mainstand

Converse

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : สิ่งที่ผมอยากเห็นอนาคตใหม่ในกีฬาบ้านเราน่ะเหรอ?



หลายคนรู้จัก เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในบทบาท นักการเมืองหน้าใหม่ที่กำลังได้รับการจับตามองอย่างมาก แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ในอดีตผู้ชายคนนี้ คือ ชาวเอเชียคนแรกที่วิ่งระยะ 560 กิโลเมตร บนขั้วโลกเหนือสำเร็จ


 

ช่วงปีที่ผ่านมา  “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในสังคม ไม่ว่าจะเป็น มหาเศรษฐีคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ, นักเคลื่อนไหว-กิจกรรมทางสังคม, ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่นำความเสนอทางเลือก และแนวทางที่แตกต่างจากพรรคการเมือง

แต่อีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ค่อยถูกนำเสนอผ่านสื่อออกมาไม่มากนัก คือ แง่มุมของนักกีฬาเอเชียคนแรก ที่สามารถพิชิต การแข่งขันกีฬาที่ได้รับการขนานนามว่า “ยากที่สุดในโลก” ได้สำเร็จ

ระยะทางการวิ่ง 560 กิโลเมตร บนเส้นสูงสุดบริเวณขั้วโลกเหนือ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ติดลบ 20-30 องศาเซลเซียส คือ โจทย์การแข่งขันกีฬา ที่ครั้งหนึ่ง หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เคยท้าทายตัวเองสำเร็จมาแล้ว

ก่อนที่ปัจจุบัน เขาจะสร้างความท้าทายใหม่ให้กับตัวเอง ด้วยการตั้งพรรคการเมือง เพื่อลงชิงชัยในการเลือกตั้งทั่วไปหนนี้

ตลอดการสนทนา เราได้เห็นทั้งมุมมอง ความคิด ของ ธนาธร จึงรุ่งเรือง ทั้ง แนวคิดแบบผู้บริหารองค์กรธุรกิจ, มุมมองของ คนการเมืองรุน่ใหม่ ที่หวังเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้  รวมถึงมุมมองของนักกีฬาคนหนึ่ง ที่เขาอธิบายความสำเร็จในทางกีฬาของตัวเองว่า ไม่ได้มีองค์ประกอบ มาจากความพร้อม แค่เรื่องจิตใจ สภาพร่างกาย และการฝึกซ้อมที่ดีเท่านั้น?

 

กีฬา มีความเชื่อมโยงกับชีวิตของคุณอย่างไรบ้าง

จริงๆ ผมเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก สามารถเล่นได้ทุกประเภท แต่ไม่ได้มีความเด่นในกีฬาไหนเป็นพิเศษ  ปิงปองผมก็ตี ฟุตบอลก็เตะ บาสเกตบอล, แบดมินตัน ผมก็เล่น ผมเล่นกีฬาได้หลากหลายมาก นั่นคือช่วงตอนเด็ก

จนมาถึงช่วง สัก ม.2-3 ผมจับพลัดจับพลู ได้ไปติดทีมฟุตบอลโรงเรียน ก็หันมาเล่นฟุตบอลเป็นหลัก ช่วงแรกผมเล่น ตำแหน่งกองหลัง เป็นแบ็กขวา เพราะมีแบ็กคนหนึ่งที่ผมชื่นชอบคือ สจ๊วตต์ เพียร์ซ ซึ่งว่ากันว่าดีที่สุดในยุคนั้น ตอนนั้นเขาเล่นให้  น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ จึงได้ติดตามทีมไปด้วย ตอนหลัง ผมเปลี่ยนมาเล่นเป็น มิดฟิลด์ แต่ว่ายังเล่นกีฬาอื่นๆด้วย จนจบมัธยมปลาย

หลังจากนั้น ผมได้เข้าอยู่ในทีมรักบี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่แถวสอง ใส่เบอร์ 5 จนเข้าสู่ช่วงวัยทำงาน ก็ห่างกับกีฬาไปเลย

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณกลับมาสนใจเรื่องกีฬาอีกครั้ง

ผมต้องเล่าย้อนกลับไปตอนผมอายุ 30 หรือสักประมาณ 10 ปีที่แล้ว ผมมีปัญหาสุขภาพ หมอนรองกระดูกเคลื่อน แล้วคุณหมอบอกว่า “คุณใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ” เพราะตั้งแต่เรียนจบมา ผมไม่ได้เล่นกีฬาเลย ใช้ชีวิตหนักมาก จนร่างกายมันฟ้องว่าไปต่อไม่ได้แล้ว หลังผมพัง หมอนรองกระดูกเคลื่อน ผมเจ็บปวดมาก ถึงขนาดต้องคลานไปเข้าห้องน้ำ

ผมเริ่มหันมาออกกำลังกาย จากการปั่นจักรยาน เล่นโยคะ ลองวิ่ง จนมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคารพ ชวนไปเล่นไตรกีฬา ได้ลองทำอะไรหลายๆอย่าง จากเดิมที่ออกกำลังกาย เพื่อต้องการซ่อมร่างกายตัวเอง ให้กล้ามเนื้อท้อง กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง ไว้รัดหมอนรองกระดูกไม่ให้เคลื่อน แต่พอทำไปได้จนกล้ามเนื้อเข้าที่ ก็อยากรู้ว่า ขีดจำกัดร่างกายของตัวเองอยู่ที่ไหน

ผมปั่นจักรยานไกลขึ้น เพิ่มระยะทางวิ่ง จาก วิ่ง 10 กิโลเมตร, 50 กิโลเมตร 100 กิโลเมตร 250 กิโลเมตร ไปปีนเขา ทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์หลายอย่าง แต่ก็ยังรู้สึกไม่สุดสักที วันหนึ่งผมจึงพิมพ์คำว่า “The Toughest Race in the World” เพื่อหาการแข่งขันที่ยากสุดในโลก

จนมาเจอการแข่งขันที่ชื่อว่า 6633 Arctic Ultra ก็เด้งขึ้นมา คือการวิ่ง 560 กิโลเมตร บริเวณอาร์คติกที่เป็นการวิ่งจาก จุด A ไปยัง จุด B ตรงเส้น 6633 ที่เป็นเส้นสูงสุดของโลก แบบ Self Survivor ที่ผู้เข้าแข่งขัน ต้องดูแลตัวเอง ตลอด 560 กิโลเมตร

 

เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ เข้าร่วมการแข่งขันที่ยากสุดในโลกหน่อย

ผมวิ่งอยู่ในพื้นที่โดยรอบ ที่ไม่มีอะไรเลย มองออกไปสุดลูกหูลูกตา เห็นแต่เส้นขอบฟ้า มีแต่หิมะ อุณหภูมิเฉลี่ย ติดลบ 20-30 องศาเซลเซียส

ผู้เข้าแข่งขัน ต้องเตรียมทุกอย่างไปเอง พร้อมกับแบกเลื่อน 1 อัน ข้างในก็จะบรรจุทุกอย่าง เช่น อาหาร, เสื้อกันหนาว, หม้อ เตาแก๊ส น้ำ ถุงนอน ฯ ก่อนที่ผมจะไปแข่ง ยังไม่เคยมีคนเอเชีย จบรายการนี้มาได้ก่อน จนกระทั่ง ผมทำสำเร็จ เป็นคนเอเชียคนแรกที่เข้าถึงเส้นชัย

ผมใช้ระยะเวลาวิ่งประมาณ 7 วัน เฉลี่ยวิ่งวันละประมาณ 80 กิโลเมตร เท่ากับ 2 มาราธออนทุกวัน ก็เคยมีบางวันที่รู้สึกไม่ไหวเหมือนกัน เพราะมันหนาวมาก แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการแข่งครั้งนี้คือ ทุกอย่างที่ทำต้องมีประสิทธิภาพ ในสภาพอากาศแบบนั้น หยุดแค่ 5 นาที ก็หนาวมากแล้ว ผมไม่สามารถหยุดได้ ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จะหยิบอะไรมากิน จะทำอะไร ทุกอย่างต้องวางแผง

จากจุด A ไปจุด B ผู้จัดเขาปล่อยให้ไปด้วยตัวเอง มีจุดให้น้ำร้อนทุก 100 กิโลเมตร ที่เหลือขึ้นอยู่กับตัวเรา ว่าจะบริหารเวลาอย่างไร นอนกี่ชั่วโมง จะวิ่งหรือเดิน แล้วแต่เราเลย

ดังนั้นรายการนี้ ผลแพ้ชนะ ขึ้นอยู่กับตัวเอง เป้าหมายของการแข่งขัน จึงไม่ใช่การเป็นอันดับ 1 แต่เป้าหมายของการแข่งขัน คือ ต้องไปถึงเส้นชัยให้ได้ ในแต่ละปี ที่มีคนไปแข่งขันประมาณ 100 คน จะมีคนแข่งจบเฉลี่ยประมาณ 20 คน

พอผมเข้าเส้นชัย วินาทีนั้น ไม่คิดถึงอะไรเลย อยากหาที่นอนอย่างเดียว เพราะตลอดการแข่งขัน ผมได้นอน 1-2 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น มันไม่มีเวลาเลย วันไหนผมได้นอน 3 ชั่วโมง ถือว่าเยอะมาก แต่เอาจริงๆ ผมก็นอนไม่ค่อยหลับหรอก เพราะต้องนอนบนหิมะ

 

กลับมาที่ปัจจุบัน ในฐานะ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กีฬากับการเมืองเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ผมว่า ตัวผมเป็นกรณีศึกษาที่ดีนะ คุณลองนึกดูว่า ปีหนึ่งมีคนเจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลกี่คน เฉพาะงบบัตรทองอย่างเดียวต่อปี 190,000 ล้านบาท เกือบๆ 2 แสนล้าน  ลองคิดดู ถ้าคนไทย มีสุขภาพดีขึ้น แล้วไม่ต้องรักษาพยาบาลสัก 10 เปอร์เซนต์ เท่ากับว่าเราจะได้เงินกลับมา เกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี นี่เป็นเงินมหาศาลเลยนะ

ผมจึงเป็นตัวอย่างที่ดี ในแง่ของคนที่เล่นกีฬา และทำให้สุขภาพดีขึ้น ก่อนที่ หมอนรองกระดูก ของผมเคลื่อน ขออนุญาตเล่านะครับ ผมถ่ายออกมาเป็นเลือด เฉลี่ย 9 จาก 10 ครั้ง ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา จมูก จะหายใจไม่ค่อยสะดวก ขี้มูกตอนเช้าปนเลือด อีกอย่างผมเป็นคนที่ลุกจากเตียงยาก เพราะเส้นตึงไปหมด พอตั้งแต่มาออกกำลังกายจริงจัง ผมไม่เคยถ่ายเป็นเลือด รู้สึกหายใจคล่องขึ้น สุขภาพดีขึ้น เวลาตื่นก็ไม่มีอาการเส้นตึง

เห็นชัดเลยว่าร่างกายตัวเองเปลี่ยนไปมาก แทบไม่เป็นหวัด หรือ ไม่สบาย เป็นไข้ น้อยมาก ซึ่งนี่ไม่ใช่ต้นทุนเฉพาะร่างกายคุณอย่างเดียว แต่ยังเป็นต้นทุนของสังคมด้วย อันนี้ชัดมาก ที่สำคัญการออกกำลังกาย ยังช่วยให้ การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น คนก็จะมีอายุยืนขึ้น สามารถเอาเวลาไปใช้กับครอบครัว ไปทำประโยชน์สังคมได้อีก

มีสมองปลอดที่ปลอดโปร่งขึ้น สามารถดึงความคิดสร้างสรรค์ออกมาใช้งานได้อีก ผมต้องบอกว่า การที่ผมหลังเจ็บครั้งนั้น นับเป็นโชคของผม ที่ทำให้ผมได้รู้ศักยภาพตัวเอง

ถ้าผมไม่หลังเจ็บวันนั้น ผมอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตัวเองมีศัยภาพมากขนาดไหน เพราะถ้าเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว มีใครมาบอกว่าผมสามารถวิ่งมาราธอนได้ คงเป็นเรื่องตลกมาก แค่ 2-5 กิโลเมตร ผมยังไม่เคยวิ่งได้เลย จนกระทั่งได้ออกมาทำมันจริงๆ ถึงรู้ว่าตัวเองสามารถข้ามขีดจำกัดตรงนั้นได้

 

คุณได้เห็นคุณค่าของกีฬา เพราะกีฬาเปลี่ยนชีวิตคุณ?

จะพูดแบบนั้นก็ได้ จากเดิมผมไม่มีความหลงใหลด้านกีฬา เล่นไปงั้นๆ แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่า รู้สึกดีที่เหงื่อออก เพราะนั่นหมายถึง สุขภาพร่างกายดีขึ้น ไขมันความอ้วนลดลง โอกาสเกิดโรคต่างๆน้อยลง หัวใจแข็งแรงขึ้น

ถึงมีคำกล่าวในสมัยก่อนว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ลาภอันประเสริฐนี้ คุณนั่งเฉยๆมันไม่ได้มานะครับ  ถ้าอินพุท เข้ามากกว่า เอาท์พุท หมายถึง กินมากกว่าใช้ ส่วนที่เหลือก็จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย สมการง่ายนิดเดียวเอง ดังนั้นถ้าไม่อยากอ้วน ก็แค่ต้องใช้ให้มากกว่ากิน นั่นคือ การออกกำลังกาย

 

มีนโยบายไหนของ พรรคอนาคตใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาบ้าง

ต้องบอกก่อนว่า นโยบายของเราครอบคลุมทุกระดับ ที่จะเปลี่ยนแปลงและพลิกประเทศ ในความหมายของเรา ส่วนนโยบายเฉพาะด้าน เรื่องกีฬา, ประมง นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม  การท่องเที่ยว ฯ เราเตรียมไว้อยู่แล้ว

อย่างที่ ทุกคนทราบกันดีว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ด้วยกันนะ แต่ว่าความสัมพันธ์ของสองอย่างนี้ ยังไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ เขาคงมองว่าเป็นการนำสองหน่วยงาน มารวมกันเป็นกระทรวงเล็ก แต่ การท่องเที่ยว นี่ไม่เล็กนะครับ

การท่องเที่ยวฯ เป็นกระทรวงที่นำรายได้มหาศาลเข้ามาสู่ประเทศไทย แต่กลับนำเอามารวมกับ กีฬา ซึ่งงบของกระทรวงนี้ก็น้อยมาก ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดอยู่ที่ประมาณ 6-7 พันล้านบาท และต้องแบ่งถึง 2 หน่วยงาน เฉพาะแค่การท่องเที่ยวอย่างเดียว ก็สำคัญมากอยู่แล้ว ส่วน กีฬา อย่างที่ผมกล่าวไป ส่งผลต่อสังคมในทางอ้อม ถ้าคนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ทั้งสองอย่างมีความสำคัญ แต่ปัจจุบันกลับถูกจับรวมกัน ผมก็คงดูว่า มีความเป็นไปได้ไหม หากแยกออกจากกันเพื่อบริหาร

 

คุณชูเรื่องการปฏิรูปหลายๆ ภาคส่วนในสังคม ถ้าคุณมีโอกาสได้เข้ามาทำงานบริหารประเทศ สิ่งแรกที่อยากปฏิรูปในวงการกีฬาไทย คือเรื่องอะไร

การเล่นพรรคเล่นพวก ในกีฬาอะไรก็ตาม ถ้าเราเอาอิทธิพล ระบบอุปถัมภ์เข้ามา ก็จะทำให้กีฬานั้นพัฒนาได้ยาก  ต้องให้อิสระ กับคนที่เขามีความตั้งใจในการทำทีม ให้เขาได้เลือกผู้เล่นให้ตอบสนองกับแผนการเล่น ไม่ใช่มาบอกว่าควรเลือกใคร เลือกเด็กคนนั้น คนนี้ ที่มาจากบริษัทสปอนเซอร์ไหน ถ้าคิดแบบนี้ การกีฬาในระดับชาติ คงไปได้ไม่ถึงไหน

เป็นเรื่องน่าเสียดายเหมือนกัน วงการกีฬาในบ้านเรา ส่วนใหญ่คนที่จะมาเป็นนายกสมาคมฯ ผู้นำองค์กรต่างๆ หนีไม่พ้น ต้องเป็น นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล เข้ามาเป็นนายกสมาคมฯ ซึ่งไม่ใช่ผู้รู้เฉพาะทาง ที่เข้าใจในการกีฬานั้นอย่างแท้จริง

 

การบริหารการเมืองที่ดี ส่งผลต่อสังคมกีฬาไทยอย่างไร

ผมขอยกตัวอย่าง เรื่องเลนจักรยาน พูดตรงๆว่า กรุงเทพไม่ควรมีเลนจักรยานบนท้องถนน เพราะคนจนจริงๆ เขาไม่ได้ใช้จักรยาน คนที่ใช้จักรยาน นี่เป็นคนชนชั้นกลางขึ้นไป ที่มีไลฟ์สไตล์อีกแบบหนึ่ง คนรายได้น้อยจริงๆ เขาขึ้นรถเมล์ แต่คุณดันไปสร้างเลนจักรยาน เบียดกับเลนรถเมล์ เข้าไปอีก ฉะนั้นควรทำเลนรถเมล์ให้ดีขึ้นดีกว่า

ต้องเข้าใจด้วยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แออัดมาก และมีพื้นที่จำกัด อย่างถนนสุขุมวิท มี 3 เลน คุณจะเอาเลนจักรยานไว้ตรงไหน มันไม่มี เราต้องยอมรับความจริง สิ่งที่ควรจะทำ คือการสร้างพื้นที่สำหรับคนปั่นจักรยานไว้ตาม 4 มุมเมือง  ทำไมปัจจุบันถึงมีแค่ที่เดียว ที่สุวรรณภูมิ

ตอนนี้ ทหารกำลังย้ายค่ายทหารออกจากกรุงเทพฯ ก็เอาพื้นที่มาทำให้หมดเลยสิ  จริงๆ ยังมีพื้นที่ว่างอีกมากมายในกรุงเทพฯ และการลงทุนทำเลน ขี่จักรยาน เลนละ 1 เมตร ถ้าสร้าง 5 เลน ก็ใช้พื้นที่ 5 เมตร ทำแบบนี้เพิ่มสิ ไม่ใช่สร้างเลนบนถนน ที่มีความเสี่ยงสูงมาก จะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้

ดังนั้นการที่คนปั่นจักรยาน ไปปั่นตรงที่สุวรรณภูมิ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนเมือง มีความต้องการ สถานที่ดีๆ สำหรับการออกกำลังกาย ไม่ใช่แค่เลนจักรยาน แม้แต่ สนามเด็กเล่น ในกรุงเทพไม่ค่อยมี คุณรู้ไหม ตั้งแต่ผมมาทำงานการเมือง ผมไปเจออะไรมาบ้างในการลงพื้นที่?

ผมไปพบว่า ความต้องการพื้นที่การออกกำลังกาย ไม่ได้มีแค่เฉพาะคนเมืองเท่านั้น ถ้าไปดูทุกจังหวัด จะมีสนามกีฬา เฉพาะอำเภอเมือง (เน้นเสียง) ไม่ใช่ทุกอำเภอ ไกลออกไป ตำบล อำเภอรอบนอก ไม่มีนะ สนามกีฬา พื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะ มีแค่เฉพาะอำเภอเมือง

ผมคิดว่าการจัดการเมืองให้น่าอยู่ การจัดการเมืองให้ดี เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่จำเป็นว่าต้องสร้างที่ปั่นจักรยานทุกอำเภอ คุณต้องถามความต้องการของคนในพื้นที่ ว่าเขาต้องการอะไร เขาอาจจะอยากได้ รถไฟรางเบา หรือ อยากได้สวนสาธารณะ ให้คนในท้องถิ่นไปตัดสินใจเรื่องนี้ ไม่ใช่ไปคิดแทนเขา

เพราะเท่าที่ผมไปคุยกับผู้คนตามพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่คนอำเภอเมือง เขาก็อยากได้นะ สวนสาธารณะ อยากได้สนามเด็กเล่นให้ลูกหลานเขาบ้าง อยากให้มีสนามกีฬาให้เขาได้ใช้สอย แต่พอไม่มีพื้นที่ ไม่มีอุปกรณ์กีฬาให้ผู้คนได้ออกกำลังกาย แล้วพวกเขาจะออกกำลังกายยังไง ก็คุณไม่ได้สร้างพื้นที่ ไม่ได้สร้างชุมชนของคนออกกำลังกายให้เขา

การเล่นกีฬาในปัจจุบัน จึงเป็นวิถีชีวิตของคนชั้นกลาง แต่ไปไม่ถึง คนหมู่มาก ดังนั้น ต้องสร้างพื้นที่กีฬา ให้เข้าถึงคนหมู่มาก ให้เพียงพอสำหรับทุกวัย ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพ หรืออำเภอเมือง แต่ต้องครอบคลุมทั้งประเทศ ตรงนี้แหละที่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจริงๆ กีฬาก็สามารถนำมาทำเป็นเชิงท่องเที่ยวได้ด้วยนะ

 

ทำอย่างไร?

ประเทศไทย มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามมาก แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ แบบบูรณาการ ยกตัวอย่าง กว๊านพะเยา นี่สวยมากนะครับ ตรงนั้นทำได้ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ออกกำลังกาย หรืออย่าง ทะเลน้อย จ.พัทลุง นี่ก็สวยมาก เราทำกิจกรรมกับพื้นที่ตรงนั้นได้เยอะแยะเลย เช่น พายเรือ, ปั่นจักรยาน ฯ เรามีทรัพยากรแบบนี้มหาศาล ทั่วประเทศ

ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ที่มากพอ เราสามารถแปลงทรัพยากรเหล่านี้มาเป็น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ ที่คนไปเที่ยวได้ออกกำลังกายด้วย ต่อด้วยการเข้าพัก พักโฮม สเตย์ ในท้องถิ่นได้อีก ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นตึกสูงๆ ถ้าเราออกแบบและลงมือทำ ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากตรงนี้ด้วย

อย่าง บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ทรัพยากรสวยเยอะแยะเลย มีหมู่บ้านโฮมสเตย์อยู่แล้ว ถ้าไปพัฒนาต่ออีกหน่อย ให้เกิดกิจกรรมเกี่ยวกับการออกกำลังกายมากขึ้น โอโห ผมว่าคนต้องการพื้นที่แบบนี้เยอะนะ แล้วราคา โฮมสเตย์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แพงด้วย

ผมยังยืนยันว่า คนต่างจังหวัด ก็ต้องการพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย เหมือนกับคนเมือง เพียงแต่ว่าที่ไม่สามารถทำได้ เพราะที่ดินตรงนั้นเป็นของศาล ตรงนี้เป็นของทหาร อันนี้ที่ดินกระทรวงการคลัง

เวลาจะขอใช้พื้นที่ทำสวนสาธารณะ ทำสนามเด็กเล่น ต้องขอใคร? อบต. อบจ. ท้องถิ่นไม่มีอำนาจจัดการนะ ต้องยื่นเรื่องเข้ามาที่ส่วนกลาง ในกรุงเทพ คนที่กรุงเทพก็ไม่รู้เรื่อง เพราะนั่งอยู่ตรงนี้ ถืออำนาจ ถือทรัพยากรอยู่  ไม่ได้ดูหน้างาน ไม่รู้ว่าคนต่างจังหวัดต้องการอะไร แล้วการตัดสินใจจะตอบสนองความต้องการเขาได้อย่างไร

 

มวยไทย เป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ ถ้าคุณมีโอกาสได้เป็นนายกฯ จะเข้ามาพัฒนากีฬาชนิดนี้อย่างไร และคุณคิดว่า ควรห้ามเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ชกมวยอาชีพไหม

มวยไทย ต้องพัฒนารูปแบบการนำเสนอให้เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น อย่างในระยะหลัง  เห็นได้ว่า มวยไทย เริ่มมีการพัฒนารูปแบบการแข่งขัน เปลี่ยนไปจากเดิม อย่างเช่น ไทยไฟต์ ที่ประสบความสำเร็จ และได้รับความนิยม

ถ้ามวยไทย มีการนำเสนอที่ตื่นตามากขึ้น พัฒนารูปแบบให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยว ส่งเสริมให้มีการนำศิลปะวัฒนธรรมนี้ไปถ่ายทอดยังต่างประเทศ เพื่อให้คนต่างชาติ ที่หลายๆ ประเทศให้ความสนใจมวยไทยอยู่แล้ว หันมาติดตามมวยไทยมากขึ้น ก็จะทำให้ตลาดของมวยไทยใหญ่ขึ้น สามารถนำเม็ดเงินจากตรงนี้ ไปต่อยอดทางธุรกิจ เพื่อให้กีฬามวยไทยเติบโต และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ส่วนเรื่องมวยเด็ก ต้องบอกว่า การเล่นกีฬาต่อสู้นั้น ย่อมส่งผลให้เด็กมีอาการบาดเจ็บสมอง และกระทบต่อระบบประสาท เราควรต้องดูแลผลกระทบตรงนี้ และดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวเห็นว่าควรมีการจำกัดอายุ และควบคุมการใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัด เพราะมีผลกระทบต่อสมอง และระบบประสาทของเด็ก

ส่วนหนึ่งทีทำให้ เด็กไทย เลือกหันมาชกมวยตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะโอกาสทางเศรษฐกิจมีน้อย ทำให้เด็กมีทางเลือกไม่มาก จึงเลือก ชกมวย เพื่อหารายได้ เราควรสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโต เพื่อให้เยาวชนของเรา มีทางเลือกมากขึ้น ดีกว่าปล่อยให้เด็กไปชกมวยอาชีพ ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งผลตามในระยะยาว ถึงพัฒนาการของเขา

 

วงการอีสปอร์ตส เข้ามามีบทบาทกับคนรุ่นใหม่อย่างมาก คุณมองว่า อีสปอร์ตส จะมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ ในประเทศไทย ได้มากแค่ไหน

ต้องยอมรับว่านี่เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย และเติบโตเร็วมากในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา ดูได้จากมูลค่าการตลาดที่มหาศาล การแข่งขันเกม มีคนดูหลายร้อยล้านวิว ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เติบโตในเศรษฐกิจสมัยใหม่ รวมถึง ยังเป็นโอกาสในการพัฒนา ทักษะทางดิจิตอลของคนไทย

ผู้ใหญ่หลายคน อาจกังวลว่าการเล่นเกมอาจทำให้บุตรหลานของท่านติดเกม แต่ผมอยากบอกว่า เราไม่สามารถห้ามให้สายน้ำหยุดไหลได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการควบคุมการไหลของน้ำ ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง เราห้ามเด็กไม่ให้เล่นเกมไม่ได้หรอก

เพราะโลกในวันข้างหน้า ทุกอย่างจะถูกทำขึ้นโดยระบบคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม อัลกอริทึ่ม ระบบ AI

การเล่นเกมเป็นกิจกรรมหนึ่ง ที่ทำให้เด็ก มีความพร้อม และคุ้นชินกับระบบปัญญาประดิษฐ์ วิธีการที่ดีสุดจึงไม่ใช่การห้ามเล่นเกม แต่ควรเป็นการควบคุมให้ บุตรหลาน เล่นอยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงการให้ความรู้แก่เด็ก

ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเล่นเกมกับบุตรหลาน แทนที่จะปล่อยให้เด็กเล่นเกมเพียงลำพัง เปลี่ยนการเล่น เกม จากกิจกรรมของเด็ก ให้กลายเป็น กิจกรรมของครอบครัว

 

ประเทศไทย มักตกเป็นข่าวว่ามีการเสนอตัวไปเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาใหญ่ๆ ระดับโลก บ่อยครั้ง แต่ก็มีเสียงทั้ง คนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ในมุมของคุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

ประเทศไทย มีศักยภาพเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาเหล่านี้ได้ ส่วนจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น ต้องไปคำนวณกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ อันนี้คิดไมยาก คำนวณจากค่าลิขสิทธิ์ รายได้จากนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ ค่าโฆษณาเท่าไหร่ เกิดเศรษฐกิจเติบโตในประเทศมากแค่ไหน  เมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไป ก็จะเห็นภาพชัด อันนี้เป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจล้วนๆ

โอเค ถ้าสมมุติเคาะตัวเลขออกมาว่าคุ้มทุน สิ่งที่ได้ตามมาคือ สนามกีฬาใหม่ ดังนั้นการเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป ถ้ามีโอกาส ควรต้องสร้างสนามกีฬาในต่างจังหวัด ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพ เพราะสนามกีฬาในกรุงเทพ มีมากพอแล้ว จะสร้างสนามกีฬาใหญ่ๆ มาตั้งไว้ที่กรุงเทพอีกทำไม

 

คุณเคยผ่านความท้าทายที่ยากสุดในโลก ทางกีฬา ตรงจุดสูงสุดบริเวณแอนตาร์กติก และปัจจุบัน คุณกำลังท้าทายตัวเอง ด้วยการลงสนามการเลือกตั้งระดับประเทศ พูดถึงความเหมือนและความแตกต่าง รวมถึงสิ่งทีได้เรียนรู้ และนำมาปรับใช้ จากประสบการณ์ในครั้งนั้น

ผมพยายามหาอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเองทำเสมอ เพื่อหาว่าลิมิตของตัวเองอยู่ตรงไหน ซึ่งยอมรับตามตรงว่า ถึงวันนี้ก็ยังไม่เจอ ยังพยายามหาเรื่อยๆ ถ้าตอนนี้ ผมไม่ได้มาทำการเมือง ผมคงอยู่ ขั้วโลกใต้ เป็นทีมไทยทีมแรกที่พิชิตขั้วโลกใต้ แต่ตอนนี้โครงการนั้นได้ล้มเลิกไปก่อน เพราะมาทำงานการเมือง

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากกีฬา ผมได้รู้ว่าความสำเร็จนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ร่างกาย เพียงอย่างเดียว รวมถึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เรื่อง จิตใจด้วย ถ้ามีร่างกาย มีใจ แต่ไม่เคยซ้อม ก็ไม่สำเร็จ ถ้ามีใจ มีการฝึกซ้อม แต่ไม่เคยไปแข่งจริง ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน ถ้ามีการฝึกซ้อม มีจิตใจ และไปแข่ง แต่่ขาดการเตรียมตัวที่ดี ก็ไม่ถึงเส้นชัย

คุณต้องวางแผนทุกอย่าง ตั้งแต่การเดินทาง จะเอาอาหาร เสื้อหนาว น้ำไปเยอะไหม ถ้าเอาไปเยอะ ปลอดภัย แต่หนัก ถ้าเอาไปน้อยเกินไป เบา วางแผนผิดพลาด ไม่มีอะไรกิน หนาว หมดแรง ก็ไม่สำเร็จ

ความสำเร็จในด้านกีฬาของผม จึงไม่ใช่แค่ความฟิต ไม่ใช่แค่เรื่องจิตใจ แต่ต้องประกอบด้วยอีกส่วนสำคัญคือ การเตรียมการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ และระมัดระวัง ด้วยความเข้าใจศักยภาพตัวเอง นั่นคือ สูตรสำเร็จทางกีฬาของผม

แต่ในทางการเมือง ผมคงไม่สามารถพูดอะไรได้เยอะ เพราะยังหาสูตรสำเร็จไม่เจอ เหมือนกับที่ทำสำเร็จกับกีฬา แต่หนึ่งอย่างที่ผมรู้คือ ผมเดินเข้ามาทำงานการเมือง ด้วยใจที่มุ่งมั่น ด้วยจิตใจที่พร้อมเจออุปสรรค พร้อมเดินระยะยาว ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งครั้งนี้ แต่พรรคเราพร้อมยืนระยะ

พวกเราอยากท้าทายตัวเอง ด้วยความมุ่งมั่น และรู้ศักยภาพของตัวเอง เรารู้ว่าความฝันของเรามันยาก แต่มันก็ยังอยู่ในวิสัยที่ หากเรามุ่งมั่น มีการวางแผนที่ดี ทำอย่างเต็มที่ เราเชื่อว่ามันสามารถทำได้

 

ถ้าเปรียบการเลือกตั้งเป็นการแข่งขันกีฬาสักชนิดหนึ่ง คุณคิดว่า คุณสมบัติข้อใดที่จะทำให้ พรรคอนาคตใหม่ ชนะเกมกีฬาในครั้งนี้

เรามองเกมยาว เราไม่ขี้โกง เราไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง เราไม่ดูด ส.ส. การเมืองแบบเก่าเราไม่ทำ ฉะนั้นเรามองเกมยาว ในการสร้างฐานสมาชิกให้เข้มแข็ง การสร้างพรรคการเมืองที่ซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ และ พรรคการเมืองที่ยืนยันในเรื่องหลักการให้คนเห็น

ความฝันที่อยากพลิกประเทศ ให้คนกลับมาเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา ต้องใช้เวลานานเป็นสิบปี เราจึงมองเกมยาว อย่าคิดว่าเลือกตั้งครั้งนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ต่อให้ พรรคอนาคตใหม่ได้ 200 เสียง หรือ 20 เสียง ก็เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ ต้องค่อยๆทำ ทีละขั้น ทีละตอน

ถ้าถามว่า เราจะประสบความสำเร็จอย่างไรในฐานะพรรคการเมือง ประสบความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่ อาจแตกต่างกับทีมกีฬาทั่วไป ที่วัดความสำเร็จด้วยการเป็นแชมป์ หรือพรรคการเมืองอื่นๆ ที่อาจประสบความสำเร็จ ด้วยการได้คะแนนสูงสุด สามารถจัดตั้งรัฐบาล

แต่สำหรับอนาคตใหม่ การเลือกตั้งไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จ พรรคเราสร้างขึ้นมา เพื่อทำความฝันของสมาชิกให้เป็นจริง นิยามการประสบความสำเร็จของเรา คือ การที่เราสามารถทำได้ตามอุดมการณ์ของพรรค ไม่ใช่ชนะการเลือกตั้ง

เราตั้งพรรคขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อเลือกตั้ง แต่เราตั้งพรรคมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ความสำเร็จของเรา จึงวัดด้วยการที่ว่า เราสามารถทำให้ประเทศดีขึ้นได้ไหม เราเปลี่ยนประเทศได้อย่างที่สมาชิกคาดหวังหรือไม่ พรรคการเมืองที่สร้างขึ้นมาเพื่อหวังแค่ชนะเลือกตั้ง แบบนั้นผมไม่ทำ ไม่รู้จะทำ ไปทำไม

ในแง่หนึ่ง ความสำเร็จของนักกีฬาโดยทั่วไป บางคนก็อาจไม่ได้หมายถึง การเป็นแชมป์นะ แต่หมายถึง การที่พวกเขาสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่เดินตามมาได้ เราก็อยากเป็นเช่นนั้นในทางการเมือง

 

อนาคตใหม่ที่อยากเห็นจากวงการกีฬาไทย ในมุมมองของ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าว่ากันจริงๆ เราเห็นกีฬาที่ประสบความสำเร็จมากสุดในบ้านเรา คือ วอลเลย์บอลทีมหญิง ที่ไปถึงระดับโลกแล้ว ส่วนฟุตบอลดูแล้วน่าจะอาการหนัก (ยิ้ม) ตอนนี้คงอยู่ในช่วงถดถอย

สิ่งที่ผมอยากเห็นอนาคตใหม่ในกีฬาบ้านเรา ผมอยากเห็นทีมกีฬาไทย ชนิดอื่นๆ ไปสร้างชื่อเสียงบนเวทีโลก และอีกอย่างที่อยากเห็นไม่แพ้กัน คือการได้เห็นวงการกีฬา สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ให้คนหันมาหันมาออกกำลังกาย หันมาเชื่อมั่นในศักยภาพตัวเอง ว่าถ้ามีความมุ่งมั่น ผลักดันขีดจำกัดตัวเอง คุณสามารถทำได้

นอกเหนือจากการทำทีมชาติให้นานาชาติยอมรับ  กีฬา ต้องมีหน้าที่ในการทำให้ผู้คนระลึก ตระหนักถึงศักยภาพของตัวเอง

คุณรุ้ไหมว่า นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จหลายคน เมื่อเขากลับมาใช้ชีวิตปกติ ประกอบอาชีพอื่น เขาก็จะนำเอาค่านิยมดีๆจากกีฬา ในเรื่องระเบียบวินัย การไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคมาใช้ในชีวิตจริง และเมื่อคุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น สังคมก็ดีขึ้นตามมา ตรงนี้สำคัญมาก



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง