mainstand

Inspiration

บาร์รอส ทาร์เดลลี่ : จากนักฟุตซอลโนเนมสู่นักฟุตบอลยอดเยี่ยมไทยลีก 2



จะมีนักฟุตบอลสักกี่คนที่ยอมเดินทางข้ามโลก เพื่อตามล่าความฝันของตัวเอง และเริ่มต้นชีวิตในดินแดนใหม่ในฐานะนักฟุตซอล ไม่ใช่นักเตะแบบที่ตัวเองถนัด


 

ทาร์เดลลี่ เฮส หรือที่แฟนบอลไทยรู้จักเขาในนาม “บาร์รอส ทาร์เดลลี่” คือบุคคลที่เรากำลังพูดถึง

หลายคนรู้จักเขาในฐานะนักเตะยอดเยี่ยมฟุตบอลไทยลีก 2 ประจำฤดูกาล 2018 จากการผลงานถล่มประตูจนพา ตราด เอฟซี เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด พร้อมฝากสถิติ 53 ประตู ตลอด 4 ฤดูกาลในการค้าแข้งที่เมืองไทย

น้อยคนนักจะรู้ว่าก่อนที่ ทาร์เดลลี่ จะประสบความสำเร็จในอาชีพนักฟุตบอลอย่างในปัจจุบัน เขาต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ในเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล จนเคยถอดใจเลิกไปเล่นไปแล้วถึง 3 ปี ก่อนเปลี่ยนสาย หันมาเอาดีทางการเล่นฟุตซอลกับสโมสรสโมสรเล็กๆในไทย

เพราะอะไรเขาถึงเปลี่ยนใจยอมละทิ้งอาชีพนักฟุตซอล แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่กับการเล่นฟุตบอลอาชีพอีกครั้งในลีกล่าง จนได้ย้ายมาเซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลชั้นนำของเมืองไทยอย่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฤดูกาลหน้าที่จะมาถึง

 

นักฟุตบอลผู้โชคร้าย

“ผมมีเพื่อนชื่อโรมูอัลโด้ ดา ซิลวา (นักฟุตซอล ปัจจุบันเล่นให้กับทีมกรมทางหลวง ไฮเวย์) เขาเล่นฟุตซอลอยู่ในประเทศไทย ได้ติดต่อมาชวนผมไปเล่นฟุตซอลที่ประเทศไทย ผมคิดว่าการไปเล่นฟุตซอลที่ไทยเป็นโอกาสและความท้าทายใหม่ในชีวิต ผมเลยตัดสินใจมาเล่นฟุตซอลที่เมืองไทย”

บาร์รอส ทาร์เดลลี่ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นแรกบนแผ่นดิน ในเดือนเมษายน ปี 2015 เขาได้รับสัญญาอาชีพกับสโมสรฟุตซอล ศรีปทุม-ศรีสะเกษ โดยมีเบื้องหลังสำคัญมาจาก โรมูอัลโด ที่มีชื่อเสียงในวงการโต๊ะเล็กอาชีพเมืองไทย ช่วยการันตี และทำให้เขาพบกับประสบการณ์ชีวิตที่ท้าทายสุดครั้งหนึ่ง

เพราะว่าตลอดชีวิตของเขาก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยเล่นฟุตซอลอาชีพแม้แต่นัดเดียว!

ทาร์เดลลี มีชีวิตการค้าแข้งในสายฟุตบอลที่ไม่สวยงามนัก เขาก็เหมือนกับเด็กชายชาวบราซิลทั่วไป ที่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แม้ทุกพื้นที่ของบราซิลจะมีสโมสรมากมายเต็มไปหมด แต่ไม่เคยเพียงพอเลย สำหรับประเทศที่เต็มไปด้วยนักฟุตบอลพรสวรรค์มากมายเช่น บราซิล

เขาต้องรอถึงอายุ 17 ปี ถึงได้เซ็นสัญญาเข้าทีมฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรก กับทีมอาซิอาเรีย สโมสรระดับท้องถิ่น ก่อนพเนจรย้ายไปหาโอกาสอีกหลายครั้ง

จนวันหนึ่งโชคชะตาดูเหมือนจะเป็นใจให้ ทาร์เดลลี ได้เซ็นสัญญากับ บาเฮีย สโมสรระดับลีกสูงสุด แต่ทุกอย่างตรงกันข้าม โชคดีที่เหมือนพระเจ้าประทานมา กลายเป็นโชคร้ายที่สุด เขาไม่ได้ลงสนามให้ทีมแม้แต่นัดเดียว จนต้องหันหลังให้อาชีพนักฟุตบอลไปถึง 3 ปี

“ผมไม่มีโอกาสเล่นฟุตบอลต่อที่บราซิล เพราะมีนักเตะอีกมากคอยขวางทาง และนั่นอาจหมายความว่า การเป็นนักฟุตบอลอาชีพสำหรับผมมันจบลงแล้ว” บาร์รอส ทาร์เดลลี พูดถึงเหตุผลที่เลิกเล่นตั้งแต่อายุยังน้อย

แต่การเป็น นักเตะอาชีพ ยังเป็นความฝันของทาร์เดลลี่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม กระทั่งคำชวนจากเพื่อนที่เล่นฟุตซอลอยู่ในเมืองไทย ได้ทำให้เขาตัดสินใจเก็บกระเป๋า ออกจากดินแดนกาแฟมาสู่แผ่นดินสยาม เพื่อมาเล่นฟุตซอลอาชีพในต่างแดน กับสโมสรศรีปทุม-ศรีสะเกษ

“ผมต้องปรับตัวกับการเล่นฟุตซอลในเมืองไทย ตอนอยู่ที่บราซิลผมไม่เคยเล่นฟุตซอลเลย เล่นแต่ฟุตบอล  แม้จะเป็นกีฬาเตะลูกบอลเหมือนกัน แต่สองกีฬานี้มีความแตกต่างกันมาก ทั้ง เทคนิค และ รูปแบบการเล่นที่ไม่เหมือนกัน”

“ผมคิดว่าตัวเองปรับตัวได้ดี เริ่มต้นเดือนแรกลงไป 4 นัด ยิงไปประมาณ 3-4 ประตู ผมกำลังไปได้สวยกับอาชีพฟุตซอล แต่ว่ามันก็จบลงแค่เดือนเดียวเท่านั้น”

ความเปลี่ยนแปลง กลับมาเยือนชีวิตการค้าแข้งของบาร์รอส ทาเดลลี่ อีกครั้ง เมื่อเขาได้รับการติดต่อจาก ฟาบิโอ บาร์โบซา เอเยนต์ฟุตบอลชื่อดังในเมืองไทย ที่เป็นผู้พา เคลตัน ซิลวา มาค้าแข้งในเมืองไทย แนะนำให้เขาถอดรองเท้าผ้าใบฟุตซอล แล้วกลับไปสวมสตั๊ด เล่นฟุตบอลอาชีพซะ

“ผมรู้จักกับฟาบิโอตั้งแต่อยู่ที่บราซิล เขาบอกให้ผมกลับไปเล่นฟุตบอล เพราะตอนนี้เขาเป็นเอเยนต์นักบอล เดี๋ยวเขาจะหาทีมให้ผม สุดท้ายผมได้ไปเล่นให้สมุทรสงคราม เพราะฟาบิโอเคยเป็นนักเตะของสมุทรสงคราม สโมสรเลยมีความเชื่อใจในฟาบิโอ ผมจึงได้เริ่มอาชีพนักฟุตบอลในไทย”

“ผมเชื่อมั่นตลอดว่า การตัดสินใจมาเป็นนักฟุตซอลที่ไทย จะทำให้ ผมมีโอกาสได้กลับไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพอีกครั้ง และต่อจากนี้ ผมจะต้องสู้เพื่อตัวของผมเอง”

ความเชื่อมั่นในตัวเองของทาร์เดลลี่สำเร็จผล เขาได้กลับมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพอีกครั้ง และเส้นทางการค้าแข้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเขาดันภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก จนเคยถูกโดนแบนยาวมาแล้ว

 

“หลุยส์ ซัวเรส” แห่งบราซิล

ทาร์เดลลี่ ย้ายมาร่วมทีม ปลาทูคะนอง ในศึกไทยลีก 2 ช่วงเลก 2 ฤดูกาล 2015 เขาไม่ทำให้ความเชื่อใจของผู้บริหารทีมปลาทูต้องผิดหวัง ด้วยการยิงไปถึง 8 ประตู เพียงแค่เลกเดียว

หลังจากหมดสัญญากับสมุทรสงคราม ทาร์เดลลี่ เดินทางลงไต้ไปค้าแข้งกับ สโมสรกระบี่ เลกแรกเขายิงไปได้อีก 7 ประตู ฟอร์มการเล่น ความมั่นใจ รวมถึงผลงานของ ทาร์เดลลี กำลังดีวันดีคืน กระทั่งอุปสรรคลูกใหญ่ได้พุ่งชนอาชีพการค้าแข้งของเขา ทำให้เขาต้องเสียโอกาสเล่นฟุตบอลนานหลายเดือน

“ผมโดนแบนยาว 7 เกมในช่วงเลกที่ 2 เพราะไปผลักกรรมการ (ในเกมที่นครปฐมเสมอกระบี่ 1-1 วันที่ 30 มิถุนายน 2016) เนื่องจากผมส่งบอลเข้าประตูไปแล้ว แต่กรรมการไม่ยอมให้เป็นประตู ผมโมโหมาก เลยหงุดหงิดจนกลายเป็นว่าผมไปผลักเขา”

“ผมโดนกระบี่ตัดชื่อออกในช่วงเลก 2 ผมไม่โกรธที่โดนสโมสรตัดชื่อออก มันเป็นความผิดของผม และผมยอมรับผิด”

“ผมเป็นพวกผู้เล่นที่มีแพสชั่น มีอารมณ์ร่วมกับเกมสูง ทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นคนแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ได้หัวร้อนง่ายเหมือนสมัยก่อนแล้วนะ” ทาเดลลี่กล่าวติดตลก

ทาร์เดลลี่ อธิบายต่อว่า แพสชั่นเป็นส่วนสำคัญในการเล่นฟุตบอลของเขา เพราะเป็นเหมือนแรงผลักดันที่ให้เขาลงไปสู้ ลงไปไล่ล่าชัยชนะเพื่อทีม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดูสไตล์การเล่น ความดุดันของทาร์เดลลี่ ได้รับอิทธิพลมาจากใคร “หลุยส์ ซัวเรส” กองหน้าทีมชาติอุรุกวัย และสโมสรบาร์เซโลนา คือต้นแบบนักสู้ในโลกฟุตบอลที่เขายกย่อง และมองว่าเขามีแพสชั่นที่อยากเอาชนะ ไม่ต่างกับ ซัวเรส จนเคยโดนแบนยาวเหมือนกันอีก

“ในฐานะนักฟุตบอล สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือชัยชนะ ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ผมต้องการดีกว่าเดิม ต้องซ้อมให้หนักขึ้น เพื่อช่วยให้ทีมชนะ ชัยชนะคือทุกสิ่งของผมในฐานะนักฟุตบอล”

“ผมคิดว่านักฟุตบอลถ้าอยากชนะก็ต้องลงไปสู้ในสนาม ผมชอบหลุยส์ ซัวเรส เขาคือนักสู้ที่แท้จริงในโลกฟุตบอล ผมคิดว่าผมเหมือนซัวเรส เรามีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง”

“เวลาอยู่ในสนาม ผมต้องสู้เพื่อให้ได้ประตู สู้เพื่อให้ทีมชนะ สำหรับผมชีวิตทุกวันก็เหมือนการต่อสู้ ชีวิตค้าแข้งของผมก็ต้องสู้อยู่ตลอด”

แม้ไม่ได้ลงสนามนานหลายเดือน แต่เขาก็ยังได้รับความไว้ใจจาก ตราด เอฟซี สโมสรร่วมลีก จัดการเซ็นสัญญาคว้าตัวเขามาร่วมทีม และการต่อสู้บทใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นที่นี่

 

หนีตายไปกับ “ช้างขาวจ้าวเกาะ”

ในฤดูกาลแรกของเขากับตราด ทาร์เดลลี่โชว์ผลงานที่ร้อนแรงที่สุดตั้งแต่เขามาหวดลูกหนังในดินแดนขวานทอง ด้วยการยิงไปถึง 18 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับ 3 ในฤดูกาล 2017 ของศึกฟุตบอลลีกพระรอง

แต่ผลงานของตราดกับผลงานของทาร์เดลลี่สวนทางกันโดยสิ้นเชิง ขณะที่ทาร์เดลี่รั้งอยู่หัวตารางดาวซัลโว ตราดกลับต้องดิ้นรนหนีตกชั้น มาตั้งต้นฤดูกาล จนถึงช่วงโค้งสุดท้าย

“ปี 2017 แม้ผลงานส่วนตัวจะดีมาก แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากๆสำหรับผม เพราะถ้าผลงานทีมแย่ สำหรับนักฟุตบอลแล้วก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

“ผมยอมรับว่าตราดผลงานไม่ดีเลย ทีมแพ้บ่อยมาก แพ้ติดต่อกันยาวนาน พอกลับมาชนะได้นัดเดียว ทีมก็กลับไปแพ้ต่อเหมือนเดิม หลายเกมที่ผมเล่นกับตราดจบเกมผมร้องไห้ เพราะทีมแพ้ บางครั้งผมก็โมโห ถึงแม้ผมจะเล่นดี แต่ถ้าทีมไม่มีแต้ม มันก็ไม่มีความหมาย”

“ยกตัวอย่างเกมที่ตราดไปเยือนอาร์มี่ ยูไนเต็ด ผมยิง 2 ประตู เป็นช่วงผลงานที่น่าจดจำของผม แต่ผลสกอร์จบเกมตราดแพ้ 2-4 ผมก็ไม่มีความสุขกับ 2 ประตูนั้นเลย แม้นัดนั้นผมจะเล่นได้ดีมากก็ตาม”

อย่างไรก็ดี ผลงานทีมที่ย่ำแย่ไม่ได้บั่นทอนให้ ทาร์เดลลี ยอมแพ้ แม้สถานการณ์ของสโมสร ในเวลานั้น มีความสุ่มเสี่ยงสูงที่จะตกชั้นลงสู่ ไทยลีก 3

เขาบอกกับเราว่า สิ่งที่คิดถึงมากสุดก่อนลงสนาม คือ พยายามลงไปช่วยทีมให้ได้มากที่สุด จนถึงเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลมากถึง หาก สงขลา ยูไนเต็ด อีกหนึ่งทีมหนีตาย เสมอหรือชนะ จะส่งผลให้ ตราด เอฟซี ร่วงตกชั้นทันที

“ผมเกือบถอดใจไปแล้วในนัดสุดท้าย แต่สงขลาช่วยชีวิตตราดเอาไว้ (สงขลาแพ้ในนัดสุดท้าย ทำให้ตราดมีแต้มเท่าสงขลา และสงขลาตกชั้นไปเพราะตราดมีเฮดทูเฮดที่ดีกว่า) ผมดีใจสุดๆ ที่ตราดไม่ตกชั้น”

ผลงานของทีมช้างขาวจ้าวเกาะในปี 2017 อาจไม่น่าจดจำนัก แต่ด้วยผลงานส่วนตัวของทาร์เดลลี่ ที่ซัลโวไป 18 ประตู ทำให้เขากลายเป็นแข้งเนื้อหอมขึ้นมาทันที มีทีมจากทั้งไทยลีก 1 และไทยลีก 2 ติดต่อเข้ามาหาศูนย์หน้ารายนี้ เพื่อหวังดึงตัวไปร่วมทีม

แต่ทาร์เดลลี่ เลือกปฏิเสธข้อเสนอจากหลายทีมในลีกสูงสุด รวมถึงทีมยักษ์ใหญ่ในลีกรอง เพื่อต่อสัญญากับ ตราด ทั้งที่เขามีสิทธิ์ โยกขึ้นไปเล่นบนลีกสูงสุด

“คุณวิเชียร ทรัพย์เจริญ (ประธานสโมสรตราด เอฟซี) เป็นคนดีมากๆ เขาช่วยเหลือผมทุกอย่างตอนเล่นที่ตราด เขามาบอกผมว่าอยากให้อยู่กับทีมต่ออีกหนึ่งปี ผมคิดถึงสิ่งที่เขาช่วยเหลือผมมาตลอดก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าผมควรตอบแทนบุญคุณของเขา ผมเลยต่อสัญญาออกไปอีก 1 ปี”

“คุณวิเชียร เปิดอกคุยกับผม เขาบอกว่าปี 2018 เขาจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อทำให้ทีมผลงานดีขึ้น เขาอยากให้ผมเชื่อใจ เขาเชื่อว่าตราดเลื่อนชั้นได้ และผมเชื่อเขา เพราะในใจลึกๆ ผมอยากช่วยตราด ผมเชื่อมั่นในสโมสรนี้”

 

เมื่อฟ้าหลังฝนมาถึง

“ฤดูกาล 2018 เป็นปีที่ผมกระหายมาก เป็นผลต่อเนื่องมาจากปี 2017 ทุกครั้งที่ผมแพ้ผมจะมีความกระหายมากขึ้น และปีที่แล้ว เราแพ้บ่อยมาก ผมเลยยิ่งกระหายมากขึ้นไปอีก เมื่อฤดูกาลใหม่มาถึง ผมเลยตั้งใจว่าจะเก็บชัยชนะ จะยิงประตูให้ได้มากที่สุด”

มีคำกล่าวว่า “ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ” คำนี้ได้ส่งไปถึงบาร์รอส ทาร์เดลลี่ และแข้งตราด เอฟซี ทุกคนที่เคยผ่านช่วงเวลาย่ำแย่เมื่อฤดูกาลก่อน เพราะทีมช้างขาวจ้าวเกาะได้พบกับฟ้าหลังฝนที่สวยงามมากที่สุดครั้งหนึ่ง ในขวบปีต่อมา

ทีมบอลที่มีงบประมาณไม่ถึง 40 ล้านบาท ได้ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ ด้วยการคว้าตำแหน่งรองแชมป์ในศึก T2 พร้อมกับคว้าสิทธิ์ขึ้นไปเล่นไทยลีก 1 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

โดยมี ทาร์เดลลี เป็นคีย์แมนคนสำคัญที่ยิงไปได้ถึง 21 ประตู ซิวรางวัลดาวซัลโวสูงสุด และผู้เล่นยอดเยี่ยมไทยลีก 2 จาก FA Thailand Awards 2018 ไปครอง

“สิ่งที่ทำให้ตราดประสบความสำเร็จ คือนักเตะทุกคนสู้ไปด้วยกัน แม้ตราดจะไม่มีเงิน ไม่มีสนามที่ดี เทียบกับสโมสรใหญ่ๆ แต่เรามีหัวใจที่สู้ไปด้วยกัน ทุกคนเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีปัญหาภายในทีม ผมคิดว่านี่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตราดเลื่อนชั้น บวกกับทีมเปลี่ยนผู้เล่นใหม่เกือบหมด และได้โค้ชโอ่งเข้ามาทำทีม ผลงานเลยดีขึ้น”

“เทียบอารมณ์ระหว่าง 2 ฤดูกาล มันต่างกันเยอะมาก ปี่ที่แล้วเราทั้งกดดัน มีแต่ความเศร้า แต่ปี 2018 ผมมีแต่ความสุข เราชนะบ่อยมาก เป็นปีที่ดีมากๆ ดีที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของผม”

สำหรับทาร์เดลลี่ การพาตราดเลื่อนชั้น ได้กลายเป็นประสบการณ์ที่เขาบอกกับเราว่า จะไม่มีวันลืม เพราะเป็นเหมือนภาพสะท้อนความเชื่อของนักเตะรายนี้ หากต่อสู้กับชีวิตโดยไม่รู้จักคำว่า “ยอมแพ้” สักวันชีวิตที่ประสบความสำเร็จก็จะมาถึง

 

“ไทยลีก 1” ความฝันที่รอได้

อีกหนึ่งความฝันของทาร์เดลลี่ คือการเล่นบนลีกสุงสุดในเมืองไทย และด้วยดีกรีนักเตะยอดเยี่ยม พ่วงตำแหน่งดาวซัลโวในฤดูกาลที่ผ่านมา คงเป็นเรื่องง่ายที่ทาร์เดลลี่จะไปตามฝันของเขาที่ไทยลีก 1

แต่เขากลับปฏิเสธโอกาส และยังเล่นใน T2 ต่อไปเป็นฤดูกาลที่ 5 กับทีมน้องใหม่ในลีกพระรอง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

“เหตุผลหลักที่ผมย้ายมาบีจีเป็นเพราะโค้ชโอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน) ผมเชื่อมั่นในตัวโค้ช เขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม ตอนเขาคุมตราดเขาคืออีกเหตุผลที่ทำให้ทีมเลื่อนชั้น โค้ชโอ่งซื้อใจนักเตะได้ และทำให้ทีมรวมเป็นหนึ่ง”

“บีจีเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ในเมืองไทย ทีมนี้มีความพร้อม มีทุกอย่างเป็นมืออาชีพ เป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตการค้าแข้ง ผมเลือกมาเล่นกับบีจีเพราะผมอยากมาช่วยทีมนี้ ทีมนี้เป็นทีมใหญ่ที่มีศักยภาพควรเล่นบนลีกสูงสุด ผมเลยปัดข้อเสนอจาก T1 และเล่นใน T2 ต่ออีกปี”

“ผมก็เสียดายโอกาสในการเล่นลีกสูงสุด เพราะไทยลีกเป็นความฝันของผมเสมอ แต่ปีหน้าผมตั้งเป้าว่าผมจะไปเล่นที่ไทยลีก 1 และผมจะได้ไปเล่นที่นั่น ผมมั่นใจ”

“เพราะผมเชื่อว่าปี 2019 จะเป็นปีที่ดีที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของผม เราจะเป็นแชมป์ไทยลีก 2 และจะได้กลับไปไทยลีก 1 ในปีเดียว”

ด้วยผลงานเก่าในลีกพระรอง ทำให้บีจีดึงทาร์เดลลี่มาร่วมทีม เพื่อเป้าหมายกลับไปเล่นลีกสูงสุดในปีเดียว ด้วยความคาดหวังที่สูง ทำให้ชื่อของทาร์เดลลี่ตกอยู่ภายใต้การจับตาของแฟนบอล ว่ากองหน้ารายนี้จะยังระเบิดตาข่ายได้เหมือนที่เคยเป็นมาหรือไม่

“มันมีแรงกดดันในตัวผม แต่ผมคิดว่าผมรับมือกับมันได้ ผมคิดว่าผมรู้วิธีจัดการกับมัน เวลายิงไม่ได้ก็อาจจะมีความกดดันจากแฟนบอล แต่มันไม่มีความหมายถ้าสุดท้ายทีมชนะ เรื่องผลงานส่วนตัวถ้าไม่ดี ผมจะทุ่มเทให้มากขึ้น”

สำหรับทาร์เดลลี่ หากมองย้อนไป 5 ปีที่แล้ว ที่เขาได้มีโอกาสมาเมืองไทยในฐานะนักฟุตซอลธรรมดา ที่ไม่เคยเป็นนักฟุตซอลอาชีพเลยด้วยซ้ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะประสบความสำเร็จกับอาชีพนักบอลในเมืองไทย พาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด พร้อมด้วยรางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมาย

“ผมมีความสุขมากกับปัจจุบันในฐานะนักฟุตบอล มองย้อนไปตอนผมมาเล่นที่ไทยใหม่ๆ มันไม่ง่ายเลย ต้องเริ่มต้นเป็นนักฟุตซอล ได้เล่นฟุตบอลกับทีมเล็กๆ ได้เงินน้อยมาก เป็นช่วงที่ชีวิตผมลำบาก”

“แต่ตอนนี้ผมเล่นในสโมสรใหญ่ ผมมีเงินเลี้ยงดูครอบครัว ผมมีความสุขมากกับช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะจุดเริ่มต้นในอาชีพฟุตบอลของผมมันไม่ง่ายเลย”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง