mainstand

Grand Stand

“สิ่งที่ลงทุนไป...ประเทศไทยได้คืนมา 10 เท่า” : ดร. ก้องศักด และมุมมองต่อโมโตจีพีที่บุรีรัมย์



222,535 คือ จำนวนตัวเลขของผู้เข้าร่วมชมการแข่งขันตลอด 3 วัน นับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดของทั้ง 19 สนาม 


 

และ 3,035 ล้านบาท คือ ยอดตัวเลขเงินสะพัด

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงสดุดีจากทั่วโลกต่อการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพี ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เมื่อปี 2018 พร้อมกับได้รับรางวัล “Best Grand Prix of the Year 2018” จากดอร์น่า สปอร์ตส์ ผู้ถือลิขสิทธิ์จัดการแข่งขัน

ซึ่งระหว่างวันที่ 6 - 8 ตุลาคมปี 2019 เป็นปีที่ 2 ที่ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จะได้ต้อนรับผู้ชม และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชน ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม หนึ่งในผู้ให้การหนุนหลังอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองนโยบายจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งมีพันธกิจหลักในการพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศและอาชีพ 

เพียงแต่การแข่งขันโมโตจีพี ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ได้ส่งเสริมให้ประเทศไทยได้ประโยชน์เพื่อการกีฬาเท่านั้น...Main Stand ได้พูดคุยกับ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่มองว่ายังมีอีกหลากหลายมิติทางสังคม ที่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก 

 

สร้างภาพให้ทั่วโลกจดจำ  

“ปีที่แล้วมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศเดินทางเข้ามากว่า 30 สำนักข่าวจากทั่วโลก ผมได้คุยกับหลายๆ คนนะ แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ผมจำได้ดีเลย คือ ผู้สื่อข่าวจากประเทศอังกฤษ ที่บอกกับผมว่าเขาประทับใจกับการจัดการแข่งขันโมโตจีพีที่ไทยมาก เขาไม่เคยเห็นการจัดแข่งขันกีฬาที่ไหนที่มีความเป็นเอกลักษณ์แบบที่นี่มาก่อน” ดร.ก้องศักด ยอดมณี เริ่มกล่าวกับเราเมื่อถูกถามว่ากระแสคำชื่นชมจากชาวต่างชาติถึงโมโตจีพี ที่ประเทศไทย เมื่อปีก่อนเป็นอย่างไร… 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ได้รางวัล Best Grand Prix of the Year 2018 จาก 19 สนาม ด้วยการจัดการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว… จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ใช่จังหวัดใหญ่ที่เพียบพร้อมด้วยโรงแรม 5 ดาว แต่พวกเขามีวิธีการจัดการ รับมือกับผู้เข้าชมการแข่งขัน และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในแบบฉบับของตัวเองด้วยการได้ความร่วมมือจากคนในจังหวัดปรับเปลี่ยนบ้านพักเป็นโฮมสเตย์ หรือกระทั่งเปิดพื้นที่ให้ตั้งเต๊นท์นอนริมสนามลักษณะเหมือนแคมปิ้ง (Camping) แถมยังมีรถอีแต๋น ที่ถูกนำมาใช้เป็นชัตเติ้ลบัส (Shuttle Bus) รับ-ส่งผู้คนเข้า-ออกสนาม 

“จริงๆ การแข่งขันโมโตจีพี 2018 นับว่าเป็นปีแรกของประเทศไทย เราไม่ได้มีประสบการณ์ก็จริง แต่จากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งเอกชน และภาครัฐ ซึ่งภาครัฐเอง ก็ไม่ใช่แค่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เท่านั้น แต่รวมถึงกรมการขนส่งทางบก, ตำรวจ, ทหาร และตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดจนสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เองด้วย ที่พยายามทำงานกันอย่างเป็นระบบ และช่วยกันทำงานให้ออกมาดีที่สุด” 

“ไทยกลายเป็นน้องใหม่ที่มาแรงจนได้รางวัลเหนืออีก 18 สนาม ที่สำคัญคือเราได้แสดงศักยภาพของประเทศไปทั่วโลกผ่านการถ่ายทอดสด” 

“ผู้บริหารของดอร์นา สปอร์ตส์ เขาเอ่ยชมว่าไทยจัดการแข่งขันได้เหนือความคิด และไม่คิดว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันปีแรกจะทำได้ดีขนาดนี้ ไม่ใช่มีเงินอย่างเดียวแล้วจะจัดได้นะ อย่างแรก คือ โมโตจีพี กำหนดไว้ว่า ปีหนึ่งจัดไม่เกิน 19 สนาม ถึงคุณมีเงิน แต่คุณไม่สามารถเจรจา เกลี้ยกล่อมถึงความสำคัญของประเทศคุณได้ คุณก็ไม่ได้จัด”  

 

เงินสะพัดอู้ฟู่  

“ทราบไหมครับว่า จากงานวิจัยต่างๆรายงานว่าตอนนี้โมโตจีพี กลายเป็นรายการมอเตอร์สปอร์ต ที่มีผู้ชมติดตามมากที่สุดในโลก แซงหน้าเอฟวัน (Formula 1) ไปแล้ว?” ดร.ก้องศักด ยอดมณี เริ่มกล่าวเชิงตั้งคำถามถึงความนิยมของโมโตจีพีในปัจจุบัน 

โดยทั่วไปแล้วงานมหกรรมกีฬา ที่มีการบริหารจัดการที่ดีมักนำมาสู่เงินสะพัดจากการท่องเที่ยวมหาศาล จำนวนตัวเลข 3,000 กว่าล้านบาท คือ ตัวเลขที่เรากล่าวไว้ข้างต้น ว่าเป็นเงินสะพัดตลอด 3 วันในศึกโมโตจีพี 2018 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และการกีฬาแห่งประเทศไทย ตลอดจนทุกภาคส่วนได้คาดหวังว่าปี 2019 นี้ ...ตัวเลขจะมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา  

“ปีแรกเรา (กกท.) ยอมรับว่า มีเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด และฉุกละหุกจึงไม่ได้สนับสนุนเต็มที่นัก  โดยที่ กกท. ช่วยสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันร่วมๆ 100 ล้าน (จากทั้งหมดปีละ 260 กว่าล้านบาท) แต่สิ่งที่ได้กลับมามันมากกว่านั้นเยอะ” ดร. ก้องศักด พูดต่อ 

“มูลค่าต่างๆ ที่รัฐบาลได้ลงทุนไป มีความคุ้มค่าอย่างยิ่งเลย นอกจากจะช่วยให้มีการกระจายรายได้ภายในประเทศแล้ว การถ่ายทอดสดที่ส่งต่อให้คนทั่วโลก 200 กว่าประเทศได้ชม ประมาณการว่า 800 กว่าล้านคน ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย”

“เมื่อเราเห็นผลประโยชน์ต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และกีฬาจากเมื่อปีก่อนแล้ว เราจึงให้การสนับสนุนเพิ่มเติมในค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ภาครัฐอาจไม่ได้เตรียมการเอาไว้ในปีนี้ เช่น การทำสแตนด์เพิ่มเข้ามา เพื่อรองรับผู้ชมได้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายการจัดการที่สนาม รวมๆ แล้วก็คิดเป็นเงินร่วม 200 ล้านบาทที่ภาครัฐลงทุนไปสำหรับโมโตจีพีปีนี้ มากกว่าปีก่อนเท่าตัว แต่เราเชื่อว่ามันทำให้เกิดผลได้สูงกว่านั้นเป็น 10 เท่า เราได้เชิญเอกชนเข้ามามากขึ้นแกร็บ (Grab) ก็เข้ามาดูเรื่องการเดินทาง และปีนี้เราได้เตรียมการในเรื่องการประชาสัมพันธ์ดีกว่าเดิม ตั้งแต่เนิ่นๆ คนสนใจเยอะกว่าเดิม”  

“ตอนนี้ตั๋วตรงโซนแกรนด์สแตนด์หมดเรียบร้อยแล้ว วีไอพีต่างๆ ราคา 4 หมื่นบาท หมดเกลี้ยงแล้ว รอสซี่สแตนด์ กับมาร์เกซสแตนด์ ก็ใกล้จะหมดแล้ว จริงๆ แล้วที่เราเหลืออยู่ คือ ไซด์สแตนด์ ซึ่งคาดว่าจะเต็มเร็วๆ นี้เหมือนกัน พรรคพวกเพื่อนฝูงของผมเอง ก็เริ่มเข้ามาสอบถามว่าอยากจะไปดู ทั้งที่ปกติไม่ใช่แฟนโมโตจีพี แต่เขารู้สึกอยากเข้ามาสนุกกับกิจกรรม และบรรยากาศ”

“เราไม่อยากพูดว่าตัวเลข (เงินสะพัดปีนี้) จะขึ้นไปแตะ 4 - 5 พันล้านไหม?  หรือนักท่องเที่ยวจะเยอะขึ้นแค่ไหน? แต่เรามีการประเมิน, วิเคราะห์, วิจัย Economic Impact เกี่ยวกับการจัดแข่งขันรายการแบบนี้ ว่าแต่ละคนที่เข้ามาจะใช้จ่ายอะไรบ้าง ก็คาดว่าไม่ต่ำกว่าปีก่อนแน่นอน โดยปีที่แล้วมีชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานประมาณ 20 เปอร์เซนต์ จากจำนวนผู้ชม 2 แสนกว่าคน (ประมาณการว่า 4 หมื่นกว่าคนเป็นชาวต่างชาติ) ทั้งค่าอาหารที่พัก กิน-อยู่ รวมไปถึงภาษีต่างๆ คิดเป็นเงินที่นำรายได้เข้าประเทศทั้งนั้น” 

“สมมติง่ายๆ มีคนดื่มแอลกอฮอล์ในงาน ภาษีเหล่านี้ ก็คืนกลับมายังภาครัฐอีกมากมาย จริงๆ จำนวน 3,000 ล้านบาท นี่ คือ ที่เราประเมินว่าเกิดการสะพัดนะ แต่ถ้าคิดให้ลึกกว่านั้นเม็ดเงินที่รัฐบาลลงทุนไปเพียง 200 ล้านบาทนั้น คุ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษีจากค่าที่พัก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มันมีค่าภาษีทั้งนั้น นี่ คือ สิ่งที่รัฐบาลได้กลับเต็มๆ เลย เข้าหลวงอย่างเดียว แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว” 

“ยิ่งไปกว่านั้นการจัดแข่งขันปีนี้ เรายังได้ช้างเข้ามาจัดงานคอนเสิร์ต ส่วนกกท. ก็นำมวยไทยไปแสดงโชว์ กลายเป็นเหมือนงานเฟสติวัล ที่ยิ่งใหญ่ตลอด 3 วัน ยังไม่รวมรายได้แบบ Indirect Income (รายได้ทางอ้อม) เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามา พอดูโมโตจีพีจบแล้ว ก็ยังไม่ได้กลับบ้าน ไปเที่ยวที่อื่นๆ จังหวัดอื่นๆ ภูมิภาคอื่นๆ ต่อด้วยทั้งกรุงเทพฯ, เชียงใหม่, หรือภูเก็ต นั่น คือ รายได้มหาศาลที่เกิดจากการจัดแข่งขันแค่ครั้งเดียว” 

 

ลดปัญหาสังคม      

การจัดการที่ดีเยี่ยม จนได้ “ภาพลักษณ์” ที่ดีงาม เป็นสิ่งแรกที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่าประเทศไทยได้อะไรกลับคืนมา…ต่อมา คือ การท่องเที่ยว ...แต่สองสิ่งแรกเป็นแค่ฉากหน้าเท่านั้น    

“โมโตจีพี มีความสำคัญ และประโยชน์ในหลายมิติกับประเทศไทย...มันเป็นกีฬาที่ค่อนข้างใกล้ตัวผู้คนในสังคม และเข้าถึงได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะไทยและประเทศอื่นๆในเอเชีย” ดร. ก้องศักด เสริมต่อ 

ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ การที่เด็กคนหนึ่งจะถูกปั้นขึ้นมา เพื่อเป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งกับโมโตจีพี ใช้ต้นทุนที่แตกต่างกันพอสมควร… และในส่วนของประเทศไทยเอง ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561 จากกรมการขนส่งพบว่า มียอดผู้ใช้จักรยานยนต์ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคัน นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่ารถจักรยานยนต์ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทย และบางทีปัญหาเยาวชนที่กระทำผิดพระราชบัญญัติจราจรทางบก หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ คือ “กลุ่มเด็กแว๊น” อาจถูกลดทอนลงไป หากภาครัฐส่งเสริมได้ถูกจุด  

“มันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กแว๊นบนท้องถนน เรียนรู้ได้ว่าพวกเขามีเส้นทางไปต่อ โดยไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรผิดกฎหมาย สร้างแรงบันดาลใจ เป็นตัวอย่างให้พวกเขา ในการรณรงค์ให้ขับขี่ปลอดภัยภายใต้กฎหมาย นี่เป็นการใช้กีฬาแก้ไขปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง” 

“มันช่วยให้เด็กๆ สนุกกับการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างถูกต้อง และมีตัวอย่างของความสำเร็จ ช่วยให้มีเป้าหมายว่า วันหนึ่งเขาอาจเป็นนักขี่ (มอเตอร์ไซค์) ที่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง สร้างรายได้ให้ครอบครัว และอาจก้าวไปสู่ระดับโลกได้ โดยไม่ต้องไปทำอะไรผิดกฎหมาย มีทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่พร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือจากผู้ประกอบการ ทั้งฮอนด้า และยามาฮ่า ซึ่งเป็นสองค่ายหลักในการสร้างนักกีฬา เราสนับสนุนเต็มที่ ในการที่จะผลักดันนักกีฬาของเรา หรือเด็กใหม่ๆ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาต่อไป” 

 

เพิ่มนักกีฬาไทยสู่ระดับโลก 

การสนับสนุนให้โมโตจีพี กลายเป็นทัวร์นาเม้นต์กีฬายอดนิยมในไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากผลประโยชน์ที่ได้รับทางสังคม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ สิ่งที่จะได้รับกลับมาโดยตรง คือ การสร้างนักกีฬามอเตอร์สปอร์ตไทย   

เด็กที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ในไทยมีเยอะมาก ต้นทุนในการเข้าถึงน้อย มันจึงมีความเป็นไปได้มากกว่ากีฬามอเตอร์สปอร์ตชนิดอื่นๆ ในการผลักดันโครงการที่จะมีการเรียน การสอน พัฒนานักกีฬารถมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบด้วยโครงสร้างที่ชัดเจน 

“ในแง่ของกีฬา ซึ่งเกี่ยวข้องกับพันธกิจของการกีฬาแห่งประเทศไทยโดยตรง  มันเป็นเรื่องของการสร้างความภาคภูมิใจ เรื่องของความสำเร็จ เรื่องของกีฬาอาชีพ... ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา (พิพัฒน์ รัชกิจประการ) มีแนวนโยบาย ให้ กกท. ผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อสร้างนักกีฬาในระดับโลก ขึ้นมาให้ได้”   

“ปัจจุบัน เรามีโปรเม (เอรียา จุฑานุกาล) หรือรัชนก (อินทนนท์) ที่เป็นนักกีฬาระดับโลกจริงๆ ท่านก็อยากจะส่งเสริมให้สร้างนักกีฬาขึ้นมาจากระดับชาติ ขึ้นมาในระดับโลกให้ได้อีก”  

“ตอนนี้เรามีน้องก้อง (สมเกียรติ จันทรา) ทีมเอ.พี. ฮอนด้า จากโครงการ “เรซ ทู เดอะ ดรีม” ที่ได้แข่งขันในระดับโมโต ทู มาตลอดทั้งฤดูกาล และก็มีโอกาสที่ในอนาคตจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักแข่งในระดับโมโตจีพี 1 เราก็อยากจะเห็นนักกีฬาไทยแบบนี้เกิดขึ้นอีกจำนวนมาก และพวกเขาก็จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้เด็กๆ และเยาวชนต่อๆ ไปอีก”  

“ปริมาณวัยรุ่นที่ขี่มอเตอร์ไซค์มีเยอะอยู่แล้ว นั่นจะทำให้เรามีปริมาณฐานนักแข่งที่กว้างมากกว่า ต่างจากเอฟวัน...มอเตอร์ไซค์ ที่ใช้แข่งในสนามโมโตจีพี มันไม่ได้แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์จากท้องถนนมากนัก เปรียบเทียบกับเอฟวันแล้ว มันไกลตัวเกินไป เพราะรถแบบเอฟวัน มันไม่ได้อยู่ตามท้องถนน มันเป็นรถที่ออกแบบมาในลักษณะพิเศษ เพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว” 

“ตอนนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเหลือลิขสิทธิ์ในการจัดแข่งขันโมโตจีพีเพียง 2 ปี คือ 2019 และ 2020 (จัดมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2018) แต่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มองเห็นถึงความสำคัญ พร้อมสนับสนุนให้ไทย ได้เป็นเจ้าภาพต่อไป เพื่อพัฒนาการ และความสำเร็จ รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยในระยะยาว” ดร. ก้องศักด ทิ้งท้ายกับ Main Stand   



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง