FEATURE

ลี ชอง เหว่ย vs หลิน ตัน : วิถีจอมกระบี่ต่างสำนักที่ยุทธภพยอมก้มหัวซูฮก | Main Stand



การตามหาหมายเลข 1 ที่แท้จริงนั้นคือเสน่ห์ของโลกกีฬาในแบบที่ไม่มีใครปฎิเสธได้ ...


 

ฟุตบอลมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่, เทนนิส มี โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ กับ ราฟาเอล นาดาล, มวย มี ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ กับ แมนนี่ ปาเกียว และแน่นอน แบดมินตัน มีคู่แข่งที่ถูกยกให้ระดับตำนานโดยดุษฎีเพียงคู่เดียวเท่านั้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานั่นคือ ลี ชอง เหว่ย จาก มาเลเซีย และ หลิน ตัน จาก จีน

นี่คือเรื่องราวของ 2 จอมยุทธ์ที่ถือคัมภีร์คนละเล่ม หนึ่งจอมยุทธหวังพิสูจน์ตัวเองและประกาศก้องยุทธภพว่าตนเป็น 1 ในใต้หล้า ทว่าอีกหนึ่งจอมยุทธเป็นกระบี่มารไม่ได้ต้องการยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่ใคร ๆ ก็ยอมรับว่าเขาคือยอดฝีมือ

ติดตามเรื่องราวของสองจอมยุทธคู่รักคู่แค้นระหว่าง "เทพลี" และ "ซูเปอร์แดน" ได้ที่นี่

 

พรแสวง ปะทะ พรสวรรค์

21 ตุลาคม ปี 1982 ที่ รัฐเปรัก เมืองท่องเที่ยวของประเทศมาเลเซีย ตระกูล ลี ครอบครัวชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนต้อนรับสมาชิกใหม่และเป็นลูกชายคนที่ 2 ของตระกูล เขาเกิดมาพร้อมกับชื่อ ชอง เหว่ย


Photo : successstory.com

ขณะที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 ครั้งอันเป็นสัญญาณบอกว่าเวลาผ่านไปครบ 1 ปี ที่เมือง หลงเหยียน (Longyan) ประเทศจีน มีเด็กน้อยจากครอบครัวระดับกลางลืมตามดูโลกตามกันมา และเด็กคนนั้นมีชื่อหว่า หลิน ตัน อายุของ ชอง เหว่ย และ หลิน ตัน ห่างกัน 1 ปี ทว่าบนเส้นทางการเป็นนักแบดมินตัน หลิน ตัน ตั้งไข่และเริ่มเดินเร็วกว่า 1 ปี  นั่นจึงทำให้ทั้งคู่เริ่มหยิบไม้แบดขึ้นมาฝึกในช่วงเวลาเดียวกันเลยก็ว่าได้

เดิมทีนั้น หลิน ตัน ได้รับการสนับสนุนจากแม่ให้เป็นนักเปียโนตั้งแต่จำความได้ ทว่าหลังจากได้ลองเล่น แบดมินตัน เขากลับรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่เขาชอบมากกว่า แล้วมันก็กรุยทางให้กับเขาได้จริง ๆ เพราะตอนอายุแค่ 9 ขวบ กองทัพจีน เห็นในพรสวรรค์ของเขาและตั้งใจจะนำ หลิน ตัน ไปใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนกันในแคมป์ของกองทัพ เพื่อทำให้เขากลายเป็นยอดนักแบดให้ได้


Photo : successstory.com

"ตอนนั้นหลินตัน อายุแค่ 9 ขวบ ครูฝึกบอกว่าเขาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มาก หากปล่อยให้อยู่ไปวัน ๆ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แบบนี้คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย" เกา ซิน หยู แม่ของ หลิน ตัน เล่าถึงตอนที่ลูกของเขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่เด็กและ หลิน ตัน ก็กลายเป็นนักกีฬาเยาวชนของกองทัพตั้งแต่นั้นมาก 

หนึ่งปีหลังจาก หลิน ตัน เข้าสู่ระบบฝึกอย่างจริงจัง ลี ชอง เหว่ย ก็ตามหลังมาติด ๆ ทว่าเส้นทางของเขาต่างกับ หลิน ตัน พอสมควร เพราะ หลิน ตัน เดินออกจากอ้อมอกแม่อย่างเต็มใจ แต่สำหรับ ชอง เหว่ย นั้นเขาจำเป็นต้องหันมาเล่นแบด เพราะแม่ของเขาไม่อนุญาตให้ออกไปเล่นที่สนามบาสหรือกิจกรรมกลางแจ้ง ชอง เหว่ย จึงถูกจับไปเรียนแบดมินตันกับ มิสบัน ซิเด็ก โค้ชทีมแบดมินตันทีมชาติมาเลเซีย

ทั้งสองคนมีเส้นทางการเริ่มต้นที่แตกต่างกัน หลิน ตัน สตาร์ทด้วยความชอบของตัวเอง ขณะที่ ชอง เหว่ย นั้นได้รับอิทธิพลและการผลักดันจากคนในครอบครัว ทว่าเมื่อได้เริ่มฝึกอย่างจริงจัง ทั้งคู่ก็เป็นยอดนักแบดที่เก่งที่สุดในรุ่นเดียวกัน

"6 เดือนสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปจากที่เขาเป็นเด็กขี้แยในตอนแรก โค้ชก็บอกว่า หลิน ตัน เป็นนักกีฬาที่ดีมาก สำหรับฉันความสำเร็จคือการปล่อยให้ลูกออกจากอ้อมอก ยิ่งเขาเก่งขึ้นเท่าไหร่ เล่นดีขึ้นมากแค่ไหน มันเท่ากับว่าเขาจะออกห่างจากฉันไปไกลขึ้นอีก"

ขณะที่ฝั่ง ชอง เหว่ย ก็เป็นเด็กที่มีความอดทนสูง และมีสิ่งที่เหนือกว่าเด็กในรุ่นอื่นคือใจที่ไม่ยอมแพ้ และข้อนี้เองที่ทำให้ มิสบัน ซิเด็ก การันตีกับครอบครัวของ ชอง เหว่ย "ผมจะทำให้ลูกของคุณกลายเป็นนักแบดทีมชาติมาเลเซียให้ดู"

 

มือตบคนละสาย

การเข้าสู่ระบบซ้อมเพื่อความพร้อมในการเป็นมืออาชีพของทั้งสองคนดำเนินไปได้ด้วยดี ลี ชอง เหว่ย ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติ มาเลเซีย ได้จริง ๆ ตามสัญญาที่โค้ชของเขาให้ไว้ ตอนที่เขาอายุครบ 17 ปี และคว้าแชมป์ระดับอาชีพครั้งแรกตั้งแต่อายุ 20 ปีเท่านั้น นั่นคือรายการที่บ้านเกิด มาเลเซีย โอเพ่น ในปี 2002 และ 2003


Photo : www.leepenang.com

หลังจากที่ฝีมือปรากฎในเวทีใหญ่ ลี ชอง เหว่ย ถูกยกย่องในฐานะผู้เล่นทีมีความเร็วเหลือเชื่อ เขากล้าเล่นทุกจังหวะไม่ว่าจะเป็นการหมอบ คลาน กระโดด และพุ่งสุดตัว เรียกได้ว่าหากเป็นการประดาบกันแบบจอมยุทธ์ ชอง เหว่ย จะเป็นมือกระบี่ที่จะไล่ฟันคู่แข่งทีละนิด ๆ จนแพ้ภัยตัวเอง และด้วยความสามารถในเกมรับและความว่องไวนั้นไม่มีใครสามารถคว่ำเขาได้ในดาบเดียวแน่นอน

ขณะที่ หลิน ตัน ที่เล่นระดับอาชีพตอนอายุ 20 ปี เหมือนกันก็ขึ้นชื่อความแข็งแกร่งและมียุทธวิธีในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นตามสไตล์ของคู่แข่งที่เจอ และทีเด็ดที่สุดที่เขามีคือการโจมตีที่หนักหน่วงรุนแรง หากเปรียบกับการเป็นจอมยุทธ์แล้ว หลิน ตัน คงเป็นมือกระบี่ที่อ่านสถานการณ์ตลอดเวลา และเมื่อมีช่องเมื่อไหร่เขาจะลงมือฆ่าทันที ด้วยความหนักหน่วงนั้นยากที่จะมีใครต้านทานได้ และเมื่อเข้าถึงปี 2004 การพบกันครั้งแรกของจอมยุทธ์จาก จีน และ มาเลเซีย ก็มาถึง

การพบกันครั้งแรกในรายการ โธมัส คัพ หรือศึกชิงแชมป์โลกประเภททีมชาย เป็น ลี ชอง เหว่ย ที่แพ้ไปก่อน อย่างไรก็ตามไม่มีใครกล้าสงสัยในความเก่งกาจของทั้งคู่ เพราะไม่ว่าจะสนามใดก็ตามที่ได้ดวลกันเกมการแข่งขันของทั้งคู่จะออกมาในรูปแบบเกมที่สุดมัน เหมือนการประดาบกันโดยคนดูที่จับตามองยังดูแทบไม่ทัน แสดงให้เห็นถึงระดับและคลาสที่ห่างจากนักแบดคนอื่น ๆ ในรุ่นอย่างชัดเจน


Photo : roll.sohu.com

ต่างคนต่างเก่งกันคนละแบบ เพียงแต่ว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาหาก ชอง เหว่ย ต้องมาดวลกับ หลิน ตัน ในคอร์ทแล้ว ส่วนใหญ่ผลการแข่งขันมักจะออกมาในแบบที่เขากลายเป็นผู้ผิดหวัง เหมือนงูเหลือมกับเชือกกล้วย เพราะ หลิน ตัน มีสถิติเฮดทูเอดที่ข่มชองเหว่ยอย่างราบคาบ หลิน ตัน หรือ ซูเปอร์แดน สามารถเอาชนะได้ถึง 28 ครั้ง ขณะที ดาโต๊ะชองเหว่ยเอาชนะได้เพียงแค่ 12 ครั้งเท่านั้นเอง

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นแต่ไม่มีใครกล้าพูดว่า ชอง เหว่ย เป็นนักแบดที่เก่งไม่เท่า หลิน ตัน ด้วยเหตุผลที่ว่าหากเขาอยู่ในสภาพฟิตเต็ม 100% นอกจากแพ้ทางให้กับ หลิน ตัน แล้ว เขาสามารถเอาชนะนักแบดทุกคนบนโลกนี้ได้ทุกคน และมันถูกยืนยันด้วยสถิติที่ยอดเยี่ยม เพราะไม่ว่า ชอง เหว่ย จะลงแข่งรายการไหน เขามักจะไปถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นอย่างน้อย ส่วนจะแชมป์หรือไม่นั้นค่อยไปวัดกันหน้างาน แต่อย่างน้อยรางวัลแชมป์ 69 รายการ และรองแชมป์อีก 34 ครั้ง สามารถการันตีความยอดเยี่ยมของชองเหว่ยได้เป็นอย่างดี เพราะ 69 แชมป์ของ ชอง เหว่ย นั้นมากกว่าที่ หลิน ตัน ทำได้ 66 แชมป์ 25 รองแชมป์ เสียอีก ...

 

จอมยุทธ์ที่ยุทธภพตัดสินไม่ได้

คนที่บอกว่า หลิน ตัน เก่งกว่าก็จะเอาเหตุผลที่เขาเอาชนะ ชอง เหว่ย ได้เกือบตลอดมาเป็นตัวตั้งตัวตี ขณะที่คนที่บอกว่า ชอง เหว่ย คือคนที่เก่งกว่าก็จะยกเอาตำแหน่งมือ 1 ของโลกที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขามาเกทับเหมือนกัน และสาเหตุที่ทำให้มันตัดสินใจยากแบบนี้นั้นมีที่มา เพราะระหว่าง 2 คนนี้ นั่นคือเรื่องความคิดและทัศนคติที่ต่างกันชัดเจน


Photo : www.theborneopost.com

ชอง เหว่ย เดินหน้าพัฒนาตัวเองไล่ลาความสำเร็จ ไม่ว่าเขาจะมีแรงจูงใจจากความพ่ายแพ้ต่อ หลิน ตัน หรือไม่ก็ตาม แต่เขาพยายามมากที่จะเป็นแชมป์โลก หรือเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกให้ได้ ทว่าสุดท้ายก็พลาด เรียกได้ว่า ชอง เหว่ย พลาดในนัดชิงบ่อยมากจนแทบจะไม่เคยสมหวังในรายการระดับโลกเลย ไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิก 3 ครั้ง, แชมป์โลก 4 ครั้ง, โธมัสคัพ 5 ครั้ง, สุธีรมาน คัพ (ชิงแชมป์โลกทีมผสม) 1 ครั้ง, เอเชี่ยนเกมส์ 5 ครั้ง โดยเฉพาะในโอลิมปิกปี 2012 ที่เขาแพ้ให้กับ หลิน ตัน นั้นทำให้ ชอง เหว่ย โดนเหยียดหยามจากสื่อในจีนว่าเป็นได้แค่รองแชมป์ตลอดกาลหาก หลิน ตัน ลงแข่งด้วย อย่างไรก็ตาม ชอง เหว่ย ยืนยันว่าเขาไม่ยอมรับข้อนี้และจะขอแก้ตัวใหม่ในโอลิมปิกครั้งหน้า

"ผมแพ้ หลิน ตัน ในนัดชิงชนะเลิศและมันตอกย้ำความจริงข้อหนึ่งคือ ผมจะต้องไม่ยอมแพ้เขาอีกในการเจอกับที่โอลิมปิกครั้งหน้า" ชอง เหว่ย เปิดใจหลังความพ่ายแพ้ให้กับคู่รักคู่แค้น

"สื่อจากจีนบอกว่าต่อให้ผมชนะไปอีกเป็นร้อย ๆ นัด แต่สุดท้ายผมก็ได้แค่เหรียญเงินในโอลิมปิกเท่านั้นแหละ จริง ๆ แล้วผมไม่ได้สนอะไรหรอกนะ ผมเคยเล่นในโอลิมปิกมา 3 สมัย ขณะที่บางคนแค่ครั้งเดียวยังทำไม่ได้เลย แม้แต่ หลิน ตัน ก็เถอะ เขาไม่สามารถทำลายสถิติการเล่นตลอด 16 ปี ของผมได้หรอก"


Photo : www.allenglandbadminton.com

ในขณะที่ ชอง เหว่ย ลงแข่งขันแทบจะทุกรายการและล่าชัยชนะในทุกสนามเพื่อกลายเป็นมือ 1 ของโลกจากคะแนนที่สหพันธ์แบดมินตันโลก หรือ BWF มอบให้ หลิน ตัน กลับทำตัวอีกแบบ จะเรียกว่าอารมณ์ศิลปินก็ว่าได้ เพราะหากเขาจะลงแข่งรายการใดรายการหนึ่ง ร่างกายและจิตใจของเขาจะต้องพร้อมและดีพอที่จะเป็นแชมป์จริง รายการใดที่แข่งขันตอนที่เขายังรู้สึกว่าโอกาสชนะ 50-50 เขาจะเลิกแยแสมันทันทีแม้จะมีเงินรางวัลก้อนโต และอาจจะต้องโดนปรับเงินก็ตาม ซึ่งเขาก็เป็นคนที่พูดจริงทำจริง โดยเฉพาะหลังจากการคว้าเหรียญทอง โอลิมปิก ที่ ลอนดอน หลิน ตัน ก็เลือกที่จะไม่ลงแข่งเลย 6 รายการติดต่อกัน และนั่นทำให้เขาโดนปรับเป็นเงินถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการปฎิเสธรายการระดับซูเปอร์ซีรี่ส์ ของ BWF 

นอกจากนี้มันยังส่งผลให้อันดับโลกของเขาตกต่ำลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย แต่ หลิน ตัน ก็ได้แค่ยักไหล่กับเรื่องนี้ราวจะบอกว่า "ก็แล้วยังไงล่ะ ? ผมยังต้องพิสูจน์อะไรอีกไหม ?" ในเมื่อเขาคว้าทั้งแชมป์โลก แชมป์โอลิมปิก และอื่น ๆ อีกมากมาย


Photo : hellotricity.in

"อันดับมันก็แค่ตัวเลชที่คนเอาไปตัดสินกัน แต่ความจริงแล้วมันตัดสินได้ที่ไหน การที่จะบอกว่าใครเก่งไม่เก่งอย่างไรในกีฬาแบดมินตันมันตัดสินกันที่แร็คเก็ตและความฟิตต่างหาก" หลิน ตัน ว่าไว้เช่นนั้น ซึ่งมันก็จริงอย่างที่เขาว่านั่นแหละ โดยเฉพาะใน เอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่ทีมชาติจีน ยอมตัดชื่อนักแบดที่มีอันดับโลกดีกว่าออกจากทีมชุดนั้น และใส่ หลิน ตัน เข้าไปแทนที่ ซึ่งเขาก็ตอบแทนด้วยการคว้าเหรียญทองอีกเช่นเคย

เรื่องความคิดและทัศนคตินั้นไม่มีใครผิดใครถูก เพียงแต่ว่ามันสะท้อนคาแร็คเตอร์ของทั้งคู่ให้การเป็นคู่แข่งที่เกิดมาเพื่อกันและกันชัดขึ้นมาก ... หากชองเหว่ยคือเทพกระบี่มือหนึ่งไร้ผู้ต่อกร หลิน ตัน ก็เป็นยอดจอมยุทธที่ออกท่องยุทธภพโดpไม่สนใจคำสรรเสริญยกย่องจากคนอื่นดี ๆ นี่เอง

 

หลังม่านจอมยุทธ

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หลิน ตัน ก็ยังคงเป็น หลิน ตัน อยู่วันยังค่ำ ... ภายใต้การขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปี 2018 รวมแล้วเป็นเวลาถึง 14 ปี เรื่องนี้จบลงด้วยการที่มีใครคนหนึ่งยอมแพ้ไป และมันคือการยอมแพ้ของ ลี ชอง เหว่ย … เขาไม่ได้ยอมแพ้ต่อ หลิน ตัน และคู่แข่งคนใด เพียงแต่ว่าเขายอมแพ้ร่างกายตัวเอง


Photo : www.malaymail.com

ในช่วงปี 2018 แถลงข่าวยืนยันว่า ชองเหว่ย จำต้องลาวงการชั่วคราวเนื่องจากถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูก แม้ในตอนแรกเขาจะวางแผนที่จะรักษาตัวเองให้หายทันและกลับมาเล่นโอลิมปิกที่ โตเกียว ในปี 2020 ทว่าหลังจากรักษาได้ 1 ปี อาการของ ชอง เหว่ย ดีขึ้น แต่มันมีผลข้างเคียงตรงที่เขาไม่สามารถกลับมาเล่น แบดมินตัน ได้อีกเพราะเป็นกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังและสมาธิมากเกินไป

"วันนี้ทุกคนรู้ถึงความตั้งใจของผมในการจัดงานแถลงครั้งนี้ ผมขอประกาศว่าผมขอเลิกเล่นแบดมินตันหลังอยู่กับมันมา 19 ปี" ชอง เหว่ย กล่าว "มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ผมไม่มีทางเลือกเพราะได้รับคำปรึกษาจากหมอที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่แล้ว ร่างกายของผมไม่เหมาะที่จะทำกิจกรรมที่มีความเข้มข้นสูง ดังนั้นการออกแรงเยอะ ๆ มันไม่ดีต่อสุขภาพของผมเอง"

ทันทีที่ หลิน ตัน รู้ข่าวเขารีบโพสต์คลิปเพลง Don't Cry ผ่านเว่ยป๋อ โซเชียลมีเดียแดนมังกรให้กับ ชอง เหว่ย เพราะในวันที่แถลงข่าวเลิกเล่นนั้น ชอง เหว่ย ต้องผิดหวังจนถึงขั้นหลั่งน้ำตา

และในปี 2020 ตำนานของทั้งคู่บนคอร์ทแบดก็ได้ปิดฉากอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ หลิน ตัน ประกาศเลิกเล่น โดยให้เหตุผลว่า "ด้วยวัย 37 ปี ความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บไม่อนุญาตให้ผมได้สู้ต่ออีกต่อไปแล้ว" ซึ่งคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลี ชอง เหว่ย ก็ได้ยกย่องอีกฝ่ายว่า หลิน คว้าแชมป์รายการใหญ่มาหมดทุกรายการ จนไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์อีกแล้ว

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นคู่กัดในสนาม และยังเป็นอาวุธที่สื่อของ จีน และ มาเลเซีย มักจะหยิบเอาความเก่งกาจของทั้งคู่มาแซะกันไปแซะกันมา ทว่าในแง่ของความรู้สึกนั้นสองจอมยุทธ์ต่างซูฮกในฝีมือของกันและกันเสมอ สถานะที่พวกเขาเป็นไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือเพื่อนร่วมอาชีพที่ทำให้โลกของแบดมินตันลุกเป็นไฟและมีสีสันมากที่สุดในประวัติศาสตร์


Photo : Scroll.in

"ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการต่อสู้ของเราสองคนคือคนดู ที่ไม่ว่าจะอยู่ในสนามหรือหน้าจอพวกเขาจะเพลิดเพลินไปกับเกมคุณภาพที่ดีที่สุดตลอดกาล นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดของการแข่งขันระหว่างเรา" หลิน ตัน ว่าถึง ชอง เหว่ย อีกครั้งต่อด้วยการปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า คุณ หรือ เขา ใครเก่งกว่า ... จากคำถามนี้แม้แต่ยอดจอมยุทธ์ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ...

"ผมคิดว่าเราทั้งคู่เป็นผู้เล่นที่อยู่ในระดับเดียวกัน เพราะเราต่างก็ต้องการชัยชนะทั้งคู่ ชองเหว่ย เป็นคู่ต่อสู้ที่ยากที่สุดในการเอาชนะ และเป็นผู้เล่นที่มีสภาพจิตใจแข็งแกร่งที่สุดเมื่อเขายืนอยู่บนสนาม"

และคำถามระหว่าง ชอง เหว่ย กับ หลิน ตัน ก็ยังคงเป็นสิ่งที่หาคำตอบได้ยากอยู่ดี แม้วันเวลาจะเปลี่ยนไปนานแค่ไหนก็ตาม ... แล้วสำหรับคุณล่ะ ? คิดว่าใครคือหมายเลข 1 ตัวจริงกันแน่ ?

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theborneopost.com/2019/06/14/lin-dan-pays-tribute-as-chong-wei-calls-it-a-day/
https://syok.my/lee-chong-wei-and-lin-dan-had-the-cutest-conversation-during-the-malaysian-badminton-open-2019/
https://www.telegraph.co.uk/sport/olympics/badminton/7727979/Lin-Dan-I-would-rather-be-friends-with-Malaysias-Lee-Chong-Wei-over-world-No-1.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Lin_Dan
https://www.scmp.com/sport/other-sport/article/2006316/lee-chong-wei-finally-steps-out-shadows-great-rival-lin-dan



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x