mainstand

Voice of People

The Next Coach : เพจของเด็กหนุ่มวัย 22 ปีที่ทำให้แทคติคฟุตบอลเป็นเรื่องเข้าใจง่าย



The Next Coach คืออีกหนึ่งเพจฟุตบอล ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว บนเฟซบุค ด้วยการวิเคราะห์แทคติคการเล่น ผ่านบทความและคลิปแข่งขัน อันเต็มไปด้วยสาระ จนมีผู้ติดตามกว่า 3 หมื่นคน


 

หลายคนอาจไม่รู้เบื้องหลังของเขาคือใคร บางคนอาจมองว่าเป็นเพียงแค่โค้ชคีย์บอร์ดคนหนึ่ง ที่ลุกขึ้นมาพูดถึงแทคติคการเล่น อธิบายเรื่องราวบนสนามฟุตบอล อย่างตรงไปตรงมา

เบื้องหลังของผู้ชายคนนี้ ไม่ได้จบการเรียนโค้ชคีย์บอร์ดจากที่ไหน แต่เขาคือโค้ชตัวจริงเสียงจริง ที่จบการเรียนบี ไลเซนส์ ด้วยอายุเพียงแค่ 21 เท่านั้น !

พันธุ์นารายณ์ พันธุ์ศิริ เด็กหนุ่มวัย 22 ปีคือเจ้าของเพจนี้ เขาผ่านประสบการณ์ การทำงานในฐานะโค้ชมาอย่างหลากหลาย ทั้งกับทีมระดับภูมิภาค, ทีมสมัครเล่น ไปจนถึงทีมชาติไทย รุ่นเยาวชน

Main Stand จะไปพูดคุยกับหนุ่มน้อยคนนี้ ว่าเหตุใด เขาจึงตัดสินใจ เปิดเพจที่เต็มไปด้วยสาระอันเข้มข้น แต่ทุกคนสามารถอ่านได้ จุดเริ่มต้นของเพจนี้มาจากไหน? สิ่งใดคือเเรงบันดาลใจของเขา? เป้าหมายของเพจที่เขาทำคืออะไร? ติดตามไปได้พร้อมกับเรา

 

หัวใจที่อยากแบ่งปัน

“ไอเดียในการเริ่มทำเพจ The Next Coach มาจากตอนที่ผม เป็นโค้ชทีมเยาวชนของทีมเลย ซิตี้ กว่าจะชนะคู่แข่งได้แต่ละเกม มันยากมาก ผมพยายามจะหาวิธีทาง ที่ทำให้ทีมมีโอกาสชนะเพิ่มมากขึ้น”

“ผมเลยไปหากล้องมาครับ นั่งอัดเกมการแข่งขันของคู่แข่ง ฝึกตัดคลิปการแข่งขัน ด้วยตัวเอง ทำเองทุกอย่าง เพื่อเอาวิธีการเล่นของคู่แข่ง ไปให้นักเตะในทีมดู นั่นเป็นครั้งแรก ที่ผมเริ่มต้นทำคลิป บรรยายแทคติคให้คนอื่นฟังครับ”

พันธุ์นารายณ์ พันธุ์ศิริ ย้อนถึงจุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นรากฐาน ในการเพจเฟซบุค เพื่ออธิบายแทคติค การเล่นฟุตบอล ให้คนทั่วไปเข้าใจ อย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

แต่พันธุ์นารายณ์ ไม่ได้เริ่มต้นทำเพจของตัวเองในช่วงเวลานั้น จนกระทั่งเขาได้รับโอกาส ชักชวนจาก โค้ชดาท-ธงชัย รุ่งเรืองเลิศ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ของทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 16 ปี ให้เขามาเป็นนักวิเคราะห์เกม ของทัพช้างศึกรุ่นจิ๋ว และนี่คือจุดเริ่มต้น ของการเปิดเพจ The Next Coach

“ตอนที่ผมทำทีมชาติไทย ผมมีข้อมูลของชาติคู่แข่งมากมาย เทปการแข่งขัน แต่มันไม่ได้เอาไปเผยแพร่ที่ไหน ผมคิดว่าถ้าเอาข้อมูลไปเผยแพร่ ให้คนอื่นได้รับรู้ มันจะเป็นประโยชน์มากกว่าไหม ดีกว่าผมเก็บไว้ดูคนเดียว”

ด้วยความคิดที่มุ่งมั่นตั้งใจ ทำให้พันธุ์นารายณ์ ตัดสินใจเปิดเพจของตัวเอง ในเดือนตุลาคม ปี 2018 ตามปณิธานของเขา ที่อยากเผยแพร่ แนวคิดทางแทคติคฟุตบอล ให้ให้คนทุกคนที่รักในกีฬาลูกหนัง ได้รับรู้อย่างถูกต้อง แม้ว่าจะไม่ได้เรียนไลเซนส์ อบรมโค้ชฟุตบอลอาชีพก็ตาม

“สมัยก่อน ตอนเริ่มต้นผมอยู่ช่วง ม.3-ม.5 ผมก็เคยพยายามศึกษาแทคติคการเล่น ผ่านการดูทีวี ดูการแข่งขัน วัน 3 คู่ เย็นยันดึก ซื้อหนังสือโค้ชมาอ่าน เพื่อเรียนรู้แทคติค ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“ตอนนั้นเราอาจคิดว่าเรามีความรู้ แต่พอได้มาเรียนเป็นโค้ชจริงๆ มันต่างกันเยอะมากครับ การวางแทคติคการเล่น มันไม่ได้มีแค่ที่เล่าเห็นในทีวี แต่มีรายละเอียดเยอะกว่านั้น”

“ผมมองว่า ตอนนี้ผมมีความรู้ด้านโค้ช ผมคิดว่าผมเอาความรู้ตรงนี้ ที่ผมมี มาแบ่งเป็น ให้คนอื่นได้รับรู้ ให้คนรุ่นใหม่ หรือคนที่สนใจ อยากเป็นโค้ชอาชีพ ได้เอาไปศึกษา ไปพัฒนาตัวเอง คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยครับ”

 

จากคนที่เคยขาด

การทำเพจน้ำดี อย่าง The Next Coach ของพันธุ์นารายณ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องเสียเวลาว่าง นอกเหนือเวลาทำงาน ในแต่ละวันไปกับการหาข้อมูลแทคติค หรือเรื่องราวความรู้ เกี่ยวกับฟุตบอล เพื่อมาเผยแพร่ให้กับคนที่ติดตามได้รับทราบ รวมไปถึงตัดต่อคลิป อธิบายวิธีการเล่น ของทีมชั้นนำ ให้กับคนที่สนใจ

อาจต้องแลก มากับความเหนื่อยล้า แต่อีกหนึ่งเหตุผล ที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้ ลุกขึ้นมาทำเพจของตัวเอง เพราะเรื่องราวในวัยเด็ก ที่เขาต้องเคยพบเจอความยากลำบาก กับการเดินตามความฝัน เป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยตัวเอง

“ผมอยากเป็นโค้ชฟุตบอล ตั้งแต่เด็กแล้วครับ ตอนนั้นผมอยู่ประมาณม.3 ครับ คุณพ่อเขาถามจริงจังว่า โตขึ้นผมอยากเป็นอะไร ท่านจะได้วางแผนสนับสนุน”

“ตัวผมเป็นคนชอบฟุตบอลอยู่แล้วครับ อยากทำงานเกี่ยวกับฟุตบอล ผมก็เลยคิดว่า งั้นผมเป็นโค้ชฟุตบอลแล้วกัน เพราะผมชอบดูฟุตบอลมากๆ”

“ผมพยายามหาข้อมูล เรื่องการเรียนโค้ชด้วยตัวเอง แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ผมไม่สามารถหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเป็นโค้ชได้เลย”  

“สุดท้าย ผมจึงไปตั้งกระทู้ในเว็บ thailandsusu (ไทยแลนด์สู้สู้) เพื่อหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด ที่จะนำไปต่อยอด ให้ผมเป็นโค้ชในอนาคต”

“ตอนที่ผมตั้งกระทู้ ก็ได้รับคอมเมนต์ที่หลากหลาย แต่สุดท้าย ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ผมต้องทำอย่างไร ถึงจะสามารถกลายเป็นโค้ชอาชีพ จนผมเสียเวลาไปประมาณ 3 ปี โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย”

ความยากลำบาก ที่พันธุ์นารายณ์ต้องเจอในอดีต ทำให้เขาตั้งมั่นว่า หากมีคน ที่มีความฝันเดียวกับเขาในอดีต คือการเป็นโค้ชฟุตบอลอาชีพ คนเหล่านั้นจะต้องได้รับความรู้ เกี่ยวกับการเรียนโค้ชอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปต่อยอด กับการเดินทางบนเส้นทางฝันของตัวเอง

“ผมพยายามหาข้อมูล ให้รอบด้าน บางเรื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ผมรู้มาก่อนด้วยซ้ำ แต่ผมทำเพจนี้ เพื่อพัฒนาความรู้ให้กับทุกคน ที่สนใจในด้านนี้ ผมพยายามทำเพจนี้อย่างเต็มที่ที่สุด เพราะหวังว่าทุกคนที่ติดตามเพจของผม จะได้รับความรู้ จากทุกสิ่งที่ผมนำเสนอผ่านเพจ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม”

 

ใครๆก็เป็นโค้ชได้

การเป็นโค้ชฟุตบอลในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการเรียนไลเซนส์ หรือใบอนุญาติการเป็นโค้ช ซึ่งโอกาสในการเข้าเรียน มักถูกจำกัด อยู่เฉพาะภายในบุคลากร ที่ทำงานอยู่ในวงการฟุตบอล เช่น นักฟุตบอลอาชีพ สตาฟฟ์ทีมสโมสร หรือครูพละ

แต่พันธุ์นารายณ์ พันธุ์ศิริ มีความเชื่อมั่น ว่าทุกคนสามารถ เป็นโค้ชฟุตบอลอาชีพได้ โดยไม่เกี่ยงอายุหรือประสบการณ์ ขอเพียงแค่มีความฝัน ความมุ่งมั่น กับการเป็นโค้ชอาชีพ ทุกคนสามารถ เดินตามฝันที่ตัวเองมีได้

เพราะเรื่องราวของตัวเขา คือแบบอย่างที่ดีที่สุด กับการเป็นเด็กหนุ่ม ที่ไม่เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่สามารถเรียนจบ บี ไลเซนส์ ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น ซึ่งตัวของพันธุ์นารายณ์ เคยได้รับแรงบันดาลใจนี้ ส่งต่อมาจากคนอื่นเช่นกัน

“ตอนที่ผมตัดสินใจ จะเป็นโค้ชฟุตบอลจริงจัง เพราะว่าเห็นเชลซี แต่งตั้ง อังเดร วิลลาส โบอาส ที่อายุแค่เพียง 33 ปี ในเวลานั้น ขึ้นเป็นผู้จัดการทีม โดยที่โบอาสไม่เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน เรื่องราวของโบอาส เป็นแรงบันดาลใจให้กับผมได้ดีมาก”

ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าที่พันธุ์นารายณ์ จะก้าวมาเป็น โค้ชระดับบี ไลเซนส์ ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ เขาต้องพบเจอกับอุปสรรค ความกดดัน ที่ถาโถมเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องอายุ หากแต่เขาเชื่อว่า หากมีหัวใจ ที่รักมั่นในการเป็นโค้ชฟุตบอล ไม่มีกำแพงใด จะมาขัดขวางความฝันได้

“ตอนที่ผมเรียนซี ไลเซนส์ ผมอายุแค่ 18 ปี เพิ่งจบม.6 ใหม่ๆเลยครับ ผมตื่นเต้นมาก เพราะเพื่อนร่วมเรียนของผม เป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติกันหลายคน มีความกดดัน ความตื่นเต้นเต็มไปหมด”

“โดยเฉพาะ ตอนสอบภาคปฏิบัติ ที่ผมต้องคุมนักเตะ จากทีมมหาวิทยาลัย เกษมบัณฑิต ซึ่งทุกคนแก่กว่าผมหมดเลย ผมกดดันมาก พูดไม่ออก กลัวจนตัวสั่นไปหมด”

“แต่สุดท้าย ผมก็เอาชนะใจตัวเองได้ครับ ผมตะโกน พูดสั่งไปคำหนึ่งก่อนสอบว่า ‘เฮ้ย ไอ้น้อง ฟังพี่นะ’ หลังจากนั้น มันเหมือนยกภูเขา ออกจากอกเลยครับ ผมก้าวข้ามความกลัว ความตื่นเต้นทุกอย่าง”

“ผมรู้ทันที ว่าการทำงานในอาชีพนี้ อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญ หรืออุปสรรคอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้หน้าที่ตัวเอง คนเป็นโค้ช มีหน้าที่ต้องคุม ต้องสอนลูกทีมของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับอายุ”

ประสบการณ์ อาจเป็นสิ่งที่หลายคนขาดหาย พันธุ์นารายณ์ เชื่อว่ายังมีคนอีกมาก ที่อยากเป็นโค้ชฟุตบอล แต่ไม่ยังไม่กล้า ที่จะออกมาหาความท้าทายให้กับตัวเอง ซึ่งเด็กหนุ่มคนนี้ มีความเชื่อมั่น จากใจจริง ว่าทุกคนเป็นโค้ชฟุตบอลได้ ขอแค่กล้าทำในสิ่งที่รัก กล้าหาประสบการณ์ให้ตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลในข้อจำกัดของตัวเอง

“ผมเชื่อว่าคนเรา ถ้าเก่งพอก็แก่พอ สุดท้าย ประสบการณ์มันไม่สำคัญ เท่ากับการเรียนรู้ ไม่อย่างงั้น โค้ชที่เก่งที่สุดในโลก อาจจะเป็นคุณทวดอายุ 96 ปีไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คือการเรียนรู้ คนบางคนอาจใช้เวลา 1 ปี เรียนรู้ได้มากกว่าคนที่เรียนรู้ เป็นเวลา 10 ปีก็ได้ครับ”

“ตัวผมเอง ก็ได้ลองทำ ในสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน ผมอยากให้ทุกคนก้าวออกมา ก้าวออกมาจากความกลัว ก้าวออกจากคอมฟอร์ต โซน เพื่อทำตามฝันของคุณ อย่ารอโอกาสให้เข้ามาหา แต่ผมอยากให้ก้าวออกไปหามัน”

 

เพจเล็กๆ ที่อยากขับเคลื่อนฟุตบอลไทย

ด้วยความเชื่อมันอันแรงกล้า ของพันธุ์นารายณ์ ทำให้เพจ The Next Coach ของเขา มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อส่งต่อความรู้ อย่างถูกต้อง ให้กับทุกคน ที่มีความฝันเดียวกับเขา เพื่อพัฒนาตัวเอง ในฐานะโค้ชอาชีพต่อไป

“ที่ผมมานั่งทำคลิปบรรยายแทคติค เพราะเทรนด์ในโลกฟุตบอลมันเปลี่ยนไปไวมากนะครับ ปีนี้เราอาจเล่นแทคติคแบบนี้ อีก 3-4 ปีข้างหน้าแทคติคที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจจะตกยุคไปแล้วก็ได้”

“ฟุตบอลมีแทคติคใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอครับ เราต้องคิดแทคติคใหม่ เพื่อเอาชนะแทคติคเก่า ผมถึงชอบดูฟุตบอล และทำคลิปศึกษา จากฟุตบอลต่างประเทศ เพราะพวกเขาคิดสิ่งใหม่ๆ กันตลอดเวลา คิดนอกตำราครับ ผมจึงอยากเผยแพร่ความรู้ตรงนี้ ผ่านเพจของผมครับ”

ในอดีตการเรียนไลเซนส์ฟุตบอล อาจเป็นเรื่องยาก แต่พันธุ์นารายณ์เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การเรียนไลเซนส์ เริ่มเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ เข้ามาศึกษาได้มากขึ้น โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ เป็นนักฟุตบอลมาก่อน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงหวังว่า เพจเล็กๆของเขา จะช่วยเป็นส่วนหนึ่ง ในการพัฒนาฟุตบอลไทย ช่วยส่งต่อความรู้ และความฝัน ให้กับใครก็ตาม ที่มีฝันอยากเป็นโค้ชอาชีพ เฉกเช่นเขา

“ทุกวันนี้ วงการฟุตบอลไทยยังขาดบุคลากรอีกมากครับ ในด้านโค้ชฟุตบอล”

“เรื่องราวของผม กับการจบไลเซนส์ ตั้งแต่อายุ 20 อาจเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น แต่ผมคิดว่าเรื่องของผม ควรเป็นเรื่องปกติ ในวงการฟุตบอลไทย โค้ชฟุตบอลควรเรียนจบไลเซนส์ ตั้งแต่อายุ 19-20 ดังนั้นแล้ว ถ้าอยากเราไปฟุตบอลโลกจริงๆ มันต้องเป็นแบบนั้น”

“ผมอยากให้คนที่มีความฝัน อย่างการเป็นโค้ชฟุตบอล ลุกขึ้นมาทำตามฝัน เริ่มลงมือเลยครับ เพื่อตามฝันของคุณ และพัฒนาบอลไทยไปด้วยกัน”

“เพราะผมมองว่าการพัฒนาฟุตบอลไทย มันไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง ผมเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยพัฒนาฟุตบอลไทย ไม่แน่ว่าคนที่อ่านเพจของผมตอนนี้ 10-20 ปีข้างหน้า เขาอาจจะเป็นโค้ชทีมชาติไทย หรือเป็นโค้ชที่พาเราไปฟุตบอลโลกก็ได้ครับ”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง