mainstand

Inspiration

เสกสรร รักถนอม : นักเตะแขนเดียวที่ใฝ่ฝันอยากเล่นบอลอาชีพให้ทีมบ้านเกิด



“ความฝันสูงสุดของผม คือ การได้เล่นฟุตบอลอาชีพให้ทีมบ้านเกิด (ชัยนาท ฮอร์นบิล) ถึงแม้โอกาสจะไปตรงนั้นมันยาก แต่ผมก็จะพยายามให้ถึงที่สุด”


 

หากเป้าหมายของคุณอยู่ห่างไกล คุณจะยังเชื่อในเรื่องความฝันหรือไม่ ? 

หลายคนยอมแพ้ให้กับข้อจำกัดมากมายของตัวเอง เพราะมองว่า คงไม่มีทางเป็นไปได้ แต่สำหรับบางคน ไม่ว่าความฝันจะอยู่ไกลออกไปแค่ไหน พวกเขาเหล่านั้นยังคงเชื่อสนิทใจ และใช้ความฝันเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองก้าวข้ามข้อจำกัดที่ใครต่อใครมองว่า “เป็นไปไม่ได้”

อั๋น - เสกสรร รักถนอม เด็กหนุ่มชาวจังหวัดชัยนาท วัยเพียง 18 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อในเรื่องความฝัน... 

ฝันของเขาอาจไม่แตกต่างกับเด็กผู้ชายทั่วไป ที่อยากใช้สองเท้าหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น นักเตะอาชีพ แต่สิ่งที่แตกต่างและทำให้หลายคนมองว่า เขาไม่มีทางทำตามความฝันของตัวเองได้ คงเป็น ความผิดปกติด้านร่างกาย เนื่องจากเขามีแขนเพียงข้างเดียวเท่านั้น 

แต่อะไรที่ทำให้ เสกสรร ยังคงเชื่อในความฝัน และไม่คิดที่จะหยุดพยายามไปถึงจุดนั้น แม้ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า เขาต้องพยายามถึงเมื่อไหร่ ? และความฝันที่เขาตั้งใจจะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ ?

 

เด็กชายไร้แขน 

เสกสรร ลืมตาดูโลกพร้อมกับร่างกายที่ครบถ้วน 32 ประการ เขาเติบโตมา ในครอบครัวที่มี คุณพ่อทำงานอาชีพรับเหมาก่อสร้าง 

กระทั่ง “อั๋น” อายุได้ประมาณ 2 ขวบ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในวัยไม่รู้เดียงสา ก็ได้เปลี่ยนชีวิตของ เสกสรร ไปตลอดกาล

“วันนั้นผมตามพ่อไปตรงที่เขาทำก่อสร้าง ตอนนั้นผมน่าจะเดินตามหาแม่ ก็ไม่รู้ว่าแม่อยู่ตรงไหน จึงปีนตรงเครื่องโม่ปูนเพื่อขึ้นไปดูด้านบน” เสกสรร กล่าวเริ่ม

“แต่ผมพลาด ช่วงแขนหลุดเข้าไปในเครื่อง โดนเฟืองบด ทุกคนก็ตกใจหมด ตั้งแต่นั้น ผมก็ต้องใช้ชีวิต ทำทุกอย่างด้วยแขนข้างเดียวมาตลอด” 

แขนข้างซ้ายของเด็กน้อยอย่าง เสกสรร แหลกละเอียดเกินกว่าจะกลับมาใช้งานได้ และเขาต้องสูญเสียแขนข้างนี้ไปเกือบถึงหัวไหล่ 

แต่เขากลับไม่ได้คิดว่า ความพิการ ทำให้เขาใช้ชีวิตยากลำบากเกินไป เพราะ เสกสรร คุ้นชินกับการทำอะไรมาด้วยแขนข้างเดียวตั้งแต่เริ่มจำความได้ อีกทั้งครอบครัวยังเลี้ยงดูเขาเหมือนเด็กที่ร่างกายปกติ จนเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยเรียน...

“ผมเรียนกับเด็กปกติที่โรงเรียนวัดวังเคียน ตอนแรกๆ ก็ถูกเพื่อนล้อ เรื่องความพิการ ทำให้ผมรู้สึกกลัวที่จะเข้าสังคม ไม่กล้าคุยกับใคร ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆ ผมจึงไม่ค่อยมีเพื่อนเหมือนอย่างเด็กคนอื่น”

“จนมีรุ่นพี่คนหนึ่ง มาชักชวนให้ผมลองเล่นฟุตบอล ผมก็รู้สึกชอบฟุตบอล และเตะบอลมาตลอดตั้งแต่นั้น จำได้ว่า เวลาอยู่ในชั้นเรียน ผมจะชอบมองไปที่สนาม ใจอยากเตะฟุตบอลอย่างเดียว พอถึงเวลาเลิกเรียนก็จะรีบปั่นจักรยาน (โดยใช้มือข้างเดียว) เพื่อไปจองสนามเตะบอล”

ฟุตบอล เปรียบเสมือนประตูที่เชื่อมต่อ เสกสรร รักถนอม เข้ากับเด็กปกติ จากเด็กที่ไม่ค่อยมีเพื่อน และกลัวที่จะเข้าสังคม เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีจุดด้อยด้านร่างกาย เขาเริ่มมีความมั่นใจ กล้าที่ออกไปเจอผู้คนรวมถึงฟุตบอลยังทำให้เขามี เพื่อนฝูง และคนรู้จักมากขึ้นอีกด้วย  

แม้จะปราศจากแขนหนึ่งข้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรค สำหรับการเล่นฟุตบอลของ เสกสรร เขาสามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนเด็กๆ คนอื่นในสนาม จนได้เป็นนักฟุตบอลตัวแทนโรงเรียนชุมชนวัดวังเคียน ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 

และจากจุดเริ่มต้นความสนุกในการเล่นกีฬาฟุตบอล ก็นำพาเขาไปรู้จักกีฬาอื่นๆ ตามมา จนทำให้เขากลายเป็นเด็กชายที่รักการเล่นกีฬาเข้าเส้น 

 

กีฬาคือชีวิต 

“ผมเล่นกีฬาได้แทบทุกชนิด ตะกร้อ ฟุตซอล วิ่ง วอลเลย์บอล ฯลฯ ถ้าถามว่ากีฬาไหนยากที่สุด ? (ใช้เวลาคิด) ผมว่า ‘ไม่มีเลยนะ’ เพราะผมเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬามาก” 

“ถ้ากีฬาไหน ผมยังเล่นไม่ได้ ผมจะพยายามจนกว่าจะเล่นกีฬานั้นได้ เช่น วอลเลย์บอล ถึงผมจะมีแค่แขนเดียว แต่ผมก็ฝึกฝน จนสามารถเล่นได้อย่างไม่มีปัญหา” 

ในช่วงมัธยมฯ เสกสรร ยังคงสนุกกับการได้พบเจอผู้คน และเล่นกีฬาทุกประเภท ส่วนมากเขามักใช้เวลาช่วงพักเที่ยงไปการเตะตะกร้อ ก่อนต่อด้วยการออกไปเตะฟุตบอลกับผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ช่วงเย็น อยู่เป็นประจำ

แต่กีฬาที่ “อั๋น” สามารถทำได้ดีเป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้น วิ่ง กับ ฟุตบอล โดยกีฬาแรก เขาคือลมกรดเจ้าของเหรียญทอง วิ่ง 200 เมตร กีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ 


ส่วนกีฬาลูกหนังเขาก็ทำได้ดีเช่นกัน จนได้เป็นตัวแทนนักบอลโรงเรียน ไปแข่งกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ แม้จะย้ายสถานศึกษาช่วงมัธยมฯ ตอนปลาย มาอยู่ในโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น ระดับโรงเรียนประจำอำเภอ  

“ตอน ม.ปลาย ผมมาเรียนต่อที่ หันคาพิทยาคม ที่นี่มีห้องให้เลือก ผมเลือกอยู่ห้องกีฬา มีเด็กประมาณ 30 กว่าคน ด้วยความที่ ผมไม่มีเพื่อนตามมาจากโรงเรียนเก่า วันแรกๆ ที่มาเรียน เพื่อนๆ ในห้อง ก็รู้สึกประหลาดใจที่แขนผมเป็นแบบนี้ ส่วนอาจารย์ ท่านเป็นห่วงกลัวว่าผมจะไม่สามารถเล่นกีฬา ก็ฝากให้เพื่อนช่วยดูแล”

“แต่ผมเป็นคนที่ชอบทำด้วยตัวเอง ก็พยายามทำให้เพื่อนเห็นในสนามว่า ผมก็สามารถเล่นกีฬาได้ พอเพื่อนๆ และคุณครูเห็นว่า ผมเล่นได้ เขาก็ไม่ได้กังวลอะไรแล้ว จนครูเรียกไปติดทีมโรงเรียน บางครั้งวันหยุด ผมยังไปเตะเดินบอลสายเล่นตามหมู่บ้านต่างๆ เลย” เสกสรร ที่เล่นได้ทั้งตำแหน่งแบ็กและปีก กล่าว


เสกสรร มีความสุขเสมอยามได้อยู่ในสนามกีฬา ยิ่งถ้าเป็นการแข่งขันกีฬากับคนที่มีร่างกายปกติ เขายิ่งมีความกระหาย และมีความตั้งใจเพิ่มขึ้น เขายอมรับว่า กีฬา ช่วยทำให้เขากลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น 

“ผมชอบเล่นกีฬาต่อหน้าคนอื่น ผมไม่ได้รู้สึกอายนะที่ผมมีแขนเดียว ตรงกันข้าม ผมยิ่งรู้สึกดีใจที่ได้แสดงความสามารถ และทำให้คนอื่นเห็นว่า ผมก็เล่นกีฬาได้เหมือนๆ กับคนทั่วไป” 

“ถึงแม้บางครั้ง ผมอาจโดนคู่แข่งยั่วโมโห ล้อเรื่องแขนบ้าง แต่ผมไม่ได้ใส่ใจ พยายามควบคุมอารมณ์ และมีสมาธิกับเกม ผมคิดว่าถ้าตัวเองหัวเสียเอาคืนเขา จนถูกไล่ออก เพื่อนร่วมทีมก็จะต้องเหนื่อยขึ้น ผมอยากเล่นฟุตบอล และทำให้คนดูมีความสุขมากกว่าไปสนใจคนที่พยายามยั่วโมโหเรา” เสกสรร กล่าว

 

กัปตันทีมชาติไทย และความฝันสูงสุด  

“ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาเล่นฟุตบอล เป็นตัวแทนทีมชาติไทย” ดาวเตะแขนเดียว เริ่มย้อนถึงช่วงเวลาหนึงที่น่าประทับใจในชีวิตเขา 


“ผมได้รับการชักชวนจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านดูแลทีมฟุตบอลคนพิเศษ ให้เข้ามาคัดตัวที่กรุงเทพฯ ทำให้ผมได้มีโอกาสเล่นให้ทีมชาติ ในการแข่งขันสเปเชียล โอลิมปิก ระดับภูมิภาค ในปี 2016 (จัดที่ กัมพูชา), 2018 (จัดที่ มาเลเซีย)”

“ถึงแม้จะเป็นทีมฟุตบอลคนพิเศษ แต่ผมก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสลงเล่นให้ทีมชาติ และช่วยทีมคว้า 1 เหรียญทอง 1 ทองแดง อย่างละครั้ง” 

เสกสรร ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอลคนพิเศษ โดยเขาได้รับมอบหมายให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมนำทัพนักเตะด้วยตัวเอง ซึ่งประสบการณ์ในครั้งนั้น ได้เติมไฟ ให้เขาอยากเดินตามความฝันของตัวเอง ในการเป็น นักฟุตบอลอาชีพของ สโมสรชัยนาท ฮอร์นบิล ให้ได้สักครั้ง 

“ผมติดตามทีมชัยนาทฯ มาตั้งแต่ผมอายุยังน้อย เข้ามาเชียร์ในบ้านแทบทุกนัด พอเริ่มโตขึ้น ก็มีความฝันอยากลงเล่นให้ทีมบ้านเกิด นี่คือเป้าหมายสูงสุดของผมก็ว่าได้”

“พี่ๆ นักฟุตบอลชัยนาท ทุกคน คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากเล่นฟุตบอลให้เก่งกว่านี้ เพราะผมฝันไว้ว่าสักวันหนึ่ง ผมจะต้องลงไปอยู่ในสนามให้ได้เหมือนพี่ๆ เขา”


ความพิการด้านร่างกาย อาจทำให้ คนภายนอก มองข้ามหัวจิตหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของ นักกีฬาคนพิการ ที่กล้าออกไปตามล่าความฝัน 

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เสกสรร ในวัย 18 ปี ตัดสินใจใช้แขนข้างเดียวที่มีอยู่ หิ้วสตั๊ดเดินทางไปคัดตัวกับสโมสรสมัครเล่น “ชัยนาท ซิตี้” ที่เตรียมทีมสำหรับลุยศึกไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก 

ภาพที่ปรากฎในโลกออนไลน์ และถูกแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก คือภาพที่เจ้าตัวลงทำการทดสอบฝีเท้า ร่วมกับนักฟุตบอลที่มีร่างกายปกติ พร้อมกับแคปชั่นที่สโมสรบรรยายว่า “อุปสรรคของร่างกาย... บางครั้งมันก็ไม่จำเป็นต้องมีขีดจำกัดสำหรับบุคคลที่ชื่นชอบและหลงรักในกีฬาฟุตบอล”

ถึงแม้ก้าวแรกในเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพของ เสกสรร รักถนอม จะสิ้นสุดลงในการคัดตัวรอบสอง แต่นั่นไม่ได้ให้ เขาละทิ้งความฝันของตัวเอง 


Photo : Chainat City

“ผมเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กแชร์ว่า สโมสรชัยนาท ซิตี้ เปิดคัดตัวนักฟุตบอล ผมจึงลองติดต่อเพจไปถามว่า ผมสามารถคัดตัวได้ไหม เขาก็ตอบว่า ‘มาได้เลย’ แม้ว่าผมจะคัดตัวไม่ผ่าน แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกท้อนะ ผมก็ต้องกลับไปแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง และกลับมาสู้ใหม่”

“ผมรู้ดีว่าความฝันของผม (เป็นนักฟุตบอลทีมชัยนาท ฮอร์นบิล) มันห่างไกลมาก และผมก็คงตอบไม่ได้ว่า มันจะเป็นไปได้ไหม แต่ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ ทำให้ถึงที่สุด ดีกว่ามานั่งเสียดายที่ไม่ได้ทำ”

“เพราะฟุตบอลคือสิ่งที่ผมรัก ผมก็หวังว่า เรื่องราวของผมจะพอเป็นแรงบันดาลใจให้คนปกติ ที่มีสองแขนสองขา ได้กล้าออกไปทำในสิ่งที่ตัวเอง ดูอย่างผม ผมมีแขนเดียว ผมยังไม่เคยคิดว่า ผมจะเป็นนักฟุตบอลไม่ได้” 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง