต้องมีรากฐานการสนับสนุนที่ดี จากภาคการเมืองและเศรษฐกิจ

ดังนั้นแล้ว สำหรับคนไทย คงไม่ต้องการเห็น ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ตกเป็นรองชาติเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพราะในอีกมุม หากเราทำผลงานได้ไม่ดี พลาดเหรียญทอง หรืออย่างเลวร้ายคือการตกรอบแรก เท่ากับว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นหนึ่ง ในด้านกีฬาฟุตบอลอีกต่อไป 

และสะท้อนภาพให้เห็นได้ว่า การเติบโตของชาติไทย กำลังเป็นรองประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งเรามองร่วมกับประวัติศาสตร์ ที่ประเทศไทยแข่งขันกับชาติใกล้เคียงของเรามาโดยตลอด ยิ่งทำให้ความพ่ายแพ้ในกีฬาฟุตบอล กับมหกรรมซีเกมส์ เป็นความพ่ายแพ้ที่ให้ความรู้สึกขมขื่น ทั้งในและนอกสนาม

 

ผิดไหมที่รู้สึก?

เป็นเรื่องปกติ ที่เราจะเห็นเสียงต่อว่า หรือคำวิจารณ์ร้ายแรง ให้กับทีมฟุตบอลทีมชาติไทย หากทำผลงานในการแข่งขันซีเกมส์ ได้ไม่ตามเป้าหมาย คือการพลาดเหรียญทอง หรือหากพลั้งตกรอบรอบแรก การโจมตีจากแฟนบอล ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

หรือเพียงแค่ผลเสมอ ก็อาจทำให้นักฟุตบอล ต้องตกเป็นเป้าโจมตีจากสังคม...หากยังจำกันได้ กับการแข่งขันซีเกมส์ 2017 ประเทศไทยเปิดฉากการแข่งขันฟุตบอล ด้วยการเสมอแบบเกือบแพ้ ให้กับอินโดนีเซีย ด้วยสกอร์ 1-1 ซึ่งแม้ทัพช้างศึกจะไม่ได้แพ้ แต่ก็ถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง ผ่านทางโลกโซเชียล กับทรงบอลที่ไม่สู้ดีนัก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันฟุตบอลซีเกมส์ ไม่ใช่การแข่งขันที่มีผลอะไรมากนักกับทีมชาติไทย ไม่มีผลต่อการขยับอันดับโลก ไม่ใช่รายการที่จัดขึ้นโดย FIFA หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ อีกทั้งยังมีข้อบังคับ ให้ใช้นักเตะร่วมเข้าแข่งขัน จำกัดอายุไม่เกิน 23 ปี ไม่ใช่ทีมชาติชุดใหญ่

ดังนั้นแล้ว การโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ยามเห็นผลงานไม่ดีในการแข่งขันฟุตบอลซีเกมส์, รู้สึกอับอายหากทีมชาติไทย แพ้ให้เก็บนักเตะจากประเทศเพื่อนบ้าน ความรู้สึกแบบนี้ หากลองมองผ่านมุมของนักวิชาการ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ หรือไม่ปกติกันแน่?  

“ปกติในระดับหนึ่ง” อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา แสดงความเห็น “ปกติที่ว่า ความเป็นชาติหากเรามองดูชาติไหน ที่มีความกระทบกระทั่ง ต่อสู้กันมาก่อน ผ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ก็เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกอินไปกับการแข่งขัน”

“เราดูประเทศฝั่งยุโรปตะวันออก เป็นตัวอย่างก็ได้ พวกแอลเบเนีย, เซอร์เบีย, รัสเซีย, ยูเครน อะไรพวกนี้ เขามีความบาดหมางกันระหว่างชาติค่อนข้างสูง เวลาเจอกันในเกมกีฬา การที่เราจะรู้สึกเดือดดาลไปกับผลการแข่งขัน ยามทีมแพ้ ผมก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกติ”

“ส่วนเรื่องที่ว่า การแข่งขันซีเกมส์ใช้นักฟุตบอลอายุไม่เกิน 23 ผมว่ามันไม่สำคัญเลย เพราะฟุตบอลทีมชาติ มีความเป็นชาตินิยมอยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับฟุตบอลสโมสร”

“ไม่ว่าจะเป็นชุดไหนก็ตาม ขอแค่ให้คุณไปเตะในฐานะทีมชาติ มีสัญลักษณ์ทีมชาติไทยอยู่บนหน้าอก คุณก็เหมือนนักรบจำลองของประเทศชาติ”

“ยิ่งการแข่งขันซีเกมส์ ที่เรามีประวัติศาสตร์การต่อสู้ร่วมกับหลายชาติ หรือกับเวียดนาม, มาเลเซีย ที่เรารู้สึกว่าเป็นคู่แข่งในด้านเศรษฐกิจ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แฟนบอลจะรู้สึกเดือดดาล หรือไม่มีอารมณ์ร่วมสูงมาก กับการแข่งขันฟุตบอล” 

ฟุตบอลซีเกมส์ จึงถือว่าเป็นรายการกีฬาที่มีความหมาย สำหรับคนไทย เหรียญทองคือสิ่งเดียว ที่แฟนบอลไทยต้องการ เพราะเหรียญรางวัลที่ได้รับ หลังคว้าชัยชนะในเกมนัดชิงชนะเลิศ คือการประกาศศักดาของทัพ “ช้างศึก” ในฐานะเบอร์หนึ่งของวงการลูกหนัง ชองภูมิภาคอาเซียน และแสดงถึงความภาคภูมิใจ กับความเป็นชนชาติไทย ที่ผูกติดอยู่กับทีมฟุตบอล

อย่างไรก็ตาม กว่าจะไปถึงจุดที่แฟนบอลคาดหวัง นักฟุตบอลและทีมงานโค้ช สตาฟฟ์ทุกคน ล้วนต้องการกำลังใจ จากแฟนบอลชาวไทยทุกคน ให้เป็นแรงสนับสนุน กับการสู้ศึกกีฬาซีเกมส์ โดยเฉพาะในปี 2019 ที่จะอุบัติขึ้น ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ณ ประเทศฟิลิปปินส์

หากมีแรงสนับสนุน พลังใจที่ดีจากแฟนบอลชาวไทย สิ่งหนึ่งที่ทัพช้างศึกสามารถสัญญากับแฟนบอลชาวไทยได้ คือพวกเขาจะ “เล่นไม่เลิก” และคว้าเหรียญทอง มาฝากแฟนบอลชาวไทยได้อย่างแน่นอน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง