mainstand

Voice of People

“เด็กไทยเก่ง...และโตมาต้องเก่งให้ได้ด้วย” : ภีรชาติ ยิ้มทอง กับภารกิจที่ต้องทำ



“เด็กไทยเก่ง” 

ประโยคคลาสสิคที่เราเคยได้ยินกันมานานแสนนานในวงการฟุตบอล... โดยเฉพาะยามที่เยาวชนไทยไปสร้างชื่อถล่มทีมจากชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะในระดับโรงเรียน, สโมสร, หรือกระทั่งทีมชาติ 

เทคนิคดี, พรสวรรค์สูง, ความสามารถเฉพาะตัวดีเลิศ คำเหล่านี้ คือ สิ่งที่ชาวต่างชาติมักให้คำนิยามต่อเด็กไทย ยามเมื่อพวกเขาได้เห็นแบบผิวเผิน แต่ท่ามกลางคำชื่นชมมากมายปีแล้วปีเล่า ยังไม่เคยมีเด็กไทยคนไหนก้าวข้ามกำแพงไปสู่ระดับโลกได้ 

คำถาม คือ เพราะอะไรเด็กไทยจึงเก่ง แต่โตไปไม่เก่งอย่างที่ควรจะเป็นล่ะ? 

ภีรชาติ ยิ้มทอง… เขา คือ อดีตผู้รักษาประตูของทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี รุ่นเดียวกับธีรศิลป์ แดงดา สุดยอดกองหน้าทีมชาติไทยที่เคยค้าแข้งกับทั้งแมนฯซิตี้, อัลเมเรีย และซานเฟรซเซ ฮิโรชิมา  โดยปัจจุบันผันตัวเป็นโค้ชผู้รักษาประตูให้กับสถาบันเก่า ที่เพิ่งสร้างชื่อคว้าแชมป์ฟุตบอลเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี “ช้าง จูเนียร์ คัพ 2019” พร้อมได้สิทธิ์เดินทางไปลงเล่นเกมอุ่นเครื่องที่ประเทศอังกฤษ กับ 3 สโมสรชั้นนำ ทั้งเอฟเวอร์ตัน, นิวคาสเซิล และเลสเตอร์ ซิตี้ ระหว่างเดือนกันยายนที่ผ่านมา  

 

ยุคสมัยที่เขาเป็นนักฟุตบอลทีมโรงเรียนนั้นทีมเจ้าของฉายา “เจ้าสัวน้อย” เพิ่งเปิดรับโครงการช้างเผือก คัดเด็กฝีเท้าดีจากทั่วประเทศเข้ามาอยู่ในโรงเรียน  “กินด้วยกัน นอนด้วยกัน ซ้อมด้วยกัน” จนกลายเป็นทีมฟุตบอลโรงเรียนที่ไร้เทียมทานเมื่อราวๆกว่า 15 ปีก่อน 

นอกจากจะทำผลงานในประเทศด้วยการกวาดรางวัลแชมป์ทุกรายการ พวกเขายังทำผลงานสะท้านวงการฟุตบอลเยาวชนโลก ด้วยการคว้าอันดับ 5 รายการแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พรีเมียร์ คัพ 2003 เวิลด์ไฟนัล (หรือที่รู้จักกันว่าไนกี้โลก) ที่รัฐโอเรกอน, สหรัฐอเมริกา โดยชนะทีมอย่างโตเกียว เวอร์ดี ที่มีทากายูกิ โมริโมโตะ อดีตกองหน้าคาตาเนียแห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา และอดีตทีมชาติญี่ปุ่นนำทัพ พร้อมกับได้เจอมิดเดิลโบรห์ ที่นำโดยลี แคทเทิ้ลโม และโครินเธียนส์ ที่นำโดยวิลเลี่ยมส์ ปีกทีมชาติบราซิลจากเชลซี  

ผลงานของพวกเขา ทำให้เราพูดได้อย่างเต็มปากว่าเด็กไทย เก่งไม่แพ้ชาติไหนในโลก...แต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อพวกเขาโตขึ้น? ทำไมเด็กไทยไม่เก่งแล้วล่ะ? นี่ คือ ข้อสงสัยสุดคลาสสิคที่ ยังคงอยู่คู่กับวงการฟุตบอลไทยมานานนับสิบๆปี ที่ชาติ - ภีรชาติ อดีตเด็กไทย ที่เก่งเหนือเด็กชาติอื่นๆ ยามไปแข่งขันที่ต่างประเทศ จะมาเปิดมุมมอง และประสบการณ์ ซึ่งมีแฝงด้วยคำตอบ และทางแก้ไขปัญหาในอนาคต 

ทำไมเด็กไทยเก่ง? 

“เด็กๆ อายุ 12 - 13 ปี...ที่ต่างประเทศ เขาไม่ส่งแข่งขันกันเยอะแยะนะ” ชาติ - ภีรชาติ ยิ้มทอง โค้ชผู้รักษาประตูทีมโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี เริ่มแสดงความเห็น และมุมมองของตัวเอง 

ในฐานะที่เคยเป็นเยาวชนที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และวันนี้ต้องมาเป็นโค้ชให้เด็กๆ ทำให้ภีรชาติ ได้เห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง… 
 
“ที่เราเห็นว่าเด็กไทยเก่งๆ กว่าเด็กเมืองนอก ตั้งแต่ยุคสมัยผม จนถึงยุคปัจจบันเลยนะ... คือ  เด็กบ้านเรามีเกมลงเล่นเพื่อความเป็นเลิศเยอะ เยอะเกินไป ตั้งแต่เด็กๆ ฟุตบอลนักเรียน บอลเดินสาย เรามีเยอะแยะหลากหลายทัวร์นาเมนต์มาก บางทีเจอคนโตกว่า ทำให้เราเก๋า มีประสบการณ์ เทคนิคดี ทักษะดี รับมือกับสถานการณ์กดดันได้ดีกว่า เพราะฝึกเล่นเพื่อชัยชนะ” 

“แต่มันก็มีข้อเสียของมัน…เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กต่างชาติ เด็กไทยจะมองข้ามวิธีการพัฒนาตัวเองในวัยที่ควรจะทำ เช่น การพัฒนาร่างกาย, ทักษะ หรือวิธีการที่ถูกต้อง, ความรับผิดชอบ หรือทัศนคติ รวมไปถึงการฟื้นฟูร่างกายหลังจากเล่น เด็กๆ ที่ต้องลงแข่งเยอะๆ แบบไม่ถนอม ทำให้ร่างกายพังได้เร็ว ทั้งที่มันเป็นช่วงที่เด็กต้องเจริญเติบโต ฟื้นฟูร่างกายให้เต็มที่ ในขณะที่เด็กต่างประเทศอย่างที่อังกฤษ เด็กในรุ่นเดียวกัน เขาไม่มีทัวร์นาเมนต์ให้แข่งขันกันเลย จะมีก็แค่เกมอุ่นเครื่องทั่วไปประจำสัปดาห์ พวกเขาเน้นให้เด็กเรียนรู้ และสนุกมากกว่า” ภีรชาติ แสดงความเห็นถึงเด็กไทยทั้งยุคของเขา และยุคปัจจุบัน หลังจากได้ศึกษาดูระบบอคาเดมีของทีมเยาวชนต่างๆ ซึ่งนั่นคือข้อเสียในเชิงกายภาพที่เขาเห็น แต่มันไม่ใช่แค่นั้น  

“ผมคิดว่าการที่เด็กไทยมีเกมลงแข่งเยอะกันเกินไปตั้งแต่เด็ก มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาอิ่มตัว หมดความท้าทายในชีวิต เบื่อ ต้องอยู่กับความกดดันในการแข่งขันอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่เด็ก มันไม่ได้มีการส่งเสริมแรงจูงใจในการเล่นฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พวกเขาก็อยากไปลองสิ่งใหม่ๆ บางคนก็หลงผิดไปกับอบายมุข แสง สี เสียง โดยเฉพาะเด็กสมัยก่อน  ที่ไม่ได้มีเป้าหมาย หรือเส้นทางเดินในชีวิต” 

เด็กยุคก่อนไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ยุคนี้…?   

แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่เด็กไทยในยุคสมัยเมื่อก่อน 10 ปีที่แล้ว จะเห็นภาพตัวเองยืนท่ามกลางสปอตไลท์ในสนามในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ… ต่อให้เพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์, เวียดนาม, หรือกระทั่งมาเลเซีย มีลีกอาชีพที่แข็งแกร่งพอตัวในภูมิภาคนี้ แต่ถ้าไม่ใช่นักฟุตบอลระดับทีมชาติ ที่สร้างผลงานมาสเตอร์พีซ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะถูกใครต่อใคร ดึงตัวไปร่วมทีม เพราะฉะนั้นเป้าหมายเดียวของเด็กในยุคกว่า 10 ปีก่อนมีเพียงการ “ติดทีมชาติไทย” 

“เด็กรุ่นผม ตอนนั้นเอาจริงๆ ไม่ค่อยมีใครมองไปถึงการเป็นนักฟุตบอลอาชีพหรอก แต่ใช่ ...ฝันถึงทีมชาติไทย” ภีรชาติ กล่าว 

“สมัยก่อนที่ฟุตบอลไทย ยังไม่มีลีกอาชีพ ไม่มีอะไรเลย มันไม่มีเส้นทางหรือเป้าหมายทีชัดเจนให้กับเด็กๆ ที่เล่นฟุตบอล อย่างในยุคผมก็เป็นยุคคาบเกี่ยว ที่ผมขึ้นมาตอนอายุ 20 - 21 ปี เริ่มมีฟุตบอลอาชีพเข้ามา แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้ถูกปลูกฝัง หรือเตรียมการเพื่อจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพกันมาตั้งแต่เด็ก” 

“มันอาจจะมีบางคนในรุ่นเดียวกันกับผมที่ไปได้อย่างดวง (นฤพล อารมณ์สวะ) ไปเล่นลีกสิงคโปร์ กับปูน (กรพรหม จรูญพงษ์) หรืออย่างมุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) ที่ได้ไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่เด็กที่เล่นฟุตบอลทั้งหมด จะคิดไปเล่นอาชีพที่ต่างประเทศ โดยที่ในประเทศ ยังไม่มีลีกอาชีพขณะนั้น” 

“แต่เด็กไทยวัยรุ่นยุคนี้ ผมคิดว่ามีความหวัง พวกเขาโชคดีมาก ที่มีลีกอาชีพรองรับแล้ว” 

เป็นเด็กเก่ง...โตไปต้องเก่ง (ให้ได้) ด้วย   

ในมุมมองของภีรชาติ ยิ้มทอง เห็นว่าคำว่า “เด็กไทยเก่ง โตไปไม่เก่ง” จะค่อยๆ เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น… เด็กไทยในอนาคตมีโอกาสที่โตไปแล้วจะเก่งขึ้นอีก เพราะระบบอาชีพบ้านเรา ที่เริ่มมั่นคง นับตั้งแต่มีการก่อตั้งบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เมื่อปี 2009 โดย “เครื่องดื่มตราช้าง” ได้เข้ามาสนับสนุนสโมสรฟุตบอลอาชีพมากมาย ซึ่งปีนี้มีจำนวนร่วม 20 ทีม ไล่ตั้งแต่ไทยลีก 1 - 4  และยังสนับสนุนฟุตบอลทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่อง   

“เด็กๆ ทุกวันนี้เขามีโอกาส มีเป้าหมายแล้ว ถ้าเกิดจะมีอะไรที่ทำให้เขาไปไม่สุดมันก็คงจะเกิดขึ้น จากปัจจัยบางอย่างที่มันยังไม่เอื้ออำนวย ทุกอย่างมันต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งระบบ ทั้งตัวเยาวชน บุคลากร, การบริหารจัดการ, อุปกรณ์เทคโนโลยี และเม็ดเงิน” ภีรชาติ กล่าวต่อ 

“อาจมีบางอย่างที่ฉุดรั้งเด็กไว้ เช่น การที่ให้เด็กๆ มีเกมมากเกินไปตั้งแต่อายุ 12 - 13 ปี ซึ่งอาจทำให้เด็กเจ็บหนัก เรื้อรัง หรือเบื่อฟุตบอล หันสู่อบายมุขเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แต่เมื่อเราได้รับการสนับสนุน มีเม็ดเงินเข้ามาพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมด้านอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามา มันจะเป็นอีกวิธีทางหนึ่ง ที่ช่วยผลักดันให้เด็กๆ เติบโตขึ้นได้” 

“การมาที่อังกฤษครั้งนี้ (ในโครงการ Chang Junior Cup 2019 Trip of Champions Road to England โดยการสนับสนุนจากเครื่องดื่มตราช้าง) มีเด็กๆ เข้ามาพูดกับผมว่า ‘ครู ผมอยากมาอยู่ที่นี่จัง’, ‘ครู สนามที่นี่ดีจัง’, ‘ครู อุปกรณ์ฝึกซ้อมของอคาเดมีที่นี่ดีจัง’ บรรยากาศของฟุตบอลอาชีพที่อังกฤษ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กตลอดเวลา ซึ่งความเข้มข้นของฟุตบอลไทย การบริหารจัดการของทีมต่างๆ กำลังอยู่ในช่วงที่พัฒนา วันหนึ่งบรรยากาศของฟุตบอลไทยก็จะใกล้เคียงแบบนี้ เด็กๆ ก็มีแรงบันดาลใจมากขึ้น”

“และก็มีอีกเรื่องที่ผมประทับใจมาก คือ เกมนึงหลังจากที่เราได้อุ่นเครื่องกับทีมเลสเตอร์ (ยู14) เด็กของเรามีอาการปวดท้อง เด็กก็เข้าใจว่าปวดท้องธรรมดา ถ้าเป็นหมอทั่วไป อาจให้ยาแก้ปวดท้อง แต่หมอที่สโมสรกลับให้ความใส่ใจ ตรวจแบบละเอียด ถามยิบเลย จนสุดท้ายหมอพบว่าที่ปวดนั้น มันเกิดจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ซึ่งนี่ คือ สิ่งที่ผมบอกว่าเราต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกันทั้งระบบ ทุกอย่างจะช่วยไม่ให้เด็กออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องในทุกๆ ส่วนมีความสำคัญมาก” 

“สิ่งที่ผมประทับใจ คือ โค้ชเยาวชนของทุกทีมที่ผมเจอ เขาอายุน้อยๆ ทั้งนั้นเลยนะ เป็นคนรุ่นใหม่ พร้อมรับสิ่งใหม่ และแต่ละทีมมีโค้ช 4 - 5 คน มีคนถ่ายวิดีโอเก็บภาพ และวิเคราะห์การเล่นของเด็กๆ ด้วย เรื่องโค้ชนี่ก็สำคัญมาก เด็กของเราจะเก่งขึ้นได้ก็เพราะโค้ช ยิ่งมีโค้ชเก่งเยอะ ก็ยิ่งผลิตเด็กๆ ให้ออกมาเก่งได้มากขึ้น ดูอย่างบราซิลสิ… เด็กๆ ในบ้านเขาก็เกเรเยอะแยะนะ แต่เขามีทรัพยากรเยอะมาก ใครไม่ดีจริง เขาก็ไม่แคร์ มีคนอื่นพร้อมทดแทนอยู่ตลอด”      

“ผมคิดว่าผมได้อะไรเยอะเลย จากการมาทริปนี้ (กับเครื่องดื่มตราช้าง​) ไม่ใช่แค่เด็กๆ ที่ได้แรงบันดาลใจหรอก… ผมคิดว่าผมมีอะไรกลับไปเล่า และอยากจะพัฒนาต่ออีกเยอะเลย” 

โครงการ “Chang Junior Cup 2019 Trip of Champions Road to England” ที่นำทีมแชมป์ของ Chang Junior Cup 2019 ไปที่ประเทศอังกฤษนั้น เด็กๆ และทีมงานอาจไม่ได้ใช้เวลาอยู่ที่แดนผู้ดีนานนัก แต่มันก็ทำให้ทั้งเยาวชน และทีมงานเกิดแรงบันดาลใจ และมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนกว่าเดิม 

“โอเคล่ะ ผมรู้ว่าการทำอะไรให้มันเป็นจริงมันต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งหมด แต่ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้ มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กไทย โตขึ้นไปแล้วเก่งให้ได้ด้วย” ภีรชาติ กล่าวทิ้งท้าย  
 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง