mainstand

Converse

คัมภีร์วิทยา : ร.ร. สอนศาสนาอิสลามที่ใช้ “ฟุตบอล” ขัดเกลาเยาวชนในชายแดนใต้



รถสองแถวคันหนึ่ง ที่มีโชเฟอร์คนขับเป็น “คุณครู” และผู้โดยสารทั้งหมดเป็น “เด็กนักเรียน” 15 ชีวิต มุ่งหน้าจาก อ.บันนังสตา จ.ยะลา ด้วยระยะทางกว่า 174 กิโลเมตร...


 

ตลอดสองไหล่ทาง รถสองแถวคันนี้ ขับผ่านด่านความมั่นคง หลายๆด่าน ที่คอยตรวจตรายานพาหนะ ทั้งขาเข้า-ออก เพื่อดูแลความปลอดภัย บนท้องถนน

…นั่นเป็นเรื่องที่แทบปกติไปแล้วสำหรับพวกเขา ในทุกๆ การเดินทาง

“โรงเรียนคัมภีร์วิทยา” สติ๊กเกอร์สีน้ำเงินถูกติดประทับไว้บริเวณเหนือกระจกด้านหน้ารถ เป็นดั่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน หลังใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงกับการเดินทาง ในที่สุดรถสองแถวคันนี้ก็พานักเรียนและอาจารย์ มาถึงจุดหมายปลายทาง สนามกีฬาเมืองหลักภาคใต้ (พรุค้างคาว) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

สถานที่แห่งนี้ ได้รับเลือกให้เป็น สนามคัดเลือกที่ 4 สำหรับการแข่งขันฟุตบอล ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 ที่รวมรวบ 27 ทีมชั้นนำในภาคใต้ มาประลองความสามารถด้านฟุตบอล เพื่อหาตัวแทนหนึ่งเดียวจากภูมิภาคนี้ ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย ชิงแชมป์ประเทศไทย ที่มีเงินรางวัล และตั๋วเดินทางไปเปิดประสบการณ์ฟุตบอลในอังกฤษ เป็นสิ่งตอบแทน

“จุดหมายอาจไม่สำคัญเท่าเรื่องราวระหว่างทาง” ? ประโยคนี้ยังคงใช้ได้ดีเสมอ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่เราอยากทำความรู้จักกับ ทีมฟุตบอลประจำโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ “สีแดง” ตามความหมายของหน่วยงานด้านความมั่นคง

 

ทีมกีฬาในโรงเรียนปอเนาะ

โรงเรียนคัมภีร์วิทยา สถานศึกษาเอกชนขนาดกลาง ตั้งอยู่ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีรูปแบบการเรียนการสอนเป็น “ระบบปอเนาะ” หมายถึงโรงเรียน ที่สอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และเด็กนักเรียนทุกคน ต้องมาอยู่ประจำที่นี่

ในอดีตยุคที่ การกระจายการศึกษา และองค์ความรู้ต่างๆ ยังไม่ได้แพร่ออกในวงกว้าง ครอบคลุมทั่วประเทศ “โรงเรียนในระบบปอเนาะ” นับเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ตอนล่าง ที่ผู้ปกครอง มักส่งบุตรหลานไปเล่าเรียน จากตำรับตำราที่มีอาจารย์ผู้รู้คอยสอน

อีกทั้งการเรียนในระบบปอเนาะ เด็กๆยังได้ปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา รวมถึงรู้จักการพึ่งพาตัวเอง การอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก เช่น การหุงข้าวกินเอง, การซักผ้า, กระทั่งในยุคหลัง ความนิยมต่อโรงเรียนระบบปอเนาะ อาจลดลงไป และได้มีการปรับปรุงหลักสูตร นำเอาวิชาสามัญเข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อให้หลักสูตรผ่านการรับรอง

แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง คือ สายตาจากผู้คนภายนอก ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ที่เริ่มมีความรู้สึก มุมมองต่อโรงเรียนสอนศาสนาเปลี่ยนไป จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา

“ถ้าคนภายนอกที่เขาไม่รู้จัก เขาก็อาจจะมองว่า โรงเรียนปอเนาะ คือแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง เพราะสื่อกระแสหลัก นำเสนอข่าวออกไปแบบนั้น  มีกำลังทหารปิดล้อม มีความไม่สงบเกิดขึ้น แม้แต่ที่โรงเรียนคัมภีร์ ก็เคยมีเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณหน้าโรงเรียน จุดที่โรงเรียนตั้งอยู่ก็เป็นพื้นที่สีแดง”

“ส่วนมุมมองของคนในพื้นที่ เขารับรู้ว่าข้อเท็จจริงเราไม่ได้เป็นแบบนั้น โรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนสอนศาสนา และสถานที่ให้เด็กได้เข้ามาขัดเกลาตัวเอง นอกเหนือจากวิชาความรู้ เด็กจะต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง ตลอดการอยู่ประจำ กิน นอนที่โรงเรียน เพื่อเรียนกีตาบมลายู (หนังสือตำรา) ในตอนกลางคืน”

“ผมเคยผ่านระบบปอเนาะมาก่อนในวัยเด็ก และได้มาสอนที่นี่ จากการชักชวนของ ท่านผอ. (ซัลมาน ผดุง) ที่มองเห็นว่าผมมีประสบการณ์ ในทำทีมฟุตบอล และอยากให้มาเป็นครูสอนวิชาพลศึกษาที่นี่ และเริ่มต้นทำทีมกีฬาของโรงเรียนปอเนาะให้เกิดขึ้น เพราะโดยส่วนมากเด็กผู้ชายที่นี่ ชอบเตะฟุตบอลอยู่แล้ว”

อ.ฮัมซะฮ์ เซ็งโซะ โชเฟอร์ผู้ขับรถสองแถวคันดังกล่าว ที่มีตำแหน่งจริงๆในทีมเป็น “เฮดโค้ช” อธิบายปูมหลังของโรงเรียนระบบปอเนาะ และเริ่มเล่าที่มาที่ไปของตัวเองในการมาทำทีมฟุตบอลประจำ โรงเรียนสอนศาสนา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

อาจารย์หนุ่มวัย 33 ปี เริ่มเป็นที่รู้จักภายในแวดวงฟุตบอลจังหวัดยะลา ตั้งแต่สมัยที่เจ้าตัวเป็นเพียง นักศึกษาคนหนึ่ง ที่นำเด็กๆ ในหมู่บ้านน้ำเย็น ต.ลำใหม่ อ.บันนังสตา บ้านเกิดของเขา มาฝึกสอนฟุตบอลแบบฟรีๆ จากนั้นเขาได้เข้ามาทำงาน กับทีมเยาวชนให้ สงขลา ยูไนเต็ด และสโมสร ยะลา เอฟซี

หลังผ่านประสบการณ์ด้านโค้ช ลีกอาชีพ มาประมาณหนึ่ง อ.ฮัมซะฮ์ เซ็งโซะ ตัดสินใจผันตัวเองเข้าสู่แวดวงการศึกษา ด้วยการประกอบอาชีพครู อย่างเต็มตัว ที่โรงเรียนบันนังสตาอินทราฉัตร มิตรภาพทื่ 200 ก่อนได้รับการชักชวนให้เข้ามาสอนที่ “โรงเรียนคัมภีร์วิทยา”

ด้วยโจทย์ที่สุดท้าทายในการสร้างทีมฟุตบอล ให้กับโรงเรียนสอนศาสนาที่ไม่เคยมีทีมกีฬามาก่อน และที่สำคัญ เด็กที่เก่งฟุตบอล ก็ไม่สนใจอยากเข้ามาอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยกฎ ระเบียบ และวิธีการปฏิบัติที่เคร่งครัด

 

มากกว่าแค่กีฬา

“ช่วง 2-3 ปีแรก ที่ผมเข้ามาสอนและทำทีมที่นี่ ก็ยากพอสมควร เพราะโรงเรียนยังมีขนาดเล็ก เด็กนักเรียน ม.1 - 6 มีไม่เยอะ เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกเกรด B และ C เพราะเด็กเก่งกีฬาก็จะไปเข้าโรงเรียนกีฬายะลาหมด ส่วนเด็กที่เก่งวิชาการ ก็มองโรงเรียนในเมืองเป็นตัวเลือกแรกๆ”

“อีกอย่างผู้ปกครองในพื้นที่ มักมีค่านิยมว่า ถ้าพ่อแม่เรียนตรงไหน เขาก็จะส่งลูกไปเรียนที่นั้น ผมต้องขับรถไปดูฟุตบอลระดับประถมฯ เพื่อหาเด็ก ภายในจังหวัด ยิ่งเราไม่มีผลงานด้านกีฬา ไปแข่งที่ไหนก็แพ้ตลอด ยิ่งต้องคุยให้หนัก ผมไปหาผู้ปกครองถึงบ้านทุกคน เพื่อพูดคุยให้เขาส่งลูกมาเรียนกับเรา”

การปรับพื้นฐานฟุตบอล แก่ เด็กหน้าเก่าและหน้าใหม่ ให้พวกเขาเล่นฟุตบอลได้อย่างที่โค้ชต้องการ ควบคู่การปรับตัวนักกีฬา ให้เข้าระบบโรงเรียนปอเนาะ นับเป็นอะไรที่ยากพอสมควร สำหรับคุณครูคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ และดูแลเด็กๆทุกคน ถึงขั้นที่ต้องกินอยู่หลับนอน หอพักเดียวกับเด็กๆ

จนนักเรียนทุกคนที่นี่เรียก อ.ฮัมซะฮ์ เซ็งโซะ ว่า “ครูพ่อ” หรือ “โค้ชพ่อ”

แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ยากสุดในทำทีมฟุตบอลของโรงเรียนคัมภีร์วิทยา เทียบเท่ากับการบริหารจัดการ งบประมาณ ที่มีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสถานศึกษาแห่งนี้ เป็นโรงเรียนเอกชน จึงไม่ได้มีเงินสนับสนุนจากรัฐ ขณะเดียวกัน โรงเรียนก็ไม่สามารถเก็บค่าเล่าเรียนจากเด็กได้ทุกคน เพราะมีนโยบายที่ต้องการช่วยเหลือเด็กที่มีฐานะยากจน กำพร้า มีปัญหาครอบครัว ให้เข้ามาเรียนฟรี

“ต้องอดทนอย่างเดียวครับ ผมต้องตอบคำถามกับ ผู้บริหาร พ่อแม่ผู้ปกครอง เยอะมากครับ เพราะว่าเรายังไม่มีความสำเร็จเป็นรูปร่าง ไปแข่งที่ไหนก็แพ้ตลอด”

“จนผ่านไปได้สักสามปี เหมือนเป็นความโชคดี เพราะในการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษา แห่งประเทศไทย รอบคัดเลือก เด็กของเราดันไปชนะทีมโรงเรียน อบจ.สงขลาพิทยานุสรณ์ ซึ่งเป็นทีมชั้นนำของภาคใต้ ได้เป็นตัวแทนภาคใต้ไปแข่งระดับประเทศ ก็ทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนเริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ปกครอง และสามารถนำไปต่อยอดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้เด็กเข้ามาเรียนที่นี่”

ความสำเร็จในสนาม ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเดียวที่ ฮัมซะฮ์ เซ็งโซะ ต้องการทำให้เกิดขึ้นที่นี่ เพราะสิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำเด็กนักฟุตบอลทุกคนเสมอ คือเรื่องของผลการเรียน เขาไม่ต้องการให้ใครปรามาสว่า “คนเล่นฟุตบอลคือคนที่เรียนไม่เก่ง”

เขาใช้ “ฟุตบอล” เป็นสื่อกลาง ในการบอกสอน ให้เด็กมีความประพฤติที่ดี และ สร้างแรงบันดาลใจให้ ลูกศิษย์ของครูพ่อ ใช้กีฬานี้เพื่อเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เวลาผมอยู่โรงเรียน ผมจะถือไม้เรียวติดตัวตลอด เพราะต้องดูแลให้พวกเขาอยู่ในระเบียบวินัย จนบางคนก็แซวว่า ผมดูแลเด็กยิ่งกว่าพ่อเขาเสียอีก แต่ผมคิดแค่ว่า เมื่อรับลูกเขามาเรียนแล้ว เราก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด ซึ่งโดยปกติ คนมักมองว่าเด็กที่เล่นกีฬา คือกลุ่มเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน ชอบโดดเรียน แอบกลับบ้าน”

“พอเราเริ่มเอาใจใส่ เคร่งกับตรงนี้ เด็กส่วนใหญ่ที่มาเล่นฟุตบอล ก็มีผลการเรียนดีขึ้น พฤติกรรมดีขึ้น จนผู้ปกครองเห็นความเปลี่ยนแปลง บางคนไม่เคยละหมาดเลย มาอยู่กับเรา เขาก็ละหมาดตลอด เราต้องการสอนให้เด็กรู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ซึ่งผมมองว่า ‘ฟุตบอล’ เป็นอะไรที่สื่อสารกับเด็กได้ง่าย”

“เช่น ผมจะเปรียบเทียบให้เขารู้ว่า ฟุตบอล กับการใช้ชีวิตเหมือนกัน ฟุตบอล ต้องเล่นกันเป็นทีม ทุกคนมีอิสระ สไตล์การเล่นของตัวเอง แต่ก็มีหน้าที่ความผิดชอบที่แตกต่างกัน ถ้าทีมไหน นักฟุตบอล 11 คน ต่างคนต่างเล่น ไม่มีระบบ ไม่มีทีมเวิร์ก ทีมนั้นก็มีปัญหา เช่นกันกับ การใช้ชีวิตในสังคม ทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ต้องรู้จักช่วยเหลือกัน ผมสอนให้เขาคิดเสมอว่า ‘ฟุตบอลมันเป็นอะไรที่มากกว่าเกมฟุตบอล'”

“ถ้าคุณมีระเบียบวินัย มีความตั้งใจ มันสามารถนำเอาฟุตบอลไปต่อยอดได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ นักฟุตบอลอาชีพ คุณอาจไปต่อยอดเข้าเรียนตามมหาวิทยาลัย ด้วยทุนนักกีฬา หรือเป็นข้าราชการ เล่นกีฬาให้กองทัพ ย้ำเขาเสมอว่า อย่าเล่นฟุตบอลไปวันๆ”

อ.ฮัมซะฮ์ เสียสละความสุขสบายในช่วงปิดเทอม เพื่อมาขับรถหลายร้อยกิโลเมตร ท่ามกลางสภาพที่แปรปรวน มีฝนตกแดดออกสลับกันไป

แรงขับเคลื่อนของเขา คือ ความปรารถนาที่อยากเห็นลูกศิษย์ ลงไปแสดงความสามารถ ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชนที่ยิ่งใหญ่สุดในประเทศ ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019 รอบคัดเลือกโซนภาคใต้ ภายในสนามเดียวกับที่ใช้แข่งขันฟุตบอลอาชีพของทีมหาดใหญ่ ซิตี้

ในบรรยากาศสุดคึกคักของผู้ชม 700 - 1,000 คน ที่ปักหลักชมเกมกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ลากเช้าไปถึงหัวค่ำ ตลอดการแข่งขัน 3 วัน

“นับตั้งแต่เราเริ่มทำทีมฟุตบอลของโรงเรียนคัมภีร์วิทยา เราก็ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน ช้าง จูเนียร์ คัพ มาโดยตลอด แม้จะเป็นการแข่งขันที่ใช้เวลาไม่นาน รอบคัดเลือก ครึ่งละ 15 นาที แต่ทุกทีมในโซนภาคใต้ ล้วนเป็นทีมที่มีมาตรฐานสูง และแข็งแกร่งมาก”

“ผู้เล่นทั้งหมดที่เราใช้ ครั้งนี้ คือ นักเรียนที่เพิ่งมาสมัครเรียน ม.1 การได้มาแข่งครั้งนี้ น่าจะทำให้พวกเขาได้เปิดโลกกว้าง และได้เห็นว่า เราพร้อมที่สนับสนุนเขา ส่งแข่งรายการดีๆนะ ไม่ใช่แค่ทำทีมเพื่อส่งเล่นแค่ในตัวเมืองจังหวัดยะลา”

ในแง่ของผลการแข่งขัน “โรงเรียนคัมภีร์วิทยา” คงถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ผิดหวัง เมื่อตกรอบแรกแบบไร้คะแนน จากการพ่ายแพ้ต่อ โรงเรียนมหาวชิราวุธ และ คลองหอยโข่ง อคาเดมี สองทีมเจ้าบ้าน จ.สงขลา ด้วยสกอร์ 0-1 และ 0-4

แต่หากมองลงลึกลงไปจากสภาพแวดล้อม ที่มาที่ไปของพวกเขา ต้องยอมรับว่า โรงเรียนคัมภีร์วิทยา เป็นหนึ่งในไม่กี่ทีม ที่สร้างความประทับใจแก่เรา รวมถึงผู้จัดการแข่งขัน อย่าง “เครื่องดื่มตราช้าง”

นอกเหนือจากการเป็นทีมที่ใช้ ภาษายาวี สื่อสารกันภายในทีมแล้ว ที่นับเป็นอีกสีสันของการแข่งขัน

การที่ผู้ชมได้เห็นลูกหลานจากชายแดนใต้ ออกมาโชว์ฝีเท้าให้คนทั่วไปได้เห็น ก็นับภาพที่น่าชื่มชมไม่น้อย และยิ่งตอกย้ำว่า ฟุตบอลรายการ ช้าง จูเนียร์ คัพ เปิดโอกาสให้เยาวชนทุกพื้นที่ของประเทศได้เข้าร่วมจริงๆ

 

ฟุตบอล ศาสนา และสังคม

“ถ้าพูดถึง บันนังสตา คนก็จะเข้าใจได้ว่า นี่คือ พื้นที่ที่มีเหตุการณ์ความรุนแรง ปรากฏในสื่อบ่อยครั้ง ซึ่งเราอยากนำพาเด็กๆเหล่านี้ ออกจากเรื่องราวตรงนั้น ด้วยการใช้ฟุตบอลเป็นสื่อกลางเพื่อสร้างความเข้าใจในสังคม”

“อย่างเมื่อก่อนเวลาเราขับรถผ่านด่านพานักบอลไปแข่ง ก็จะถูกจับตามอง เช่นเดียวกับทหารที่ถูกส่งมาดูแลโรงเรียนต่างๆ ถ้าเป็นโรงเรียนปอเนาะ เขาจะจับตามองมากเป็นพิเศษ แต่พอเราทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เขาก็เริ่มมองเห็นว่า เรามีเจตนาดี ความตึงเครียดจึงลดลง กลายเป็นว่า หน่วยงานทหารจะโทรมาถามตลอดว่า มีอะไรให้ช่วยเหลือไหม ถ้าต้องไปแข่งขันไกลๆ บางทีเราสามารถขอกำลัง การสนับสนุนจากทหารให้มาช่วยเหลือได้”

“เราอยากทำให้สังคมได้เห็นว่า เราต้องการสร้างเด็กเพื่อเป็นอนาคตของชาติ ไม่ใช่สร้างตัวปัญหาให้ประเทศ บางครั้งไปแข่งที่ไกลๆ พอคนรู้ว่า เรามาจากยะลา เขาก็จะถามเรื่องระเบิด และเหตุการณ์ความไม่สงบ เรามีหน้าที่อธิบายให้เขาเข้าใจว่า ผู้คนที่นั่นก็ใช้ชีวิต อยู่กันปกติ ที่มันไม่ปกติ มันก็เกิดมาจากคนที่ไม่ปกติ ถ้าเขาจับแก่นแบบนี้ได้ ทุกอย่างก็จบ”

ความแตกต่างทางศาสนา ความเชื่อ ภาษา หน้าตา ผิวพรรณ เขตแดนที่ตั้ง หาใช่เครื่องแบ่งความเป็นมนุษย์ บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ความโกรธเกลียด อคติ เข้ามากัดกินหัวใจ เพียงเพราะผู้คนเหล่านั้น มีความแตกต่างกับตัวเรา

สันติสุข ความสงบสุข ที่แท้จริง คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะในพื้นที่ใด หากผู้คน ยังไม่ยอมรับความแตกต่างกัน และเคารพซึ่งกันและกัน

มีคำเปรียบว่า “ฟุตบอล” เป็นดั่งภาษาสากลที่ไม่ว่ากลุ่มคน ชนชั้นใด เชื้อชาติไหน ? ก็สามารถเล่นได้ มันจึงกลายเป็นกีฬาที่ไ้ด้รับความนิยมมากสุดในโลก และคงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกนัก หากโรงเรียนสอนศาสนาแห่งนี้ จะไม่ปิดกั้นให้ฟุตบอล เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเยาวชนที่นี่

“จริงๆ ก็มีหลายๆโรงเรียนติดต่ออยากให้ผมทำทีมฟุตบอลนะ แต่ผมรู้สึกว่าการทำให้ กีฬา อยู่ควบคู่กับการสอนศาสนา เป็นเสน่ห์และความท้าทายอย่างมากสำหรับผมนะ การมีศาสนาเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ คนไม่มีศาสนา เป็นคนไม่ดีนะ แต่ผมคิดว่า การมีศาสนา จะทำให้เราไม่หลงลืมว่าตัวเองเป็นใคร อย่างถ้าในศาสนาอิสลาม ไม่มีใครใหญ่กว่าพระเจ้า จงอย่าลืมว่าเราเกิดมาจากดิน สุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่ดิน ลงกุโบร์ (หลุมฝังศพ) เหมือนกัน ฉะนั้นอย่าใช้ชีวิตด้วยความหลงระเริง”

“มันก็เหมือนนักฟุตบอล ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ดีแล้ว ไม่ต้องซ้อม รอเอาจริงวันแข่ง คุณก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าศาสนาหรือฟุตบอล ล้วนแล้วแต่สอนให้คนรู้จักระเบียบวินัย การเห็นแก่ส่วนร่วม มากกว่าส่วนตัว อย่ามองว่านี่เป็นพวกเรา นั่นไม่ใช่พวกเรา อย่ามองความต่างด้านศาสนา ภาษา แต่จงมองว่าเราทุกคนก็เป็นพี่น้องมนุษย์ร่วมโลกเหมือนกัน”

“เหมือนกับที่ อัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า) ท่านสอนว่า เราทุกคนล้วนเป็นประชากรของ นบีมุฮัดมัด (ศาสดาศาสนาอิสลาม) ส่วนจะนับถือศาสนาใด ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล”

บนเส้นละตูจิดที่ 6 องศา 16 ลิปดา ที่ตำบลบันนังสตา หลายๆชีวิตที่นั้นยังคงต้องดำเนินต่อไป

รถสองแถวจากอำเภอหาดใหญ่ นำพาเด็กๆ กว่า 15 ชีวิต และคุณครูฮัมซะฮ์ เซ็งโซะ กลับมาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพในช่วงหัวค่ำ

อีกไม่กี่วันข้างหน้า โรงเรียนสอนศาสนาแห่งนี้ จะกลับมาเปิดภาคการเรียนการสอนตามปกติ เหมือนอย่างเช่นทุกๆปี

แม้วันเวลาบนหน้าปฏิทินจะหมุนเปลี่ยนไปเช่นไร แต่แก่นแท้และสิ่งที่ทาง ร.ร.คัมภีร์วิทยา ต้องการถ่ายทอดแก่นักเรียน ยังคงเหมือนเดิม ที่ต้องการสอนและขัดเกลาให้ “เด็กและเยาวชน” เป็นคนดีของสังคม และประเทศชาติ

“โรงเรียนปอเนาะ ไม่ใช่สถานที่สอนเรื่องความแตกแยก ความเกลียดชัง หรือสอนให้คนไปรบราฆ่าฟันเพื่อดินแดน เพราะนบี (ศาสดา) ทรงห้ามโดยเด็ดขาด ไม่ให้ต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดน หรือต่อสู้เพื่อเชื้อสาย ให้ต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น มุมมองที่ไม่ดีก็ล้วนเกิดขึ้นจากคนที่พยายามเอาด้านลบของคนที่แตกต่างกับตนเอง มาโจมตีกัน”

“เราอยากให้ทุกคนมองไปที่แก่นแท้ของโรงเรียนปอเนาะ ก็จะเห็นว่า เด็กๆเราใส่ชุดขาว เรียนกีตาบกันบนมัสยิด เรื่องความรุนแรง ความเกลียดชังคนที่มีความแตกต่างจากเรา ไม่เคยอยู่ในเนื้อหาสาระการสอนของโรงเรียน”

“แก่นของเรา คือ การสอนเรื่องศาสนา สอนให้เด็กๆรู้จักเคารพ และเรียนรู้ที่จะร่วมกับผู้อื่นในสังคม โดยไม่มองว่าเขาเป็นพุทธ หรือเป็นมุสลิม แต่ให้มองว่า เราทุกคนก็คือมนุษย์เหมือนๆกัน” อ.ฮัมซะฮ์ ทิ้งท้าย

 

ติดตามฟุตบอลรายการ ช้าง จูเนียร์คัพ ได้ที่นี่  CHANG JUNIOR CUP 2019

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ไร่ใหม่ อะคาเดมี : เมล็ดพันธุ์ลูกหนังจากจิตอาสาในชุมชนที่สอนเด็กเกือบร้อยชีวิต

ดูดี อคาเดมี : ศูนย์พัฒนาชีวิตเด็กน้อยในบ้านเกิดของนฤพล อารมณ์สวะ

3rd Battalion FC : อคาเดมีฟุตบอลของ “ชาวกานา” ที่ไม่คิดค่าสอนเด็กไทยผู้ไร้โอกาส



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง