mainstand

Converse

กอและ มาเนีย : แฟนบอลอัลตรัสกลุ่มแรกของไทยที่บอกเล่าตัวตนผ่านเพลงเชียร์ภาษามลายู



หากให้ผู้เขียนนึกถึงกองเชียร์สักกลุ่มหนึ่งในฟุตบอลอาชีพไทย ที่มีอัตลักษณ์ และรูปแบบการเชียร์ที่ไม่เหมือนใคร “กอและ มาเนีย” แห่งทีมนรา ยูไนเต็ด คือตัวเลือกแรกของเรา  


 

ในขณะที่สโมสรส่วนใหญ่ เลือกใช้เนื้อเพลงและทำนองการเชียร์ แทบจะเหมือนกันหมด (เปลี่ยนแค่ชื่อทีม) 

แฟนคลับของทีมในระดับไทยลีก 3  กลับมีรูปแบบที่น่าสนใจ พวกเขาเลือกใช้ภาษา และท่วงทำนองที่เราคงไม่ค่อยได้ยินในฟุตบอลไทย 

ด้วยเหตุนี้เราจึงเดินทางมายังจังหวัดนราธิวาส เพื่อมาขอสัมผัสบรรยากาศการเชียร์แบบนี้สักครั้งในชีวิต โดยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี (เกินกว่าที่คาดคิด) จากเหล่าแกนนำ กอและ มาเนีย ที่ได้บอกเล่าความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในเพลงเชียร์ภาษาไม่คุ้นหูคนไทยส่วนมาก

 

คนนารอ เชียร์นรา 

นราธิวาส จังหวัดทางภาคใต้ตอนล่าง ที่มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย เราสามารถพบเจอกับ บรรยากาศของธรรมชาติสวยงาม ทั้งภูเขา ป่าไม้ และทะเล แม้อยู่ใจกลางจังหวัด สอดประสานกับวิถีชีวิตของผู้คนที่กว่า 80 เปอร์เซนต์ นับถือศาสนาอิสลาม 

โดยมีกิจกรรมบันเทิงอย่างหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมจากผู้คนในพื้นที่มาอย่างช้านาน คือ การเชียร์ฟุตบอล ดั่งที่เคยปรากฏในข่าวว่า ฟุตบอลระดับชุมชนอย่าง “ยามูแรแน คัพ” ที่จัดขึ้นในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส มีชาวบ้านไปเกาะติดริมขอบสนามมากกว่า 10,000 ชีวิต ซึ่งรายการลักษณะนี้ก็ได้รับจัดขึ้นในหลายๆพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส ไม่ใช่แค่ที่บาเจาะ

ดังนั้น ฟุตบอล จึงไม่ใช่แค่กีฬาสำหรับผู้คนที่นี่ แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และผู้คนในจังหวัดที่เคยมีชื่อเดิมว่า มือนารอ (Menara) 

“กอและมาเนีย มีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันแบบหลวมๆ ของคนในจังหวัด ที่ต้องการเชียร์ทีมฟุตบอลจังหวัดนราธิวาส จนมาถึงปัจจุบัน ถ้านับระยะเวลา จากวันนั้นถึงวันนี้ น่าจะประมาณ 13 ปีได้”


อูมาร์ท อิสมาแอล หรือ มาร์ท นรา อดีตประธานกลุ่มกอและ มาเนีย ที่ปัจจุบันช่วยงานกลุ่มในบทบาท ที่ปรึกษาฯ บอกเล่าความเป็นมาเป็นไป ก่อนได้ชื่อว่าเป็น กลุ่มกอและ มาเนีย (Kolek Mania) 

กลุ่มนี้เกิดขึ้นมาจากความชื่นชอบในการดูฟุตบอลของคนในจังหวัดนราธิวาส ในปี 2006 ที่ต้องการไปช่วยกันส่งเสียงเชียร์ตะโกนลูกหลาน เพื่อนฝูง ภายในจังหวัด ลงแข่งขัน 

หลังจากช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น ทีมจังหวัดนราธิวาส เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาจากฟุตบอลกีฬาแห่งชาติ, ยามาฮา ไทยแลนด์ คัพ รวมถึงการได้เข้าร่วม โปรวินเชียล ลีกในนาม “นราธิวาส เอฟซี” ต่อมาเมื่อการรวมลีกเกิดขึ้น นราธิวาส เอฟซี ได้สิทธิ์ขึ้นไปเล่นดิวิชั่น 1 ในปี 2007 และตกสู่ดิวิชั่น 2 ในซีซั่นถัดมา 

กระทั่งปี 2010 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับสโมสร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทั้ง นักเตะและผู้บริหาร จากนราธิวาส เอฟซี มาเป็น นรา ยูไนเต็ด และทางกองเชียร์คนกลุ่มนี้ ที่ได้เว้นว่างจากการเข้าร่วมเชียร์  

ก่อนกลับมารวมตัวอีกครั้งในปี 2011 เนื่องจากสโมสรภายใต้การนำของ “แบยอ” วัชระ ยาวอหะซัน (ประธานสโมสรในปัจจุบัน) มีนโยบายที่ต้องการผลักดันเยาวชนในจังหวัด ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทุกปี และเน้นการใช้งานผู้เล่นสายเลือดนราฯ เป็นหลัก และกลุ่มกอเละ มาเนีย ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในปีดังกล่าว โดย ดารุส เจ๊ะแว หรือ ดีเจ ต๊ะ เป็นประธานเชียร์คนแรก 


“สาเหตุที่นราฯ มีคนติดตามเชียร์ทีมอย่างเหนียวแน่น เพราะพวกเรามองว่านักเตะในสนาม คือ ลูกหลาน เพื่อนฝูง คนในหมู่บ้าน อำเภอเดียวกัน และสโมสรก็ได้ใจพวกเรา จากการที่มีแนวทางเน้นใช้ผู้เล่นท้องถิ่นเป็นหลัก และไปหาตามหาช้างเผือก เพื่อผลักดันขึ้นชุดใหญ่ทุกปี ถ้าคนไหนมีฝีเท้าดี และมีทีมที่ใหญ่กว่าต้องการตัว สโมสรก็ยินดีที่ปล่อยออกไป และแฟนบอลก็ดีใจด้วย เพราะอย่างน้อย เขาได้ออกไปสร้างชื่อแก่จังหวัดเรา ให้คนทั่วไปได้รู้ว่า เด็กนราก็มีดีนะ”

“การใช้เด็กท้องถิ่นสำคัญมากกับความรู้สึกของกองเชียร์ เพราะรู้ว่า เขาคือตัวแทนของคนบ้านเรา ยังไงเขาก็ต้องเต็มที่เพื่อบ้านเกิด เราไม่ได้สนใจว่าทีมจะอยู่ดิวิชั่นไหน หรือลำดับเท่าไหร่ ขอแค่ให้เรามีทีมเชียร์ก็พอ และคนที่ทำสโมสร ทำด้วยความจริงใจก็พอ ต่อให้วันข้างหน้าเราจะเลื่อนชั้น แต่ถ้าไม่มีเด็กท้องถิ่นเป็นหลักอยู่ในทีม  ความรู้สึกมันคงไม่อินเหมือนตอนนี้” อูมาร์ท อิสมาแอล  กล่าว

ไม่ใช่แค่เรื่องท้องถิ่นนิยม…ยังมีเหตุผลอีกประการที่ทำให้ คนนราธิวาส เข้ามาสนับสนุนสโมสรกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ในทุกนัดที่เล่นเป็นเจ้าบ้าน นั่น คือ “ฟุตบอล คือ การปลดปล่อย” 


“ศุภขุน ประชุมกาเยาะมาต” หรือ อิง มือกลอง และคนแต่งเพลงเชียร์ประจำกลุ่มกอเละ มาเนีย มองว่าฟุตบอลนับเป็นความบันเทิงเพียงเดียวของจังหวัด ที่ทุกคนจะได้มาพบปะกัน และปลดปล่อยตัวเองให้สนุกกับเกม 90 นาที 

“พวกเราก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นได้อย่างไร ตามที่ปรากฏในข่าว แต่เรารู้แค่ว่ามันดีมากๆเลย หากเมื่อไหร่ที่มีฟุตบอลเตะ ไม่ว่าจะระดับสโมสรหรือท้องถิ่น มันจะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นที่สนามฟุตบอล”

“เรานึกภาพไม่ออกเลยว่า หากวันหนึ่งไม่มีสโมสรฟุตบอล บ้านเราจะเป็นอย่างไร เพราะนี่คือที่ที่เราสามารถเข้ามาแสดงออกถึงการเชียร์ฟุตบอลได้”

 

จากดิเกฮูลู สู่อุลตรัส

วิถีชีวิตของผู้คนที่นี่มีความเกี่ยวข้องกับ อาชีพเกษตรกร และการทำประมง ดังเห็นได้จากสัญลักษณ์สโมสรที่ใช้เป็น “เรือกอและ” 

อันเป็นภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ในการแต่งแต้มลวดลายเฉพาะตัว ลงบนเรือประมง ที่ใช้หาเลี้ยงชีพ อย่างสวยสดงดงาม จนเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาส เช่นกันกับในสนามฟุตบอล รูปแบบการเชียร์ของ “กอและ มาเนีย” ที่มีตัวตนชัดเจน และไม่เหมือนที่ไหนในเมืองไทย 

วิวัฒนาการด้านการเชียร์ฟุตบอลของแฟนบอลนราฯ เริ่มต้นตั้งแต่การนำเอากลองรำมานะ เข้ามาช่วยตีเป็นเพลงแนวดีเกฮูลู (การแสดงท้องถิ่นที่ใช้การปรบมือประกอบกับการร้อง) ควบคู่กับการนำธงเข้ามาโบกในสนาม ตั้งแต่ปี 2007 

ก่อนที่แฟนคลับจากหมู่บ้านบ้านกำปงบารู ในตัวเมืองเทศบาลเมืองนราฯ ได้นำ ดีเกฮูลู และดีเกบาระ เข้ามาร่วมสร้างสีสันด้วย ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างแปลก หาดูได้ยากในสนามฟุตบอลไทย กระทั่งปี 2014 กอและ มาเนีย ได้รับเอารูปแบบการเชียร์แบบ Ultras มาจากประเทศเพื่อนบ้านมาปรับใช้ 


“คนที่นี่ค่อนข้างชื่นชอบการดูฟุตบอล ไม่ว่าจะรายการเล็ก รายการใหญ่ บอลเดินสาย ถึงแม้ว่าผู้คนเข้ามาดูกันแน่นทุกนัดในบ้าน แต่ลักษณะยังเป็นไปในแบบต่างคนต่างเชียร์ นั่งดูกันเงียบขรึม บ้างก็วิจารณ์นักเตะ ด่าทอ เราก็คิดหารูปแบบการเชียร์ใหม่ๆ” อูมาร์ท กล่าวเริ่ม

“พอดีในช่วงปี 2013 ทีมนราธิวาส ได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทยชุดเฉพาะกิจ ไปแข่งเมอร์เดก้า คัพ ที่ประเทศมาเลเซีย เราก็ติดตามไปเชียร์ทีมชาติ และที่นั่นเราได้เห็นการเชียร์ของกลุ่ม อัลตรัส มาลายา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอินโดนีเซีย”

“ประกอบกับ จังหวัดกลันตัน ของมาเลเซีย ก็อยู่ไม่ไกลจากเรามาก จึงมีโอกาสได้ขับรถไปหา และพูดคุยกับเหล่าแกนนำของทีมกลันตัน เพื่อศึกษาเรื่องรูปแบบการเชียร์ และเราค่อนข้างชอบแนวทางของ อัลตรัส ที่เป็นกลุ่มยืนร้องเพลงเชียร์ตลอด 90 นาที ทำให้ในปี 2014 เราเรียกตัวเองว่า อัลตรัส กอและ มาเนีย (Ultras Kolek Mania หรือ UKM)”


ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีสโมสรในไทยหลายทีม นำรูปแบบวัฒนธรรมการเชียร์แบบ Ultras มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น โปลิศ เทโรฯ, เมืองทอง ยูไนเต็ด, บีจีพียู หรือแม้กระทั่งกลุ่ม Ultras Thailand ที่จัดตั้งขึ้นในปี 2012 แต่หากลงลึกไปในรายละเอียด แฟนบอล Ultras ทุกทีมล้วนที่มา และแนวทางที่แตกต่างกับ กอและ มาเนีย

ศุภขุน ประชุมกาเยาะมาต มือกลองประจำกลุ่ม เผยว่า “เราไม่แน่ใจว่าแนวทางแบบ Ultras ในไทยของสโมสรอื่นได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมการเชียร์ของประเทศไหน เพราะพวกเขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘อุลตร้า’ แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘อัลตรัส’ พวกเราก็น่าเป็นกลุ่มแรกในไทยที่ใช้คำนี้ เนื่องจากเราไม่ได้เชียร์ตามจากกลุ่ม Ultras ที่มีอยู่แล้วในไทย แต่เราได้รับอิทธิพลมาจาก มาเลเซีย, อินโดนีเซีย ที่เขาใช้คำว่า ‘อัลตรัส’”

“ความแตกต่างของเรา ก็มีตั้งแต่ ภาษาและทำนองที่เราใช้ในการร้อง เพลงเชียร์ของเราจะได้นำเอาทำนองจาก อัลตรัส มาลายา (Ultras Malaya) มาปรับใช้ เพราะเรื่องของคำ และคีย์จะเข้าปากพวกเรา รวมถึงภาษาที่มีความใกล้เคียงกับภาษาถิ่น (มลายูปัตตานี) ที่เราใช้พูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน” 

“อีกอย่างเราถ้าใช้คำในภาษาต่างประเทศ คีย์และการออกเสียงจะไม่เข้ากับทำนองที่เราเอามา และเราก็เป็นกองเชียร์กลุ่มแรกในไทย ที่แต่งเพลงเชียร์เป็นภาษามลายูทั้งหมด แต่เดิมกองเชียร์ปัตตานี, ยะลา, สตูล มีการร้องเพลงภาษาไทย ก่อนปรับมาร้องภาษามลายูในภายหลัง” 


จากที่เราสังเกต การเชียร์ของพวกเขา มีความเข้มแข็งในแบบกองเชียร์ Ultras ที่เราเคยเห็นในไทย แต่อาจดูอ่อนลงมา ยามบุกไปเชียร์เกมเยือน ต่างจากกับคลิปการเชียร์ที่เราเคยเห็นแฟนบอลกอและ มาเนีย พวกกระโดดโลดเต้นสุดตัวยามออกไปเป็นทีมเยือน

เรื่องนี้ ศุภขุน มือแต่งเพลงเชียร์ประจำสโมสร อธิบายว่า แฟนบอลส่วนมากของ นราธิวาส ค่อนข้างมีความเหนียมอาย ทำให้ไม่กล้าแสดงในการเชียร์ ยามเป็นเจ้าบ้านมากนัก เพราะที่นี่ยังเป็นสังคมมุสลิมที่ปฏิบัติกันค่อนข้างเคร่งครัด  ดังนั้นรูปแบบการเชียร์ จึงต้องปรับให้เข้ากับบริบททางสังคม 

“คนบ้านเรา (นราธิวาส) ส่วนมากขี้อายครับ สาเหตุหลักเพราะกลัวคนแถวบ้าน หรือคนรู้จักเห็น ไม่เหมือนตอนไปเยือน แฟนบอลจะมีความกล้าแสดงออกกันมาก เพราะไม่มีใครรู้เขา แต่พอถึงเวลาที่ขอความร่วมมือเช่น ปรบมือ ร้องเพลงให้นักฟุตบอล เขาก็ทำตามอยู่นะครับ”

“เราไม่ปฏิเสธว่า อัลตรัส กอและ มาเนีย ได้รับอิทธิพลจากประเทศอื่น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องทำตามให้เขาหมดทุกอย่าง บางอย่างเราก็ต้องดูขอบเขต และปรับให้เหมาะสมกับบ้านเรา” 

“อย่างกลุ่มพวกเรา ก็จะไม่ใส่เสื้อดำ ไม่ปิดหน้า เพราะคำว่า อัลตรัส ที่เราเข้าใจไม่ได้อยู่ที่สีเสื้อ แต่หมายถึงการไม่หยุดเชียร์ตลอด 90 นาที อย่างที่ เกดะห์ (Kedah) มาเลเซีย หรือ สุราบายา (Surabaya) ก็ไม่ได้ใส่เสื้อดำ” 

“ดังนั้นเราเป็นสไตล์ของเราดีกว่า บ้าคลั่งในการเชียร์ ไม่ทำร้ายร่างกาย หรือทำลายข้าวของ จบเกมแยกย้าย มีน้ำใจนักกีฬา และให้เกียรติคู่แข่ง” 


หากมองจากภาพนอก และเพียงภาพเคลื่อนไหวจากบนโลกออนไลน์ เราอาจรู้สึกว่า “กอและ มาเนีย” เป็นกลุ่มกองเชียร์ที่ดูน่ากลัว ด้วยสไตล์การเชียร์ และจากการที่สโมสรมีทำเลที่ตั้ง อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้แฟนคลับทีมคู่แข่ง ไม่ค่อยกล้าเดินทางมาเชียร์ฟุตบอลที่นี่

แต่ในมุมที่เราได้สัมผัส พูดคุยกับ “กอและมาเนีย” พวกเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มแฟนคลับที่อัธยาศัยดีมากสุด กลุ่มหนึ่งเท่าที่ผู้เขียนเคยพบเจอ ตรงกับตามความหมายที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานชื่อจังหวัดแห่งนี้ว่า “นราธิวาส” ที่หมายถึง “ที่อยู่ของคนดี”

“เราเข้าใจนะว่าหลายคนกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่สำหรับพวกเรา พวกเรายินดีต้อนรับแฟนบอลทีมเยือนทุกคน เพราะเวลาเราแข่งเกมเหย้า เราก็ต้องการให้กองเชียร์ทีมเยือน คอยร้องเพลงอยู่อีกฝั่งด้วย เรารู้สึกเหงาๆนะ เวลาร้องเพลงเชียร์อยู่ทีมเดียว อีกอย่างเราอยากให้คนในจังหวัด ได้เห็นว่า ทีมอื่นๆ เขามีวัฒนธรรมเป็นอย่างไร”

“อย่างเวลาไปเยือน เราก็จะหาโอกาสไปพูดคุยกับแฟนบอลทีมเจ้าบ้าน ว่าบ้านเมืองเราไม่มีอะไรนะ ถ้ามาเยือนเรา เราจะดูแลอย่างดี อย่างปีก่อน อยุธยาฯ มาเยือนเรา ตอนแรกเขาก็มีความกลัว แต่พอได้มาสัมผัส ความรู้สึกเขาเปลี่ยนไปอีกแบบ เราก็หวังคนพวกนี้แหละที่ช่วยกันไปสื่อสารว่า บ้านเราไม่น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด” ศุภขุน กล่าว 


“นอกจากนี้ กอและ มาเนีย ยังมีแนวคิดที่ว่า ‘แฟนบอลไม่ใช่แค่คนดูบอลอย่างเดียว แต่เรายังสามารถช่วยสังคมได้อีกมากมาย” ด้วยการทำกิจกรรมต่างๆเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้  “Endless Nicety ความดีไม่มีที่สิ้นสุด” 

โดยที่ผ่านมา กอและ มาเนีย ได้ออกไปทำกิจกรรมทั้งพื้นที่จังหวัด และนอกจังหวัด อาทิ การช่วยเหลือเด็กกำพร้า-เยาวชนที่ด้อยโอกาส, ผู้ประสบภัยธรรมชาติ, การลงพื้นที่เก็บขยะ ไปจนถึงการสวดขอพรในเหตุการณ์ต่างๆ 

 

เล่าตัวตนผ่านเสียงเพลง

“กามี กีนี กอและมาเนีย, กามี ซลาลู ซอก็อง มือนารอ” 

ส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงที่กลุ่ม กอและมาเนีย เปล่งเสียงร้องบนอัฒจันทร์ ที่สื่อสารกับนักเตะได้ใจความเป็นภาษาไทยว่า “พวกเรา คือ กอและมาเนีย, พวกเรา เชียร์ นรา ยูไนเต็ด”

“ปีแรกที่เราออกไปเยือน เราได้ยินแฟนบอลเจ้าถิ่นบางสโมสร เย้ยหยันกลับมาว่า ‘ร้องเพลงภาษาอะไร ? ทำไมไม่ร้องเพลงเชียร์ภาษาไทย?’ แต่เราก็ไม่ได้สนใจตรงนั้น เราอยากให้เขาเข้าใจนี่คือภาษาถิ่นของพวกเรา เป็นภาษาที่เราใช้สื่อสารกับนักฟุตบอล เหมือนกับที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะนักฟุตบอลส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กในพื้นที่ เขาเข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสาร”

“แต่ละเพลงที่เราแต่งเน้นไปที่การให้กำลังใจ ปลุกเร้านักเตะว่าอย่ายอมแพ้ เราเลือกใช้คำที่ง่ายๆ ไม่ยาวนัก เพื่อให้คนนอกพื้นที่เข้าใจด้วย อย่างนักบอลต่างชาติบางคนที่อยู่ในทีมมานาน เขาก็สามารถร้องเพลงเชียร์เราได้นะ เพราะไม่ได้ใช้ภาษาที่ซับซ้อน เพียงแต่เราเลือกสื่อสารด้วยภาษาถิ่น”

การที่พวกเขาไม่ใช่ภาษาไทยในการเชียร์ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ใช่คนไทย เพราะหากมองให้ลึกลงไปกว่าแค่เพียงเปลือก ผู้คนในจังหวัดส่วนมาก เป็นคนไทยที่มีเชื้อสายมลายู 

ภาษาแรกที่พวกเขาสามารถพูดได้ ฟังรู้เรื่อง สื่อสารในชีวิตประจำวัน คือ ภาษามลายูท้องถิ่น ก่อนเรียนรู้ภาษาไทย เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษา 

ในมุมของ ศุภขุน มือแต่งเพลงประจำกลุ่มกอและ มาเนีย เขาไม่อยากให้มองว่า พวกเขาเป็นกลุ่มกองเชียร์ที่แตกต่างและแปลกแยก เพียงเพราะไม่ใช้ภาษาไทยในเพลงเชียร์ แต่เขาอยากเห็น คนในแต่ละทุกภูมิภาค ได้กล้าใช้ภาษาถิ่นมาขับร้องในบทเพลงเชียร์สโมสรบ้านเกิด 


“เราร้องเพลงภาษาถิ่น เพราะเราภูมิใจในความเป็นตัวเรา ไม่ว่าคนอื่นจะมองอย่างไร แต่นี่คือภาษาแรกที่เราพูดได้ และเราอยากนำอัตลักษณ์ความเป็นภาษาถิ่นมาใส่ในการเชียร์ เพื่อสื่อสารออกไปว่า นี่คือภาษาที่เราใช้พูดคุยกันในชีวิตประจำวัน”

“ลึกๆในใจ เราอยากเห็นทีมที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ กล้าที่จะนำเอาภาษาถิ่นมาใช้ในเพลง ไม่ต้องทั้งหมดก็ได้ ขอแค่สักเพลงเดียวก็พอ เพราะพวกเราเชื่อว่า การเชียร์ฟุตบอล คือ บอกเล่าตัวตนความเป็นคนพื้นที่นั้นๆ ไม่ว่าจะผ่านบทเพลง หรือวัฒนธรรมการเชียร์” 

 

“ดีมานอเกา เบิรอาดอ
ไม่ว่าพวกคุณอยู่ที่ไหน”

“กามี ซือลาลู ซามอ

ที่นั่นก็จะมีพวกเราอยู่เคียงข้างเสมอ”

“ตุนยุก อักซี กอและมาเนีย 

ให้คุณได้รู้ว่า พวกเราคือ กอและมาเนีย”   

 

ประโยคหนึ่งในบทเพลงเชียร์ของกลุ่ม กอและมาเนีย ที่น่าจะทำให้เราได้เห็นภาพแล้วว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเป็นอย่างไร 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง