mainstand

Inspiration

กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กับปรัชญาฟุตบอลที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป



“มุ่งมั่น จริงจัง ตั้งใจ สามัคคี มีวินัย ตั้งใจจริง เชื่อฟังโค้ช เพื่อคริสเตียน”


 

คำปลุกเร้า ออกมาจากปาก แข้งลูกหนังตัวน้อย รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี ของกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย หลังจบการแข่งขันช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 รอบกรุงเทพมหานคร วันสุดท้าย ท่ามกลางสายฝน ที่โปรายปราย เพื่อเตือนสติ ย้ำถึงเป้าหมายของตัวเอง ในฐานะนักฟุตบอลรุ่นเยาว์

ตลอดระยะเวลา 167 ปี ของโรงเรียนที่เก่าแก่ที่สุด ในประเทศไทย กรุงเทพคริสเตียน ไม่เคยลืมความตั้งใจ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา และสนับสนุนเยาวชน ให้เล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ ของโรงเรียนชื่อดังย่านสีลม ตลอดเวลาที่ผ่านมา

นับตั้งแต่วันที่โรงเรียนแห่งนี้ ได้รับการจับจ้องจากคอลูกหนัง ฟุตบอลเยาวชนทั่วประเทศ เมื่อครั้งอดีต ในฐานะแหล่งบ่มเพาะนักฟุตบอลอาชีพ ขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยมากมายหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ธีรเทพ วิโนทัย, อดิศักดิ์ ไกรษร, สมปอง สอเหลบ, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, ธนา ชะนะบุตร เป็นต้น

จนถึงยุคสมัยปัจจุบัน ที่บอลไทยพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ สโมสรฟุตบอลมีอคาเดมี สร้างเยาวชนขึ้นมาเป็นของตัวเอง บทบาทของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในฐานะผู้สร้างนักฟุตบอล ยังคงมีความสำคัญเหมือนเดิมหรือไม่ กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ติดตามเรื่องราวของสถานศึกษาแห่งนี้ ที่ไม่เคยคิดหยุดพัก การสร้างนักฟุตบอลอาชีพไปพร้อมกับเรา

 

เวลาเปลี่ยน ความตั้งใจไม่เคยเปลี่ยน

“ฟุตบอลกับกรุงเทพคริสเตียน ผมว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันนะครับ ขาดกันไม่ได้” ศักดา พิมพ์กินรีย์ ศิษย์เก่า โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน รุ่น 165 ที่ปัจจุบัน รับบทเป็นโค้ชผู้รักษาประตู ของทีมรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี เผยถึงความสำคัญของกีฬาลูกหนัง กับโรงเรียนเก่าของเขา

“กรุงเทพคริสเตียน มีความสำคัญกับวงการฟุตบอลไทยมาโดยตลอด สมัยก่อนงานฟุตบอลจตุรมิตร คือการแข่งขัน ที่สำคัญมาก ของวงการฟุตบอลไทยในอดีต คริสเตียน ถือว่าเป็นมหาอำนาจลูกหนัง ทีมหนึ่งเหมือนกัน”

ช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป อาจมีคำถามถึง ความสำคัญของฟุตบอลนักเรียน ซึ่งถูกมองว่า มีความสำคัญน้อยลงจากอดีต ท่ามกลางยุคสมัย ของทีมอคาเดมี จากสโมสรฟุตบอลอาชีพ ก้าวขึ้นมาครองความเป็นใหญ่ ในระดับฟุตบอลเยาวชน

หรือในระดับฟุตบอลอาชีพ นักเตะรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาจากอคาเดมี ของสโมสรฟุตบอลโดยตรง มากกว่า จะเติบโตจากรั้วฟุตบอลนักเรียน เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต  

“โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ต้องการแสดงให้เห็นว่า แม้ช่วงเวลาจะเปลี่ยนไป แต่โรงเรียน สถานศึกษา ยังคงสามารถสร้างนักฟุตบอลอาชีพ ให้กับวงการฟุตบอลไทยได้ เหมือนในอดีต”

อาจารย์นิรันดร์ กำจัดภัย หัวหน้าผู้ฝึกสอน ทีมฟุตบอลของกรุงเทพคริสเตียน รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี กล่าวถึงปณิธาน ที่ไม่เคยเปลี่ยนไป ของโรงเรียนแห่งนี้

ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในการแย่งชิงทรัพยากรของวงการลูกหนัง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน หันไปจับมือร่วมกับสโมสรฟุตบอลอาชีพ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ ในการสร้างนักเตะเยาวชน ทั้งเรื่องโค้ช และแทคติคการเล่น

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรุ่นเยาว์ของกรุงเทพคริสเตียน สามารถถูกยืมตัว ไปเล่นให้สโมสรอาชีพ ในฐานะนักเตะเยาวชนได้ หากทำผลงานได้น่าประทับใจ โอกาสในการก้าวขึ้นเป็นนักบอลอาชีพ อยู่ไม่ไกลจากนักเตะจากรั้วชงโคสีม่วง

รวมถึงการทำโครงการ MOU ร่วมกับบริษัทเอกชน เพื่อจัดโครงการ เฟ้นหาเยาวชนจากทั่วประเทศ เพื่อให้กรุงเทพคริสเตียน ได้รับช้างเผือกรุ่นเยาว์ ที่มีคุณภาพ เข้ามาสร้างเสริมความแกร่งกล้า อย่างที่ทำมาตลอด

“เด็กนักฟุตบอลของเรา ส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัดครับ หลายคนมีความมุ่งมั่น มีความฝันที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ โรงเรียนของเรา มีหน้าที่ ที่จะต้องสนับสนุนความฝันของเด็กๆ อย่างเต็มที่”

“เรามีทุนการศึกษา ให้กับนักเรียนที่ได้รับคัดเลือก มาเป็นนักฟุตบอลให้ มีหอพัก มีอาหาร มีอุปกรณ์การเรียน มีสวัสดิการดูแลอย่างดี” อาจารย์นิรันดร์กล่าว

นอกจากนี้ โค้ชเจษฎา ปิ่นวิเศษ ศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียน รุ่น 141 ซึ่งปัจจุบัน เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ชุดอายุไม่เกิน 13 ปี มองว่า โรงเรียนแห่งนี้ ยังคงเป็นส่วนสำคัญ ของการสร้างนักฟุตบอล แม้จะมีอคาเดมี ของสโมสรฟุตบอลอาชีพ รับบทบาทเป็นหลัก ในการสร้างผู้เล่นลูกหนัง ยุคปัจจุบันก็ตาม

“สมัยผมเป็นนักฟุตบอลนักเรียน การจะเข้าสู่เส้นทาง การเป็นนักบอลอาชีพไม่ง่ายเลย ต้องมีแมวมองมาคอยดูผลงาน ถ้าเตะบอลเก่ง แต่ไม่มีแมวมองมาเจอ หรือไม่ได้มีโอกาสคัดตัวกับโรงเรียน เด็กๆก็ไม่มีโอกาสเป็นนักฟุตบอล”

“แต่ทุกวันนี้ มีโครงการฟุตบอลสำหรับเด็กมากมาย มีแมวมองไปดูทุกที โครงการช้าง จูเนียร์ คัพ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนตัวผมมองว่า ปัจจุบัน เด็กๆทั่วประเทศ มีโอกาสเป็นนักฟุตบอล มากขึ้นกว่าในอดีตเยอะมาก”

“โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จึงยังต้องทำฟุตบอลอยู่ เพื่อมอบโอกาส มอบฝันให้กับเยาวชน เพื่อสร้างนักบอลอาชีพ แบบที่เราทำมาตลอด”

 

สร้างนักฟุตบอล แบบชงโคสีม่วง

โดยปกติ สำหรับทีมฟุตบอลที่มีอายุยาวนาน เป็นหลายสิบปี ย่อมมีแนวคิดปรัชญา อันเป็นรากฐานของทีม เพื่อใช้ในการฝึกสอน สืบทอดกันมา จากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้เล่นไปกี่คน หรือเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปนานแค่ไหน ทีมฟุตบอลจะคงอยู่เหมือนเดิม ด้วยปรัชญาของทีม ที่สร้างไว้

เช่นเดียวกับทีมฟุตบอล ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่มีปรัชญาหล่อหลอม นักฟุตบอลทุกคนเอาไว้ ภายใต้ปรัชญาของโรงเรียน ที่ปลูกฝังให้กับนักเรียนทุกคน ในทุกรุ่น ภายใต้คำที่สั้นและง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย คำว่า “สปิริต”

“ผมคิดว่า การมีสปิริตคือครบถ้วนทุกอย่าง ที่นักฟุตบอลอาชีพทุกคนต้องมีนะครับ” อาจารย์นิรันดร์กล่าว

“ข้อแรกคือ เด็กของเรา ต้องเล่นบอลอย่างมีสปิริต เล่นบอลอย่างมีน้ำใจนักกีฬา ไม่ทำฟาวล์คู่แข่ง แบบการเล่นนอกเกม ข้อต่อมา คือมีความรับผิดชอบ มีสปิริตต่อตัวเอง อยู่ในกฎระเบียบ มีความเป็นมืออาชีพ ไม่เกเร ไม่ออกนอกลู่นอกทาง”

“นอกจากนี้ เด็กของเราต้องมีสปิริต ต่อเพื่อนร่วมทีม มีความสามัคคี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลซึ่งกันและกัน ฟุตบอลคือการทำงานเป็นทีม เล่นเพื่อตัวเอง เล่นเพื่อโรงเรียน เล่นเพื่อเพื่อนร่วมทีม”

“ถ้าพวกเขามีสปิริตต่อตัวเอง มีสปิริตต่อเพื่อนร่วมทีม และมีสปิริตต่อทีมคู่แข่ง เราเชื่อว่า เด็กๆ ของโรงเรียน จะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักฟุตบอล ได้อย่างเป็นมืออาชีพ”

เป้าประสงค์ ของกรุงเทพคริสเตียน คือการสร้างนักเตะเยาวชนของโรงเรียน ให้เติบโตมาเป็น นักฟุตบอลที่ดีที่สุด ดังนั้นการฝึกสอนของเด็กแต่ละอายุ ต้องประยุกต์ และปรับเปลี่ยนให้สมวัย ของผู้เล่น

เด็กในช่วงอายุ 12-13 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นเรียนรู้ การพัฒนาตัวเองเป็นนักบอลอาชีพ ทีมจะเน้นพัฒนา “เทคนิค” ของผู้เล่นรายบุคคล เสริมสร้างเสริมทักษะให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

เพราะเมื่อเข้าสู่ ช่วงมัธยมปลาย โรงเรียนจะหันมาปลูกฝัง เรื่องของ “แทคติค” ตามความคิดความอ่าน ของเด็กที่เติบโตมากขึ้น  เตรียมความพร้อม ก่อนจะก้าวออกจากรั้วโรงเรียน เพื่อเริ่มเดินทาง บนเส้นทางสายนักฟุตบอลอาชีพของจริง

นอกเหนือจากการเรียนรู้ ประสบการณ์จริง คือสิ่งสำคัญ ของการพัฒนาคน และนี่คือเหตุผลที่ทำให้กรุงเทพคริสเตียน ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันรายการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ อย่างช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 เพราะโรงเรียนแห่งนี้ มองเห็นบางสิ่ง ที่มีค่า มากกว่าชัยชนะ

“ถึงการแข่งขันรายการนี้ จะเป็นรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี แต่เราส่งเด็กอายุ 13 ปี เข้าแข่งเพียงแค่ 3 คน ที่เหลือเป็นเด็กอายุ 12 ปีหมดครับ เราให้เขาเล่นแบกอายุ”

“สิ่งที่เราต้องการให้เด็กๆ ได้จากการแข่งขันรายการนี้ คือประสบการณ์ เพราะเด็กส่วนใหญ่ เพิ่งเข้าโรงเรียนมาได้ไม่นาน เราต้องการให้เขา ได้ลงสนามจริง เจอประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป”

สำหรับการแข่งขันช้าง จูเนียร์ คัพ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน สามารถทำผลงานได้ตามเป้า สามารถผ่านเข้าถึงการแข่งขันวันสุดท้าย หมายความว่า ทีมจะได้ลงชิงชัย ตั๋วรอบสุดท้าย อันเป็นความฝันของทีมชุดนี้ กับการแข่งขัน ชิงแชมป์ประเทศ

สภาพอากาศ อาจไม่เป็นใจ กับสายฝนที่โหมกระหน่ำ ณ สนามฟุตบอล ไทยเบฟ ฟุตบอล อคาเดมี กับการแข่งขันวันสุดท้าย แต่ไม่ใช่อุปสรรค ของทีมกรุงเทพคริสเตียน ต่อให้เล่นกลางสายฝน พวกเขายังสามารถล้มทีมคู่แข่ง ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมต่อไป

ซึ่ง 3 ใน 4 ทีม จะได้เข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศ และมีเพียงทีมเดียวเท่านั้น ที่จะต้องอกหัก กลับบ้านมือเปล่า

แต่กว่าจะไปถึงจุดที่ฝัน ทัพชงโคสีม่วง ต้องผ่านบททดสอบ  ที่สนามช้าง จูเนียร์ คัพ เตรียมพร้อมไว้ให้พวกเขา ทั้งทีมคู่แข่ง ที่มีดีกรีระดับประเทศ

รวมถึงสนามที่ห้อมล้อม ไปด้วยกองเชียร์ ของแต่ละทีม ที่รวมตัวกันมา ทั้งเชียร์ทีมของตัวเอง และกดดันทีมตรงข้าม อย่างคึกคักและกดดัน บางทีมถึงขั้นมีการตีกลอง ร้องเพลงเชียร์ เหมือนการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ

ตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้าย คือสิ่งเดิมพัน ที่มีค่าและมีความหมาย ไม่ใช่แค่นักฟุตบอล หรือโค้ชเท่านั้น แต่รวมไปถึง ผู้ปกครอง, คนทำอคาเดมี หรือเหล่าสปอนเซอร์ สนับสนุน ความกดดันพุ่งเข้าใส่แข้งหญ้าอ่อน แบบที่เรารับรู้ได้ผ่านสีหน้าของพวกเขา

ทีมกรุงเทพคริสเตียน กลับลงสนามอีกครั้ง ในรอบบ่าย แต่เป็นที่น่าเสียดาย ด้วยความกดดัน ความเหนื่อยล้า และประสบการณ์ที่ยังน้อย ทำให้กรุงเทพคริสเตียน แพ้ในเกมการแข่งขัน ทั้งรอบรองชนะเลิศ และเกมชิงอันดับ 3 กลายเป็นทีมเดียว ที่ไม่ได้ตั๋ว เข้าสู่รอบชิงแชมป์ประเทศ

“วันนี้ เราต้องเล่น 3 เกมการแข่งขันในวันเดียว สุดท้ายพวกเขายังไม่พร้อม แต่ผมถือว่า เด็กๆทำดีที่สุด เท่าที่พวกเขาจะทพได้แล้ว ประสบการณ์ตรงนี้ จะช่วยเสริมสร้าง ให้เด็กๆ พัฒนาทัศนคติ ของตัวเอง ในอนาคต”

แม้จะต้องเสียน้ำตากลางสายฝน ร้องไห้อย่างไม่อายใคร ณ พืนหญ้าเขียวขจี ที่ สนาม ไทยเบฟ ฟุตบอล อคาเดมี สวนทางกับทีมอื่นที่ได้แฮปปี้ เฮสุดเสียง กับการเข้ารอบต่อไป

แต่ความพ่ายแพ้ในวันนี้ ของเด็กๆจากทัพชงโคสีม่วง คือ สิ่งที่โรงเรียน ต้องการให้เด็กๆทุกคน ได้เรียนรู้ เพื่อให้ตัวเอง แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต นำประสบการณ์ที่ได้ ไปต่อยอด กับเทคนิค และแทคติค ที่โรงเรียน จะสั่งสอน เพิ่มเติมให้ ในอนาคต

 

เป็นมากกว่าสถานที่สร้างนักฟุตบอล

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ยังคงมุ่งมั่น พัฒนาสร้างนักฟุตบอล ให้กับวงการลูกหนังไทย ตั้งแต่วันวานในยุคสมัย ที่บอลไทยยังเป็นลีกกึ่งอาชีพ จนถึงยุคปัจจุบัน ที่พัฒนาเข้าใกล้การเป็น วงการฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว

แต่กรุงเทพคริสเตียน ไม่ได้เป็นเพียงอคาเดมีฟุตบอล แต่ในฐานะ “โรงเรียน” เหล่าแข้งเยาวชน มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ นอกเหนือไปจากศาสตร์ลูกหนัง อันเป็นภารกิจสำคัญ ของสถานศึกษา

“เรื่องเรียนคือเรื่องสำคัญครับ เด็กๆนักฟุตบอลของเรา ต้องเข้าเรียนเหมือนเด็กปกติทั่วไป ไม่มีสิทธิพิเศษ เพราะการซ้อมฟุตบอลของเราจะซ้อมในช่วงเย็น ส่วนเวลาช่วงเช้าและช่วงบ่าย ก็ต้องเรียนหนังสือครับ” อาจารย์นิรันดร์ อาจารย์ประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เผยกับเรา

“อย่างวันนี้ พวกเขามาแข่งขันก็จริง แต่พรุ่งนี้เช้า ก็ต้องตื่น 7 โมงเช้า ไปเรียนตามปกติ ไม่ได้มีสิทธิ์หยุดพักอะไร ถ้าวันไหนต้องมาแข่งขัน เสียเวลาเรียนไป เราก็มีการสอนพิเศษ ทดแทนให้กับเขา”

เพราะโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน นอกเหนือไปจากการสร้างนักฟุตบอลอาชีพที่ดี ภารกิจสำคัญคือการสร้างคนดี ให้กับสังคมไทย เมื่อพวกเขาต้องก้าวออกจากรั้วโรงเรียน ก้าวสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว

“เรามีกฎระเบียบ มีข้อบังคับที่ชัดเจน ในการดูแลเด็กนักเรียนทุกคน สำหรับเด็กที่เป็นนักฟุตบอลก็เช่นกันครับ เราปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรมให้กับเขา และเราก็เป็นโรงเรียนศาสนาคริสต์ หลักคำสอน หรือพิธีกรรมต่างๆ เราก็ถ่ายทอดให้กับเด็กๆ เพื่อให้เขาอยู่ใกล้ชิดกับศาสนา”

อย่างไรก็ตาม ความเป็นวัยรุ่น วัยคะนอง ย่อมหนีไม่พ้น การออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ต้องพบเจอ ไม่ต่างจากอคาเดมีฟุตบอลอื่น กับการเดินผิดเส้นทาง ที่อาจทำให้พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันที่ตั้งใจ

ด้วยความเป็นสถานศึกษา หน้าที่การดูแล เหล่าเด็กนักเรียนที่เป็นนักฟุตบอล จึงไม่ใช่หน้าที่ของโค้ชเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในโรงเรียน ที่จะสร้างเยาวชนในวันนี้ ให้เติบโตใหญ่ อย่างถูกต้องในวันหน้า

“เรามีฝ่ายศาสนกิจ ที่คอยดูแลเด็กๆที่ออกนอกลู่นอกทาง แน่นอนว่า เด็กๆต้องเจอปัญหา สิ่งยั่วยุ จากสิ่งเร้าภายนอก แต่ทุกคนในโรงเรียนช่วยกัน พยายามพอเขากลับมาสู่ ลู่ทางที่ดีให้ได้มากที่สุด”

“คุณครูทุกคนมีหน้าที่ช่วยกัน อบรมนักเรียนอย่างถูกต้อง ทั้งคุณครูประจำชั้น คุณครูประจำวิชา โค้ชกีฬา เราทุกคนคอยช่วยกัน ในการดูแลเด็กๆทุกคน”

จากวันที่เริ่มก่อตั้ง เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2395 จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุด กับบทบาทของสถานศึกษา คือการสร้างนักเรียนที่ดีให้กับสังคม ไปพร้อมกับจิตวิญญาณ ที่ต้องการสนับสนุนด้านกีฬา คือการสร้างนักฟุตบอลที่ดี ให้กับวงการลูกหนังไทย

ไม่ว่าเวลา จะผ่านไปนานแค่ไหน วงการฟุตบอลไทยจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด โรงเรียนแห่งนี้จะยังเดินหน้า ก้าวต่อไป ในฐานะ แหล่งเพาะพันธ์แข้งช้างศึกรุ่นเยาว์ เหมือนที่เคยทำมา และตลอดไป

 

ติดตามฟุตบอลรายการ ช้าง จูเนียร์คัพ ได้ที่นี่  CHANG JUNIOR CUP 2019

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

>>ไร่ใหม่ อะคาเดมี : เมล็ดพันธุ์ลูกหนังจากจิตอาสาในชุมชนที่สอนเด็กเกือบร้อยชีวิต

>>ดูดี อคาเดมี : ศูนย์พัฒนาชีวิตเด็กน้อยในบ้านเกิดของนฤพล อารมณ์สวะ

>>3rd Battalion FC : อคาเดมีฟุตบอลของ “ชาวกานา” ที่ไม่คิดค่าสอนเด็กไทยผู้ไร้โอกาส

>>คัมภีร์วิทยา : ร.ร. สอนศาสนาอิสลามที่ใช้ “ฟุตบอล” ขัดเกลาเยาวชนในชายแดนใต้

>>“ศูนย์กีฬาประชานิเวศน์” ทีมฟุตบอลที่สะท้อนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนเขตจตุจักร

>>คลองโคน อคาเดมี : ศูนย์ฝึกฟุตบอลที่เสียเงินครึ่งล้านต่อเดือนเพื่อเด็กๆ 92 ชีวิต



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง