mainstand

Converse

พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ : ยอดมวย 3 พ.ศ. กับภูเขาแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยมีใครไปถึง



ถ้าความสำเร็จเป็นดั่งยอดภูเขาที่รอนักเดินทางขึ้นไป รางวัลยอดมวยถ้วยพระราชทาน คงเปรียบได้กับจุดหมายสูงสุดที่นักมวยไทยอาชีพทุกคนใฝ่ฝัน


 

นับตั้งแต่อดีต มีนักชกระดับตำนานมากมาย เคยฝากชื่อไว้ในถ้วยแห่งเกียรติยศนี้ แต่ถึงกระนั้น ยังไม่เคยมีใครพิชิตภูเขาลูกนี้ได้ถึง 3 สมัย 

ในช่วงปี พ.ศ.2556-2558 “พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์” เด็กหนุ่มจากจังหวัดสมุทรปราการ วัยเพียง 19 ปี กลายเป็นนักมวยไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่คว้ารางวัล “ยอดมวยถ้วยพระราชทาน” ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ถึง 3 สมัย 3 ปีติดต่อกัน 

แน่นอนว่า หนทางกว่าที่เขาจะไปถึงในจุดที่ไม่เคยมีใครทำได้ ย่อมเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก แต่เส้นทางหลังจากพิชิตยอดเขาทั้งสามลูก ได้เป็นชื่อว่าเป็น “ยอดมวย 3 พ.ศ.” เขาก็ต้องพบกับความยากลำบากอีกรูปแบบที่มาทดสอบจิตใจ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ไม่มีรายการขึ้นชกนานร่วมครึ่งปี 

อย่างเนื้อเพลงที่เขียนไว้ว่า “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” และคงไม่มีใครบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ ได้ดีกว่าเจ้าของเรื่อง…

 

บนขบวนรถไฟฟรี 

บรรยากาศผู้คนจอแจ แออัด และเบียดเสียด ในขบวนรถไฟชั้น 3 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติ ผู้คนจำนวนมากนิยมใช้บริการชั้นโดยสารนี้ เนื่องจากเป็นชั้นขบวน ที่ราคาประหยัดมากสุด

หนึ่งในผู้คนมากมายบนขบวน “รถไฟฟรี” เที่ยวนั้น มี 3 พ่อลูกตระกูลแสงเงิน รวมอยู่ด้วย ทั้ง 3 ชีวิตหอบหิ้วกันขึ้นรถไฟฟรี ที่สถานีหัวลำโพง มุ่งหน้าตามทางรถไฟสายภาคเหนือ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ จ.พิษณุโลก สังเวียนที่ลูกชายทั้ง 2 คน จะขึ้นชกมวยภูธร ในค่ำคืนวันนั้น 

“ผมเกิดครอบครัวที่ยากจนมาก มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน แม่ทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานนิคมอุตสาหกรรม ส่วนพ่อไม่ได้ทำงานประจำ เพราะอายุมากแล้ว ชีวิตลำบากมาตั้งแต่เด็กครับ บางวันไม่มีเงินไปโรงเรียน ต้องรอพักเที่ยง พ่อไปหายืมเงินจากตา ยาย มาให้เป็นค่าขนม บางทีอยากกินน้ำอัดลม ก็ซื้อได้ถุงเดียว แบ่งกินกัน 6 คน”

“พ่อเป็นคนที่ชอบดูมวยมาก ก็อยากให้ผมและน้องชาย (เขี้ยวพยัคฆ์) เดินตามรอยพี่ชาย คมพยัคฆ์ แฟร์เท็กซ์ ในการเป็นนักมวย ผมจึงเริ่มชกมวยมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ โดยมีพ่อเป็นคนสอนเรื่องเชิงมวย ส่วนแม่ทำหน้าที่เป็นคนล่อเป้าให้”

“พ่อจะเป็นคนพาผมกับน้องชายไปต่อยตามงานวัด ตามเวทีมวยต่างจังหวัด ได้ค่าตัวครั้งแรก 500 บาท ไปมาทุกที่ ภาคเหนือ, อีสาน, ใต้ แต่บ้านเราไม่มีรถส่วนตัว ต้องโดยสารรถทัวร์บ้าง รถไฟบ้าง บางครั้งเรา 3 คนพ่อลูก ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ก็นั่งรถไฟฟรี ไปลุ้นเอาข้างหน้าว่า คืนนี้จะแพ้หรือชนะ ได้ค่าตัวเท่าไหร่”

คล้าว - เทวัญ แสงเงิน เจ้าของรางวัลนักมวยยอดเยี่ยมถ้วยพระราชทาน 3 ปีซ้อน ยังจำช่วงเวลาในวัยเด็กของตัวเองได้เป็นอย่างดีในวันที่ตัวเขา, น้องชาย บิ๊ก - สุนทร แสงเงิน (เขี้ยวพยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์) และคุณพ่อ สุเทพ แสงเงิน ไม่มีเงินติดตัวและต้องโดยสารรถไฟฟรี เพื่อไปขึ้นชกมวยตามต่างจังหวัด

เพราะต้นทุนของชีวิตแต่ละคนไม่เท่ากัน ครอบครัวแสงเงิน อาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆ ในโครงการบ้านเอื้ออาทร ย่านบางปู  

พ่อแม่ของ เทวัญ ไม่ได้มีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อเครื่องออกกำลังกายดีๆ, ซื้ออาหารการกินที่มีประโยชน์มาบำรุงร่างกายบุตรชาย หรือมีเงินจ้างเทรนเนอร์มาฝึกสอน 

ดังนั้น สุเทพ ผู้เป็นพ่อ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการชกมวยมาก่อน จึงสวมบทบาทโค้ชที่คอยฝึกสอนลูกชายทั้งสองคน อาศัยการสังเกตจากการเป็นผู้ชม มาสอนเชิงมวยให้ลูกชาย  

โดยมีอุปกรณ์ฝึกซ้อม แค่กระสอบทรายเก่าๆ 1 ใบ ที่แขวนอยู่บริเวณสนามบาสฯ ของหมู่บ้านเอื้ออาทร บวกรวมเข้ากับความตั้งใจของตัวเอง ที่อยากเห็นลูกชายมีชีวิตที่ดีกว่าตน 

“มวยไทยคือจุดเปลี่ยนในชีวิตผม ถ้าไม่มีมวยไทย ผมก็จะไม่รู้ว่าตัวเองจะเริ่มต้นทำงานอะไรได้บ้าง เพราะบ้านเราไม่ได้มีต้นทุนอะไรเลย ตอนเด็กๆ ซ้อมมวยกันลำบากมาก ยิ่งซ้อมกันเองในครอบครัว ยิ่งเหนื่อยเข้าไปอีก”

“เราไม่มีผู้ใหญ่หรือค่ายคอยหนุนหลัง เวลาไปต่อย ก็ต้องใช้ความมานะของครอบครัว ขึ้นไปสู้กับเขา ถ้าเราชนะ อาจมีคนติดต่อพาเราไปชกอีก แต่หากแพ้ขึ้นมา เราอาจไม่มีรายการต่อยก็ได้” 

“ทำให้ผมมุ่งมั่นที่อยากจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ ผมเดินสายต่อยในหลายพื้นที่ จนเป็นนักมวยเด็กที่พอมีชื่อเสียงในระดับประเทศ และเริ่มมีผู้ใหญ่ให้ความสนใจ อยากดึงตัวไปอยู่ในค่าย” พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ กล่าว

 

ภูเขาลูกที่หนึ่ง 

ฝีมือที่หาตัวจับได้ยากในวัยเด็กของ เทวัญ แสงเงิน เริ่มเข้าตาบรรดาหัวหน้าค่ายมวยต่างๆ ที่เห็นชั้นเชิงและมันสมองมวยที่ไม่ธรรมดาของเขา แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีค่ายไหนที่ทำให้ คุณพ่อสุเทพ แสงเงิน ประทับใจ

กระทั่ง สุรเนตร ด่านประภา หรือ อ้วน เมืองนนท์ ผู้จัดการค่ายมวยจิตรเมืองนนท์ ที่ไปตระเวนดูมวยภูธรบ่อยครั้ง แสดงความสนใจอยากนำตัวเขาและน้องชาย เขี้ยวพยัคฆ์ เข้ามาอยู่ในสังกัด โดยยินดีให้คุณพ่อและคุณแม่ของ 2 นักชกดาวรุ่ง เข้ามาอยู่กับลูกชาย และทำงานในค่าย 

“น้าอ้วน เป็นคนชักชวนให้ผมเข้ามาในค่ายจิตรเมืองนนท์ แกเห็นผมมานาน แกบอกว่า ชอบฝีมือและนิสัยผม เห็นแล้วรู้สึกถูกชะตา ความจริงตอนนั้น มีหลายค่ายให้ความสนใจผม เพราะผมเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในมวยภูธร แต่พ่อตัดสินใจเลือกที่นี่ เพราะดูแล้วดีกว่าทุกที่ จึงยกกันมาทั้งครอบครัวมาอยู่ที่นี่ ”

“พ่อทำงานเป็นพี่เลี้ยง คอยดูแลนักมวยฝึกซ้อมบ้าง ส่วนแม่ผมทำงานเป็นแม่ครัวประจำค่าย พอได้มาอยู่ที่นี่ ผมมีหน้าที่แค่ขึ้นไปชกอย่างเดียว เพราะการฝึกซ้อม อาหารการกิน ทุกๆอย่างเป็นระบบมืออาชีพ” 

“แตกต่างจากตอนอยู่บ้าน ที่พ่อจะเน้นอัดซ้อมให้หนักอย่างเดียว มาที่นี่ได้เจอคู่ปล้ำดีๆ มีการใส่เรื่องเชิงเข้าไปเยอะขึ้น โดยมี น้าอ้วน, น้าสมจิตร (แว่นแก้ว), แม่เอ๋ (สุนทรี โลหะพืช) คอยสนับสนุนหารายการให้ชกเสริมกระดูก จนตัวเองพัฒนาขึ้นมาอีกระดับ”

เทวัญ ย้ายเข้ามาอยู่ในค่าย จิตรเมืองนนท์ ตอนอายุ 15 ปี พร้อมกับเปลี่ยนสีเสื้อการชกมวยจาก “พันธุ์พยัคฆ์ ลูกเสด็จแม่บังภัย” มาเป็น “พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์” 

ตอนนั้น พันธุ์พยัคฆ์ เริ่มมีเป้าหมายที่อยากเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เพราะเขาเริ่มเห็นว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะไปถึงจุดนั้น เขาจึงให้น้ำหนักกับการฝึกซ้อม โดยยึดหลักที่ว่า “ซ้อมน้อยเจ็บมาก ซ้อมมากเจ็บน้อย” พันธุ์พยัคฆ์ จึงเป็นนักมวยที่มีระเบียบวินัยสูงมาก จนเป็นนักชกคนแรกในค่าย ที่มีค่าตัวทะลุหลักแสน

ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของคุณพ่อ ที่สั่งสอนเขาเสมอว่า อย่าเป็นแค่ไม้ประดับในค่าย แต่จงทำตัวให้มีคุณค่า 

ระยะเวลาแค่ 2 ปี พันธุ์พยัคฆ์ พัฒนาตัวเองจากยอดมวยเด็ก ขึ้นมาชกเวทีมาตรฐานบ่อยครั้ง ปราบมวยรุ่นพี่หลายต่อหลายคน จนเริ่มได้รับการจับตามองมากขึ้น โดยในรอบปี พ.ศ.2556 พันธุ์พยัคฆ์ เอาชนะคู่ชกได้ 8 ไฟต์ติดต่อกัน 

เริ่มจากชนะน็อกโยธิน สะแกทอง-รีสอร์ท ในยกที่ 2, ชนะคะแนน เริงศักดิ์ ศิษย์นิวัฒน์, ชนะคะแนน สราวุธ พิทักษ์ป่าผาแดง, ชนะคะแนน เริงศักดิ์ ศิษย์นิวัฒน์, ชนะน็อก ตระกูลเพชร ส.สมหมาย ยกแรก, ชนะคะแนน จอมโหด ซากามิ, ชนะคะแนน เอกมงคล ไก่ย่างห้าดาวยิมส์ และชนะคะแนน ชาญคริต อ.พิมลศรี จนมีชื่อเข้าติดโผลุ้นรางวัล ยอดมวยถ้วยพระราชทาน เป็นครั้งแรก

“ปีนั้นผมเป็นม้ามืดที่เข้ามามีชื่อเป็น 3 คนสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าตัวเองจะแซงหน้ารุ่นพี่อย่าง พี่ปกรณ์ (ศักดิ์โยธิน) พี่เพชรบุญชู เอฟ.เอ กรุ๊ป เพราะพี่เขาก็เก่ง และทำผลงานได้ดี มันเป็นเรื่องของจังหวะมากกว่าที่ผมชนะรวดมาหลายไฟต์ ทำให้คณะกรรมการฯ พิจารณาเลือกผม”

“พอน้าอ้วน มาบอกว่า เราได้ยอดมวยแล้วนะ และเป็นเด็กอายุน้อยที่ได้รางวัลนี้ ตอนแรกก็ค่อนข้างตกใจ เพราะรางวัลนี้ถือเป็นรางวัลสูงสุดที่นักมวยไทยทุกคนอยากได้ แต่ผมได้ตอนอายุ 17 ปี ความรู้สึกตอนนั้นมันดีใจที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ครั้งที่ 2 หรือ 3 อีก เวลาไปชกที่ไหน เรามีดีกรีคำว่า ยอดมวยติดตัวไปด้วย ขึ้นเวทีโฆษกก็จะประกาศว่า เราคือยอดมวยคนล่าสุด เป็นอะไรที่อธิบายไม่ถูกจริงๆ”  พันธ์ุพยัคฆ์ กล่าวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

 

บนยอดเขาที่ไม่มีใครไปถึง 

จากเด็กที่ไม่มีใครรู้จักในขบวนรถไฟฟรีวันนั้น ไม่กี่ปีต่อมา “พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์” กลายเป็นนักมวยอายุน้อยที่ค่าตัวทะลุหลักแสน และโด่งดังจนไม่มีใครในวงการไม่รู้จักเขา หลังจากผงาดคว้ารางวัล นักมวยไทยยอดเยี่ยม หรือรางวัลยอดมวยถ้วยพระราชทาน จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2556 

พันธุ์พยัคฆ์ เดินหน้ารักษาฟอร์มการชกที่ดีอย่างต่อเนื่องในปีที่สอง โดยไม่ได้โฟกัสว่า ตัวเองจะต้องเป็นยอดมวย 2 พ.ศ. เพราะนับตั้งแต่ได้ถ้วยพระราชทานมาครอง คู่ต่อสู้ที่เขาเจอ เริ่มเปลี่ยนไป มีชื่อชั้นมากขึ้นและเริ่มต้องต่อน้ำหนัก ปล่อยเวต, บีบน้ำหนัก เพื่อหาคู่ชก 

ก่อนที่เขาจะได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลนี้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ในปี พ.ศ.2557 หลังชนะคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ 10-0 เสียง เหนือ ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9 ในการโหวตเลือกครั้งสุดท้าย

ทำให้ พันธุ์พยัคฆ์ ในวัย 18 ปี ได้เป็นยอดมวย 2 พ.ศ. คนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ ต่อจาก สามารถ พยัคฆ์อรุณ (ปี 2524, 2531), แก่นศักดิ์ ส.เพลินจิต (ปี 2533-2534) แสนชัย ส.คิงส์สตาร์ (ปี 2542, 2551) และ อนุวัฒน์ แก้วสัมฤทธิ์ (ปี 2546-2547)

“เรื่องของรางวัลยอดมวย ผมว่ามันเป็นไปตามสเต็ปมากกว่า เราไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะกลับมามีชื่ออีกครั้ง แต่พอเข้าช่วงปลายปี เราผลงานดี ก็ทำให้เรามีแรงกระหาย ที่อยากเป็น ยอดมวย 2 พ.ศ. เพราะมีไม่กี่คนที่ทำได้ พอรู้ตัวเองได้รับรางวัลก็ดีใจ และยิ่งมีแรงผลักดันให้ตัวเองมากกว่าเดิม เพราะเรามีโอกาส ที่จะเป็นคนเดียวในประเทศไทย ที่ได้ 3 พ.ศ.”

“จากเดิมที่เคยซ้อมหนักอยู่แล้ว ก็ซ้อมหนักเข้าไปอีกในปีต่อมา หากไม่ทำงานหนักในวันนั้น ผมคิดว่าชีวิตผมคงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว จนกระทั่งเขาประกาศมาว่า เราได้เป็น ยอดมวย 3 พ.ศ. คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์” 

“ตอนนั้นทุกคนรอบข้างดีใจกันมาก บางคนถึงกับพูดว่า อาจไม่มีใครทำได้อีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็น ยอดมวย 3 ปีติดต่อกัน เพราะมันทำได้ยากมาก ยิ่งทำให้ผมรู้สึกภูมิใจมาก ที่ตัวเองสู้ชีวิตมา เพราะถ้าผมไม่สู้ ชีวิตผมก็คงไปถึงจุดนี้ไม่ได้” พันธุ์พยัคฆ์ กล่าว

แม้เงื่อนไขในการคู่ชกแต่ละไฟต์ของพันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ จะเริ่มยากขึ้นนับตั้งแต่ได้ยอดมวย 2 พ.ศ. และเขาต้องเจอกับนักมวยแถวหน้าของวงการอยู่ตลอด 

แต่ผลงานในรอบปี พ.ศ. 2558 (ชนะ 5  เสมอ 1 แพ้ 2) ก็เพียงพอที่จะทำให้ พันธุ์พยัคฆ์ เอาชนะแคนดิเดตอย่าง สิงห์ พรัญชัย, เสกสรร อ.ขวัญเมือง และ ธนญชัย ธนกรยิม ไปได้ พร้อมก้าวสู่ ยอดเขาที่ไม่เคยมีใครไปถึง อย่างการเป็น ยอดมวย 3 พ.ศ. คนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ฉากหน้าที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีเบื้องหลัง และอุปสรรคต่อจากนี้ ที่เขาไม่อาจเลี่ยงหลีกได้… 

 

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยิ่งต้องสู้ 

“หลังจากได้ยอดมวย 3 ปีติด ผมหาคู่ชกได้ยากมาก ส่วนใหญ่เขาจะไม่สู้ด้วย ไม่ก็ให้เราต่อน้ำหนัก หรือไม่ก็บีบน้ำหนักลงไปเยอะ อย่างผมต่อยพิกัด 131-132 ปอนด์ บางครั้งผมต้องปล่อยเวทขึ้นไปเจอคนตัวใหญ่ หรือบีบลงมาเหลือ 123 ปอนด์ ซึ่งในกีฬามวยไทย น้ำหนักถือเป็นตัวแปรทุกอย่าง บีบน้ำหนักมากไปก็ไม่มีแรง ต่อน้ำหนักมากไป ก็เจอคนตัวใหญ่กว่า อาวุธเราเป็นรอง”

“จากที่ผมเคยมีรายการต่อย ปีหนึ่งเกือบ 10 ไฟต์ ปีที่แล้วผมได้ชกแค่ 2 ไฟต์เอง ซ้อม 4-5 เดือนชก 1 ครั้ง บางทีซ้อมมาครึ่งปี ได้ต่อยไฟต์เดียว บางครั้งเหมือนเราซ้อมไปอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะหาคู่ชกไม่ได้ แม่เอ๋มาบอกว่า ‘เขาไม่สู้อีกแล้วนะ’ เราก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”

“สำหรับผม ผมมีอาชีพนักมวย ผมก็อยากขึ้นไปชกมวย ไม่ได้ยึดติดกับคำว่า ‘ยอดมวย’ ที่จะแพ้ไม่ได้ เพราะกีฬามีแพ้ มีชนะ ไม่ใช่ว่าเป็นยอดมวยแล้วจะแพ้ไม่เป็น บางครั้งนั่งเวลาดูเพื่อนซ้อม บางคนค่าตัวยังไม่ถึงแสน แต่เขามีรายการต่อยทั้งปี บางทีก็อิจฉาเขาเหมือนกันนะ ที่ได้ต่อยตลอด แต่ผมเข้าใจโปรโมเตอร์นะว่า เขาคงจัดยาก หากประกบคู่มวยแล้วไม่สูสี ก็พยายามฟิตซ้อม รักษาสภาพร่างกายตัวเองให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา”

ในวันที่ชีวิตของ พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ ประสบความสำเร็จสูงสุด สิ่งที่ตามหลังจากนั้น คือ การต่อสู้กับจิตใจของตนเอง

จากคนที่มีค่าตัวเรือนแสน มีรายการต่อยตลอดทั้งปี ภาพเหล่านั้นเริ่มๆค่อยหายไป แม้ปัจจุบันเขาจะเป็นเจ้าของเข็มขัดถึง 5 เส้น แต่ในพิกัดน้ำหนักเดียวกัน แทบจะหาตัวต่อยกับเขาไม่ได้แล้ว เนื่องจากสไตล์ของ พันธุ์พยัคฆ์ เป็นสไตล์ที่ชกด้วยยากมาก ถ้าเปรียบให้เห็นภาพคงคล้ายกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ในมวยสากล

เขาเป็นนักมวย ประเภทฝีมือจัดจ้าน มีทักษะ ชั้นเชิง เหลี่ยมมวยที่ดี ดักเตะจังหวะสองได้อย่างแม่นยำ คู่ชกมักเข้าวงในไม่ติด ในขณะที่ความนิยมในหมู่แฟนมวยไทย ยุคปัจจุบัน ดูเหมือนจะชื่นชอบ นักมวยประเภทมวยบู๊ดุดัน เน้นคลุกวงในมากกว่า เนื่องจากสามารถทำให้ราคาต่อรองเดิมพันพลิกผันได้ง่ายกว่า มวยจังหวะฝีมือ 

นั่นทำให้ พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ ได้รับการยอมรับน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่เขาคือ เจ้าของรางวัลยอดมวยถึง 3 พ.ศ. แต่ถึงกระนั้น ก็ยังถูกแฟนหมัดมวยบางส่วนวิจารณ์สไตล์การชกของเขา 

“พวกคอมเมนท์ที่เข้ามาวิจารณ์ หรือพูดถึงผมในแง่ไม่ดี ก็มีมาตั้งแต่ผมได้ยอดมวย สมัยที่ 2  ผมก็อ่านผ่านๆนะ แต่ไม่อยากเก็บเอามาใส่ใจ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่ไปตอบโต้หรือพิมพ์ด่าเขา ส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงสไตล์ผม บอกว่าเป็น ‘มวยถอยบ้างแหละ, หนีอย่างเดียว,นักชกเกียร์ R’”

“ผมเป็นมวยสไตล์แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ที่ต้องอาศัยจังหวะฝีมือ มันขึ้นอยู่กับว่านักมวยคนนั้นถูกฝึกมาอย่างไร คงเปลี่ยนไม่ได้ สมมติลองให้นักมวยที่ถนัดเดินเข้าหา มาต่อยแบบมวยฝีมือ เขาก็ทำไม่ถนัด เพราะไม่ใช่สไตล์ของเขา เรื่องสไตล์จึงอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน ถ้ามวยถอยดี ”

“ผมอยากชกให้ถูกใจทุกคน อยากทำให้ทุกคนยอมรับ แต่ผ่านถึงจุดนี้ผมก็รู้ว่า ผมคงไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ ดังนั้นผมแค่ต้องทำในวิถีทางของตัวเองให้ดีที่สุด ขยัน ตั้งใจ ฝึกซ้อม และขึ้นไปชกอย่างเต็มที่ ในๆทุกไฟต์ก็พอ”

ปัจจุบัน พันธุ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ ในวัย 23 ปี ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับครอบครัว อยู่ภายใน ค่ายจิตรเมืองนนท์ โดยมีน้องชาย เขี้ยวพยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์ วัย 21 ปี ที่เริ่มฉายแสงขึ้นมาเคียงข้างเขา จนมีชื่อติดโผ 3 คนสุดท้าย รางวัลนักมวยถ้วยพระราชทาน ปีล่าสุด 

แต่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะในวันวานที่เขาเป็นเพียงแค่ เด็กชายเทวัญ ที่ขึ้นรถไฟฟรีไปชกมวยตามภูธร หรือในวันนี้ ที่เขาได้ชื่อว่าเป็นยอดมวย 3 พ.ศ.คนเดียวในประวัติศาสตร์ เขายังคงมี “ครอบครัว” เป็นแรงผลักดันสำคัญ ที่ทำให้ก้าวมาถึงจุดสูงสุดที่ไม่เคยมีใครไปถึง 

มันเป็นเกียรติยศที่ไม่สามารถหาซื้อกันได้ด้วยเงิน แต่ต้องใช้หยาดเหงื่อ ความพยายาม และหัวใจที่เป็นนักสู้แลกกับความสำเร็จนี้มา 

“ผมคงผ่านช่วงเวลาที่ดีสุดของอาชีพนักมวยไทยมาแล้ว ที่ได้เป็นยอดมวย 3 พ.ศ. ก็ถือเป็นเกียรติประวัติที่ผมภูมิใจมาก หลังจากนี้ผมอยากรักษามาตรฐานตัวเองให้ดี ไม่ให้ตกลงไป ผมคิดว่าตัวเองผ่านอะไรมาพอสมควร และได้เรียนรู้หลายๆอย่างจากชัยชนะ และความพ่ายแพ้” 

“เวลาชนะก็มีแต่คนชื่นชมเต็มไปหมด แต่เราจะเห็นว่าใครเรารักจริง ก็ต่อเมื่อเราแพ้ แต่ไม่ว่าอย่างไร ครอบครัวก็อยู่เคียงข้างผมมาตลอด ในทุกช่วงเวลาของชีวิต ครอบครัวเป็นทุกอย่างในชีวิตผม และที่ผมประสบความสำเร็จได้ เพราะมีครอบครัวเป็นเบื้องหลังที่สำคัญ”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง