mainstand

Inspiration

เคล็ดลับจาก “ครอบครัวปัญญา” ที่เพาะเมล็ดพันธุ์เด็กวัย 20 ให้กลายเป็นความหวังของชาติ



ชื่อ “เอกนิษฐ์ ปัญญา” สำหรับวงการฟุตบอลไทย คงไม่มีนักเตะรายใดที่ได้รับการพูดถึงมากกว่าเขาคนนี้ ดาวรุ่งที่เปี่ยมความสามารถ และทัศนคติอันมุ่งมั่น ผู้เป็นความหวังใหม่ของคนไทยทั้งประเทศ 


 

แต่เอกนิษฐ์ ปัญญา คงไม่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ หากไร้แรงสนับสนุนจากครอบครัว ที่เชื่อมั่นในความฝันของลูกชายคนนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เขาตั้งความฝันอยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

บทบาทของ “ครอบครัวปัญญา” ที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจลูกชายตัวน้อย เป็นอย่างไร? พวกเขาสำคัญแค่ไหนในการผลักดัน เอกนิษฐ์ ปัญญา ให้ประสบความสำเร็จ จนเป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติอย่างทุกวันนี้

 

เพาะปลูกด้วยความรัก

“ไม่ได้คิดไว้ก่อนว่า จะให้ต้องลูกเป็นนักฟุตบอล เพราะบุ๊คชอบด้วยตัวเอง ตอนอายุสัก 2-3 ขวบ เขามานั่งดูข่าวกีฬาตอนเช้า เขาก็จะเห็นข่าวฟุตบอลอยู่บ่อยๆ บุ๊คก็เริ่มรู้จักและสนใจที่จะเล่น” คุณพ่อเสกสรร ปัญญา เท้าความถึงจุดเริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลของลูกชาย

ความฝันของเอกนิษฐ์ ปัญญา ไม่ได้แตกต่างจากเด็กผู้ชายทั่วไปในประเทศไทย คือต้องการเติบโตขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เมล็ดพันธุ์ชั้นดีจากอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย จะเติบโตขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลชั้นยอด หากไม่ได้รับการเพาะปลูกอย่างถูกวีธี

โชคดีของเอกนิษฐ์ที่คุณพ่อเสกสรร ปัญญา เคยเป็นนักฟุตบอลระดับอำเภอมาก่อน เขาจึงเข้าใจความตั้งใจของลูกชาย และลงมือเพาะปลูกความฝันการเป็นนักฟุตบอลของเอกนิษฐ์ แม้ทุนทรัพย์ทางบ้านจะไม่ได้มากมายอย่างครอบครัวอื่น

“พอบุ๊คอยู่ประมาณอนุบาล 3 ผมก็หาซื้อรองเท้าสตั๊ดคู่แรกให้ ไม่ใช่รองเท้าของแท้นะ เป็นรองเท้าปลอมตามตลาดนัด คู่ละ 200-300 บาท เพราะว่าผมยังไม่ค่อยมีเงินที่จะไปซื้อของแท้ ก็ให้บุ๊คใส่จนขาด แล้วถึงจะซื้อคู่ใหม่ให้ (หัวเราะ)”

“ผมจำได้ว่า ช่วงบุ๊คยังเด็ก เป็นช่วงที่ PlayStation 2 และเกม Winning Eleven กำลังเป็นที่แพร่หลาย ผมก็เลยซื้อมาเครื่องหนึ่ง ตอนนั้นราคาประมาณ 5,000 กว่าบาท ก็ซื้อมาให้บุ๊คเล่น เพราะว่าเขาชอบ พ่อก็เล่นด้วย เล่นกับเขา แต่ว่าสู้บุ๊คไม่ได้ (หัวเราะ) ผมคิดว่าก็น่าจะมีส่วนทำให้เขาเรียนรู้ธรรมชาติของฟุตบอลได้อีกทางหนึ่ง”

ถึง เอกนิษฐ์ ปัญญา จะได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่จากพ่อแม่บนเส้นทางนักฟุตบอล แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะมีสิทธิ์ไม่สนใจการเรียน หรือหน้าที่ต่างๆในชีวิตประจำวัน

ครอบครัวครอบครัวปัญญาปลูกฝังให้เด็กชายเอกนิษฐ์ เรียนรู้ถึงความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตัวเองตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นกิจการงานบ้านต่างๆ รวมไปถึงช่วยงานร้านก๋วยเตี๋ยวของที่บ้าน แบ่งเบาภาระพ่อแม่ที่กำลังทำงานหนัก เพื่อหารายได้เข้ามาใช้จ่ายในครอบครัว

“พอบุ๊คเริ่มโต เขาก็ช่วยพ่อแม่ทำงานที่ร้านก๋วยเตี๋ยว เสิร์ฟบ้าง ลวกเส้นบ้าง บางครั้งก็ขายเอง เขาทำได้หมดเลย รวมถึงอาหารที่ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยว บุ๊คก็ทำเป็น เขาช่วยทุกอย่างที่ช่วยพ่อแม่ได้” คุณแม่อนงค์ ปัญญา เล่าถึงบทบาทความรับผิดชอบของลูกชาย

“ส่วนการดูแลร่างกายหรือการพักผ่อน บุ๊คจะดูแลตัวเองดีมาก พ่อแม่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย รองเท้าสตั๊ดที่เราซื้อให้ บุ๊คก็จะคอยซัก คอยดูแลด้วยตัวเองในทุกด้าน”

 

คั่วบดฝีเท้าจนแข็งแกร่ง

การเพาะปลูกด้วยความเอาใจใส่จากครอบครัว ส่งผลให้เอกนิษฐ์ ปัญญา เติบโตขึ้นมาเป็นต้นกล้าที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ เอกนิษฐ์เข้าสู่ทีมฟุตบอลจังหวัดเชียงรายรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ทั้งที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ก่อนผ่านการคัดตัวจนคว้าโควตานักฟุตบอล เข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมที่โรงเรียน อบจ.เชียงราย และได้โอกาสเข้าไปคัดตัวเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลอาชีพจากบ้านเกิดของตัวเอง

“บุ๊คเข้ามาเรียนโรงเรียน อบจ.เชียงราย ในโปรแกรมฟุตบอลที่โรงเรียนเปิดสอน บุ๊คเขาเป็นคนที่ขอเรียนในโปรแกรมนี้เอง” คุณพ่อเสกสรร ปัญญา กล่าว

“ผมก็ไม่ได้คิดว่าอาชีพนักฟุตบอลมันจะมั่นคง หรือดีต่อชีวิตข้างหน้า แต่ในเมื่อลูกเลือกที่จะชอบและอยากจะเรียนแบบไหน ผมก็พร้อมที่จะส่งเสริมไปด้านนั้น ด้านที่เขาชอบและต้องการ”

“พอขึ้น ม.2 ทางอคาเดมีของ เชียงราย ยูไนเต็ด ก็ได้เปิดคัดตัว ก็ไปคัด พ่อแม่ก็ไปยืนดู ลุ้นตลอด มีเด็กมาคัดเยอะมาก แล้วคัดเอาแค่ 5 คน ถามว่าตอนนั้นมั่นใจในตัวลูกไหม ก็มั่นใจในตัวลูกครับ แม้ว่าคนจะมาคัดกันเยอะ พอถึงวินาทีที่เขาประกาศผลการคัดเลือก ผมได้ยินว่าบุ๊คได้ ก็ดีใจมาก เพราะว่าไปผมไปดูบุ๊คคัดตัวสองวันเต็มๆ เชื่อว่าลูกต้องทำได้”

การได้รับคัดเลือกเข้าเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรฟุตบอลอาชีพ ทางหนึ่งย่อมเป็นการการันตีถึงอนาคตอันสดใสที่รอเอกนิษฐ์ ปัญญา อยู่เบื้องหน้า แต่อีกทางย่อมหมายความว่า เด็กชายตัวเล็กรายนี้ ต้องจากบ้านและครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมาต่อสู้เพียงลำพังในแคมป์เก็บตัวของสโมสร

คุณแม่อนงค์ ปัญญา ยอมรับตามตรงว่าเธอเป็นห่วงลูกชาย ที่ต้องออกไปใช้ชีวิตตัวเองเพียงลำพัง แต่เธอไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการโทรศัพท์เพื่อให้กำลังใจ และปล่อยให้หน้าที่การคั่วบดฝีเท้าของลูกชาย เป็นหน้าที่ของทีมโค้ชในสโมสร

“แม่โทรหาลูกทุกวัน มันเหมือนกับต้องได้ยินเสียงลูกก่อน เราถึงจะสบายใจ ก็ถามเรื่องการอยู่ การกิน ความเป็นอยู่ การเรียน ไปแข่งที่นั่นที่นี่ ว่าเป็นไงบ้างวันนี้”

“เวลาเขาได้รับบาดเจ็บ เขาก็บอก บอกหมด พ่อแม่ก็ทำได้แต่ให้กำลังใจ เพราะว่ามันเป็นอาชีพของน้อง เขาก็มีแพทย์ประจำทีมไรอยู่แล้ว ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของเขา เขาดูแลดีอยู่แล้ว ส่วนเราก็มีหน้าที่ให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ”

“เราปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของสโมสร บางครั้งที่ตามไปให้กำลังใจลูก ก็เห็นลูกถูกโค้ชตวาด ด่าทอ ยอมรับว่าตกใจบ้าง เพราะเราไม่เคยด่าลูกแรงๆเลย แต่เราก็คิดในมุมที่ดีว่า มันน่าจะเป็นจิตวิทยาการกระตุ้นเด็กของโค้ช ในเมื่อเขาไม่ได้ตบตีอะไร ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง”

เหมือนดั่งกาแฟชั้นยอดที่ต้องผ่านการคั่วอย่างประณีต และการบดอย่างพิถีพิถัน จนกว่าจะส่งกลิ่นหอมและออกรสชาติที่เข้มข้น ชีวิตนักฟุตบอลของเอกนิษฐ์ ปัญญา ก็เป็นเช่นนั้น

ทุกบทเรียน ทุกคำด่าทอจากทีมโค้ช ส่งเสริมให้เอกนิษฐ์กลายเป็นนักเตะที่มีหัวใจกล้าแกร่ง บวกกับความสามารถที่เกินวัย เขาจึงถูกเรียกไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ทั้งที่เข้าสโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เพียงแค่ปีเดียว ก่อนได้รับโอกาสสัมผัสฟุตบอลไทยลีกด้วยวัย 15 ปี 

 

ความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ปัจจุบัน เอกนิษฐ์ ปัญญา ในวัย 20 ปี เริ่มพบความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลของตัวเอง ทั้งการคว้าแชมป์โตโยต้า ไทยลีก ฤดูกาล 2019 กับสโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และคว้าตำแหน่งนักเตะไทยที่ยิงประตูได้มากที่สุดในฤดูกาลดังกล่าว

เมื่อถามว่าความสำเร็จใดของลูกชาย คือสิ่งที่ครอบครัวปัญญาภูมิใจมากที่สุด ทั้งสองตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การได้เห็น เอกนิษฐ์ ปัญญา ก้าวสู่การเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลทีมชาติไทยชุดใหญ่ อันเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของนักฟุตบอลสัญชาติไทยทุกคน

“ตอนเห็นสื่อประโคมข่าวเรื่องที่อยากให้บุ๊คติดทีมชาติชุดใหญ่ พ่อก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากหรอก เพราะว่าในตำแหน่งที่บุ๊คเล่นมันทับกับรุ่นพี่หลายคน ยิ่งได้โค้ชคนใหม่เข้ามา เขาก็ไม่เคยเห็นฝีเท้าของบุ๊คมามากสักเท่าไหร่”

“สุดท้ายบุ๊คติดทีมชาติชุดใหญ่จริงๆ ตอนนั้นพ่อดีใจมาก ดีใจแบบบอกไม่ถูก ภูมิใจในตัวเขามาก และพอเห็นเขาทำประตูให้ทีมชาติ พ่อกับแม่เราก็กระโดดดีใจไปด้วยกัน ความรู้สึกตอนนั้นก็เหมือนกับว่าเราได้ปลดล็อคไปกับลูกด้วย เพราะว่าการติดทีมชาติชุดใหญ่มันยากอยู่แล้ว แล้วเราอายุแค่นี้ ความกดดัน ความคาดหวังจากแฟนบอลก็ย่อมมีสูงกว่าระดับเยาวชน”

“เมื่อเราเห็นลูกทำได้ พ่อก็รู้สึกว่าเขาได้ปลดล็อคความท้าทายแรกให้ตัวเองได้แล้ว เพราะอันที่จริง พ่อก็กลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอล จะมาทำให้บุ๊คกดดันจนทำผลงานออกมาได้ไม่ดี แต่เขาก็สามารถก้าวผ่านความกดดันและความท้าทายแรกมาได้”

“เราก็ภูมิใจ ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่เราที่รู้สึก พ่อคิดว่าคนไทยทั้งประเทศเองก็โล่งใจ ที่บุ๊คถูกเลือกตัวไป ไม่ทำให้ใครเขาผิดหวัง”

ความภาคภูมิใจที่ครอบครัวปัญญามีต่อลูกชาย คงไม่ต่างอะไรจากความภาคภูมิใจที่แฟนฟุตบอลชาวไทย มีให้แก่ เอกนิษฐ์ ปัญญา ในฐานะ นักฟุตบอลดาวรุ่งผู้เป็นความหวังในการสร้างชื่อเสียงแก่ประเทศไทยต่อไป

“เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม จึงขอเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้นักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน เหมือนดั่งแรงสนับสนุนที่เอกนิษฐ์ได้รับจากครอบครัวปัญญา และคอยเคียงกันเสมอ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นเล่นฟุตบอล จนถึงวันที่ประสบความสำเร็จ และแฟนขวัญใจแฟนฟุตบอลชาวไทยทั้งชาติอย่างทุกวันนี้

ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง