mainstand

Inspiration

กฤษณ์ อรัญสัญญาลักษณ์ : นักฟุตซอลทีมชาติไทยที่เติบโตมากับครอบครัวไร้เสียง



คนเราจะประสบความสำเร็จได้ไหม ถ้าเติบโตจากครอบครัวที่ไม่พร้อมอย่างคนอื่น?


 

หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องยาก หากเริ่มต้นเส้นทางความฝัน โดยไร้ต้นทุนอย่างคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น ทุนทรัพย์ที่ไม่พร้อม, สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย, หรือภาระจากคนในครอบครัวที่ต้องแบกรับ ทุกอย่างล้วนเป็นข้ออ้างให้เราล้มเลิกความฝัน และ หลุดออกจากเส้นทางนั้นไปไกลแสนไกล

กฤษณ์ อรัญสัญญาลักษณ์ นักฟุตซอลเยาวชนทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี คือหนึ่งในคนที่เติบโตมาจากครอบครัวที่สังคมมองว่าไม่พร้อม

เขามีพ่อแม่เป็นผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย ต้องอาศัยกับปู่และย่ามาตั้งแต่เด็ก แถมยังมีข้อจำกัดด้านร่างกายที่รูปร่างเล็กกว่าคนอื่นๆ

อุปสรรคมากมายในครอบครัว อาจฉุดเขาไม่ให้ไปถึงฝั่งฝัน กฤษณ์สามารถก้าวผ่านมันมาได้อย่างไร? พบกับเรื่องราวของครอบครัวไร้เสียง แต่เปี่ยมด้วยกำลังใจ ที่ขับเคลื่อนให้วัยรุ่นคนหนึ่ง ประสบความสำเร็จบนเส้นทางความฝันได้ดั่งทุกวันนี้

 

ครอบครัวที่ฟ้าไม่เป็นใจ

กฤษณ์เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่มีปัญหาทางกรรมพันธุ์ 

ป้าและอาของเขามีขาที่ไม่แข็งแรงนัก คุณปู่ของกฤษณ์ จึงฝึกฝนให้เขาเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก เพื่อสร้างความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อขา ป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับคนรุ่นก่อน

“ตอนเด็กผมชอบเล่นน้ำ ปู่เลยพาผมไปเรียนว่ายน้ำจริงจัง ช่วงแรกผมแข่งได้รางวัลมาเยอะ พอโตขึ้นผมตัวเล็กกว่าคนอื่น แข่งสู้เขาไม่ได้ ปู่เลยพาผมไปฝึกฟุตซอลแทน” กฤษณ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางนักกีฬาของตัวเอง

ชีวิตในวัยเด็กของกฤษณ์ อาศัยอยู่กับปู่และย่าเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากพ่อและแม่ที่แท้จริงของเขา เป็นผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย จึงไม่สามารถดูแลลูกชายได้อย่างที่ควรจะเป็น

“พ่อแม่ผม ท่านพูดไม่ได้ตั้งแต่ผมจำความได้” กฤษณ์เริ่มเล่าเรื่องราวพ่อแม่ของตัวเอง

“พ่อแม่ผมไม่ได้มีปัญหาทางกรรมพันธุ์อะไร ย่าบอกว่าแม่ผมไปยิงปืนกับพ่อแล้วหูดับ ส่วนพ่อผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่าน รู้แค่ว่าท่านไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด”

โชคชะตาอาจโหดร้ายกับครอบครัวของกฤษณ์ ทั้งปัญหาทางกรรมพันธุ์ตั้งแต่เกิด และอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพ โดยไม่ได้ตั้งใจ

แต่ต่อให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ทุกชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ปู่-ย่า พ่อ-แม่ และตัวกฤษณ์เอง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครเป็นภาระของใคร

ปู่และย่าของกฤษณ์ทำงานขายข้าวแกงอยู่ตามมหาวิทยาลัย พ่อและแม่ของกฤษณ์ออกไปขายของที่ตลาดนัดคนพิการในช่วงกลางคืน ส่วนเด็กชายกฤษณ์ เขาตั้งใจซ้อมฟุตซอลมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นคนไหน เพื่อสานฝันการเป็นนักกีฬาอาชีพ และหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

“ตอนอยู่โรงเรียนประถม ผมแทบไม่ได้โอกาสลงสนาม เพราะว่าผมตัวเล็ก เล่นสู้คนอื่นไม่ได้ ผมจึงต้องอดทน ซ้อมให้หนักกว่าคนอื่น”

“คนรอบตัวชอบพูดกับผมว่า เอ็งตัวแค่นี้ สู้ใครคนอื่นเขาไม่ได้หรอก ผมก็ยอมรับนะว่าสู้เขาไม่ได้จริงๆ แต่ผมมีความมุ่งมั่น ผมตั้งใจซ้อม สักวันผมต้องทำได้”

“ผมตัดสินใจมาซ้อมก่อนเพื่อน ฝึกอยู่คนเดียว อาจารย์ที่สอนเขามาเห็น ท่านก็ช่วยฝึกให้เราเพิ่ม พอเพื่อนกลับกันไปหมด ผมจะซ้อมต่อกับอาจารย์คนเดียว แต่เป็นการซ้อมที่หนักมาก บางครั้งผมร้องไห้ ขออาจารย์ว่าพอก่อนได้ไหม แต่อาจารย์เขาไม่ยอม ให้ผมซ้อมหนักอยู่เหมือนเดิม”

ความพยายามไม่เคยทำร้ายคนที่ตั้งใจ ทุกหยดน้ำตาและหยาดเหงื่อ ช่วยพัฒนากฤษณ์ให้กลายเป็นนักฟุตซอลที่มีความสามารถ

จากเด็กชายตัวเล็กที่สู้ใครไม่ได้ ก้าวเป็นนักเตะรุ่นเยาวชนที่น่าจับตา และผ่านการคัดตัวของโรงเรียนปทุมคงคา ได้โควตาเข้าเรียนในระดับชั้นมัธยมปลาย กับสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงทางด้านกีฬาระดับประเทศ

ผลงานที่กฤษณ์ทำไว้ในนามทีมฟุตซอลโรงเรียนปทุมคงคา เข้าตาแมวมองฟุตซอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี เขาไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เริ่มสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนกีฬาจากจุดนั้น จนปูทางให้เขาก้าวสู่เส้นทางนักฟุตซอลอาชีพได้จริง

 

กำลังใจที่ไม่ต้องพูด

ปัจจุบัน กฤษณ์ในวัย 18 ปี คือนักฟุตซอลที่ลงแข่งขันในลีกอาชีพของประเทศไทย เขาเซ็นสัญญากับทีมดังแห่งวงการลูกหนังโต๊ะเล็ก “ชลบุรี บลูเวฟ” ก่อนถูกปล่อยมาเก็บประสบการณ์กับสโมสรฟุตซอลราชนาวี

กฤษณ์เล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าตัวเขาจะเดินทางไปลงแข่งขันที่ใด ปู่และย่าของเขา จะตามมาให้กำลังใจที่ขอบสนามเสมอ 

แต่หากย้อนกลับไป กว่าภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ กฤษณ์ ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับทุกคนในครอบครัว

“ผมเป็นคนขี้อายมากครับ ตอนเด็กเวลาผมมีแข่งฟุตซอล ผมไม่เคยบอกปู่กับย่าเลยว่า ผมไปแข่งที่ไหน” กฤษณ์ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ในวัยเด็ก ที่ทำให้เขาเสียความมั่นใจ

“เรื่องมันเกิดตอนอยู่โรงเรียนประถม ผมตัวเล็กสุดในทีมฟุตซอล เลยได้ลงเล่นแค่นิดเดียว บังเอิญวันนั้นปู่เขามาดูผมแข่ง พอกลับบ้านไป ปู่เขาก็แซวผมว่า ได้ลงไปเล่นแค่นั้น อย่าไปเล่น อย่าไปซ้อมเลย เล่นไปก็ไม่เก่ง”

“ในความเป็นเด็ก แน่นอนว่าผมไม่ชอบ ไม่เข้าใจว่าทำไม่ต้องมาดูถูกกัน หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมจึงไม่เคยให้ปู่ตามไปดูผมแข่งบอลที่ไหนอีกเลย”

สายสัมพันธ์ของครอบครัวเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายเสมอ 

สำหรับกฤษณ์ คำพูดของคุณปู่ทำร้ายความมั่นใจ จนไม่กล้าให้ใครในครอบครัวรับรู้ถึงชีวิตฟุตซอลของเขา

 แต่ขณะเดียวกัน คำพูดเดียวกันนั้นเอง ผลักดันให้กฤษณ์มุ่งมั่น เพื่อพิสูจน์ให้คุณปู่เห็นว่า เขาสามารถเป็นนักฟุตบอลที่สู้กับคนอื่นได้ แม้จะตัวเล็กที่สุดในสนามแข่งขัน

“(คำพูดของปู่) มันเป็นแรงผลักดันที่สุดในชีวิตของผมเลยครับ ผมบอกกับตัวเองเสมอ สักวันผมจะทำให้ปู่เห็น ว่าผมเล่นฟุตซอลได้ แม้จะเสียเปรียบด้านสรีระ ผมเห็นรุ่นพี่หลายคนที่ตัวเล็ก เขาเล่นฟุตซอลแล้วประสบความสำเร็จได้ ผมคิดว่าตัวผมเองก็ทำได้เหมือนกัน”

กฤษณ์ทำได้จริงอย่างที่เขาตั้งใจ แต่ไม่เคยบอกให้ใครได้รับรู้ แม้เขามีความสามารถดีพอจะเล่นให้ทีมโรงเรียนปทุมคงคา ที่มีชื่อเสียงทางด้านกีฬาฟุตซอล กฤษณ์ไม่เคยบอกครอบครัว ว่าเขาไปเล่นที่ไหน เมื่อไร 

จนกระทั่งวันหนึ่ง กฤษณ์เหลือบไปเห็นผู้ชมที่คุ้นหน้าคุ้นตา เดินทางมาให้กำลังใจเขาที่ข้างสนาม โดยที่ตัวเองไม่รู้มาก่อน

“ปู่มาดูผมเล่นฟุตซอลด้วยตัวเอง วันนั้นผมเล่นให้ปทุมคงคา เกมนั้นผมไม่รู้เลยว่าท่านจะมา” กฤษณ์ย้อนเล่าถึงวันที่ได้แสดงฝีเท้าต่อหน้าคุณปู่ของตัวเอง

“ผมไม่แน่ใจว่าปู่รู้เรื่องได้อย่างไร ผมไม่รู้ว่าใครมาเห็นผมเล่นฟุตซอล เลยไปบอกท่านหรือเปล่า แต่ปู่มาดูด้วยตัวเองแน่นอน เพราะผมไม่เคยบอกท่านว่าผมเตะที่ไหน ผมไม่รู้ว่าปู่มา จนกระทั่งเกมเริ่ม”

อย่างที่กล่าวไป สายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวนั้น เป็นเรื่องยากจะอธิบาย

ปู่ของกฤษณ์ไม่ได้เอ่ยคำใดต่อหลานสุดที่รัก หลังจบการแข่งขันนัดดังกล่าว ไม่มีคำชม ไม่มีคำติติง แต่กฤษณ์รู้ดีว่า การที่คุณปู่เดินทางมาดูเขาลงแข่งขันที่สนามด้วยตัวเอง หมายความว่าอย่างไร แม้ไม่ต้องกล่าวคำใดออกมา

“ผมไม่ได้พูดอะไร ปู่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรเหมือนกัน เพราะว่าปู่ผมเป็นคนที่ปากแข็งมาก ผมคิดว่าท่านคงไปคุยเรื่องผมกับคนอื่นนะ แต่ท่านไม่เคยชมผมต่อหน้าเลย”

“ความจริง ท่านให้กำลังใจผมตลอด คอยสนับสนุนผมเสมอ แค่ไม่กล้าพูดออกมา เท่านั้นเอง”

 

ชีวิตที่ภาคภูมิใจ

เรื่องราวของกฤษณ์กับปู่ อาจเป็นความสัมพันธ์สลับซับซ้อน อันเกิดจากคนสองคนที่ไม่ยอมสื่อสารกัน 

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกฤษณ์และพ่อแม่ คือเรื่องราวที่แตกต่างออกไป ความเหินห่างของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เกิดจากเจตนาที่จะไม่สื่อสาร แต่มาจากอุปสรรคทางกายภาพ ที่สร้างอุปสรรคในเรื่องดังกล่าวอย่างช่วยไม่ได้

“ผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก เหมือนน้องสาว ส่วนใหญ่ผมพูดให้น้องสาวฟัง แล้วค่อยแปลเป็นภาษามือสื่อสารให้ท่านเข้าใจ”

“พอโตมา ผมเองไม่ค่อยมีโอกาสคุยกับท่านเท่าไร ตอนผมย้ายไปเรียนที่ปทุมคงคา ผมต้องอยู่หอกับทางโรงเรียน ช่วงนั้นไม่ได้คุยกับพ่อแม่เลย เพราะปู่กับย่า ผมยังคุยโทรศัพท์หาท่านได้ แต่กับพ่อแม่ ท่านสื่อสารกับผมมาทางนี้ไม่ได้”

ความสัมพันธ์ของกฤษณ์กับพ่อแม่ ค่อนข้างเหินห่างและจืดจางมาตั้งแต่เด็ก แม้จะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีเวลาเจอหน้ากันนัก เพราะพ่อแม่ของกฤษณ์ทำงานขายสติ๊กเกอร์ตอนกลางคืน

ช่วงเวลาที่ทั้งสองออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว คือช่วงเวลาเดียวกับที่เด็กชายกฤษณ์ เดินทางกลับจากโรงเรียนมาที่บ้าน 

ชีวิตของกฤษณ์และพ่อแม่ จึงเหมือนกับเส้นขนานที่ไม่อาจมาบรรจบกันได้โดยง่าย

“ตอนผมเป็นเด็ก พ่อแม่ผมขายสติ๊กเกอร์อยู่ที่ บีทีเอส สถานีนานา มันจะเป็นแผงเรียงกันหลายเจ้า อยู่ริมทางข้างถนน ให้คนที่เดินลงมาจากบีทีเอสเลือกซื้อ” กฤษณ์เล่าถึงอาชีพของพ่อแม่ในวัยเด็ก

“ทุกคนที่ขายอยู่ตรงนั้นเป็นผู้พิการ ผมเองไม่รู้หรอกว่าท่านขายดีไหม ขายได้เงินวันละเท่าไร ผมเองไม่เคยไปตรงนั้นเหมือนกัน”

ความเหินห่างนำมาซึ่งความรู้สึกที่แตกต่าง กฤษณ์ยอมรับว่าในวัยเด็ก เขาไม่ได้รู้สึกกับพ่อแม่ ในแบบเดียวกับที่เขามีความรู้สึกกับปู่และย่า 

บวกกับปัญหาทางร่างกายของผู้ให้กำเนิด กฤษณ์จึงไม่เคยบอกเพื่อนคนใด ว่าตัวเขามีพ่อแม่เป็นผู้พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย

“ตอนประถม ผมไม่กล้าบอกใครว่า พ่อแม่พูดไม่ได้ ผมอาย กลัวถูกเพื่อนล้อ กลัวเพื่อนไม่คบ ผมบอกทุกคนว่าปู่กับย่าเป็นพ่อแม่”

“ผมไม่เคยรู้สึกว่านี่เป็นการโกหกเพื่อน เพราะผมกลัวโดนล้อ ให้ตายอย่างไรก็ไม่บอกเรื่องนี้เด็ดขาด”

เวลาผ่านไป หลายสิ่งยังคงเหมือนเดิม พ่อแม่ของกฤษณ์ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างคนทั่วไป ตัวเขาเองใช้ชีวิตบนเส้นทางที่เลือก และไม่ค่อยได้พบเจอกับพ่อแม่เหมือนวัยเด็ก 

แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือความรู้สึกในใจของกฤษณ์ เขาพร้อมประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า เขาคือนักฟุตซอลที่มีพ่อแม่เป็นผู้พิการ และจะไม่หลีกหนีความจริงในข้อนี้อีกต่อไป

“มาถึงจุดหนึ่ง ผมโตขึ้น ผมกลับมานั่งถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงไม่พูดความจริงออกไป ผมอายอะไร ทำไมผมต้องอายว่าพ่อแม่พูดไม่ได้ ท่านก็ทำมาหากินสุจริต เลี้ยงผมได้เหมือนพ่อแม่คนอื่น แอบหงุดหงิดตัวเองเหมือนกันที่เคยบอกคนอื่นไปแบบนั้น”

“การที่มีพ่อแม่เป็นผู้พิการ มันไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่มีพ่อแม่พิการ ผมเห็นหลายคนมีพ่อแม่เป็นผู้พิการ พวกเขายังดูแลพ่อแม่ตัวเองได้อย่างดี พ่อแม่รักเขา เขาก็รักพ่อแม่ มันไม่ต่างจากครอบครัวคนปกติทั่วไป”

เด็กชายผู้มีความฝันเป็นนักกีฬา แต่สรีระร่างกายไม่ได้, คุณปู่พูดน้อยเก็บความรู้สึก และ พ่อแม่ที่พิการทางการสื่อสาร แถมยังทำมาหากินจนไม่มีเวลาดูแลลูก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่กฤษณ์จะเติบโตเป็นนักฟุตซอลอาชีพ 

หากหัวใจไม่แข็งแกร่ง กฤษณ์คงหลุดออกนอกลู่นอกทางไปไกล ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของครอบครัว ที่ดูไม่สมประกอบในสายตาของใครบางคน

ต่อให้ใครจะคิดอย่างไร กฤษณ์ไม่เคยมองว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นครอบครัว เป็นจุดด้อยในชีวิตที่ฉุดรั้งตัวเองเอาไว้ 

กลับกัน กฤษณ์ภูมิใจกับทุกอย่างที่เขามีอยู่ในตอนนี้ เขาก้าวขึ้นมาติดทีมฟุตซอลชุดเยาวชนทีมชาติไทย และมีรายได้ที่มั่นคง สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ดั่งตั้งใจ

ครอบครัวของกฤษณ์ อาจไม่เหมือนอย่างคนทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่พร้อม สิ่งที่ทำให้กฤษณ์พิเศษเหนือกว่าใคร ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือเงินทองจากไหน แต่เป็นกำลังใจจากครอบครัวที่ไม่แตกต่าง แม้พวกเขาจะแตกต่างจากคนอื่นทั่วไป

ทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าเป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า คอยสนับสนุนกฤษณ์มาตั้งแต่เริ่ม และยังคงสนับสนุนเขาต่อไป ต่อให้กำลังใจดังกล่าว กฤษณ์จะไม่ได้ยินเสียงใด แต่เราเชื่อว่า กฤษณ์สามารถรับรู้ได้ในใจของตัวเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง