mainstand

Inspiration

พนักงานก่อสร้างสู่ทีมชาติไทย... “ตาหวาน” ศรายุธ สมพิมพ์ กับชีวิตที่โชกโชน



เราอาจเคยได้ยินสำนวนโบราณที่ว่า “อย่าคบเด็กสร้างบ้าน” หมายถึง อย่าไว้วางใจผู้ที่อ่อนประสบการณ์ ในการทำงานที่ยิ่งใหญ่


 

แต่สำนวนดังกล่าวใช้ไม่ได้กับเรื่องราวของ นักฟุตบอลคนหนึ่งวัย 21 ปี ผู้เคยใช้หยาดเหงื่อแรงกาย แลกเงินไม่กี่บาท ในอาชีพที่ไม่ค่อยมีเด็กอายุน้อยๆ เลือกทำอย่าง “กรรมกรก่อสร้าง”

แม้ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่สูงส่ง แต่เขาก็ใช้ความพยายาม ความอดทน และความกตัญญู ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต จนมาถึงวันนี้ที่มี ตราช้างศึก ประทับอยู่บนหน้าอก ในฐานะ นักฟุตบอลทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี และทำให้แฟนฟุตบอลได้รู้จักนามสกุล สมพิมพ์ จากการค้าแข้งให้กับสโมสรชั้นนำของเมืองไทย

นี่คือเรื่องราวของ ศรายุธ สมพิมพ์ ปราการหลังผู้ก่อร่างสร้างความฝันด้วยสองมือ สองเท้าที่ไม่เคยหยุดนิ่งจะไขว่ขว้าความสำเร็จ และอนาคตที่ดีกว่าเดิม

 

เด็กสร้างบ้าน

“ฐานะทางบ้านผมแย่มากๆ”  ศรายุธ เท้าความถึงความยากลำบากในวัยเด็ก สมัยยังอยู่ที่อำเภอพลับพลาชัย ทางทิศตะวันออกของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยอาชีพหลักทางบ้านคือ ทำนา


Photo : Srayut Sompim

“แม่ผมก็ไม่ได้เรียนหนังสือ พ่อก็จบแค่ป.6 บ้านของตัวเองก็อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นบ้านไม้เก่าๆ พังลงมา จึงต้องย้ายไปอยู่บ้านของตาตั้งแต่เด็กๆ อาชีพหลักของที่บ้านคือทำนา แต่มันไม่พอกินก็เลยต้องมาไปทำงานก่อสร้างด้วย”

“ผมช่วยครอบครัวทำนาตั้งแต่เด็ก เชื่อไหมว่า ผมทำนา จนกล้ามขึ้นแขนเป็นลูกๆเลย คอยยกคันไถอะไรแบบนี้ ทำทุกอย่าง ชีวิตผมลำบากมาก ทุกเย็นเวลากลับมาจากโรงเรียน ผมต้องหุงข้าวแล้วเอาไปให้แม่ที่อยู่กลางนา ทุกคนจะกินข้าวที่นั่น”

“พอตกกลางคืน แม่กับน้องก็กลับบ้าน ส่วนผมจะนอนกับพ่อแค่สองคน ก็นอนมันกลางนานั่นล่ะ เอารถไถ่กับผ้ามากางทำเป็นเต๊นท์ รุ่งเช้าตื่นขึ้นก็อาบน้ำ ปั่นจักรยานไปเรียนกับน้องสองคน ผมต้องทำแบบนี้ทุกวัน”

เนื่องด้วยฐานะยากจน  เขาจึงต้องช่วยงานพ่อแม่มา ตั้งแต่เด็ก พร้อมเรียนหนังสือ ไปด้วย ในเวลาเดียวกัน นั่นทำให้เขาไม่ได้มีของเล่นดีๆเหมือนเด็กทั่วไป แต่ก็มีฟุตบอลลูกกลมๆ ที่คอยสร้างความสุขแก่เขาได้บางเวลา ยามได้พักจากการทำนา


Photo : Srayut Sompim

กระทั่งเข้าสู่ช่วงประถม ศรายุธ เริ่มฉายแววในกีฬาชนิดนี้ จนถูกอาจารย์พละเรียกให้ไปช่วยทีมของโรงเรียน เดิมทีความฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพไม่เคยอยู่ในหัวเขา

เพราะเขามีความฝันอยากประกอบอาชีพราชการทหาร ตำรวจ มากกว่า เพื่อหวังจะได้สวัสดิการที่ดีมาช่วยเหลือครอบครัวในอนาคต แต่อาจารย์ที่โรงเรียนท่านหนึ่ง ได้จุดประกาย พร้อมแนะนำให้ ศรายุธ ไปคัดตัวกับโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สถาบันลูกหนังขาสั้นชื่อดังอันดับต้นๆของประเทศ

จนได้ติดทีม และเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญ

เพราะหากเขาเลือกปฏิเสธโอกาสนั้นเขาอาจจะเป็นได้แค่คนงานก่อสร้างตามไซต์งานต่างจังหวัด

“ตอนแรกผมก็ไม่กล้าไปหรอก แต่แม่ส่งผมเรียนได้แค่ ม.3 ซึ่งเท่ากับผมจะไม่ได้เรียนต่อ ผมอยากจะเรียนให้สูงกว่านี้ เพราะไม่อยากลำบาก ตอนนั้นก็คิดนะว่า ถ้าได้เรียนแค่ม.3 คงต้องออกไปทำงานก่อสร้างแน่” ตาหวานหยุดเล่าครู่หนึ่งพร้อมน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า

“จริงๆ ผมเคยทำงานก่อสร้างมาตั้งแต่เด็กๆ มันเหนื่อยมากช่วงปิดเทอม ก็จะไปตามต่างจังหวัดรับทำงานก่อสร้าง เพราะทำนามันไม่ได้ทำทั้งปี ก็ต้องหาอย่างอื่นเพื่อหารายได้เพิ่ม ผมทำทุกอย่าง ตั้งแต่ ยกของ แบกอิฐ แบกปูน แล้วก็ต้องนอนที่แคมป์คนงานกับพ่อแม่”

“ตอนที่รู้ว่าเขาส่งเรียนต่อไม่ไหว ผมคิดว่าสุดท้ายคงต้องกลับไปทำงานก่อสร้างอีกครั้ง  แต่ในใจคือไม่อยากทำอีกแล้ว เพราะมันเหนื่อยมาก วันหนึ่งได้เงินมาแค่ 250 บาท ไปตลาดทีเวลาซื้ออะไรก็ต้องคิดเยอะ เพราะเงินที่ได้มามันน้อยมาก”


Photo : Srayut Sompim

นับเป็นความโชคดีที่ ศราวุธ ได้รับโควต้านักกีฬาเรียนฟรี และมีที่อยู่ฟรี ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะมาก เขาตัดสินใจคว้าโอกาสนี้ไว้ พร้อมเก็บกระเป๋าสู่เมืองหลวง ท่ามกลางเสียงดูถูกดูแคลนจากคนรอบข้างที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจออกไปเผชิญโลกของเขา

“ผมโดนคนแถวบ้านดูถูกเยอะมาก  มีคนชอบมาพูดกับแม่ว่า จะให้มันไปกรุงเทพทำไมเดี๋ยวสุดท้ายก็ได้เมียท้องป่องกลับมา”

“วันนั้นผมคิดในใจว่าคอยดูเถอะ ไม่ต้องมาพูดเยอะ เดี๋ยวไอ้เด็กคนนี้ นี่แหละจะทำให้เห็นทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาคิดผิด”

 

คนที่ไม่ถูกเลือก

อย่างไรก็ดี ชีวิตในเมืองหลวงของ ศรายุธ ไม่ได้เรียบง่าย เขาถูกเพื่อนๆล้อ เพราะตอนใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด จ.บุรีรัมย์ เขาใช้แต่ภาษาเขมร ทำให้ลิ้นแข็งพูดภาษาไทยไม่ชัด


Photo : Srayut Sompim

แต่เพราะความอดทน และอัธยาศัยที่ดี ไม่คิดเล็กคิดน้อยโกรธเคือง เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนฝูงที่เคยล้อ ก็ได้กลายป็นมาเพื่อนสนิท จนสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ ในโรงเรียน รวมถึงความเป็นเด็กดี มีวินัย และตั้งใจก็ทำให้  จนอาจารย์ที่เขานับถือ เป็นแม่อุปถัมป์ชื่อแม่ปุ้ง คอยช่วยค่าขนมอยู่บ่อยๆจึงพอมีเงินเอาไปซื้อของกินเล่น เหมือนกับเพื่อนคนอื่นอยู่บ้าง

“ตอนเด็กผมเรียนหนักมากนะ เวลาสอบก็ได้เกรดสามกว่าๆประมาณนี้ เพราะตั้งใจไปสอบเตรียมทหาร แต่ก็ไม่เคยติดหรอก”

“จนวันหนึ่งได้เห็น ทีมแบงค็อก ยูไนเต็ด ผมเลยมองว่าฟุตบอลมันสร้างอาชีพได้เลยตัดสินใจจากเดิมที่คัดติดทีมฟุตซอลของโรงเรียน ก็เริ่มหันมาเล่นฟุตบอลใหญ่แทน”

“...ตอนนั้นผมตั้งใจแล้วว่าต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้” เขาย้ำความตั้งใจของตัวเอง


Photo : Srayut Sompim

ในเวลานั้นสุรศักดิ์มนตรีเป็นสถาบันลูกหนังที่คอยผลิตแข้งเยาวชนป้อนเข้าสู่สโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด เมื่อ ตาหวาน ตัดสินใจหันมาเอาดีด้านฟุตบอล ทำให้เขามีสิทธิ์คัดตัวเป็นนักเตะอคาเดมี่แข้งเทพ ทว่าเมื่อถึงเวลากลับต้องผิดหวังเพราะไม่ถูกเลือกเข้าทีม

ปัญหามากมายถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย ระหว่างนั้นเป็นช่วง จบการศึกษาชั้นมัธยมปลายพอดี เขาเพิ่งได้โควต้าศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

แต่ทางโรงเรียน ขอให้เขาเก็บของย้ายออกจากหอพัก เนื่องจากต้องการให้นักเรียนรุ่นน้องเข้ามาใช้ห้องต่อ ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอกตัวคนเดียวในเมืองหลวงเท่ากับ ณ เวลานั้นเขาเคว้งคว้างไม่มีแม้แต่ที่หลับนอน ลำพังจะเช่าห้องอยู่ก็มีเงินไม่พอจ่าย

เมื่อไม่มีทางเลือกมากนักจึงตัดสินใจไปขออาศัยอยู่บ้านแม่ปุ้ง ย่านดอนเมือง คอยหุงข้าวช่วยทำงานบ้าน แลกกับการให้เขาได้มีที่หลับนอน แต่การเรียนระดับมหาวิทยาลัย ก็ยังต้องใช้เงินจำนวนมาก ศรายุธ ไม่ต้องกล้ารบกวนผู้มีพระคุณไปมากกว่านี้ เพราะแค่ให้ที่หลับนอนก็มากเกินพอ จึงตัดสินใจไปสมัครงานร้านอาหารชื่อดัง MK Restaurant ในตำแหน่ง พนังงานล้างจาน

 

พนักงานล้างจาน

“ผมยืนทำงานทั้งวันไม่ได้นั่งเลยมันเหนื่อยมาก เขาให้ผมขัดกระบะของร้านทั้งหมด 64 กระบะ ผมทำอย่างนั้น ตั้งแต่เข้างาน จนถึงห้าทุ่ม กว่าจะได้กลับบ้านก็ค่ำแล้ว”

“ทำไปช่วงหนึ่งก็พอมีเงินเก็บบ้างประมาณ 5,000 คิดว่าเราไม่ไหวแล้วเลยตัดสินใจลาออกเอาเงินที่มีไปซื้อรองเท้าสตั๊ด พอดีตอนนั้น แบงค็อก กำลังจะเรียกนักเตะชุดบีกลับมาซ้อม ผมเลยไปขอซ้อมด้วย จริงๆ ผมอายเพื่อนนะที่คัดไม่ติด ไปขอเขาซ้อมแบบนี้ แต่ผมตั้งใจมากนะคอยช่วยเขายกของยกน้ำยกกรวย ทำแบบนี้ทุกวัน ถึงรู้ดีว่าเราไม่ได้อยู่ในทีมก็เถอะ


Photo : Srayut Sompim

เขาซ้อมกับทีมอยู่นานสองเดือน จนเงินที่มีเริ่มหร่อยหรอในที่สุดก็หมด กับ แบงค็อก เขาได้แค่ซ้อมกับทีมไม่ได้เป็นนักเตะของสโมสรจึงไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้

เขาไม่เหลือเงินแม้แต่บาทเดียว จะขอจากทางบ้านก็ไม่มีให้ทุกอย่างเริ่มถึงทางตัน ทางเลือกเดียวที่มี ณ เวลานั้นคือกลับไปทำงานที่ MK เพื่อหารายได้ประทังชีวิตส่งตัวเองเรียนให้จบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวไม่อยากทำมากที่สุด

แต่ด้วยความขยันที่ขอร่วมซ้อมกับทีมทุกวันทั้งที่ไม่ได้มีชื่อ และไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงใดๆคอยช่วยเหลือทีมงานสตาฟฟ์โค้ชแบกของทำทุกอย่าง ในที่สุด ผู้ใหญ่ได้เห็นถึงความขยัน และใจสู้ จึงตัดสินใจเรียกเข้าไปเซ็นสัญญาพร้อมจ่ายเงินเดือนก้อนแรกจำนวน 8,000 บาท สิ้นสุดช่วงเวลาที่เขารอคอยมายาวนาน


Photo : Srayut Sompim

“ผมแปลกใจนะอยู่ดีๆเขาก็เรียกไปเซ็นสัญญา ตอนได้เงินก้อนแรกมา 8,000 ผมดีใจมากน้ำตามันไหลออกมาเอง ตอนนั้นทั้งมีใช้ส่วนตัวแถมมีส่งให้ที่บ้านด้วย ผมโทรบอกแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงแล้วส่งกลับไปให้แม่ทุกเดือนเลย” ตาหวาน กล่าวพร้อมรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

 

ความพยายามที่ไม่สูญเปล่า

กราฟชีวิตของ ตาหวาน ทะยานสูงขึ้นชนิดที่เขาเองก็คาดไม่ถึงมาก่อน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาถูกสโมสรดันขึ้นชุดใหญ่ และก้าวไปติดทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ชุดแชมป์อาเซียน 2015 ภายใต้การนำของ อนุรักษ์ ศรีเกิด


Photo : Srayut Sompim

“ตอนแรกที่มีชื่อผมไม่คิดว่าตัวเองจะติดหรอกจนหลุดเข้าไปรอบสุดท้าย ผมคิดว่ายังไงเราคงเป็นคนที่โดนตัด แต่ก็พยายามทำเต็มที่มากๆพอวันสุดท้ายหลังอุ่นเครื่องเสร็จเขาก็ปล่อยกลับบ้าน ผมกลับไปนอนพักเพราะเหนื่อยมากจนมีคนโทรมายินดีกับเราที่ติดทีมชาติ”

“แต่ตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกดีใจนะไม่ใช่เราไม่ภูมิใจ เพียงแต่ผมไม่เคยรู้ว่าการติดทีมชาติมันเป็นยังไงไม่รู้อะไรเลย ผมโทรกลับไปหาแม่เขาก็ดีใจด้วย แต่ก็ไม่ได้บอกคนอื่นเลยรู้กันแค่ในครอบครัว”

“จริงๆก็มีตกใจนิดหน่อย เพราะอย่างที่บอกผมไม่รู้เลยว่าการติดทีมชาติมันเป็นยังไง แต่พอได้แชมป์กับทีมกลับมาถึงได้รู้ว่าอ๋อมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ผมมีชื่อเสียงเดินไปไหนก็มีแต่คนทักมันทำให้ชื่อกับนามสกุลครอบครัวผมมีคนรู้จักมากขึ้นด้วย”

ไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จในทีมชาติเท่านั้น ปี 2018 กลายเป็นฤดูกาลที่ ตาหวาน ได้สัมผัสกับสิ่งที่เคยได้แค่เคยวาดฝันเอาไว้เมื่อสโมสรบ้านเกิดอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดึงเขาเซ็นสัญญาร่วมทีม

จากเด็กที่เคยโดนคนบ้านเกิดเดียวกันดูถูกเพราะตัดสินใจไขว่คว้าโอกาสตรงหน้า มาวันนี้ ตาหวาน กลับบุรีรัมย์ ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะนักฟุตบอลของสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก


Photo : Buriram United

“ตอนบุรีรัมย์เซ็นสัญญากับผม มันเป็นความรู้สึกสุดยอดมาก ที่ได้กลับไปเล่นให้บ้านเกิด มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ ตอนเด็กๆผมเคยคิดในใจ สมัยคัดไม่ติดอคาเดมี่ของบุรีรัมย์ แต่เขาให้เข้าไปดูบอลฟรีเป็นช่วงที่สนามสร้างเสร็จแรกๆ”

“ผมได้ดูทั้งอาเชียมปง (แฟร้ง อาเชียมปง) โอฮองด์ซ่า(ฟร้องค์ โอฮองด์ซ่า) โอบาม่า(โจเซฟ โอบาม่า) เล่นก็คิดว่าถ้าวันหนึ่งได้มาเล่นให้บ้านเกิดจริงๆ มันคงสุดยอดมากก็คิดเล่นๆตามประสาเด็ก แต่พอถึงวันที่ได้กลับมาจริงๆ ถึงรู้ว่าเออความคิดมันก็สามารถเป็นจริงได้ พ่อกับแม่ผมบ้านดีใจมาก ส่วนคนที่เคยดูถูกเขาไม่ได้มาพูดอะไรหรอก แต่กลับมาคราวนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะทุกคนในบุรีรัมย์รู้จักผม”

แต่โอกาสเล่นชุดใหญ่เป็นเรื่องยาก ตาหวาน จึงถูกปล่อยมาเก็บประสบการณ์กับ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี เขาถูก เจสัน บราวน์ แต่งตั้งเป็นกัปตันทีมในวัยเพียง 20 ปี และกลายเป็นกัปตันอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีกพร้อมเป็นกำลังสำคัญของสโมสรทั้งฤดูกาล ก่อนจะถูกปล่อยให้ พีทีที ระยอง เอฟซี ยืมตัวใช้งานในซีซั่น 2019


Photo : Suphanburi FC

ขณะเดียวกันยังมีชื่อติดทีมชาตไทย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี ภายใต้การคุมทัพ อเล็กซานเดร กาม่า ชุดลุยศึกชิงแชมป์อาเซียน ที่ประเทศกัมพูชา กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ หากมองย้อนกลับไป ตาหวาน ต้องเริ่มจากศูนย์ และต้องเจออุปสรรคที่เหมือนคอยขัดขวางเขาครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ให้ประสบความสำเร็จบนเส้นทางลูกหนังจนต้องพยายามดิ้นรนต่อสู้เสมอมา แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความโชคดี หากแต่เป็นความใจสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

“ถ้าวันนั้นผมไม่ตัดสินใจมาเรียนที่สุรศักดิ์มนตรีคงเป็นความผิดพลาดมากที่สุดในชีวิต ผมว่ามันเป็นโชคชะตาด้วยล่ะ จากแต่ก่อนเราไม่มีอะไรเลยคนอื่นก็ดูถูกที่ตัดสินใจเข้ามาเล่นฟุตบอลที่กรุงเทพ

“ผมไม่เคยลืมคำที่โดนดูถูก ทุกวันนี้เวลากลับบ้านผมจะเอารถไปจอดไว้ที่หน้าบ้านเสมอให้เขาเห็นว่าเราทำได้ไม่ใช่ไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมา”


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

“ตอนนี้ผมมีทั้งรถมีเงินส่งกลับไปให้ที่บ้านแล้วก็กำลังเก็บเงินสร้างบ้านใหม่ด้วย ฟุตบอลให้อะไรผมมากมาย มันอาจจะลำบากบ้างในบางครั้ง แต่ก็ต้องอดทน ผมคิดว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดที่วันนั้นเลือกเดินเส้นทางนี้” อดีตคนงานก่อสร้างที่ปัจจุบันกำลังสร้างบ้านใหม่ได้ทั้งหลัง ด้วยสองเท้าของตัวเอง กล่าวทิ้งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง