mainstand

Grand Stand

นวัตกรรมจากไนกี้ ที่ทำให้วิ่งเร็วเกินจนหลายฝ่ายพยายามสั่งแบน



ว่าด้วย "การโด๊ป" แฟนกีฬาคงทราบดีว่า วิวัฒนาการของเรื่องดังกล่าวนั้นมีการพัฒนาทั้งในความสุดโต่ง และความแนบเนียนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ซึ่งหนึ่งในจำเลยที่หลายคนมองว่าเป็นต้นเหตุสำคัญก็คือ "เทคโนโลยี"


 

แต่วิวัฒนาการที่ล้ำหน้า จะนำมาซึ่ง "การโด๊ปด้วยเทคโนโลยี" หรือ "Technology Doping" จริง หรือในบางกรณีนั้น มันเป็นการคิดไปเองกันแน่?

 

เกิดมาเพื่อทำลายสถิติ

ในการวิ่ง โดยเฉพาะการวิ่งระยะไกลนั้น "รองเท้า" คือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวดประการหนึ่งที่จะบอกว่า เวลาที่เราทำได้นั้นจะดีมากแค่ไหน เพราะนี่คือส่วนที่จะต้องสัมผัสกับพื้นแทบจะตลอดเวลาของการวิ่ง


Photo : www.theguardian.com

ขณะเดียวกัน ยิ่งรองเท้าสามารถทำให้ผู้สวมใส่วิ่งได้เร็วขึ้นจนสามารถทำลายสถิติเดิมของตัวเอง หรือแม้แต่สถิติโลก ก็ยิ่งเป็นเครดิตของค่ายผู้ผลิตมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้แต่ละแบรนด์จึงพยายามทุ่มพัฒนาเทคโนโลยีแบบสุดตัวเพื่อบรรลุเป้าหมาย

และแน่นอนว่า คงไม่มีค่ายไหนที่จะลุ่มหลง และพร้อมสำหรับเรื่องนี้มากไปกว่า Nike แบรนด์อุปกรณ์กีฬาใหญ่อันดับ 1 ของโลกอีกแล้ว

จุดเริ่มต้นของเรื่องดังกล่าวในยุคปัจจุบันนั้น คงต้องย้อนกลับไปถึงโปรเจ็คท์ Breaking2 เมื่อปี 2017 ซึ่งจับเอา 3 ยอดนักวิ่งมาราธอนของโลก ลงวิ่งใน มอนซ่า เซอร์กิต สนามแข่งรถ F1 ในประเทศอิตาลี เพื่อเป้าหมายสำคัญคือการมีมนุษย์ที่สามารถ "วิ่งมาราธอน ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ด้วยเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมง" ได้เป็นคนแรก

แม้โปรเจ็คท์ดังกล่าวจะไม่ถูกบันทึกเป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการ จากการใช้เพเซอร์ (คนนำวิ่ง) ถึง 30 คน สลับสับเปลี่ยนกัน รวมถึงใช้รถยนต์ช่วยเพื่อลดแรงต้านลม อีกทั้งเวลาที่ เอเลียด คิปโชเก้ ยอดนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2016 ทำได้ ยังเกินจากเวลาที่กำหนดไว้ 2 ชั่วโมง ไปเพียง 25 วินาที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการวิ่งมาจนถึงทุกวันนี้

สาเหตุก็เพราะ Vapor Fly Elite รองเท้าที่ Nike ทำขึ้นเป็นพิเศษให้นักวิ่งที่ร่วมโปรเจ็คท์นี้ใส่ ถูกนำไปพัฒนาต่อ จนกลายเป็น Zoom Vaporfly 4%


Photo : www.thedropdate.com

ถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามว่า 4% คืออะไร? ... นี่คือตัวเลขที่ Nike เคลมว่า ผู้ที่สวมรองเท้าคู่นี้ จะเซฟพลังงานที่เกิดขึ้นจากการวิ่งได้มากกว่ารองเท้าวิ่งที่ดีที่สุดซึ่ง Nike ผลิตขึ้นมาก่อนหน้านี้ และแน่นอน ยิ่งใช้พลังงานในการวิ่งน้อยเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่า เราสามารถใช้ความเร็วได้เพิ่มขึ้น และวิ่งได้ไกลขึ้น

และรองเท้าคู่นี้ก็ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่กับวงการวิ่งอย่างแท้จริง เมื่อคิปโชเก้สวม Vaporfly 4% วิ่งสร้างสถิติโลกใหม่ในการแข่งขัน เบอร์ลิน มาราธอน 2018 ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 1 นาที 39 วินาที ทำลายสถิติเดิมที่ เดนนิส คิเมตโต เพื่อนร่วมชาติทำไว้ 4 ปีก่อนหน้าถึง 1 นาที 18 วินาที

ซึ่งจากการที่สถิติโลกเดิมของคิเมตโต เกิดขึ้นด้วยรองเท้า adidas คู่ปรับสำคัญทางการตลาด ชัยชนะและสถิติโลกใหม่โดยคิปโชเก้จึงทำให้ Nike สามารถนำไปขายต่อได้ในฐานะ "รองเท้าเบอร์ 1 ของโลกในการวิ่งมาราธอน" อย่างแท้จริง

 

ปัญหาเรื่องพื้น

ไม่เพียงแค่สถิติโลกของคิปโชเก้เท่านั้นที่ทำให้ Vaporfly 4% คือสุดยอดรองเท้าวิ่งแห่งยุค เพราะชัยชนะจากหลายสนามแข่งคืออีกหลายบทพิสูจน์ชั้นดี เมื่อคนที่ใส่รองเท้าคู่นี้ลงแข่ง มักจะคว้าชัยได้แทบจะตลอด จนนักวิ่งที่มีสัญญากับรองเท้าของค่ายอื่นต้องแอบไปซื้อมาพ่นสี Blackout เพื่อสวมลงสนามแบบเลี่ยงปัญหากับสปอนเซอร์อยู่หลายราย ที่สำคัญคือ พวกเขายังทำเวลาดีขึ้นอีกด้วย


Photo : scienceworld.scholastic.com

แน่นอน เมื่อของเขาดีแบบนี้ ก็ย่อมต้องมีการจับมาพิสูจน์เป็นธรรมดา ซึ่งจากการทั้งผ่าและเข้าเครื่องซีที สแกน ก็พบว่า ความลับที่น่าจะช่วยให้ผู้ใส่ Vaporfly 4% วิ่งได้เร็วกว่าเดิม น่าจะอยู่ที่แผ่นบางๆ ที่แทรกกลางระหว่างชั้นโฟมรับแรงกระแทก ซึ่งทำมาจาก คาร์บอนไฟเบอร์

หากจำกันได้ คาร์บอนไฟเบอร์ คือวัสดุที่นำมาทำขาเทียมสำหรับวิ่งของนักกีฬาผู้พิการ ซึ่งวัสดุที่ว่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถสะสมพลังงานที่เกิดจากการก้าวและปลดปล่อยออกมาเหมือนกับสปริง และยิ่งพิสูจน์เรื่องดังกล่าวชัดเจนขึ้นผ่านการทดลอง

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐอเมริกา นำโดย วูเตอร์ ฮูคเคเมอร์ และ รอดเจอร์ คราม ได้นำรองเท้า 3 คู่ ประกอบด้วย Zoom Vaporfly 4% รุ่นเดียวกับเจ้าของสถิติโลกในปัจจุบัน, Zoom Streak 6 รองเท้าตัวท็อปรุ่นก่อนหน้าของ Nike และ Adizero Adios 2 รุ่นที่สร้างสถิติโลกเมื่อปี 2014 จาก adidas มาทดสอบด้วยการวิ่งจริง ผลปรากฎว่า Vaporfly 4% คือคู่ที่นักวิ่งสูญเสียพลังงานจากการวิ่งน้อยที่สุด เฉลี่ยที่ 16.45 วัตต์/กิโลกรัม ขณะที่ Streak 6 ทำได้เฉลี่ย 17.16 วัตต์/กิโลกรัม และ Adios 2 ทำได้เฉลี่ย 17.14 วัตต์/กิโลกรัม ... นี่คือบทพิสูจน์ว่า ตัวเลข 4% ที่ Nike เคลมไว้นั้น ทำได้จริงมิใช่โฆษณา


Photo : www.running-addict.fr

ตัวเลขดังกล่าวอาจฟังดูน่าทึ่งแล้ว แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ในการทดลองครั้งนี้ ทีมวิจัยได้ทำการถ่วงน้ำหนักรองเท้าทั้ง 2 คู่จาก Nike ด้วยเหรียญ เพื่อให้มีน้ำหนักเท่ากับรองเท้าของ adidas นั่นหมายความว่า หากใช้รองเท้าสเปคโรงงาน การสูญเสียพลังงานจากการวิ่งของผู้ที่ใส่ Vaporfly 4% จะยิ่งน้อยกว่ารองเท้าของค่ายคู่แข่งเข้าไปอีก ... พูดให้เข้าใจง่าย มันทำให้นักวิ่งที่ใส่รองเท้าของค่าย Swoosh วิ่งได้เร็วและไกลกว่าคู่แข่ง จนภาพนักวิ่งชั้นแนวหน้าใส่รองเท้า Nike กลายเป็นภาพที่ชินตาในทุกสนามแข่งขัน

และเรื่องดังกล่าวก็ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้แบนรองเท้าวิ่งของ Nike อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

เทคโนโลยีโด๊ปจริงหรือแค่คิดไปเอง?

จากผลการทดลองข้างต้น ทำให้กลุ่มค้านมีเหตุผลที่สามารถอ้างได้ว่า นี่คือการโด๊ปทางเทคโนโลยีที่จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันอันไม่เท่าเทียม และด้วยราคาของรองเท้าที่สูงถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7,600 บาท) และผลิตด้วยจำนวนจำกัด ทำให้ไม่ใช่นักวิ่งทุกคนที่จะสามารถเข้าถึงรองเท้าคู่นี้ได้

อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลสำคัญอยู่บางประการที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างจากกรณีของชุดว่ายน้ำ LZR Racer สุดอื้อฉาว ...


Photo : www.washingtonpost.com

ประเด็นหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์กับรองเท้าวิ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการนำวัสดุนี้มาใช้ตั้งแต่ยุค 1990s โดยมี Reebok เป็นผู้ผลิตรายแรก ทว่ามันได้ห่างหายไปพักใหญ่ ก่อนที่จะกลับมาเป็นกระแสอีกครั้งจาก Nike ซึ่งปัจจุบันเองก็ไม่ได้มีแค่ Nike ที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์เป็นส่วนหนึ่งของรองเท้า ยังมีค่ายอื่นๆ อย่าง Hoka One One จากฝรั่งเศส รวมถึง Skechers อีกแบรนด์ของอเมริกา ที่ใช้วัสดุดังกล่าวด้วยเช่นกัน จะต่างกันก็เพียงรูปแบบของการใช้เท่านั้น

นอกจากนี้ ทาง Nike เองยังยืนยันว่า การพัฒนารองเท้าพื้นคาร์บอนของพวกเขา ไม่ว่าจะ Zoom Vaporfly 4% หรือผู้สืบทอดตำนานในปัจจุบันอย่าง Zoom Vaporfly Next% ล้วนอยู่ในสายตาของสหพันธ์กรีฑานานาชาติ หรือ IAAF ทั้งสิ้น ซึ่งพวกเขากล่าวด้วยว่า ทั้งหมดทั้งมวลคือที่สุดเท่าที่ขอบเขตของกติกาอนุญาตให้ทำได้ ส่วนเรื่องที่นักกีฬาใส่แล้วทำสถิติดีขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ก้าวไกล และสำหรับนักวิ่งที่มีรองเท้าแบบนี้ แต่ละคนล้วนเตรียมตัวที่จะมาทำลายสถิติตัวเองอยู่แล้ว


Photo : nypost.com

ความลับในความสำเร็จของรองเท้าพื้นคาร์บอนจาก Nike จึงยังเป็นพื้นที่สีเทาที่รอการพิสูจน์ว่าเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งแม้บางรายการจะประกาศห้ามผู้เข้าแข่งขันสวมรองเท้าพื้นคาร์บอนของค่าย Swoosh ลงแข่งขัน แต่ทาง IAAF ยังอนุญาต และนั่นทำให้แชมป์ต่างๆ ที่ทำได้โดยนักกีฬาที่สวมรองเท้า Nike รวมถึงสถิติโลกของคิปโชเก้ยังคงอยู่เช่นเดิม 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนั้นคือนิรันดร์ โฉมหน้าของวงการรองเท้ากับการวิ่งระยะไกลในอนาคตย่อมเปลี่ยนไปจากนี้แน่ คำถามก็คือจะด้วยเหตุใด ระหว่างมีผู้ผลิตคู่แข่งที่พบเคล็ดลับใหม่จนสามารถล้มบัลลังก์ได้ หรือจะเพราะถูกกติกาตัดตอนจากความแตกต่างที่ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบจนเกินพอดี

ส่วนจะเกิดด้วยสาเหตุใด และเมื่อไหร่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับผลงานในสนามแข่งขันของเหล่านักวิ่งแล้ว

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.freerunspeed.com/the-history-of-carbon-fiber-in-running-shoes/
https://www.highsnobiety.com/2017/05/11/nike-vaporfly-elite-breaking2-inspiration/
https://www.nytimes.com/2017/03/08/sports/nikes-vivid-shoes-and-the-gray-area-of-performance-enhancement.html
https://www.outsideonline.com/2400514/nike-vaporfly-carbon-plate-presentation
https://www.outsideonline.com/2400896/carbon-plate-running-shoes-test
https://www.runnersworld.com/gear/a20854653/the-data-behind-nikes-4-shoe/
https://www.runnersworld.com/uk/gear/shoes/a27476498/running-shoes-sole-explained/
https://scienceline.org/2018/08/incredibly-fast-and-barely-legal/
https://sportsscientists.com/2017/03/ban-nike-vaporfly-carbon-fiber-devices-future-performance-credibility/
https://www.sweatelite.co/nike-zoom-vaporfly/
https://www.wired.com/story/the-science-behind-nikes-new-vaporfly-next-marathon-shoe/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง