mainstand

Grand Stand

เคล็ดลับความสำเร็จในแบบฉบับ เป๊ป กวาร์ดิโอลา



เป็นอีกครั้งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นำพาลูกทีมของเขาจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์ นับวันคำปรามาสที่บอกว่าเขาเก่งเพราะคุมทีมใหญ่เริ่มจะลดน้อยถอยลงไปทุกวันเพราะมันถูกตอกย้ำด้วยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในฤดูกาล 2018-19 นี้ พวกเขาเป็นแชมป์แบบเพอร์เฟ็กต์ด้วยรูปแบบ, วิธีการ และ ตารางคะแนน


 

มีคนเคยบอกว่าการจะเป็นผู้จัดการทีมที่ดีได้นั้นจำเป็นต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ แต่พระเดช และ พระคุณ ที่ว่ามันหมายถึงอะไรกันล่ะ? วันนี้ Main Stand จะพาคุณไปรู้จักเบื้องหลังของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ว่านิสัยใจคอเขาเป็นคนอย่างไร และอะไรที่ทำให้เขาถูกเรียกว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่โลกฟุตบอลจนถูกเรียกว่า "เดอะ จีเนียส"

 

เติบโตมาพร้อมกับความซับซ้อน

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นเหมือนกับน้ำเปล่าที่ไหลไปอยู่ในภาชนะไหนเขาก็จะปรับตัวได้เสมอนั่นเพราะเขามีพื้นฐานฟุตบอลที่แน่นปึ๊ก เขาอยู่กับ บาร์เซโลน่า ทีมที่เป็นศาสตร์และศิลป์ของฟุตบอลยุคใหม่ที่เจ้าตัวเป็นคนทำให้มันกระฉ่อนโลกขึ้นมา ความโดดเด่นของฟุตบอลบาร์เซโลน่าคือฟุตบอลเทคนิคและสวยงาม แต่ในยุคของ เป๊ป นั้นมันมีสิ่งที่เรียกว่าความยืดหยุ่นและหลากหลาย


Photo : successstory.com

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะความบังเอิญไม่มีจริงบนโลกนี้ เป๊ป เติบโตมากับศูนย์ฝึก ลา มาเซีย และปรัชญาฟุตบอลที่ง่ายๆแต่ซับซ้อนของ โยฮัน ครัฟฟ์ ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาหัดเรียนรู้กับความซับซ้อนนั้นเกิดขึ้นตอนอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น

"เอาล่ะไอ้หนู เกมนี้แกจะลงเล่นในตำแหน่ง false winger นะ" ออริโอล ทอร์ต หัวหน้าทีมโค้ชของศูนย์ฝึก ลา มาเซีย บอกกับ เป๊ป ที่กำลังจะส่งลงสนามหลังทีมตามหลังในครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-1 .... ลองนึกภาพตัวคุณเองตอนอายุ 13 ปี และมีคนบอกว่าให้เล่นในตำแหน่ง "ปีกหลอก" แน่นอนว่ากว่า 99% นั้นงงแน่นอนแต่นั่นไม่ใช่กับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คนนี้ และผู้ที่เป็นต้นแบบของเขาก็คือ ออริโอล ทอร์ต คนนี้นี่เอง

"เราพลิกกลับมาชนะ 3-1 ผมได้บอลมากกว่าใครในช่วงครึ่งหลัง" เป๊ป เขียนลงในอัตชีวประวัติของเขา My People, My Football "ตอนนั้นผมขยับแค่ 2-3 ก้าวผมก็สามารถเปลี่ยนจังหวะเกมที่ส่งผลกับรูปแบบการเล่นของทีมได้อย่างมาก ทอร์ต เป็นโค้ชที่รู้จักฟุตบอลยิ่งกว่าคนที่คิดมันขึ้นมาเสียอีก"

นี่คือ เป๊ป ตอนอายุ 13 ปี ทั้งๆที่ด้วยวัยขนาดนั้นเขาควรจะอยู่ในวัยที่ฝึกทักษะอย่างเดียว แต่ที่ ลา มาเซีย เขาได้เรียนรู้ศาสตร์ที่ลึกและล้ำสมัย ปัจจุบันนี้มันคือตำแหน่งของ ดาบิด ซิลบา ที่เล่นให้กับ แมนฯ ซิตี้ มันคือการรับผิดชอบแดนกลางไปพร้อมกับเชื่อมเกมกับริมเส้นฝั่งซ้ายนั่นเอง โลกฟุตบอลรู้จักแต่ 4-4-2,3-5-2 และ 4-3-3 มาอย่างยาวนาน แต่เขาเรียนรู้ศาสตร์เชิงลึกว่าด้วยแท็คติกที่ยืดหยุ่นมากกว่าแค่ตัวเลขของตำแหน่งอย่างที่ใครรู้ ดังนั้นไม่ว่ากับยุคสมัยไหนเราจะได้เห็น เป๊ป ใช้งานนักเตะของเขาในตำแหน่งที่ชวนงงอยู่เสมอ ฟิลิปป์ ลาห์ม ขึ้นมาเล่นกองกลาง,ดาวิด อลาบา เล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ,ลิโอเนล เมสซี่ เล่นกองหน้าตัวเป้า หรือแม้กระทั่งการเอา แบร์นาโด้ ซิลวา ที่เล่นเป็นปีกธรรมชาติถอยลงมายืนเป็น 1 ใน 3 แผงมิดฟิลด์ของทีม แมนฯ ซิตี้ ชุดปัจจุบัน แม้จะมีการตัดสินใจที่แปลกในการจัดตัวและตำแหน่งผู้เล่น แต่ลงท้ายแล้วนักเตะทุกคนนำแชมป์มาให้กับเขาได้เสมอ และเป็นตำแหน่งที่เป็นเหมือนหัวใจของทีมทุกครั้งไป


Photo : www.straitstimes.com

ความซับซ้อนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเข้าใจได้ง่ายๆ นักเตะระดับโลกหลายคนไม่สามารถรับมือกับการทำทีมของ เป๊ป ได้ที่สุดแล้วพวกเขาก็ย้ายออกไป อาทิ ยาย่า ตูเร่,ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ โจ ฮาร์ท ที่สำคัญคือ เป๊ป เองไม่เคยง้อใคร เป็นอีกครั้งที่ ลา มาเซีย คือเบื้องหลังของความเด็ดขาดนี้เพราะการโตมากับบอลระบบ และความสัมพันธ์ในทีมที่ต้องอาศัยคนทัศนคติดีเพื่อปรับจูนเข้าหากัน แม้ว่าอาจจะไม่ชิดเชื้อถึงขั้นเป็นครอบครัว แต่ทุกคนคือเพื่อนร่วมงานชั้นเยี่ยมชนิดมองตาก็รู้ใจ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นมันง่ายนิดเดียวเพราะ เป๊ป "ไม่ได้แค่สั่ง" ลูกทีม แต่เขาจะคอยอธิบายว่า "ทำไมจึงต้องทำแบบนี้" เพราะหัวใจการคุมทีมของ เป๊ป คือการสื่อสาร

สมัยคุมที่ บาร์เซโลน่า ในระหว่างการซ้อม เป๊ป จะคอยแทรกและสั่งให้นักเตะหยุดซ้อมทันทีหากเขาเห็นสิ่งที่ผิดพลาดและสั่งให้ทำซ้ำจนกว่าจะตรงตามที่เขาต้องการ นอกจากนี้เมื่อการฝึกปกติจบลง เขาจะบอกนักเตะของเขาถึงสิ่งที่อยากให้แก้ไขในการซ้อมวันนี้ และบอกว่าเหตุใดเขาจึงไม่พอใจและสั่งการเช่นนั้น

"เป๊ป จะเข้ามาคอยแทรกตลอดเวลาเพื่อแก้ไขในสิ่งที่นักเตะผิดพลาด เขาจะเข้ามาอธิบายให้คุณเห็นภาพว่าเขาต้องการอะไรจากคุณ" เคราร์ด ปีเก้ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟดีกรีแชมป์โลกกับทีมชาติสเปนกล่าวไว้เช่นนั้น


Photo : Goal.com

2 ชั่วโมงต่อ 1 วัน คือเวลาที่เป๊ปใช้อธิบายนักเตะแต่ละคน คนละนิดคนละหน่อย สิ่งนี้ติดตัวเขามาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ และเมื่อเป็นกุนซือเขาสามารถทำให้นักเตะในทีมเป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้จากคำอธิบายของเขา ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เยอโรม บัวเต็ง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของ บาเยิร์น ที่กลายเป็น 1 ในกองหลังที่ดีที่สุดในโลกสมัยที่ เป๊ป เป็นเจ้านายของเขา  

เป๊ป เป็นคนบอกให้ บัวเต็ง ให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดและการอ่านเกมให้มากขึ้นเพราะโดยธรรมชาติเขาเป็นนักเตะที่มีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว ส่วนอีกรายคือ ฟิลิปป์ ลาห์ม ที่จะใช้เวลา 15 นาทีหลังการซ้อมนั่งคุยกับเป๊ป เหตุผลเพราะ ลาห์ม เองก็อยากจะเล่นกองกลางให้ลงกับระบบของ เป๊ป ให้ได้มากที่สุด และ ลาห์ม ก็ทำได้...

 

นิสัยของอัจฉริยะ

บุคลลิกและนิสัยคือสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดในหากจะอธิบายถึงความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคน สำหรับ เป๊ป แล้วเขาคือคนบ้าฟุตบอลของจริง ดานี อัลเวส บอกว่าอดีตเจ้านายของเขาสามารถคุยเรื่องฟุตบอลได้ทั้งวันและใส่ดอกจันตัวหนาๆว่า เป๊ป ทำมันราวกับไม่มีวันเบื่อแม้เขาจะพูดถึงเรื่องเดิมก็ตาม


Photo : dailyactive.info

มาเนล เอสเตียร์เต้ ผู้ช่วยส่วนตัวของ เป๊ป บอกว่า เป๊ป มีกฎ 1 ข้อที่สำคัญกับการเป็นโค้ชฟุตบอลของเขาเป็นอย่างมาก นั่นคือ "กฎ 32 นาที" และ 32 นาทีที่ว่านั้นคือเวลาที่นานที่สุดที่ เป๊ป คิดถึงเรื่องอื่นนออกจากเรื่องฟุตบอลได้ เพราะเมื่อเข้านาทีที่ 33 เรื่องฟุตบอลจะวกกลับเข้าสู่หัวสมองของเขาทันที กฎนี้ไม่ใช่กฎที่ตั้งชื่อขึ้นมาเท่ๆเท่านั้น มันคือเรื่องจริงกับชีวิต เป๊ป แม้ตอนที่เล่นกับลูกๆทั้ง 3 คนของเขาก็ตาม เมื่อถึงเวลาครึ่งชั่วโมง เขาจะปิดตัวเองและความคิดของเขาจะฟุ้งไปถึงเรื่องฟุตบอลทันที

"เป๊ป จะจ้องไปที่เพดานและทำปากมุบมิบพยักหน้าเหมือนกับทะเลาะกับความคิดของตัวเอง" เอสเตียร์เต้ อธิบายถึงสิ่งที่เขาสังเกตได้จากความใกล้ชิด

คิดเรื่องฟุตบอลในที่นี้ไม่ใช่แค่การคิดแต่เรื่องแท็คติกและรูปแบบการเล่นในสนามเท่านั้น ฟุตบอลในความหมายของ เป๊ป คือ "อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้อง" เขาเป็น เพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ (ผู้เสพติดความสมบูรณ์แบบ) ถ้าเขาอยากได้อะไรเขาจะเอาให้ได้แม้จะดูเป็นไม้แข็งในการจัดการแต่เขาก็ต้องทำ

ตอนคุม บาเยิร์น มิวนิค ฤดูกาลแรก ในฐานะผู้มาใหม่กุนซือหลายคนอาจจะไม่กล้าพอที่จะแสดงพลังในระดับการปฎิวัติและทำลายธรรมชาติของนักเตะที่อยู่มาก่อน แต่ เป๊ป ฉุนขาดหลังจากเห็น ขนมเค้ก เป็นส่วนหนึ่งในไลน์บุฟเฟ่ต์ของนักเตะ  เขาเรียกนักโภชนาการของสโมสรเข้ามาคุยด้วยทันที จากนั้นระบบการกินอาหารของ บาเยิร์น ก็เปลี่ยนไป

เป๊ป บังคับให้นักเตะทุกคนในทีมต้องมากินข้าวพร้อมกันในเลาจ์ของทีม ทว่าวันแรกของฤดูกาลมีนักเตะแค่ 4 คนที่ฟังคำสั่งเขา และนั่นเองเป็นวันที่เหล่าขาใหญ่ในทีมเสือใต้ได้รู้ว่า เป๊ป เป็นคนอย่างไร... เขาด่ากราดทันทีแบบไม่ไว้หน้าใครในการประชุมทีม เหตุผลที่ทำไม่ใช่การแสดงพลังอำนาจเพื่อเอาชนะ แต่เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันและอยู่ร่วมกันได้


Photo : www.90min.com

"ผมจะไม่พูดซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง พวกคุณจะต้องมากินข้าวด้วยกันทุกคนและมีเวลาให้กิน 1 ชั่วโมง จงเข้าใจไว้ด้วยพวกคุณเป็นนักเตะอาชีพและเล่นในระดับสูงที่สุด ดังนั้นผมเชื่อว่าทุกคนจะทำตามที่ผมบอกหลังจากนี้"  นี่คือวาทะที่ร้อนแรงที่เปลี่ยน บาเยิร์น ในตลอดยุคของเขา

นิสัยของอัจฉริยะคือพวกเขาเชื่อมั่นในแนวคิดของตัวเองเป็นอย่างมากจนหลายคนมองว่าบ้าและไม่เห็นด้วย เป๊ป เองก็คล้ายๆกัน เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาเตรียมมาให้กับลูกทีมในการเล่นแต่ละนัด สิ่งที่เขาวางแผนไว้ถือเป็นเด็ดขาด ดังนั้นเขาจึงไม่ชอบใจอย่างแรงหากนักเตะคนไหนไม่ฟังที่เขาสั่ง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วนักเตะคนนั้นจะทำในสิ่งที่โค้ชทุกคนต้องการ ผลลัพธ์สุดท้ายคือ "การยิงและได้ประตู" เรื่องนี้ เธียร์รี่ อองรี จำได้ฝังใจกับความอาร์ทตัวพ่อของ เป๊ป ในสมัยที่ทำงานร่วมกัน

"เป๊ปเคยสั่งว่า งานของผมคือการนำบอลไปยังพื้นที่สุดท้ายให้ได้และนั่นหมายถึงงานที่ได้รับมอบหมายนั้นสำเร็จ เมื่อบอลไปถึงจุดนั้นแล้วทีมของเราจะเป็นอิสระ แต่ถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่ผมร้องขอมั่นใจได้เลยว่าคุณจะต้องเดือดร้อนแน่ เมื่อ เป๊ป มีแผน เขาต้องการให้ทุกคนเคารพในแผนของเขา"

"ผมไม่ทำตามคำสั่งของเขาและได้ยินเขาด่าอยู่ที่ข้างสนาม แต่ผมไม่สนใจผมเลี้ยงเข้าไปและยิงประตูได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนผมออกตั้งแต่ยังไม่หมดครึ่งแรก" อองรี ยืนยันตัวตนของ เป๊ป ด้วยตนเอง


Photo : www.mirror.co.uk

ใครที่เชื่อฟังและพยายามปรับตัวให้เข้ากับการทำงานของ เป๊ป ส่วนใหญ่มักจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับมาทั้งนั้น ราฮีม สเตอร์ลิ่ง,โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้,ฆาบี มาร์ติเนซ,เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากในฐานะเด็กดีของ เป๊ป  แต่ก็ไม่ใช่นักเตะทุกคนที่จะรับนิสัยความอาร์ทและเยอะของ เป๊ป ได้ นิสัยอัจฉริยะของ เป๊ป ทำให้หลายคนอยู่ไม่ได้ ซามูเอล เอโต้,อิบราฮิโมวิช และ มาริโอ มานด์ซูคิช คือนักเตะที่ทำงานร่วมกับ เป๊ป ได้แค่ปีเดียว ทุกคนกล่าวถึงเขาในทางลบทั้งนั้นหลังจากหมดพันธะกัน

เป๊ป เองก็ไม่ใช่ไม่รู้ตัวแต่เขาคือไม้แข็งที่ไม่ยอมให้ใครมาดัดเขาง่ายๆหากความแตกต่างไม่สามารถทำให้เขาคล้อยตามได้ "ผมไม่ได้เป็นพวกหัวรุนแรงเหมือนตาลิบัน แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่เหลาะแหละให้กับทุกเรื่อง ผมยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเอง แต่ได้โปรดอย่าบอกให้ผมทำในสิ่งที่ผมไม่เชื่อ และเมื่อใดก็ตามที่ผมไม่ทำตามที่พวกเขาพูด ผมเองก็รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งเหมือนกัน"  เขากล่าวยอมรับนิสัยอัจฉริยะของตัวเอง

อีกสิ่งสุดท้ายในนิสัยอัจฉริยะของเป๊ปคือเขาเกลียดความพ่ายแพ้มาก เมื่อใดที่ทีมเสียเปรียบและมีแววว่าจะแพ้ เขาไม่กลัวเลยที่จะเสี่ยง หลายครั้งเขาเสี่ยงแล้วชนะ แต่ก็มีไม่น้อยที่เขาเสี่ยงแล้วพลาดอาทิเหตุการณ์ในรอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2014 ที่ บาเยิร์น แพ้ให้ เรอัล มาดริด คาบ้านในเลกแรก 0-1 ดังนั้นในเกมเลกที่ 2 เขาถอดกองกลางออก 1 คนและใช้ตัวรุกแบบอัดเต็มที่ 4 ตัว (ร็อบเบน,ริเบรี่,มุลเลอร์,มานด์ซูคิช) และผลที่ออกมาคือการแพ้เพิ่มอีก 0-4 เมื่อรวมสกอร์แล้วแพ้ถึง 0-5  ขณะที่ 12 เดือนต่อมาเขาต้องการให้ บาเยิร์น เอาชนะ บาร์เซโลน่า ให้ได้ เขาจึงใช้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟแค่ 3 ตัวในการเจอกับแนวรุกที่อันตรายที่สุดในโลกอย่าง MSN (เมสซี่,เนย์มาร์,ซัวเรซ) แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาเสี่ยงแล้วพลาดเพราะ เสือใต้ จบเกมด้วยการพ่ายไป 0-3

 

แท็คติกที่ดีเริ่มจากสนามซ้อม

ไม่ใช่แค่การพูดและคิด แต่สำหรับ เป๊ป นั้นความยอดเยี่ยมที่น่าชื่นชมมากที่สุดของเขาคือการเอาสิ่งที่คิดและพูดลงมาทำให้เป็นจริงได้อย่างเหลือเชื่อ ต้นเหตุที่ทำให้ภาพในหัวฉายออกมาบนสนามได้ หลายคนที่ทำงานกับ เป๊ป ยืนยันว่ามันเกิดจากสนามซ้อมมากที่สุด

เป๊ป จริงจังกับการซ้อมมาก การซ้อมของเขาต้องไม่ใช่การซ้อมไปแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย แต่มันคือการซ้อมเพื่อเอาชนะคู่แข่งให้ได้ ดังนั้นวิธีการของ เป๊ป คือ เขาจะศึกษาคู่แข่งก่อนว่าเป็นอย่างไร

โดเมเน็ค ทอร์เร้นต์ ผู้ช่วยของเขาหอบวิดีโอของทีมคู่แข่งมาหลายม้วนในช่วง 2 วันก่อนแข่ง เป๊ป จะไม่เอาคลิปมาเปิดให้นักเตะของเขาดูทันทีเพราะเจ้าตัวจะต้องเป็นคนแรกที่ศึกษาคู่แข่งก่อน เขาจะดูเทปเป็นเวลาหลายชั่วโมงและวางแผนที่จะให้นักเตะในทีมเล่น "ด้วยตัวคนเดียว"

ทีมของ เป๊ป นั้นมีการประชุมก่อนเกมเยอะมาก เขาจะใช้ช่วงประชุมก่อนเกมถึง 3 ครั้งก่อนลงสนามจริง วันแรกคือคืนก่อนแข่ง เขาจะดูและวิเคราะห์ให้ลูกทีมเห็นว่าต้องเล่นอย่างไร  ประชุมครั้งที่สองคือเช้าก่อนเกมเริ่มเพื่อลงรายละเอียดในการเล่นเกมรับ-รุก และลูกเซ็ตพีช และดูเทปครั้งสุดท้ายก่อนแข่ง 2 ชั่วโมง ซึ่งช่วงนี้จะเป็นแท็คติกล้วนๆพร้อมปิดท้ายด้วยการพูดปลุกใจอีกด้วย

และเมื่ออยู่ในสนามซ้อมนั้น เป๊ป ก็จะมีแบบซ้อมที่ไม่ซ้ำกับที่ไหน และเขาสามารถเปลี่ยนบทซ้อมของเขาออกไปตามบริบทของทีมที่คุมด้วย ตอนที่เขาอยู่ บาร์เซโลน่า ศูนย์กลางของทีม ชาบี เอร์นันเดซ และ อันเดรียส อิเนียสต้า ที่บาเยิร์น เขาไม่มีกลางอัจฉริยะเขาจึงโยกศูนย์กลางของทีมไปไว้ที่ปีกสองฝั่งคือ ฟร้องค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบน ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ นั้นคล้ายๆ กับที่ บาร์ซ่า นั่นคือการให้ ดาบิด ซิลบา และ แบร์นาโด้ ซิลวา เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนเกม


Photo : www.marca.com

เป๊ป จะแบ่งส่วนของสนามซ้อมอออกเป็น 9 โซน เริ่มจาก 5 ส่วนในแนวตั้ง และ 4 ส่วนในแนวขวาง เขาจะกำหนดว่าในแต่ละส่วนนั้นจะมีนักเตะเข้าไปอยู่ในนั้นได้ไม่เกินเท่าไหร่ (บางส่วน 2 คน,บางส่วน 3 คน) ตัวอย่างเช่นเมื่อ ริเบรี่ ถอยตัวเองจากริมเส้นฝั่งซ้าย ดาวิด อลาบา จะต้องโอเวอร์แล็บขึ้นไปอยู่สูงกว่าทันทีเพื่อไม่ให้มีนักเตะในโซนนั้นมากเกินไปและจะทับตำแหน่งกันเอง และใครทำไม่ได้แน่นอนว่าเขาสวดยับคุณเองคงเคยได้เห็นคลิปที่เขายืนสั่ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง แบบตัวต่อตัวเพื่อให้เข้าใจสิ่งที่เข้าต้องการที่สุด  

ถ้าถามว่านักเตะสามารถเข้าใจในสิ่งที่ เป๊ป บอกและเป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร เหตุผลง่ายๆคือเขาไม่เคยพอใจกับใดๆทั้งสิ้น สิ่งไหนที่เขาเห็นว่าดีแล้ว เขาจะแก้ไขให้ดียิ่งกว่าเดิม

"เป๊ป ไม่เคยพอใจอะไรง่ายๆ" ติอาโก้ อัลคันตาร่า กล่าว "เขาไม่เคยสนุกกับฟุตบอลหรอก เพราะเขาเป็นพวกจ้องจับผิดเพื่อมองหาข้อผิดพลาดและคอยแก้ไขให้มันถูกต้อง เป๊ป ไม่มีความสุขเพราะเขาเสพติดความเพอร์เฟ็คต์ตลอดเวลา"

6 ชั่วโมงในสนามฝึกซ้อมเต็มไปด้วยความจริงจังเพื่อผลลัพธ์สุดท้ายคือการเอาชนะ แต่เป็นชัยชนะที่ต้องใส่วงเล็บว่า "ชนะแบบมีสไตล์" นั่นคือสิ่งที่คนอย่าง กวาร์ดิโอล่า เป็น

"สิ่งที่ผมทำทั้งหมดในการซ้อมคือการดูคู่ต่อสู้ของเรา หลังจากนั้นผมจะพยายามวิเคราะห์และหาทางว่าเราจะเอาชนะพวกเขาได้อย่างไร" เป๊ป ว่าไว้เช่นนั้น

 

มืออาชีพ

ความโหดและดูเหมือนเผด็จการที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ เป๊ป จะแสดงออกเมื่ออยู่ในชั่วโมงงานเท่านั้น หากคนที่ร่วมงานกับเขาเป็นมืออาชีพพอและเข้าใจว่าเมื่อถึงเวลางานนั้นต้องเต็มที่ขนาดไหนเมื่อนั้นเขาจะเข้าใจปรัชญาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

แต่เมื่อเขากลับเข้าสู่โหมดชีวิตประจำวัน เป๊ป คือคนธรรมดาคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างมาก เขาชอบที่จะจัดการปัญหาส่วนตัวอยู่เสมอ


Photo : hilltopmonitor.com

"เขาเคยไปร้านอาหารร้านหนึ่งไม่ใช่เพื่อไปกินข้าวแต่ว่าเขาไปเพื่อพบกับผู้คนใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมของคนท้องถิ่น เพื่อดูให้แน่ใจว่าเมื่อวัฒนธรรมเป็นแบบนี้เขาจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการฝึกซ้อมได้หรือไม่" นักข่าวชาวสเปนอย่าง มาร์ตี้ เปรานัว ว่าไว้

"จริงๆแล้วผมว่าเป๊ปเป็นเหมือนตัวตลกสำหรับลูกทีมของเขาเลย ครั้งแรกนักเตะอาจจะไม่ค่อยเข้าใจความตลกของ เป๊ป เท่าไรนัก เป๊ป สามารถอำนักเตะได้โดยที่พวกนักเตะเหล่านั้นไม่รู้ว่าเขาแกล้ง เขามักจะเตะก้นหรือตบหัวลูกทีมเพื่อให้พวกนั้นตกใจเล่นๆ และหลังจากนั้นเขาก็จะกอดและจุ๊บที่แก้มในสไตล์แบบผู้ชายละติน"


Photo : Manchester City

ความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะแมนฯ ซิตี้ และ เป๊ป ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ดูเหมือนว่าเขาจะมีวิธีเข้าหานักเตะได้ดีมากขึ้น ตอนนี้แทบไม่มีใครมีปัญหากับเขา นักเตะหลายคนในทีมมีการสัมภาษณ์แซวๆ เขาหลายครั้งอันแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนม และมีบางครั้งที่กล้าอำเขาคืน อาทิ แบงฌาแม็ง เมนดี้ ที่เคยโดน เป๊ป เอ็ดเรื่องหนีเที่ยวระหว่างเจ็บ โดยหลังจากนั้น เมนดี้ เช็คอินในอินสตาแกรมว่าไปเที่ยวฮ่องกงเพื่อเอาไว้อำเป๊ปเล่น แต่จริงๆแล้วเขานอนอยู่บ้าน เมื่อเป๊ปรู้เป๊ปก็ฉุนทันที แต่ที่ไหนได้ เมนดี้ เฉลยพร้อมๆกับเสียงฮาก๊ากของเพื่อนร่วมทีมในสนามซ้อม นี่คือคำนิยามของคำว่าทีมอย่างแท้จริง  


Photo : Manchester City

วันเวลาที่เปลี่ยนไปสร้างให้ กวาร์ดิโอล่า กลายเป็นโคตรโค้ชที่มีทั้งพระเดชและพระคุณ และที่สุดคือมีความสำเร็จ หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นและการตั้งเป้าหมายในระดับเพอร์เฟ็กต์ ดังนั้นเราจึงได้เห็นแชมป์พรีเมียร์ลีกที่มี 98 แต้ม ในขณะที่รองแชมป์มีแต้มถึง 97 แต้ม อย่างเช่นในฤดูกาลนี้นั่นเอง

 

แหล่งอ้างอิง 

https://www.fourfourtwo.com/features/long-read-guardiolas-16-point-blueprint-dominance-his-methods-management-and-tactics?page=0%2C3
https://www.theguardian.com/football/blog/2017/dec/30/pep-guardiola-manchester-city-bayern-munich
https://www.skysports.com/football/news/11679/11511617/raheem-sterling-more-mature-now-says-man-city-boss-pep-guardiola



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง