mainstand

Inspiration

บ้านแดงดา : นักล่าความฝันที่ถ่ายทอดพลังใจจากรุ่นสู่รุ่น



สำหรับวงการฟุตบอลไทย “ธีรศิลป์ และ ธนีกานต์” สองพี่น้องตระกูลแดงดา ถือเป็นต้นกล้าลูกหนังที่เป็นแบบอย่างให้เด็กรุ่นต่อไปอยากเดินรอยตาม 


 

ธีรศิลป์ ประสบความสำเร็จในการค้าแข้งอาชีพ เขากวาดทุกแชมป์ในประเทศไทย, เป็นคนไทยคนแรกที่ได้เล่นใน “ลาลีก้า” สเปน, เป็นคนไทยคนแรกที่ยิงประตูใน เจ 1 ลีก รวมถึงเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “กัปตันทีมชาติไทย” 

ขณะที่ ธนีกานต์  เธอเป็นนักฟุตบอลหญิง ชุดประวัติศาสตร์ ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน ฟุตบอลโลก มาแล้วถึง 2 ครั้ง รวมถึงการเล่นฟุตบอลอาชีพในประเทศสวีเดน และจีน

แต่สองต้นกล้าใหญ่อย่างพี่น้องตระกูลแดงดา อาจไม่ได้เติบโตบนถนนลูกหนังอย่างทุกวันนี้ หากไม่มีผู้ชายที่เขาและเธอเรียกว่า “พ่อ” คอยเคี่ยวกรำอย่างเข้มถึงใจในวัยเยาว์ และเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ธีรศิลป์ และ ธนีกานต์ ในวันนี้ 

 

คั่วให้เข้ม 

“ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีแต่คนมองพ่อเราว่าบ้าหรือเปล่า ที่พาลูกผู้หญิงมาฝึกฟุตบอล ซึ่งเป็นกีฬาของลูกผู้ชาย” ธนีกานต์ ขยายภาพถึงสิ่งที่เธอต้องพบเจอในวัยเด็ก

เธอไม่ได้มีชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป เช่นเดียวกับพี่ชายธีรศิลป์ เพราะแทบทุกวัน ประสิทธิ์ แดงดา พ่อของเธอจะนำลูกทั้งสองคน มาฝึกสอนทักษะฟุตบอลอย่างหนักหน่วง บริเวณลานหน้าแฟลตทหารอากาศ ย่านดอนเมือง 

ในสายตาของผู้คนภายนอกมองดูด้วยความประหลาดใจ ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า เจตนารมณ์ของคุณพ่อจอมเฮี้ยบที่คั่วเมล็ดพันธุ์ลูกหนังตัวน้อยๆ คืออะไร? 

“หลักในการเลี้ยงลูกของผมคือ ต้องการให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยเหลือตัวเอง โดยที่ไม่เป็นภาระใคร และเป็นคนดีของสังคม” 

“ที่ผมสนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา เพราะกีฬาทำให้ผมรู้จักสังคมที่กว้างขึ้น ผ่านการเล่นฟุตบอล เพราะก็มีสังคมเพื่อนมากมายจากฟุตบอล ผมจึงอยากเห็นลูกๆ เอาดีทางด้านกีฬา ผมยอมรับนะว่าตัวเอง ฝึกกับลูกแบบหนักมากจริงๆ ทั้งดุ ทั้งด่า สารพัด  ซึ่งผมคงไม่สามารถทำแบบนี้กับลูกคนอื่นได้” 

ประสิทธิ์ แดงดา สวมบทคนพ่อใจแข็งที่ไม่ยอมผ่อนปรนให้กับลูกตัวเอง ในทุกๆ วัน ธีรศิลป์ และ ธนีกานต์ จะต้องทำตามโปรแกรมการฝึกของพ่อที่เขียนไว้อย่างชัดเจน 

โดยมีแม่เป็นผู้ที่คอยทำหน้าอีกด้านหนึ่ง ในแง่ของการให้กำลังใจลูกๆ ยามเหนื่อยล้าหรือท้อจากการฝึกโหด สวนทางกับคุณพ่อประสิทธิ์ ที่มักแสดงท่าทีแข็งกร้าว ใช้คำพูดแรง 

แต่ลึกๆ ในใจ ทุกอย่างที่เขาทำไป ล้วนมีเหตุผลในการคั่วเมล็ดพันธู์ลูกหนังทั้งสองให้เข้มถึงใจ อย่างที่เด็กๆ ในรุ่นอายุเดียวกันกับลูกๆของเขา ไม่เคยพบเจอ 

“ถ้าลูกผมต้องการเอาดีทางด้านกีฬา จนถึงขั้นติดทีมชาติไทย หรือไปเล่นลีกต่างประเทศ เขาต้องเริ่มจากการฝึกซ้อมที่หนักมากกว่าคนอื่น ผมคงไม่มีทางฝึกโหดกับลูกตัวเอง ถ้าจุดหมายของเขาต้องการเล่นกีฬาเพื่อออกอากาย”

“แต่หากเขาต้องการไปในระดับที่สูง เขาต้องฝึกให้หนักกว่าเด็กคนอื่นๆ ดังนั้นเวลาที่ ตามุ้ย (ธีรศิลป์) ไปแข่งขันหรือคัดตัวกับเด็กอายุเท่ากัน เขาจะโดดเด่นกว่า เพราะไม่มีใครผ่านการฝึกซ้อมมาหนักเท่าเขา” 

 

บ่มจนได้ที่ 

ผลจากบ่มที่เข้มข้นของคุณพ่อ ส่งผลต่อพัฒนาการของ ธีรศิลป์ แดงดา ผู้เป็นพี่ จนได้โควต้าเข้าเรียนที่ โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี 

เขาเริ่มฉายแววความเป็น เจ้าหนูนักเตะมหัศจรรย์ความหวังใหม่ มีชื่อติดชาติไทย ระดับเยาวชนไล่มาแทบทุกรุ่น จนถึงทีมชาติไทยชุดใหญ่ ตั้งแต่อายุ 19 ปี สิ่งนั้นยิ่งตอกย้ำว่า ประสิทธิ์ แดงดา เดินมาถูกทาง 

ความสำเร็จของลูกชายคนโต ยิ่งทำให้เขาหันกลับมาเคี่ยวกรำลูกสาวให้หนักเข้าไปอีกกว่าเดิม เพื่อหวังให้ฟุตบอล เป็นใบเบิกทางชีวิตของ ธนีกานต์ แดงดา แม้ต้องทนเห็นลูกร้องไห้หลายครั้งก็ตาม 

“ไหม เขาเจอแรงกดดันเยอะกว่าตามุ้ย เพราะหลายคนก็สงสัยว่า ไหม ได้ติดทีมชาติเพราะตามุ้ยหรือเปล่า แต่ความจริงไหมก็ถูกผมฝึกหนักมาแบบตามุ้ย เพื่อให้เขาอดทน”

“ผมไม่ใช่คนที่โอ๋ลูก เวลาลูกเจอปัญหาในสนาม หรือแข่งขันกับคนที่เก่งกว่า ผมจะถามเขาว่า ‘แล้วมีปัญญาผ่านไปได้ไหม’ เพราะถ้าคุณเก่งจริง เป็นเบอร์ 1 ของทีม ยังไงโค้ชก็ต้องเลือกคุณ คุณต้องพิสูจน์ตัวเองให้เขายอมรับสิ” 

“ฉะนั้นการจะเป็นเบอร์ 1 ของทีมได้ คุณต้องทำให้ดีที่สุดตั้งแต่ตอนซ้อม ดูแลตัวเองให้ดี คอยสำรวจว่า มาตรฐานตัวเองตอนนี้ตกลงมาหรือมีคนแซงไปหรือยัง เขาต้องผ่านทุกๆ อุปสรรคไปให้ได้ด้วยตัวเอง” 

ประสิทธิ์ แดงดา ส่งต่อแรงผลักดันมหาศาลจน ธีรศิลป์ และ ธนีกานต์ สามารถก้าวข้ามจากเด็กน้อยที่เตะฟุตบอลบริเวณหน้าแฟลตทหารอากาศ มาสู่ทำเนียบนักเตะทีมชาติไทยชุดใหญ่ ทั้งทีมชายและหญิง 

ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ ประสิทธิ์ และคุณแม่ กาญจนา แดงดา วาดฝันไว้

“ผมเคยเขียนเป้าหมาย 10 ข้อสำหรับลูกทั้งสองคน เมื่อวันที่ ตามุ้ยและไหมติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ส่วนตัวผม ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จและบรรลุจุดหมายที่ผมหวังไว้แล้ว”  

“หลังจากนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องตัดสินใจและรับผิดชอบด้วยตัวเอง เพราะเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมจะไม่ไปบงการหรือก้าวก่ายชีวิตเขาเหมือนตอนเด็กๆ”

“แต่ลูกๆ จะรับรู้ได้ว่า ผมยังคอยเฝ้ามองดูเขาอยู่ห่างๆ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเจอปัญหา รู้สึกไม่มั่นใจ ต้องการคำปรึกษา เขาสามารถคุยกับพ่อและแม่ได้ตลอดเวลา เพราะผมเป็นคนที่เห็นพัฒนาการของเขามาตั้งแต่วันแรกที่หัดเล่นฟุตบอล”

ไม่ว่าวันวานที่เขาและเธอ ยังเป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่ฝึกหัดเล่นฟุตบอล หรือวันนี้ที่คนทั้งประเทศ รู้จักสองพี่น้องตระกูลแดงดา 

คุณประสิทธิ์และคุณแม่กาญจนา ก็ยังเป็นหนึ่งในพลังที่อยู่เคียงข้าง ให้พลังใจ และสู้ไปด้วยกันกับลูกทั้งสองคน ในเส้นทางฟุตบอล เช่นเดียวกับ “เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม ที่คอยให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน ไปสู่ฝั่งฝันดังที่ตั้งใจไว้ 

 

เมล็ดพันธุ์แห่งความภาคภูมิใจ 

“ถ้าใครเคยดูลูกผมเล่นฟุตบอลจะรู้ว่า เขาเป็นคนที่เล่นแบบสุภาพบุรุษ ไม่นอกเกม ไม่ทำร้ายใคร ไม่โทษใคร โดนเตะก็จะรีบลุกขึ้นมาเล่นต่อ เพราะผมปลูกฝังเขาเสมอว่า นักกีฬาต้องชนะด้วยความสามารถ ไม่ใช่ลูกตุกติก เล่นกีฬาให้เป็นกีฬา อย่าทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพ”

“นอกเหนือจากความมสำเร็จในสนาม ผมดีใจที่ได้เห็นลูกของตัวเอง เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ดี และใช้ชีวิตไม่ประมาท” 

“คุณเชื่อไหมว่า ตั้งแต่ตามุ้ยเล่นฟุตบอลอาชีพมา เขาไม่ใช้บัตร ATM เงินเดือนทุกเดือนโอนให้แม่หมด เวลาจะใช้เงินก็มาขอจากแม่ จนกระทั่งเขาแต่งงานมีครอบครัว เขาจึงเริ่มบริหารเงินเอง เพราะต้องดูแลครอบครัวของเขา”

“แต่ถามว่าเงินที่ลูกให้มา เรากล้าใช้แบบแบบไม่มีประโยชน์ไหม ? พ่อกับแม่ไม่กล้าหรอก ผมก็เอาไปซื้อที่ดิน สร้างบ้าน ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า บ้านที่เราอยู่อาศัยตอนนี้ คือ บ้านที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของลูก” ประสิทธิ์ ที่ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่ จ.สุรินทร์ เล่าถึงความภาคภูมิใจ ที่เขามีต่อลูกๆ ของเขา 

ความภาคภูมิใจ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่วันแข่งขันของ ลูกชายและลูกสาว ในนามทีมชาติไทย แต่ยังรวมถึงทุกๆ วันในชีวิต ที่เขาได้เฝ้ามองเห็นย่างก้าวที่มั่นคงของลูกๆ ผ่านสายตาของ โค้ชฟุตบอลและโค้ชชีวิตคนแรกของเขาและเธอ 

“สำหรับผม วันที่ลูกชายและลูกสาว ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ นั่นเป็นวันที่ผมภูมิใจมากที่สุดแล้ว และถือว่าผมบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่การที่ลูกของผมมาถึงจุดนี้ได้ นั่นเป็นเพราะความมุ่งมั่นที่เขาอยากไปให้ไกลกว่าจุดหมายที่ผมวางไว้ และแน่นอว่า ผมมีความสุขที่ได้เห็นลูกทั้งสองคนมาถึงจุดๆ นี้” 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง