mainstand

Inspiration

เอ๋ จิตรเมืองนนท์ : นิยามและพลังรักของ “แม่” ผู้ดูแลค่ายมวยไทยแถวหน้าของประเทศ



“เราเป็นผู้หญิงที่ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอได้เลย บางครั้งเวลานึกถึงเขา (สามี) ก็ต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำ ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเราต้องเข้มแข็ง” 


 

จิตรเมืองนนท์ เป็นค่ายที่แฟนๆ และคนในวงการมวยไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนี่คือค่ายที่ปลุกปั้นนักชกแม่เหล็กค่าตัวเรือนแสน เรือนล้าน หลายต่อหลายราย ส่งชกทั้งภายในและต่างประเทศ  

โดยผู้ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลทุกอย่างภายในค่ายมวยแห่งนี้ ไม่ใช่ผู้ชายที่มากด้วยอิทธิพล หรือบารมีใดๆ แต่เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง สุนทรี โลหะพืช หรือ "เอ๋ เมืองนนท์" คือ สุภาพสตรีที่เรากล่าวถึง นอกจากบทบาทแม่ ที่ต้องดูแลลูกๆของตัวเอง 

เธอยังต้องรับบทหนักในฐานะผู้จัดการค่ายมวยไทยขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงมากสุด ติด 1 ใน 3 ของประเทศไทย ควบคู่บทบาท ผู้ช่วยโปรโมเตอร์ ที่ต้องเลือกและประกบคู่มวยแต่ละครั้ง ด้วยตัวเธอเอง 

เราไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า ผู้หญิงสามารถแกร่งได้แค่ไหน เมื่อต้องอยู่ในวงการกีฬา ที่เต็มไปด้วยลูกผู้ชาย, การเดิมพันที่สูงส่ง และแรงกดดันมากมายมหาศาลจากรอบทิศทาง 

แต่การพูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่นักมวยทุกคนในค่ายเรียกเธอว่า “แม่” ยิ่งทำให้เราเข้าใจได้ว่า พลังรักจากผู้ถูกเรียกว่า “แม่” ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน ต่อลูกผู้ชายอกสามชกที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักมวยไทย

 

ผู้หญิงข้างเวทีมวย 

“พี่อ้วน (สุระเนตร ด่านประภา - สามี) เป็นคนที่ชอบมวยมาก ตั้งแต่อยู่กินกับเขามา เราก็ตามเขาไปดูมวยด้วยทุกที่ อีกอย่างเอ๋เป็นผู้หญิงลุยๆอยู่แล้ว จากตอนแรกเราเป็นผู้หญิงที่ดูมวยไทยไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ ก็เริ่มซับซับและเข้าใจมวยไทยลึกซึ้งขึ้น”

“จนวันหนึ่ง พี่สมจิตร (แว่นแก้ว) ที่เป็นเพื่อนรักตั้งแต่สมัยวัยรุ่นของพี่อ้วน อยากเปิดค่ายมวยเป็นของตัวเอง โดยที่ต้องการให้ พี่อ้วน เข้ามาดูแลทุกอย่างภายในค่าย เพราะแกทำธุรกิจหลายอย่างไม่มีเวลามาดูแลค่าย แต่จะออกทุนให้ ค่ายจิตรเมืองนนท์ จึงเกิดขึ้นมาจากตรงนั้น”

เอ๋ เมืองนนท์ ย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้นในการได้เข้าสู่วงการมวยไทยของเธอ  เธอเป็นชาวจังหวัดนนทบุรี โดยกำเนิด ในช่วงวัยสาว เธอพบรักและแต่งงานกับ “อ้วน เมืองนนท์” เซียนมวยชื่อดัง ที่ต่อมาได้ผันตัวมาเป็นผู้ร่วมตั้งค่ายมวยไทย “จิตรเมืองนนท์” ร่วมกับ สมจิตร แว่นแก้ว นายทุนและหัวหน้าค่าย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543

ภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี “อ้วน เมืองนนท์” ทำให้ชื่อของค่าย จิตรเมืองนนท์ เป็นที่รู้จักในวงการมวย ด้วยแนวทางที่ไม่เหมือนใคร โดยมี เอ๋ สุนทรี เป็นคนที่อยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะสามีของเธอ จะตัดสินใจทำอะไร หรือเดินทางไปไหน 

“พี่สมจิตรกับพี่อ้วน มีแนวทางในการทำค่ายมวยที่ตรงกัน คือ เน้นสร้างนักมวยมาตั้งแต่อายุยังน้อย เราไม่เน้นซื้อมวยแพงๆ เพราะเราต้องการหัวใจเด็ก ช่วงแรกที่ทำค่ายเราสองคนสามีภรรยาเหนื่อยสุดๆ มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลาเยอะมาก พูดตรงๆ ถ้าไม่แกร่งจริง ทุนไม่หนาจริง คงจบไปนานแล้ว แต่โชคดีที่พี่จิตร เขาโอเคหมด ไม่ว่าเพื่อนเขา (อ้วน เมืองนนท์)  จะตัดสินใจอะไร”

“พี่อ้วนจะพาเอ๋ ขับรถออกต่างจังหวัดไกลๆ ไปตระเวนดูนักมวยเด็กที่เราต้องการ ไปขอเขามาเลี้ยงตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนใหญ่นักมวยที่เอามาอยู่กับเรา เราเลี้ยงตั้งแต่พวกเขา ยังน้ำหนักไม่ถึง 30 กิโลกรัมด้วยซ้ำ”

“เราดูมวยต่างจังหวัด ตั้งแต่คู่แรกยันคู่เอก บางครั้งต้องไปนั่งตามท้องนา โดนยุงกัดเต็มตัว แขน ขา ลายไปหมด เพราะเอ๋แพ้ยุง แต่เราก็ไป เพราะถือว่าเป็นการไปหานักมวยมาเลี้ยงไปในตัว นักมวยดังหลายคนอย่าง กุมารทอง, กุมารเงิน, เขี้ยวพยัคฆ์, พันธุ์พยัคฆ์ ฯลฯ หรือ เงินมวยเงินล้านอย่าง รถถัง พวกนี้มาอยู่กับเราตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อยหมด”

จากคนที่ดูมวยไม่ค่อยเป็น… วันหนึ่ง เอ๋ เมืองนนท์ ต้องมาทำงานเต็มตัวกับมวย โดยหน้าที่ของเธอ คือ ดูความเรียบร้อยต่างๆ รวมถึงจัดการเรื่องค่าใช้จ่าย ภายในค่าย ควบคู่กับเป็นเพื่อนคู่คิดสามี ในการตัดสินใจเรื่องการเลือกนักมวย เข้าสังกัด ที่ไม่ได้วัดเรื่องความเก่งหรือไม่เก่ง แต่เลือกจากสัญชาตญาณของนักมวยยามอยู่บนสังเวียน

“เอ๋ เน้นหัวใจอย่างเดียว ฝีมือไม่สำคัญ เพราะเราสร้างได้ เวลาเราไปดูมวย เราไม่ได้ไปดูมวยชนะนะ บางคนที่เราเอามา เขาสู้ไม่ได้เลย แต่ถึงโดนต่อยขนาดนั้น ก็ไม่ยอมทิ้งตัว แสดงว่าเด็กคนนี้หัวใจมันได้ สังเกตได้เลยว่า นักมวยเราจะเป็นเด็กที่ใจสู้ทุกคน”

“หัวใจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเขาใจไม่สู้ มีคนมาพูดนิดเดียวว่า ‘สู้ไม่ได้หรอก จะไหวไหม ?” ได้ยินแค่นี้ก็ถอดใจไปครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนคนใจสู้ เขาจะไม่สนคำพูดคนอื่น ดังนั้นใครจะมาอยู่ค่ายเรา กระดูก (หมายถึง ประสบการณ์) ไม่ต้อง ขอหัวใจอย่างเดียว เพราะเราใช้คำพูด ใช้ใจ เสริมด้วยความแข็งแกร่งด้านร่างกาย เด็กต้องพัฒนาแน่นอน” 

 

 

ไม่ใช่ลูกจ้างแต่ทุกคนคือลูกเรา

“สิ่งที่เราแตกต่างกับค่ายอื่นชัดเจนเลยในยุคนั้น คือ เราไม่หักค่าตัวเด็กเข้าค่าย ก่อนหน้านี้ ในวงการมวย ส่วนใหญ่ นักมวยจะถูกหักค่าตัวประมาณครึ่งหนึ่งเข้าค่าย แต่เราไม่ทำแบบนั้น การกินอยู่ การฝึกซ้อม ทุกอย่างจึงเป็นค่าใช้จ่ายของเราทั้งหมด”

“เราไม่ได้เลี้ยงเขา แบบลูกจ้าง-เจ้านาย แต่เราเลี้ยงนักมวยทุกคนเหมือนเป็นลูกของเรา นักมวยทุกคนที่ขึ้นไปชก ไม่ว่าจะแพ้ลงมาแบบไหน เราจะไม่ด่า ไม่ตบตีเขา บางครั้งนักมวยแพ้ แต่ชกได้สมศักดิ์ศรี เอ๋ให้ทิปเขาด้วย เพราะเอ๋คิดว่าเขาเป็นลูก ก็เหมือนพ่อแม่ให้เงินลูก ซื้อของเล่นให้ลูก เป็นเรื่องปกติ”

จิตรเมืองนนท์ สร้างบรรทัดฐานใหม่แก่วงการมวยไทย ด้วยการเป็นค่ายมวยแถวหน้า ที่ไม่หักค่าตัวนักมวยเข้าสังกัดแม้แต่บาทเดียว เพื่อให้นักมวยมีรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย 

ทำให้ บรรดาค่ายมวยภูธรตามต่างจังหวัด และพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างไว้วางใจที่จะส่งนักชก, ลูกหลานเข้ามาอยู่ในการดูแลของค่าย “จิตรเมืองนนท์” ภายใต้การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดของ อ้วน-เอ๋ เมืองนนท์ คู่สามีภรรยาที่นักมวยทุกคนในค่าย เรียกแทนเขาทั้งคู่ว่า “พ่อและแม่” 


“จริงๆ เอ๋ไม่เคยบอกให้เด็กเรียกว่า แม่นะ อย่างพี่อ้วน เวลาอยู่ต่อหน้าเด็ก เขาเรียกเอ๋ว่า ‘เจ๊’ แต่เด็กเขาคงนับถือเรากับพี่อ้วนมาก และรู้ว่าพวกเรารักเขาเหมือนลูกจริงๆ ก็เลยเรียกเราว่า “แม่” และเรียกพี่อ้วนว่า ‘พ่อ’ ทั้งที่ตอนที่เริ่มทำค่ายมวย เอ๋ เพิ่งอายุ 20 กว่าๆ เอง ไม่ได้แก่ถึงขนาดจะเป็นแม่ของเขาได้”

“แต่เราสองคนเลี้ยงนักมวยแบบลูกจริงๆ เอ๋ไม่เคยห้ามลูก (นักมวย) เลยนะ ไม่ว่าลูกจะทำอะไร ขออย่างเดียวช่วงใกล้รายการ ก่อนชก 2 สัปดาห์ หรือ 10 วันสุดท้าย ให้มานอนค่าย เรื่องอื่นก็ไม่เคยห้ามเขา บอกแค่ให้เขาดูแลตัวเองให้ดี ให้เขาชกในน้ำหนักเท่าที่เขาไหว ไม่ต้องการให้เด็กบีบจนเกินไป”

“เราน่าจะเป็นค่ายเดียวนะ ที่นักมวยกับหัวหน้าคณะ มีความสัมพันธ์แบบ พ่อแม่-ลูก ไม่ใช่เจ้านายลูกน้อง พอเราใช้ใจเลี้ยงเขา ไม่ได้ใช้อำนาจบังคับเหมือนเขาเป็นทาส เขาก็สู้เพื่อเรา โดยที่ไม่ต้องไปบังคับเลย”


ชื่อเสียงของค่ายจิตรเมืองนนท์ เริ่มค่อยๆ ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากสไตล์การชกของนักมวยในสังกัด ที่ไม่เอาเปรียบคนจัดและคนดู จนส่งผลให้ชื่อนักมวยในสังกัดหลายรายโด่งดังขึ้นมาเป็นมวยแถวหน้าของประเทศไทย

ไม่ว่าจะเป็น หนึ่งล้านเล็ก จิตรเมืองนนท์, ยอดพนมรุ้ง จิตรเมืองนนท์, เขี้ยวพยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์, สะแกงาม จิตรเมืองนนท์, เพชรมหาชน จิตรเมืองนนท์, เพชรนรินทร์ จิตรเมืองนนท์, ซุปเปอร์เล็ก จิตรเมืองนนท์,  กุมารทอง-กุมารเงิน จิตรเมืองนนท์ รวมถึง รถถัง จิตรเมืองนนท์ แชมป์โลกมวยไทย รุ่นฟลายเวท One Championship 

และที่สุดของอาชีพนักมวยไทย รางวัล “ยอดมวยถ้วยพระราชทาน” จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ตกเป็นของ “พันธ์ุพยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์” ในช่วงปี พ.ศ.2556-2558 พร้อมได้ชื่อว่าเป็น นักมวยไทยประวัติศาสตร์คนแรกที่สามารถครองถ้วยพระราชทาน 3 ปีติดต่อกัน 


“การทำค่ายมวยเป็นงานที่ต้องทุ่มเทอย่างมาก ไม่ใช่งานที่ถึงเวลาจะโทรสั่งให้ใครทำก็ได้ เพราะนักมวยทุกคนมีความรู้สึก มีหัวใจ และต้องการให้เราเอาใจใส่ เราต้องเข้าให้ถึงหัวใจเขาทุกคน ต้องรู้ให้ได้ว่า เขาคิดอะไรอยู่ อย่าละเลยเขา เอ๋ถึงมองว่า เรื่องหัวใจเป็นสิ่งสำคัญมาก และทำให้เด็กยังอยากอยู่กับค่ายเราจนถึงทุกวันนี้” เอ๋ สุนทรี เผย

 

วันที่อ่อนแอและเข้มแข็งที่สุด

“เอ๋ไม่เคยมีความคิดเลยว่า จะต้องมาทำหน้าที่แทนเขา (ผู้จัดการค่าย) เราเดินตามสามีมาตลอด อยู่เคียงข้างเขา ในฐานะหลังบ้านที่ให้คำปรึกษาเขา เพราะเราไม่คิดเลยว่า พี่อ้วนจะจากพวกเราไปไวขนาดนี้”


ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2561 เอ๋ สุนทรี และ อ้วน สุระเนตร ตื่นลืมตาขึ้นมา และใช้ชีวิตเฉกเช่นทุกวัน โดยไม่มีใครรู้เลยว่านี่คือวันสุดท้ายของผู้เป็นสามี

“วันนั้นตอนแรกพี่อ้วน จะขอออกไปดูมวยข้างนอก แต่เหมือนเรามีเซนส์ ก็บอกเขาว่า ‘คุณไม่ไปได้ไหม อยู่กับฉันเถอะวันนี้’ เขาก็ตามใจเรา จนถึงช่วงบ่าย ระหว่างกำลังนั่งรอดู มวยช่อง 7 เขาเกิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมา แล้วพูดขึ้นว่า ‘ฉันไม่ไหวแล้ว วันนี้ฉันต้องตายแน่ๆ’ ความจริงทุกคนในบ้านรับรู้กันอยู่แล้วว่า พี่อ้วน สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง แต่เขาเป็นคนใจแกร่ง ไม่ยอมไปหาหมอ ไม่ยอมตรวจสุขภาพ จะพยายามหายด้วยตัวเอง”

“สักพักหนึ่ง แกวิ่งขึ้นไปบนบ้าน ไปสวมหน้ากากอ๊อกซิเจน เพราะที่บ้านมีเครื่องนี้ของแม่อยู่ เขาก็อ้วกออกมาเป็นเลือด เอ๋ขอร้องให้พี่อ้วนไปหาหมอ เขาก็บอกให้ เอ๋ ไปเปลี่ยนชุดและขับรถพาไปหน่อย ระหว่างที่น้องชายเอ๋ พาเขาลงจากบันได พอถึงบันไดขั้นสุดท้าย เขาก็บอกกับน้องชายเอ๋ว่า ‘อย่าปล่อยพี่นะ พี่ไม่ไหวแล้ว’ จากนั้นเขาก็ช็อกหมดสติ กัดลิ้นตัวเอง แขนขาเกร็งไปทั้วตัว ทุกคนตกใจกันมาก รีบพาเขาไปส่งโรงพยาบาล”

อ้วน เมืองนนท์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สามีของ เอ๋ สุนทรี แต่เขายังเป็นเสาหลักของครอบครัว และค่ายมวยจิตรเมืองนนท์ นี่จึงเป็นข่าวร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ยิน

หลังถึงมือแพทย์ หัวใจของ เอ๋ เมืองนนท์ ภรรยายิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อได้ทราบผลารตรวจของสามีว่า “ม่านตาไม่ตอบสนอง” หากปั๊มหัวใจขึ้นมา อ้วน เมืองนนท์ จะต้องตื่นขึ้นมาและกลายเป็น เจ้าชายนิทรา 

เมื่อทางเลือกในการยื้อชีวิต บุคคลอันเป็นที่รักเหลือเพียงทางเดียว เธอหนักแน่นในคำตอบนั้น เพื่อให้คนรักได้มีชีวิตอยู่ต่อไป แม้การปั๊มจะไม่เป็นผลสำเร็จ และลมหายใจของ สามี ค่อยๆโรยริน ร่างกายเริ่มไม่รู้สึกตัว แต่มือของเขา ยังคงกำมือของภรรยาไว้อย่างแนบแน่น จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต 

“เอ๋เกิดมาครึ่งชีวิต เอ๋ไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนที่ดีเท่ากับเขามาก่อน เขาเป็นคนดีมากๆ และทุกคนในวงการมวยก็รักเขา เขาสามารถทำให้นักมวยต่างศึกต่างสายข้ามมาต่อยกันได้ ทำให้คนในวงการที่เคยทะเลาะกันกลับมาดีกันได้” 

“ที่สำคัญเขาดูแลครอบครัว ลูกๆ (นักมวย) ภรรยา พี่น้องเขาทั้งหมด โดยไม่ทิ้งให้ใครลำบาก เขาทำทุกอย่างได้ด้วยคนๆเดียว ตอนที่รู้ว่าเขาเสียชีวิต เอ๋ ยอมแล้ว เอ๋ไม่สามารถแทนที่พี่อ้วนได้หรอก เอ๋ ต้องเอาผ้าปิดตาเวลาร้องไห้ ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา ไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ ทั้งที่ เอ๋ ช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะพี่อ้วนจากไปไวมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จากที่คุยกันปกติ” 

“เราใช้ชีวิตคู่กันมา 16-17 ปี เราไม่เคยห่างกันเลย ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมง เราทำใจไม่ได้จริงๆ แล้วเราต้องจัดการพิธีฝังศพภายในวันนั้นเลย นักมวยก็มากันเต็มสุเหร่า เราจะร้องไห้ก็ร้องไม่ได้ เพราะญาติพี่น้องเขาบอกว่า ถ้าภรรยาร้องไห้ สามีที่เสียชีวิตไป จะจากไปอย่างไม่สงบ”


บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเสียใจ หลังการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ เคยทำให้ผู้หญิงแกร่งอย่างเธอ เกือบยอมถอยหลัง แต่กำลังใจจากลูกๆ นักมวยของเธอ รวมถึงคำสั่งเสียจากสามี ทำให้ เอ๋ เมืองนนท์ ต้องแสดงความเข้มแข็ง พร้อมกับลุกขึ้นมาสานงานต่อจาก สามี

“เอ๋ เหมือนคนไปไม่เป็น วันนั้นเอ๋จำได้ว่า นักมวยทุกคนเข้ามาหาเรา และบอกว่า ‘ถ้าแม่ถอย ลูกเลิก ถ้าแม่ยังสู้ ลูกทุกคนจะสู้เพื่อแม่’ ทั้งที่ตอนนั้นเด็กทุกคนมีภาระหมดนะ และมีโอกาสไปอยู่ค่ายอื่นก็ได้ แต่เขายังเชื่อมั่นในตัวเรา ลูกๆ นักมวยทุกคน คือ กำลังใจของเรา ทำให้เรามีพลังขึ้นมา แล้วเราจะยอมแพ้ได้อย่างไร”"

"หลังจากพิธีฝังพี่อ้วน วันรุ่งขึ้น เอ๋ทำงานต่อเลย เริ่มจากไปออกคู่มวยที่พี่อ้วนทำค้างไว้ แต่ยังไม่สำเร็จ เหลืออีก 2 จาก 3 ไตรมาส"

“อีกคนหนึ่งที่ทำให้ เอ๋ เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ คือพี่อ้วน ก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิต 1 สัปดาห์ เขาเรียกพี่น้อง ลูกๆทุกคน มาบอกว่า ‘ปะป๊า อาจอยู่กับพวกหนูได้ไม่นานนะ พวกหนูต้องดูแลตัวเองด้วยนะ มามี๊ เหนื่อยแน่ จากนั้นเขาบอกกับเราว่า ‘ฉันเชื่อว่าเธอทำได้นะ’ ตอนนั้นเอ๋ยังบอกเขาเลยว่า ฉันทำไม่ได้หรอก แต่พี่อ้วนเขาเป็นคนรักและเชื่อใจภรรยามาก ในเมื่อพี่อ้วนเชื่อว่าเราทำได้ เราก็ต้องเชื่อว่าตัวเองทำได้เหมือนกัน” 

อย่างที่เขียนไปตอนต้น ยากที่จะจินตนาการว่า ผู้หญิงสามารถแข็งแกร่งได้มากเพียงใด? 

เพราะในวันที่ เอ๋ สุนทรี ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้จิตใจอ่อนแอได้มากสุด ก็เป็นวันเดียวกันกับที่เธอต้องแสดงความเข้มแข็งออกมาให้มากที่สุด เพื่อให้อีกนับ 100 ชีวิต ที่อยู่รอบๆตัวเธอ สามารถดำเนินต่อไปได้

 

พลังแห่งความรัก

“เอ๋เป็นผู้หญิงที่ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอได้เลย บางครั้งเวลานึกถึงเขา (สามี) ก็ต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำ ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเราจะต้องเข้มแข็ง ไม่อย่างนั้น คนที่เห็นเขาก็จะยิ่งใจเสียตาม หากเราไม่เข้มแข็งและไม่อดทน” 

“เราต้องไม่อ่อนแอ และพยายามทำให้ทุกคนในวงการมวย ยอมรับในตัวเราให้ได้เร็วที่สุด ทั้ง แฟนมวย หัวหน้าค่าย และผู้ใหญ่ในวงการ เพราะเราต้องการให้ค่ายมวยเดินต่อไปข้างหน้า และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ” 

“ตั้งแต่พี่อ้วนเสียไป และเอ๋ขึ้นมาทำหน้าที่แทน เอ๋เจอกับคำพูดดูถูกสารพัด แรงเสียดทานมากมาย บางคนก็บอกว่า เราเป็นผู้หญิง อ่อนประสบการณ์ ไม่มีทางทำหน้าที่นี้ได้หรอก พ่อแม่นักมวยใหม่ๆบางคน เขาถึงขั้นเอาลูกออกจากค่ายเลยนะ เพราะเขาไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างเรา จะดูแลและปกป้องลูกเขาได้ แต่พอเขาเห็นความสามารถเรา เขาก็พาลูกกลับมา”

ในวันที่ไม่มี “พ่อ” แห่งค่ายจิตรเมืองนนท์ เป็นเสาหลักอีกต่อไป “แม่” อย่าง สุนทรี โลหะพืช ก็ลุกขึ้นทำหน้าที่ หัวหน้าครอบครัว ผู้ดูแลทุกอย่างภายในค่าย โดยได้รับการสนับสนุนจากสมจิตร แว่นแก้ว หัวหน้าค่ายฯ ที่ยังคงให้ความเชื่อมั่นในตัวเธอ

หน้าที่ของผู้จัดการค่ายและผู้ช่วยโปรโมเตอร์ ของ เอ๋ เมืองนนท์ มีตั้งแต่ การหารายการมวย, จัดคู่มวย, ประสานงาน รวมถึงดูแลชีวิตนักมวยและครอบครัวของนักมวยทั้งหมด ควบคู่กับงานเดิมที่ตนเองทำไว้อยู่แล้ว

แม้จะมีเครื่องหมายคำถามมากมายเกี่ยวกับค่ายจิตรเมืองนนท์ ในยุคของเธอว่า จะเดินต่อไปในทิศทางใด แต่สุดท้ายเธอก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เธอสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดี ไม่แพ้ผู้ชาย 

“หลังจากพี่อ้วนเสียไป สถานการณ์ตอนนั้นเหมือนบ้านขาดเสาหลัก และเด็กของเรามีโปรแกรมขึ้นชกที่ใกล้จะมาถึงอีก 10 กว่าคน ตอนนั้นทุกคนอ่านว่า นักมวยเราไม่มีกำลังใจชกหรอก เพราะพี่อ้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญสุดในค่ายฯ และได้ชื่อว่าเป็น พ่อคนที่สอง หัวใจเด็กห่อเหี่ยวแน่ๆ แต่กลายเป็นว่า เด็กเราชนะรวดติดๆกันมาเลย ทั้งที่เป็นรองคู่ชกทุกคู่”

“เด็กพวกนี้รู้ว่าเรารักเขามากแค่ไหน เวลาเขาขึ้นสู้ เขาก็บอกเราเสมอว่า เขาจะขึ้นไปชกเพื่อแม่ เขาจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกแม่ ที่กูเก่ง กูเก่งเพราะแม่ บางครั้งเวลานักมวยในค่ายแพ้ แบบไม่สู้ ก็จะโดนเพื่อนร่วมค่ายตำหนิว่า ไหนมึงบอกสู้เพื่อแม่ ทำไมแค่นี้ยอมแล้ว เด็กทุกคนก็เลยแข่งขันกัน เพราะอยากทำให้เราเห็นว่าเขาสู้นะ”

ในวัย 35 ปี สุนทรี มีความรู้สึกดีใจที่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ด้วยตัวของเธอเอง และทำให้คนรอบข้างทั้งหมด มีชีวิตที่ดีและอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ใช่แค่นักมวยที่เธอมองพวกเขาเหมือนลูก แต่ยังรวมถึงครอบครัวของนักมวย ครูฝึก และทีมงานเบื้องหลังค่ายจิตรเมืองนนท์ทุกชีวิต

แม้ชีวิตเธอ จะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ที่แม้แต่ผู้เขียนที่เป็นผู้ชาย ยังคาดเดาไม่ได้เลยว่า หากเป็นตัวเองจะก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์และเสียใจนี้ไปได้อย่างไร ? แต่เธอก็สามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และเดินต่อไปข้างหน้า ด้วยจิตวิญญาณที่เข้มแข็งของความเป็น “แม่” 

“เมื่อก่อนสามี เอ๋ ทำงานหาเงินเข้าบ้าน ส่วนเอ๋ทำหน้าที่ แม่ ดูแลครอบครัวและความเรียบร้อยในค่าย แต่ตอนนี้ เอ๋ สามารถหาเงินด้วยตัวเอง พร้อมกับเลี้ยงดูลูกๆทุกคน (นักมวย)”

“เอ๋เชื่อในพลังความรัก เอ๋ให้กำลังใจพวกเขาตลอด ให้เขาเชื่อในตัวเอง นักมวยบางคนแพ้ อยากเลิกชก แต่เอ๋สอนเขาว่า ‘หนูท้อไม่ได้นะ แม่เป็นผู้หญิง แม่ยังไม่ท้อเลย หนูเป็นผู้ชาย หนูท้อแล้วครอบครัวหนู ลูกเมียหนูจะอยู่อย่างไร วันนี้หนูยังมีแรง ทำไมหนูไม่เก็บเงินให้ได้เยอะๆ หนูอยากให้ลูกมาเหนื่อยและลำบากชกมวยเหมือนหนูเหรอ?’” 

“เอ๋ ภูมิใจที่ได้มายืนในจุดนี้ ไม่ว่าเอ๋เจออะไร เอ๋อดทนตลอด เพราะเอ๋อยากทำใหทุกคนเห็นว่า เอ๋ เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่สูญเสียสิ่งที่ยิ่งใหญ่และคนที่ดีที่สุดในชีวิตไป แต่เอ๋กลับมาตั้งหลักได้ เพราะเอ๋แข็งแกร่ง สู้กับอุปสรรค และทุกๆ สถานการณ์ ที่ผ่านเข้ามา” เอ๋ เมืองนนท์ บอกประโยคสุดท้าย โดยที่เราไม่ได้เห็นน้ำตาแม้แต่หยดเดียวจากเธอ 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง