mainstand

Inspiration

ชัยรัตน์ กลุ่มไหม : ชายถือป้ายวัย 47 ปีที่เดินเท้า 46 กิโลเมตรเพื่อไปเชียร์ทีมชาติไทย



“ผมไม่เคยเดินทางระยะทาง 46 กิโลฯ มาก่อน แต่ผมอยากพิสูจน์ศรัทธาของตัวเองในการเดินทางเท้าไปเชียร์ทีมชาติไทย ถ้าไม่ใช่เพราะทีมชาติไทย ผมไม่มีทางทำสำเร็จแน่นอน”


 

14 ชั่วโมง คือ ระยะเวลาที่ “น้าเอ๋” ชัยรัตน์ กลุ่มไหม แฟนฟุตบอลไทยคนหนึ่ง ใช้เวลาเดินเท้าจากจุดสตาร์ท หน้าสนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ไปยังปลายทาง สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ที่ห่างออกไป 46 กิโลเมตร 

เขามีความตั้งใจที่จะอยากเข้าไปส่วนหนึ่งในเชียร์ ทีมชาติไทย ลงทำศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย พบกับ ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้ทันเวลาผ่านการเดินเท้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ น้าเอ๋ ทำอะไรเช่นนี้ เพราะคนที่ติดตามฟุตบอลไทย น่าจะพอคุ้นหน้าของเขาอยู่บ้าง ในฐานะ ชายผู้ยืนถือป้าย อยู่ท่ามกลางฝูงชน พร้อมข้อความที่ให้กำลังใจทัพช้างศึก ในทุกๆ สมรภูมิ ไม่ว่าผลงานออกจากเช่นใด 

หลายสายตาที่มองผ่านและเห็นเขา ก็คงมีคำถามในใจว่า “เขาทำมันไปเพื่ออะไร?”

Main Stand x Birdy กาแฟพร้อมดื่ม “มั่นใจ...สู้ไปด้วยกัน” ผู้สนับสนุนทัพนักกีฬาไทย จะพาล้วงลึกถึงตัวตนและเหตุผลที่แท้จริงของ น้าเอ๋ - ชัยรัตน์ กลุ่มไหม แฟนบอลคนหนึ่งที่คอยยืนหยัดเคียงข้าง นักเตะทีมชาติไทย เสมอมา

 

เชียร์โดยสัญชาตญาณ

“ตั้งแต่เด็กๆ เมื่อไหร่ที่มีการถ่ายทอดสด ฟุตบอลไทยทีมชาติไทย ไม่ว่าจะอยู่นอกบ้าน หรือทำอะไรอยู่ ก็จะต้องหยุดดูตลอด"

"โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทีมชาติไทย กำลังแข่งทัวร์นาเมนต์อะไร? นักบอลเป็นใครบ้าง? การเชียร์ทีมชาติไทย มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณของเรา ถ้ามีแข่ง ต้องหยุดดู”

จากจุดเริ่มต้นการติดตามดู ทีมชาติไทย ผ่านทางทีวี ในวัยเยาว์ ได้จุดประกายให้ ชัยรัตน์ ในช่วงชีวิตวัยหนุ่ม เกิดความสนใจอยากเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในสนาม แม้ตัวเขาเองแทบจะไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ ทัพช้างศึกมากนัก ตามยุคสมัยที่สื่อนำเสนอเนื้อหาฟุตบอลไทย ไม่ได้มีมากเหมือนอย่างทุกวันนี้

แต่สัญชาตญาณที่ในกายได้สั่งให้ ชัยรัตน์ ก้าวเดินออกจากบ้านไปเพียงลำพัง เพื่อไปซื้อตั๋วชม ทีมชาติไทยลงแข่งขันฟุตบอลรายการหนึ่ง ภายในสนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ 

และจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 20 กว่าปีที่ ชัยรัตน์ กลายเป็นขาประจำที่เข้าไปชมและเชียร์ ช้างศึก ในสนามอยู่เสมอยามเล่นที่เกมเหย้า

“ครั้งแรกที่ผมไปดูในสนาม ผมยังไม่รู้เลยว่า ไทย แข่งรายการอะไร แต่เราอยากลองนั่งชมบนอัฒจันทร์ พอผมได้มาสัมผัสบรรยากาศของจริง ก็รู้สึกว่ามันเชียร์สนุกกว่าในทีวี หลังจากนั้นก็ตามเชียร์ทีมชาติไทยทุกครั้งที่เตะในบ้าน”

“จนมีอยู่เกมหนึ่ง ไทย ออกไปเยือนญี่ปุ่น (เมื่อปี 2008) ผมได้เห็นบรรยากาศหิมะโปรยลงมา มีกองเชียร์กลุ่มหนึ่งสวมเสื้อกันหนาวไปเชียร์ แล้วลีซอ (ธีรเทพ วิโนทัย) ยิงประตูญี่ปุ่นได้ ก็เกิดแรงบันดาลใจว่า อยากไปยืนอยู่ตรงนั้น ไปร่วมเชียร์ทีมชาติไทยในต่างแดน”

จากความชอบดู เปลี่ยนเป็น ความคลั่งไคล้ในฟุตบอลไทย เขามีความฝัน ที่อยากออกไปเชียร์ทีมชาติในต่างแดน แต่มันคงไม่ง่ายสำหรับ แฟนบอลไทยคนหนึ่ง ที่จะเดินทางไปโดยลำพัง เพียงเพราะต้องการไปให้กำลังใจ ทัพช้างศึก ยามออกไปเล่นต่างแดน

ชัยรัตน์ ทำธุรกิจส่วนตัวด้านไอที เริ่มค่อยๆ เก็บสะสมเงิน และศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการไปเชียร์บอลต่างแดน จนวางแผนการเดินทาง

ความฝันของ ชัยรัตน์ กลุ่มไหม มาเป็นจริง เขาตัดสินใจลุยเดี่ยวเชียร์บอลไทย ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ 

“ผมไม่รู้สึกเหงานะ การไปเชียร์บอลคนเดียว มันคล่องตัวกว่า เพราะคนที่เขามาเป็นกลุ่มกองเชียร์ทีมชาติไทย เวลาเจอคนไทยในต่างแดน ก็สามารถเชียร์ด้วยกันได้ เพราะเรามาด้วยจุดมุ่งหมายที่เหมือนกัน ถึงแม้เราจะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว"

"ผมว่าเวลาเราเชียร์ทีมชาติไทยในต่างประเทศ มันจะยิ่งมีความรู้สึกที่ดีมากเป็นพิเศษกว่าตอนเชียร์ในบ้าน ตั้งแต่นั้นผมก็ไปตามเชียร์ ทีมชาติไทย นอกบ้าน ทุกทัวร์นาเมนต์ ซีเกมส์, เอเชียน คัพ, ซูซูกิ คัพ, ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ผมไปมาหมด” น้าเอ๋ กล่าว

 

ชายแปลกหน้ากับแผ่นป้ายเสริมกำลังใจ 

ชัยรัตน์ กลุ่มไหม อยู่ท่ามกลางแฟนบอลนับพันชีวิต ที่ไปร่วมกันเชียร์ฟุตบอลทีมชาติไทย ลงทำศึกนัดสำคัญในการบุกไปเยือน ทีมชาติอิรัก ผ่านทีวีจอยักษ์ ณ ลานกิจกรรม หน้าสนามราชมังคลากีฬาสถาน

เกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 ประตู ซึ่งนั่นก็เพียงพอสำหรับการผ่านทะลุเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย 

ครู่หนึ่ง “ชัยรัตน์ กลุ่มไหม” หายไปจากฝูงชน ก่อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมป้ายข้อความที่ระบุว่า “ผู้เล่นคนที่ 12 จะวิ่ง 12 รอบ เพื่อทีมชาติไทยผ่านเข้ารอบ 12 ทีม”

“ปกติผมก็มีวิ่งออกกำลังกายบ้าง เคยลงตามงานมาราธอน แต่อย่างมากสุดก็วิ่งแค่ 10 กิโลเมตร ไม่เคยวิ่งเกินระยะนี้ ผมจึงอยากท้าทายตัวเองว่า ถ้าไทยผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายได้ ผมจะวิ่ง 12 รอบสนามราชมังฯ เพราะทีมชาติไทยไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบนี้มานานหลายปีแล้ว ก็อยากหากิจกรรมทำ” น้าเอ๋ เผย 

“ตอนแรกผมยังไม่ได้เอาป้ายมาชู เพราะยังไม่รู้ว่าไทยจะได้ผ่านเข้ารอบหรือไหม พอจบเกม ผมจึงเดินไปเอาป้ายที่ท้ายรถยนต์ มาชู เพื่อสื่อความหมายออกไปว่า ‘หากทีมชาติไทยเหนื่อย พวกเรากองเชียร์ก็พร้อมที่เหนื่อยไปกับคุณ ถ้าคุณทำให้เรามีความสุข'”

“คืนนั้นมีสื่อมาถ่ายภาพ ผมชูป้ายและนำไปโพสต์ลงเพจ ก็เริ่มได้รับความสนใจจากคนทั่วไป เพราะก่อนหน้านั้นยังไม่เคยมีใครยืนป้ายทำอะไรแบบนี้ในบอลไทย พอวันรุ่งขึ้นผมก็ทำตามสัญญาวิ่ง 12 รอบสนาม"

"ระหว่างการวิ่ง ผมรู้สึกเหนื่อยมากๆ แต่วิ่งไปก็มีความสุขไป มันเหมือนเป็นการเฉลิมฉลองอย่างหนึ่ง คนอื่นเขาอาจมีวิธีการอย่างอื่น แต่ผมใช้วิธีการแบบนี้ สุดท้ายผมก็วิ่งครบ 12 รอบได้สำเร็จ เพราะผมมีความสุข”

จากจุดเริ่มต้นป้ายข้อความในครั้งนั้น ชัยรัตน์ ก็เริ่มคิดทำกิจกรรมเชียร์ในแบบของตัวเอง เช่น การทำป้ายคำต่างๆ เพื่อนำเอาไปชูตามสนานบินระหว่างที่นักเตะเดินไป-กลับ, บริเวณหน้าสนามแข่งขัน, สนามฝึกซ้อม แม้แต่สถานที่ชื่อดังใจกลางเมือง อย่าง สาทร, อนุสาวรีย์ชัย, สยาม ฯลฯ ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน 

ด้วยความตั้งใจที่อยากจะสื่อสาร ส่งต่อกำลังใจจากแฟนบอลคนหนึ่ง ไปยัง ทีมชาติไทย 

ถึงขนาดที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเดิมพัน จะวิ่ง 100 รอบราชมังฯ หากไทยเก็บชัยชนะได้ ในการแข่งขันรอบ 12 ทีมสุดท้ายคัดฟุตบอลโลกฯ น่าเสียดายในรอบ 12 ทีมสุดท้ายเอเชีย ไทย ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย แต่เขาก็ยังวิ่งรอบสนามราชมังฯ 25 รอบ ตามที่เคยสัญญา

เราถาม ชัยรัตน์ ว่าสิ่งที่เขาทำมันเกินตัวไปหรือเปล่า? ในการยืนถือป้ายให้กำลังใจ หรือเดิมพันด้วยการวิ่งรอบสนาม เพราะหน้าที่ของแฟนบอลคนหนึ่ง แค่การเปล่งเสียงเชียร์ในสนาม 90 ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่เหตุใดเขา เขายังเลือกที่แสดงออกทางสัญญะผ่านป้ายข้อความ

“ผมคิดว่าการส่งเชียร์ในสนาม เป็นสิ่งที่แฟนบอลทุกคน รวมถึงตัวผมทำอยู่แล้วในเวลาแข่งขัน แต่ในฐานะแฟนบอลคนหนึ่ง เราก็อยากจะทำอะไรก็ได้ ที่ส่งกำลังใจให้นักบอลได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่เวลาที่ฟุตบอลชนะ”

“ผมคิดว่าเวลาที่เราแพ้ เราก็ควรต้องไปให้กำลังใจนักฟุตบอลด้วย เพราะนักฟุตบอลทุกคนเขาทำเพื่อประเทศชาติ เราเป็นแฟนบอลแม้จะไม่ได้ลงเล่นในสนาม แต่ก็สามารถช่วยทีมชาติได้เช่นกัน ผ่านการให้กำลังใจนักฟุตบอล"

"ถ้าทีมชาติไทยประสบความสำเร็จ ได้แชมป์ ผลที่ย้อนกลับมาก็คือ คนไทยทุกคนมีความสุข ฉะนั้นเราจึงควรให้ซัพพอร์ทนักฟุตบอลทีมชาติทุกคน” 

 

อยากให้คุณมั่นใจ ว่าพวกเราจะ“สู้ไปด้วยกัน”

เวลา 04:00 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2562 ในขณะที่หลายล้านชีวิตกำลังหลับใหล มีชายคนหนึ่ง กำลังเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมร่างกาย ออกไปทำในสิ่งที่เขาไม่เคยมาทำก่อนในชีวิต

ชัยรัตน์ กลุ่มไหม มาแสตนด์บายตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า อยู่บริเวณหน้าสนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ เพื่อเตรียมออกเดินทางจากสังเวียนลูกหนังแห่งแรก ที่ทำให้เขาคลั่งไคล้ฟุตบอลไทย ไปยังสนามที่ห่างไกลออกไปมากกว่า 40 กิโลเมตร โดยใช้การเดินเท้า

“การเชียร์ทีมชาติไทย ในชีวิตของผมไม่ได้เรียบง่าย บางครั้งก็เจอคอมเมนท์มาด่า บางคนก็ไม่เข้าใจหาว่าผมถูกจ้างมาเชียร์ รับเงินมาเชียร์ ดังนั้นในโอกาสที่ไทยจะไปเตะกับทีมชาติ ยูเออี (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่ สนาม มธ.รังสิต ผมคิดว่ามันเป็นระยะทางที่ไกลมากพอ ที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่างในตัวผม และอธิบายสิ่งทีผมเป็น ผ่านการเดินเท้าไปเชียร์ครั้งนี้”

“ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะทำสำเร็จไหม เพราะชีวิตนี้ผมไม่เคยเดินไกลถึง 46 กิโลเมตร ผมไม่กล้ารับปากกับใครทั้งนั้น แต่ผมอยากพิสูจน์ว่า 'ถ้าเรารักและศรัทธาในอะไรสักอย่าง คุณจะทำสิ่งนั้นได้' ความหมายที่ผมต้องการสื่อออกในการเดินเท้าจากสนามศุภฯ ไปเชียร์ทีมชาติไทย ก็คือ 'ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ผมจะไปให้กำลังใจทีมชาติไทยเสมอ และในครั้งนี้ ผมจะไปเชียร์ทีมชาติไทย ด้วยเท้าของผม”

เวลา 06:00 น. ชัยรัตน์ เริ่มออกเดินเท้าออกจากสนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ไปตามทางเท้าในเมือง โดยที่มือของเขาถือไม้เซลฟี่ ไว้สำหรับไลฟ์สัญญาณสดให้คนที่ติดตามได้รับชม ครั้งละ 2 ชั่วโมง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุ โดยมีมิตรสหายที่เชียร์ฟุตบอล คอยขี่มอเตอร์ไซค์ ดูแลความปลอดภัย 

ผ่านไปได้สัก 6 ชั่วโมง ร่างกาย ชัยรัตน์ เริ่มออกอาการเหนื่อยล้า จนแทบจะไม่มีพละกำลังเหลือ เขานั่งพักอยู่ตรงบริเวณวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน แต่เพราะความตั้งใจที่อยากไปเชียร์ทีมชาติไทยในสนาม ก็ทำให้เขายังคงฝืนร่างกายเดินไปต่อได้อีกประมาณชั่วโมงกว่า เขาก็ลงไปนั่งกับพื้นอีกครั้ง จากอาการตะคริวขึ้น ระหว่างผ่านโรงพยาบาลภูมิพลฯ

“คราวนี้ตะคริวขึ้นน่องผม แข็งขึ้นมาเป็นก้อน ผมไม่สามารถเดินต่อ และผมก็ไม่ได้มีทีมแพทย์มาคอยดูแล ระหว่างที่ไลฟ์อยู่ ก็มีน้องๆ มาคอมเมนท์บอกวิธีให้เราทำกายภาพ ก็ลองทำตามที่เขาบอก จนกลับมาเดินได้"

"ก็เดินต่อจนถึงสักประมาณ 6 โมง ผมผ่านพ้นฟิวเจอร์พาร์คไปแล้ว แต่เมื่อดูระยะทาง ยังเหลือประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร ซึ่งผมไปถึงสนามไม่ทันบอลเตะ (เริ่มเวลา 19:00 น.) แน่นอน”

“ช่วง 10 กิโลเมตรสุดท้ายนี่แหละที่เหนื่อยมากๆ เพราะตั้งใจแล้วว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ผมจะต้องเข้าไปดูในสนามให้ได้ หลังจากก่อนหน้านี้ ผมพยายามถนอมแรงด้วยการเดิน แต่ถึงตอนนั้นก็ต้องตัดสินใจยุติการไลฟ์ เพื่อมาวิ่งให้ทันเวลา ระหว่างทางก็มืดมาก เหนื่อยสุดๆ แต่ในที่สุดผมก็มาถึงสนามตอนครึ่งหลังพอดี”

“มีน้องๆ กลุ่มหนึ่งมารอผม และบอกว่าครึ่งแรก ไทย เสมอกับ ยูเออี 1-1 ระหว่างที่ผมกำลังจะเตรียมตัวเดินเข้าสนาม ผมได้ยินเสียงในสนามเฮ ผมรู้ทันทีว่า ทีมชาติไทย ขึ้นนำ 2-1"

"ความรู้สึกที่ผมเหนื่อยมาตลอดทาง มันหายไปโดยปลิดทิ้งเลย สรุปแล้วเกมนั้นผมได้ไปดูในสนาม แต่ไม่ได้เห็นลูกยิงแม้แต่ลูกเดียว (หัวเราะ)”

นี่คือเรื่องราวของคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ต้องการส่งกำลังใจไปยังทีมชาติไทย ให้รับรู้ว่า เขาคนนี้พร้อมที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างทีมชาติไทย และสู้ไปด้วยกัน เช่นเดียวกับ “เบอร์ดี้” ที่พร้อมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน

ไม่ว่าอุปสรรคการแข่งขันจะยากเย็นลำบากแค่ไหน แต่หากทุกคนร่วมใจกันเป็นหนึ่ง มีความรักและศรัทธาให้กันและกัน… ทุกๆ ความยากลำบากก็จะผ่านไปได้ด้วยดี 

“สิ่งที่ทำให้ผมเดินมาได้ถึง 46 กิโล เพราะเป็นทีมชาติไทยนั่นแหละ ถ้าลำพังเพราะตัวผมเอง ผมไม่มีทางทำสำเร็จ แต่เพราะใจผมอยู่กับทีม ผมอยากเข้าไปเป็นอีกหนึ่งเสียงในสนามที่ช่วยปลุกเร้านักฟุตบอลทีมชาติไทยให้คว้าชัยชนะ มันคือความรักและความศรัทธาที่ผมมีต่อทีมชาติไทย” น้าเอ๋ กล่าวทิ้งท้าย 

ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง