mainstand

Converse

มาสะ: เหยี่ยวข่าวฟุตบอลชาวญี่ปุ่นกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนในกทม.



กรุงโตเกียว หนึ่งในสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวไทย เมืองในฝันที่ใครหลายคนอยากไปสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต


 

หันหน้าจากเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น กลับมาดูเมืองหลวงของประเทศไทย บรรยากาศที่ต่างกันลิบลับอย่างเห็นได้ชัด

ความวุ่นวายบนท้องถนนก่อนการทำงานยามเช้า รบกวนจิตใจมนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนในกรุงเทพมหานคร

ท่ามกลางประชากรที่เบียดเสียดกันมากกว่าสิบล้านคน มีชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง ทิ้งชีวิตที่สุขสบายรอบด้านในกรุงโตเกียว มาเผชิญชีวิตมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่าง และความลำบากในการใช้ชีวิตแบบที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน และนี่คือเรื่องราวของ “มาซาฮิโระ นากาซาวะ” หรือ “มาสะ” นักข่าวฟุตบอลไทย ชาวญี่ปุ่น ที่ฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย และปรับตัวเข้ากับเมืองหลวงของไทยได้อย่างกลมกลืน



แสวงหาความแปลกใหม่

“ผมอยากเปลี่ยนบรรยากาศของชีวิต ตอนแรกที่คิดไว้ ไม่จำเป็นต้องมาทำงานที่เมืองไทยก็ได้ ผมแค่อยากได้อะไรใหม่ๆในชีวิต” มาสะ เล่าถึงความตั้งใจเริ่มแรกในการย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทย ด้วยภาษาไทยที่ชัดถ้อยชัดคำ

ก่อนที่ มาซาฮิโระ นากาซาวะ จะย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทย เขาทำงานเป็นนักข่าวให้แก่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมืองที่น่าอยู่ที่สุดอันดับ 7 ของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร THE ECONOMIST เมื่อปี 2018

“ตอนที่อยู่ญี่ปุ่น ผมปั่นจักรยานจากบ้านไปออฟฟิศ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที นานที่สุดไม่เกิน 30 นาที หรือไม่ก็นั่งรถไฟใต้ดิน ประมาณ 10-15 นาที สะดวกมากครับ”

ชีวิตที่สะดวกสบายในเมืองที่เพียบพร้อม คือสิ่งที่อยู่กับ มาสะ ตั้งแต่เกิด เขาเกิดและเติบโตในกรุงโตเกียว ครอบครัวไม่มีปัญหาทางด้านการเงิน สามารถส่งเขาจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และหางานที่มั่นคงได้ แม้จะเรียนจบมาไม่ตรงสาย

มองผ่านๆ มาสะ อาจมีทุกอย่างที่ต้องการในชีวิตประจำวัน ที่อยู่อาศัย, หน้าที่การงาน และ สาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ 

หากแต่ในใจลึกๆแล้ว มาสะรู้ดีว่ามีบางสิ่งที่ตัวเขาต้องการเติมเต็มให้แก่ชีวิต สิ่งนั้นคือ “ความรัก” ในกีฬาฟุตบอล ที่แปรเปลี่ยนเป็น “ความฝัน” ที่มาสะต้องการสานต่อให้สำเร็จ

“ผมเคยเล่นฟุตบอลที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่ระดับอาชีพ เป็นแค่บอลในโรงเรียน ถึงแม้ตอนนี้ผมจะไม่ได้เล่น แต่ผมก็ชอบดูฟุตบอลมาก ผมไม่ได้มีทีมที่เชียร์จริงจัง ผมแค่ชอบดูฟุตบอล อยากดูเกมสนุกๆ”

“สมัยเรียน ผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับกีฬา คิดว่าสักวันหนึ่งอยากเป็นนักข่าว บวกกับความชอบในฟุตบอลด้วย ผมเริ่มตั้งความฝันจากตรงนั้น ว่าสักวันผมอยากเขียนข่าวเกี่ยวกับฟุตบอล”

โชคร้ายที่ มาสะ ไม่สามารถเข้าทำงานในสื่อกีฬาได้อย่างหวัง เขาไม่ยอมแพ้ต่อความฝัน ด้วยการเดินหน้าทำงานเป็นนักข่าวต่อไป แม้จะต้องโยกไปเขียนข่าวสายบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม 

เมื่อไม่ใช่สิ่งที่รัก ไม่นาน มาสะ เริ่มเบื่อหน่ายชีวิตที่ต้องคอยไปสัมภาษณ์ดารา หรือเปิดตัวรายการทีวีใหม่ เขาต้องการความเปลี่ยนแปลงในชีวิต จนตัดสินใจเดินทางมาหาชีวิตใหม่ในประเทศไทย

“ตอนนั้นผมยังทำงานสบาย แต่ว่าเริ่มเบื่อนิดหน่อย ก็เลยคิดว่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ไปใช้ชีวิตที่ใหม่ดีไหมนะ?” มาสะตั้งคำถามกับตัวเอง

“มานั่งคิดดูแล้ว ผมตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย เพราะผมเคยมาเที่ยวเมืองไทย คนรู้จักที่อยู่ในไทยก็มี คนญี่ปุ่นมาอยู่ในไทยเองก็เยอะ คิดว่าหางานไม่ยาก ผมตัดสินใจลงเรียนภาษาไทย แล้วก็ได้งานในกรุงเทพทันที”

 

ชีวิตดีดี ที่ไม่ค่อยลงตัว

ปี 2012 มาสะ เริ่มต้นชีวิตของเขาในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ในฐานะนักท่องเที่ยวเหมือนอย่างเมื่อก่อน แต่เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ ตื่นหกโมงเช้า เพื่อเข้างานแปดโมง 

นั่นคือชีวิตที่ มาสะ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประชากรมากกว่าสิบล้านคน ในเมืองหลวงของประเทศไทย

“เมื่อก่อนออฟฟิศอยู่แถวลาดพร้าว มันไม่ได้ไกลมาก นั่งวินมอเตอร์ไซค์แปบเดียวถึงเลย แต่ตอนนี้ มีการเปลี่ยนแปลง ผมต้องไปทำงานที่สีลม การเดินทางนานมาก ก็รู้สึกลำบาก” มาสะ ที่มีห้องพักแถวถนนนาคนิวาส พูดถึงการเดินทางไปทำงานในทุกเช้าของชีวิต

“ทุกวันนี้ ขาไป ผมนั่งวินมอเตอร์ไซค์จากคอนโด มาขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานีลาดพร้าว จากนั้นก็นั่งยาวไปถึงออฟฟิศที่สีลม เมื่อเทียบกับที่ญี่ปุ่น มันแตกต่างมาก ในเมืองไทย ผมว่าลำบากกว่าเยอะ (หัวเราะ)”

จากชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ปั่นจักรยานไปทำงานสบายๆโดยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มาสะ ต้องเปลี่ยนมานั่งรถสามต่อไปที่ทำงาน 

ใช้เวลาในช่วงเช้ามากถึงวันละ 2 ชั่วโมง เพื่อไปทำงานให้ตรงเวลา และยังต้องเสี่ยงกับคุณภาพสาธารณูปโภคที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมาสะทิ้งเมืองน่าอยู่อันดับ 7 มาใช้ชีวิตในเมืองน่าอยู่อันดับที่ 100 ของโลก

“ผมต้องนั่งรถเมล์จากซอยลาดพร้าว 71 ออกมาต่อมอเตอร์ไซค์ที่ถนนลาดพร้าว แล้วรถเมล์เก่ามาก พอมานั่งวินมอเตอร์ไซค์ ผู้โดยสารไม่ใส่หมวกใช่ไหม ผมก็รู้สึกทุกทีว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ผมคงตายแน่ (หัวเราะ)”

“ส่วนรถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่นจะมีตารางเวลา ว่ารถไฟจะมากี่โมง กี่นาที รายละเอียดเยอะมาก แต่เมืองไทยไม่มีใช่ไหม จะมาก็มา ไม่มาก็ไม่มา มันไม่เหมือนกันเลย พูดตามตรงมันก็รู้สึกลำบาก ตอนนี้ก็ยังรู้สึกลำบาก (หัวเราะ) เหนื่อยครับ”

วัฒนธรรมในการทำงานของชาวญี่ปุ่น อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆด้วยคำว่า “จริงจัง” การทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ และรับผิดชอบต่อหน้าที่และความผิดพลาด คือสิ่งที่มาสะเห็นอย่างคุ้นชินในบ้านเกิด

แต่บรรยากาศการทำงานของคนไทยที่แตกต่างออกไป อธิบายให้เข้าใจง่ายๆด้วยคำว่า “สบายๆ” กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่มาสะต้องเรียนรู้ และปรับตัวมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะใช้ชีวิตในเมืองไทยมาสักพักแล้วก็ตาม

“ในเมืองไทย ทุกคนทำงานสบาย อยากลาก็ลา ไม่สบายก็ลาได้ หรือระหว่างทำงาน คนไทยจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม (ชี้ไปรอบตัว) เล่นโทรศัพท์ได้ คุยกับเพื่อนได้”

“แต่ที่ญี่ปุ่น ทำแบบนี้ไม่ได้ ถ้าพนักงานเล่นโทรศัพท์ในร้านอาหาร ก็จะมีคนว่า คนขับรถเมล์ถ้าเล่นโทรศัพท์ ต่อให้แค่แปบเดียว แล้วผู้โดยสารเห็น ผู้โดยสารจะโทรหาบริษัทบอกว่า คนขับรถของคุณเล่นโทรศัพท์ ต่อให้ไม่รู้สาเหตุที่คนขับเล่น ผู้โดยสารก็จะโทรฟ้อง จริงๆคนขับอาจจะแค่หยิบมาดูเวลาก็ได้ แต่เขาไม่สน และคนขับรถจะเจอปัญหาใหญ่”

“ทุกวันนี้ ผมยังพยายามปรับตัวเข้ากับนิสัยการทำงานของคนไทย ผมเคยโมโหคนในออฟฟิศ เพราะบางเรื่องที่เขาทำพลาด มันคอขาดบาดตาย ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น โดนไล่ออกแน่ แต่ผมคิดในใจนะ ไม่ได้บอกเขา แค่แปลกใจมาก ไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำแบบนี้ เพราะมันส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท”

นิสัยของเพื่อนร่วมงานคนไทย ขัดกับวัฒนธรรมการทำงานของชาวญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อมองถึงข้อเท็จจริง มีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครถึง 53,000 คน 

ดูเหมือนว่าชาวญี่ปุ่นจำนวนมากจะปรับตัวและใช้ชีวิตภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างสุดขั้วได้อย่างน่าประหลาด

มาสะ ก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น ที่กล้าบอกได้อย่างเต็มปากว่า เขาชื่นชอบในวัฒนธรรมการทำงานที่สบายๆ ไม่กดดัน มากกว่าบรรยากาศที่บีบคั้นและจริงจัง ภายใต้วัฒนธรรมการทำงานที่เคร่งครัดของญี่ปุ่น

“ตอนแรกผมตกใจและแปลกใจ แต่ตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นรีบเร่งเกินไป รถไฟต้องมาตอนนี้ หรือไม่อีกสองนาทีต้องมา ถ้ามาสาย เจ้าหน้าที่รถไฟต้องแจ้งว่า รถไฟจะมาช้ากี่นาที”

“ผมรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องจริงจังขนาดนั้น ช้าหนึ่งนาทีสองนาทีก็ไม่เป็นไร  แต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบนั้น เขาจะบ่นเสมอว่า ทำไมรถไฟไม่มาตรงเวลา”

“ปั่นจักรยานไปทำงานแบบเมื่อก่อน ผมรู้สึกดีกว่า ได้ออกกำลังกาย แต่พอย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ นั่งรถมอเตอร์ไซค์ก็สะดวกดี เพราะว่ารถติดบ่อย อีกอย่าง โตเกียวกับกรุงเทพฯ มันก็ไม่เหมือนกัน”

“มีคนญี่ปุ่นหลายคน ที่คิดว่าการทำงานที่ญี่ปุ่นจริงจังเกินไป ทั้งเรื่องงาน เรื่องเวลา ถ้ามาเมืองไทย ถึงจะเจอความลำบาก แต่ไม่ต้องซีเรียสเรื่องการทำงานมากเท่าไร คิดว่าหลายคนย้ายมาทำงานในเมืองไทยเพราะเหตุผลนี้”

“แน่นอนว่ามีบางคนที่เข้ากับวัฒนธรรมในไทยไม่ได้ ต้องการทำงานหนัก ทำงานอย่างจริงจัง แต่สำหรับผม ผมชอบทำงานแบบสบายๆ ไม่กดดันมากกว่า”

 

ความสุขบนความต่าง

บรรยากาศการทำงานที่อยู่แล้วสบายใจ อาจเป็นเหตุผลที่ดีพอจะทำให้ มาสะ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยได้ยาวนานถึง 7 ปี  

แต่เหตุผลที่ มาสะ บอกว่า มีส่วนสำคัญจนทำให้เขาตัดสินใจลงหลักปักฐาน และต้องการใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินสยามไปจนแก่ คือ การโอกาสที่ได้รับให้เดินตามความฝันในวัยเด็กของตัวเองให้เป็นจริง

“ก่อนมาเมืองไทย ผมมีโอกาสรู้จักคนที่ทำเว็บไซต์ข่าวฟุตบอลที่ญี่ปุ่น พอผมมาเมืองไทย ผมได้โอกาส เข้าไปทักทายเขา ช่วงเวลานั้นบอลไทยเริ่มฮิต นักเตะญี่ปุ่นย้ายมากันเยอะ พวกเขาก็เริ่มสนใจฟุตบอลไทย ผมบอกว่าถ้ามีโอกาส จะส่งข่าวฟุตบอลไปให้”

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ปัจจุบันมาสะนำเสนอข่าวฟุตบอลไทย สู่สายตาคนญี่ปุ่น ผ่านทางเว็บไซต์กีฬา 3 เจ้า ไม่ว่าจะเป็น Footballista, Footballchannel และ Victorysportnews 

มาสะ เก็บตกทุกความเคลื่อนไหวในฟุตบอลไทย ทั้งระดับชาติและสโมสร เพื่อตอบสนองความสนใจของคนญี่ปุ่น ที่มีต่อวงการฟุตบอลไทย แม้คนที่อ่านข่าวของเขาอาจมีจำนวนเพียงเล็กน้อยก็ตาม

“ความจริงคนญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยสนใจลีกไทยหรอกครับ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนใจนักเตะที่ย้ายไปเล่นในยุโรป รองลงมาเขาถึงสนใจคนที่เล่นฟุตบอลในเจลีก เขาจะติดตามข่าวสารและสนใจนักเตะญี่ปุ่นในไทย แค่รายบุคคลเท่านั้น ไม่ค่อยสนภาพรวมเท่าไหร่” 

“อย่าง ฮาจิเมะ โฮโซไก (นักเตะชาวญี่ปุ่นของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) เขาเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น เพราะเขาเคยไปเล่นที่ยุโรปมาก่อน ต่อให้ย้ายมาเล่นที่เมืองไทย เขาก็ยังมีชื่อเสียง ส่วนนักบอลไทย คนญี่ปุ่นสนใจน้อยมาก ยกเว้นบางคน อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา ที่เคยเล่นญี่ปุ่น เมื่อเขากลับมาเล่นในไทย ก็ยังมีบางส่วนที่ติดตามข่าวสารอยู่”

“ตอนนี้ ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นสนใจบอลไทย เพราะโค้ชอาคิระ นิชิโนะ เขามีชื่อเสียง และเพิ่งพาทีมไปบอลโลกมา  คนญี่ปุ่นก็อยากรู้ว่า โค้ชนิชิโนะจะประสบความสำเร็จหรือไม่กับทีมชาติไทย ”

อาชีพนักข่าวฟุตบอลไทยของ มาสะ ยังทำให้ให้เขาได้คลุกคลีกับ สื่อกีฬาคนไทย รวมถึงยังได้เดินทางไปยังงานแถลงข่าวต่างๆ เพื่อนำข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในแวดวงลูกหนังไทย รายงานกลับไปยังบ้านเกิด  สิ่งนี้เองทำให้เขา ได้เห็นถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมการทำข่าวแบบสื่อไทย และญี่ปุ่น

“การเป็นนักข่าวในญี่ปุ่นยากกว่าที่ไทยเยอะเลย เพราะที่นั่นมีสื่อหลายแขนง หลายสำนัก ที่ต้องแข่งขันกัน มีความกดดันเยอะกว่า อย่างงานแถลงข่าวเดียวกัน นักข่าวแต่ละสำนัก จะถูกสั่งมาว่า ห้ามทำข่าวเหมือนกับที่อื่น ต้องมีประเด็นที่แตกต่าง ผิดกับสื่อไทย ที่นักข่าวจะค่อนข้างทำตัวสบายๆ และเขียนข่าวคล้ายๆกัน ประเด็นไม่ค่อยแตกต่างเท่าไหร่”

“หรือขั้นตอนต่างๆ ที่ญี่ปุ่นจะต้องทำทุกอย่างให้เป็นระบบ ก่อนที่คุณจะเข้างานแถลงข่าวได้ คุณต้องส่งเอกสารล่วงหน้า เพื่อยืนยันตัวตนว่า สำนักข่าวนี้ จะส่งมากี่คน ใครบ้าง ? ถ้าเป็นงานแถลงที่ไทย ขั้นตอนจะไม่ยุ่งยาก แค่คุณเดินมาในงาน ลงทะเบียนด้วยชื่อ ก็สามารถเข้าไปทำข่าวได้แล้ว” 

“แต่สิ่งที่ผมชอบนักข่าวไทย คือพวกเขาค่อนข้างกล้ายิงคำถามได้ตรงๆ ไม่ค่อยเกรงใจมากนัก ถ้าเป็นญี่ปุ่น หากสื่อยิงคำถามแรงๆ บางครั้งบรรยากาศในห้องแถลงจะไม่ดีนัก แต่ส่วนที่ผมคิดว่า พวกเขาควรต้องปรับปรุง คงเป็นเรื่องของคำผิด คำตก หรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ผมเห็นบ่อยมากเลย บางครั้งมันเป็นข้อมูลง่ายๆที่เขาไม่ควรผิดเลย เช่น วันที่, เดือน หรือปีที่จัดการแข่งขัน”

“ถ้านักข่าวญี่ปุ่นพลาดแบบนี้ เขาจะต้องรีบแก้ไขข้อมูลโดยทันที เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ยังเชื่อถือข้อมูลจากสื่อ ยิ่งเป็นสื่อสำนักใหญ่ การผิดพลาดแบบนั้นจะเป็นปัญหาใหญ่ทันที ส่วนสื่อเล็กๆ ก็อาจไม่มีปัญหามาก”

อาชีพนักข่าวฟุตบอลไทยของ มาสะ ช่วยให้เขาได้คลุกคลีกับนักฟุตบอลญี่ปุ่นในประเทศไทย มาสะ เปิดเผยว่า นักบอลที่พูดคุยด้วย เจอปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับการทำงานแบบสบายๆไม่ต่างจากเขา เรื่องของการไปสนามซ้อมตรงเวลา

ถึงจะเจอกับคำบอกเล่าเกี่ยวกับฟุตบอลไทยในแง่ลบ มาสะมองเห็นนักเตะชาวญี่ปุ่น หลั่งไหลเข้าสู่ไทยลีกมากขึ้นเรื่อยๆ จากการพูดคุยกับใครหลายคน มาสะ พบว่าเหตุผลของการตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐานของนักเตะเหล่านั้น ไม่ได้แตกต่างจากตัวเขาสักเท่าไร

“ไทยลีกตอนนี้มีหลายดิวิชั่น T1 T2 T3 และ T4 เท่ากับว่ามีสโมสรฟุตบอลเยอะมาก นักบอลหลายคนก็อยากรักษาอาชีพนักฟุตบอลของตัวเองเอาไว้ เลยต้องการมาเล่นในประเทศไทย”

“ตอนนี้มีเอเยนต์ญี่ปุ่นในเมืองไทยแล้ว บางคนไม่มีต้นสังกัด ไม่มีสโมสรที่ญี่ปุ่น แต่ยังอยากเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ อยากทำงาน อยากหาเงินจากการเล่นฟุตบอล พวกเขาก็เลือกมาเมืองไทย”

นักฟุตบอลชาวญี่ปุ่นมากมาย แบกสตั๊ดเดินทางมาสู่ประเทศไทย เพื่อรักษาความฝันการเป็นนักฟุตบอลเอาไว้ 

มาสะ เองก็เป็นใครคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่คล้ายกัน ถึงเขาจะเตะบอลไม่เก่ง และไม่ได้แบกสตั๊ดดั่งนักฟุตบอลคนไหน เขานำพาหัวใจที่รักฟุตบอล เดินทางสู่ประเทศไทย และทำความฝันในการเป็นนักข่าวฟุตบอลของเขาได้สำเร็จ

“ตอนอยู่ญี่ปุ่นผมมีความฝันว่า สักวันหนึ่งอยากเขียนข่าวเกี่ยวกับฟุตบอล ตอนนี้ผมได้เขียนแล้ว ก็รู้สึกดีใจ ที่สามารถทำความฝันให้เป็นจริง (ยิ้ม)”

“ผมอยากทำข่าวบอลไทยไปเรื่อยๆ ถ้ากลับไปญี่ปุ่นตอนนี้แล้วผมจะทำงานอะไร ก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกัน ผมรู้สึกพอใจกับชีวิตในประเทศไทยตอนนี้”

ความฝันไม่มีการแบ่งกั้นทางวัฒนธรรม การเดินตามเส้นทางที่ใจต้องการ เพื่อประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่เลือก คือเรื่องที่เป็นสากล มาสะ อาจต้องเจอกับความลำบากหลายอย่างในประเทศไทย ที่ไม่อาจเทียบได้กับความสะดวกสบายในประเทศญี่ปุ่น

แต่อีกด้านของความลำบากดังกล่าว มาสะได้โอกาสเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมใหม่ และปรับตัวเป็นส่วนหนึ่งกับมันได้อย่างมีความสุข นอกจากการงานที่ตัวเองรักในทุกๆวัน มาสะ ยืนยันกับเราว่า มีเรื่องเล็กน้อยมากมายในไทยที่สร้างความสุขให้กับเขา แบบที่หาไม่ได้ในบ้านเกิดของตัวเองอย่างแน่นอน

“ตอนนี้ผมชอบกินหมูกระทะ ออกไปกินข้างนอกอร่อยมาก กินกับเบียร์ คุณรู้ใช่ไหมว่า คนญี่ปุ่นไม่ใส่น้ำแข็งในเบียร์”

“ตอนผมอยู่เมืองไทย ถ้าใส่น้ำแข็งในเบียร์ ผมกินแล้ว รู้สึกอร่อยดี แต่ถ้าอยู่ญี่ปุ่น ใส่น้ำแข็งในเบียร์ ผมกินไม่อร่อย แต่ใส่ที่นี่กินแล้วอร่อย (หัวเราะ)” มาสะกล่าวติดตลกส่งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง