mainstand

Inspiration

เบื้องหลังสู่แชมป์ : ‘กุลวุฒิ วิทิตศานต์’ เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตวงการแบดมินตันไทย



หนึ่งในกีฬายอดนิยม ของเยาวชนชาวไทยรุ่นใหม่ คือ แบดมินตัน เพราะในวงการกีฬาลูกขนไก่ ผลงานของประเทศไทยถือว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก นำโดย “เมย์-รัชนก อินทนนท์” ยอดนักแบดมินตันหญิง ที่สร้างสถิติเป็นแชมป์โลกแบดมินตันหญิง ที่อายุน้อยที่สุดในโลก


 

ฝั่งนักแบดมินตันชาย กำลังเติบโตอย่างสวยงามเช่นเดียวกัน เพราะมีนักแบดมินตันหนุ่ม นามว่า วิว - กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่ประกาศศักดา คว้าแชมป์โลกรุ่นเยาวชน ติดต่อกันถึง 3 สมัยซ้อน เป็นนักแบดมินตันชายคนแรกและคนเดียว ที่สร้างประวัติศาสตร์นี้เอาไว้ได้

กระนั้นความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ ของหนุ่มน้อยวัย 18 ปี ไม่ได้มาจากตัวเขาเพียงแค่คนเดียว แต่ยังมีคนเบื้องหลัง ที่คอยเพาะปลูกความฝัน คั่วบดความสามารถ จนกลายเป็นยอดนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ ที่น่าจับตามากที่สุดในปัจจุบัน

 

กำเนิดเมล็ดพันธุ์...จากโรคร้าย สู่ความฝัน

การปลุกปั้นนักกีฬาที่ดีสักคน ต้องเริ่มสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่นักกีฬายังเป็นเยาวชน ไม่ต่างอะไรกับการปลูกต้นกาแฟสักต้น ที่ต้องใส่ใจ ตั้งแต่ขั้นตอนเพาะเมล็ด กว่าจะเติบโตเป็นต้นใหญ่ ที่ให้กำเนิดเมล็ดพันธุ์ชั้นดี

สำหรับนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ หลายคนเริ่มต้นเล่นกีฬาตั้งแต่วัยเยาว์ เพราะความชอบส่วนตัว บางคนเริ่มเล่นกีฬาเพราะคนรอบตัวสนับสนุน สำหรับ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ เขาเริ่มต้นเล่นกีฬา ตั้งแต่วัยเด็กเหมือนคนทั่วไป แต่จุดประสงค์นั้น เพื่อรักษาโรคร้ายประจำตัว

“ตอนผมเป็นเด็ก ผมเป็นโรคภูมิแพ้ครับ อาการค่อนข้างหนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลทุกสัปดาห์ครับ เสียค่าใช้จ่ายเยอะมาก จึงต้องลองหัดเล่นกีฬา เพื่อรักษาอาการให้ดีขึ้น”

“โชคดีที่คุณพ่อท่านเป็นครูสอนแบดมินตันครับ ท่านก็ฝึกให้ผมเล่นแบดมินตัน ตอนแรกไม่ได้จริงจังเลยครับ แค่ฝึกตีลูกให้โดน เล่นกับคุณพ่อ เพื่อให้ได้เหงื่อ แค่นั้นเองครับ”

ดังคำกล่าวที่ว่า “กีฬาเป็นยาวิเศษ” แบดมินตันช่วยรักษาอาการโรคภูมิแพ้ของกุลวุฒิให้ทุเลา ที่สำคัญไปกว่านั้น กีฬาลูกขนไก่ เพาะเชื้อความฝันบางอย่าง ไว้กับหนุ่มน้อยรายนี้

“พอเราเริ่มตีลูกโดนมากขึ้น ก็รู้สึกสนุกครับ ผมจึงคิดว่า น่าจะลองเล่นจริงจังดูนะ หลังจากนั้นเลยตัดสินใจไปสมัครเข้าชมรมแบดมินตันแถวบ้านครับ” กุลวุฒิเล่าถึงความหลังด้วยรอยยิ้ม

จากการเล่นกีฬาแบดมินตันเพื่อสุขภาพ แปรเปลี่ยนเป็นการเล่นแบดมินตันเพื่อการแข่งขัน ความเข้มข้นของการฝึกซ้อม ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน จากแค่ฝึกตีลูกสนุกสนานกับคุณพ่อ กุลวุฒิต้องฝึกทั้งการเรื่องความเร็ว และทักษะในการเคลื่อนที่ 

ด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรงเท่าเด็กคนอื่น กับการเล่นกีฬาที่ใช้พลังกายเยอะ ความพ่ายแพ้กลายเป็นเพื่อนสนิท ที่เดินกอดคอกับกุลวุฒิ ออกมาจากสนามแข่งขันแบดมินตันแทบทุกครั้ง 

แม้ต้องเจอกับอุปสรรค แต่หากมีคนข้างหลัง คอยบ่มเพาะกำลังใจ สร้างพลังหนุนหลังให้กับนักกีฬา การยกธงขาวยอมแพ้ให้กับความฝัน คงไม่มีทางเกิดขึ้น เหมือนกับที่กุลวุฒิ ได้รับกำลังใจที่ดี จากคุณพ่อและคุณแม่ มาโดยตลอด นับตั้งแต่วัยเยาว์ 

“คุณพ่อคุณแม่ท่านสนับสนุนทุกอย่างครับ เคยออกเงินเพื่อให้ผม ได้ไปแข่งขันที่ต่างประเทศ มันทำให้ผมคิดว่า ผมอยากเก่ง อยากเล่นแบดมินตัน เพื่อพวกท่าน อยากหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัว เพราะครอบครัวของผมก็มีฐานะปานกลาง ไม่ได้ร่ำรวยอะไร”

“ผมคิดแค่ว่า ถ้าจะมีคนลำบาก ผมขอลำบากเองดีกว่าครับ เพราะผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ท่านสบายกว่าผม”

 

โรงเรียนแห่งการคั่วบด

ความฝันที่ถูกบ่มเพาะไว้ ค่อยๆ เติบโตภายในใจของกุลวุฒิ พร้อมกับพรสวรรค์ ในกีฬาแบดมินตัน ที่เริ่มงอกเงยออกมา จากนักกีฬาที่พบแต่ความพ่ายแพ้ เขากลายเป็นนักแบดมินตัน ที่ชนะการแข่งขันทั้งในและนอกประเทศ จนเริ่มได้รับการจับตา ในฐานะนักแบดรุ่นจิ๋วฝีมือดีคนหนึ่ง

เมื่ออายุได้ 13 ปี กุลวุฒิได้โอกาสย้ายมาสังกัด กับโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด โรงเรียนแบดมินตันชั้นนำของเมืองไทย สถานที่ที่ช่วยบดคั่วความสามารถของกุลวุฒิ ให้เข้มข้นถึงใจมากยิ่งกว่าเดิม

“ที่นี่มีครบทุกอย่างครับ ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนการสอนแบดมินตัน ยังมีทั้งนักกายภาพบำบัด นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักฟิตเนส ที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของเราได้ ผมก็คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วครับว่า ถ้าเข้ามาอยู่ที่นี่ จะต้องยกระดับตัวเองได้แน่นอน”

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรได้มา โดยไม่ต้องสูญเสียอะไร เพื่อแลกกับความฝัน กุลวุฒิต้องมาใช้ชีวิตอยู่ประจำ กับโรงเรียนบ้านทองหยอด และเมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 3 เขาตัดสินใจลาออกจากการศึกษา ในระบบโรงเรียนปกติ เพื่อมุ่งมั่นทุ่มเท ให้กับกีฬาแบดมินตันแบบเต็มตัว 

“ช่วงแรกก็เหงาบ้างครับ ไม่ได้อยู่บ้าน แต่อยู่ไปสักพักก็ชินครับ ส่วนเรื่องที่ออกจากโรงเรียน ผมมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ไม่งั้นก็ไม่มีเวลาพักเลยครับ แล้วผลงานก็ตกทั้งสองอย่างเลยครับ ทั้งการเรียนและการเล่นแบด”

“ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกต้องนะครับ พอได้ซ้อมทุกวัน ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น ผมก็คิดว่าฝีมือตัวเองก็ดีขึ้น เอาชนะคู่ต่อสู้ได้มากขึ้น”

ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า บวกกับการเคี่ยวบดของโรงเรียนบ้านทองหยอด ทำให้กุลวุฒิสร้างชื่ออย่างรวดเร็ว ด้วยการคว้าเหรียญทองแดง ในการแข่งขันแบดมินตันเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย 2017 ที่ประเทศอินโดนีเซีย 

ก่อนที่กุลวุฒิจะต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์เยาวชนโลกปี 2017 มาครองได้แบบเหนือความคาดหมาย ด้วยวัยเพียง 16 ปี และเป็นชายไทยคนแรก ที่คว้าเหรียญทองจากการแข่งขันรายการนี้

“มันเกิดความคาดหมายมากครับ ผมตั้งเป้าไว้แค่รอบรองชนะเลิศ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องเป็นแชมป์ ก็ดีใจครับ”

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของกุลวุฒิ ต้องย้อนมองถึงคนข้างหลัง ที่คอยผลักดันและสนับสนุน โรงเรียนบ้านทองยอด ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ แต่เป็นเหมือนคุณครูคนสำคัญ ที่คอยสอนให้นักแบดมินตันหนุ่มรายนี้ เติบโตเป็นนักกีฬาที่สมบูรณ์แบบ

“สำหรับผมการได้มาอยู่ที่นี่ ถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะที่นี่ไม่ได้สอนแค่แบดมินตัน แต่สอนเรื่องการใช้ชีวิตด้วยครับ เรื่องไหนควรทำ เรื่องไหนไม่ควรทำ ทำให้ผมเป็นคนมีระเบียบวินัย และตรงต่อเวลา”

“จุดนี้ผมมองว่า เป็นส่วนสำคัญของการเป็นนักกีฬา ช่วยให้เราพัฒนาขึ้น ไม่ใช่คนที่แบบว่า ไม่มีระเบียบวินัย พอถึงเวลาซ้อมก็ไม่มาซ้อม อะไรแบบนี้ครับ” 

 

เข้มด้วยพลังจากคนรอบกาย

แม้จะได้ตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นเยาวชนมาครอบครอง แต่กุลวุฒิไม่เคยคิดหยุดพัฒนาตัวเอง เพราะในฐานะแชมป์เก่า เขามองว่าในปีต่อๆ ไป เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ให้ได้ 

ความคิดนี้ คือสิ่งที่ปลูกฝังให้กุลวุฒิ มองหาช่องทางที่จะเรียนรู้ เพื่อให้ความสามารถ ในการเล่นแบดมินตันของเขา เข้มข้นและอัดแน่นด้วยคุณภาพมากยิ่งไปกว่าเดิม 

“เวลาผมแข่งขันกับนักแบดรุ่นพี่ ผมคิดว่าตัวเองได้เรียนรู้ครับ บางครั้งเราแพ้ แต่เราก็รู้ว่า เราต้องพัฒนาตรงไหนต่อไป การเคลื่อนที่ต้องเร็วขึ้นไหม ความเร็วของลูก เราต้องตีเร็วขึ้นไหม”

“บางครั้งผมก็ดูเทปการแข่งขัน ของรุ่นพี่นักแบดที่เก่งๆ ด้วยครับ เช่น พี่บุญศักดิ์ พลสนะ หรือลี ชอง เหว่ย พยายามศึกษาการเล่นแบดมินตัน ของพี่ๆ เขา เอามาปรับใช้กับตัวเองครับ”

ความมุ่งมั่นอันไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้กุลวุฒิสามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ ของการแข่งขันแบดมินตันเยาวชนชิงแชมป์โลก ไว้ได้อีกสองสมัย ในปี 2018 และ 2019 ทำให้กลายเป็นนักแบดมินตันชายคนแรกของโลก ที่คว้าแชมป์รายการนี้ สามสมัยติดต่อกัน

“ผมดีใจมากครับ จากเด็กที่เล่นแบดมินตันคนหนึ่ง เพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ของตัวเอง จนก้าวมาอยู่จุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ และผมคิดว่า การที่ผมจะได้แชมป์เยาวชนโลก 3 ครั้งซ้อน ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อยากมากครับ”

จากความสำเร็จในรุ่นเยาวชน กุลวุฒิกำลังก้าวขึ้นสู่การแข่งขัน ในรุ่นทั่วไป ซึ่งหนุ่มน้อยวัย 18 ปีกำลังมุ่งมั่นตั้งใจฝึกซ้อม อย่างเข้มข้น เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ อย่างการได้สิทธิ์ลงแข่งขัน ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของมวลมนุษยชาติ “โอลิมปิก เกมส์ 2020”

ไม่ใช่เรื่องง่าย กับการไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ แต่ตลอดเส้นทางถนนลูกขนไก่ของกุลวุฒิ ความสำเร็จที่เกิดขึ้น มาพร้อมกับการสนับอันแรงกล้า จากคนรอบตัว ทั้ง ครอบครัว, โค้ชและทีมงาน, รุ่นพี่, เพื่อน, รุ่นน้อง ไปจนถึงนักแบดมินตันในดวงใจ ที่เขาเอาเป็นแบบอย่าง และที่ขาดไม่ได้ กองเชียร์ชาวไทยทุกคน ที่คอยส่งเสียง และส่งพลังที่ “เข้มถึงใจ...ทีมชาติไทย สู้ไปด้วยกัน” ให้กับยอดนักแบดมินตันรายนี้

“ผมคิดว่ากำลังใจจากกองเชียร์ข้างสนาม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักกีฬาเล่นดี เพราะเวลาแข่งขันจริง บางครั้งเราอาจจะหงุดหงิด ทำผลงานได้ไม่ตามเป้า กองเชียร์ก็ช่วยสร้างพลังบวกให้เรา ทำให้เราเล่นได้ดีขึ้น”

“การมีกองเชียร์ ที่คอยสนับสนุนเราอยู่ข้างสนาม สำหรับผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากครับ” กุลวุฒิกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เพราะกำลังใจ และแรงสนับสนุน คือสิ่งสำคัญที่ช่วยผลักดันนักกีฬา “เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม จึงคอยช่วยสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน เดินหน้าล่าความฝัน คว้าเกียรติยศและความสำเร็จ เพื่อมอบเป็นของรางวัล ให้กับแฟนกีฬาชาวไทยทุกคน

ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง