Feature

ก่อน BNK48 ปรากฏ : เกิร์ลกรุ๊ปกับอุตสาหกรรมกีฬาเกื้อหนุนกันอย่างไร ? | Main Stand



ภาพการเชียร์ของสมาชิกวง BNK48 เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังเวลาทีมฟุตบอลทีมชาติไทยมีโปรแกรมลงสนาม ตลอดจนเสื้อแข่งทีมชาติไทย สกรีนเบอร์ 48 กลายเป็นสิ่งที่เริ่มคุ้นตา แต่กว่าที่ผู้หญิงจะมีที่ยืนในสนามกีฬา ? จุดเริ่มต้นของการทำให้ Sport ควบรวมกับ Entertainment เป็นอย่างไร ? กว่าที่ศิลปินจะได้เข้าสู่สนามสร้างสีสัน ? เกิร์ลกรุ๊ปเข้ามามีบทบาทอย่างไร? และที่สำคัญคือใครได้ประโยชน์จากกระแสความนิยมนี้บ้าง ? Main Stand ขอเท้าความเล่าเรื่องให้ฟัง ...


 

กีฬา = เรื่องของลูกผู้ชาย

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในยุคโบราณเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 776 ปีก่อนคริสตกาล แต่ก็มีการระบุไว้ด้วยเช่นกันว่า การแข่งขันดังกล่าวถูกสงวนไว้สำหรับผู้ชายเท่านั้น

ทีเจ คอร์เนลล์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มองถึงเรื่องนี้ว่า ในสมัยนั้น กีฬากับสงครามมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน โดยกีฬานั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม ในฐานะการจำลองและกระตุ้นให้ผู้เข้าแข่งขันมีทัศนคติและพฤติกรรมเช่นเดียวกับนักรบ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการฝึกซ้อมที่สำคัญสำหรับผู้ชายเพื่อการออกไปสู้รบในสงคราม โดยเรื่องนี้มีหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า อเกซิลาส แม่ทัพของสปาร์ต้า ได้จัดให้มีการแข่งขันมวยปล้ำในเหล่าหทารของตน เพื่อรักษาสภาพร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอในช่วงฤดูหนาว

นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าวแล้ว หากย้อนรอยประวัติศาสตร์ของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคโบราณก็จะพบว่า กีฬาชนิดต่างๆ ที่จัดแข่งขัน ทั้งกีฬาต่อสู้อย่างมวยปล้ำ, มวยสากล รวมถึงการแข่งขันวิ่ง หรือแม้กระทั่งขี่ม้า ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำศึกสงครามทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ที่ทางของผู้หญิงในการแข่งขันกีฬาคือการเป็นผู้ชม หรือร้องรำทำเพลง ซึ่งคล้ายคลึงกันทั้งในทวีปยุโรป, อเมริกา หรือแม้กระทั่งเอเชีย และแม้ตามประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่า มีการแข่งขันกีฬาของผู้หญิงเป็นครั้งแรกในมหกรรมกีฬา เฮราเอยัน เกมส์ ที่โอลิมเปีย (ประเทศกรีซในปัจจุบัน) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล แต่ผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้เข้าแข่งขันกีฬามากนัก

แต่ที่หนักหนาสาหัสกว่าก็เห็นจะเป็นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกยุคโบราณ ที่ไม่เพียงแต่จะลงแข่งขันไม่ได้แล้ว ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วยังถูกห้ามเข้าชมการแข่งขันในสนาม ซึ่งหากถูกตรวจพบก็มีโทษสถานเดียว คือถูกจับโยนลงแม่น้ำจากภูเขาสูง ส่วนผู้หญิงโสด รวมถึงโสเภณี กลับได้รับอนุญาตให้เข้าชมการแข่งขันได้ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของผู้ชาย ในการหาคู่ครองหรือคู่ขานั่นเอง

 

เชียร์ลีดเดอร์ ... จุดเริ่มต้นความสดใสในสนาม

ปลายศตวรรษที่ 19 กับต้นศตวรรษที่ 20 ผู้หญิงเริ่มเขามามีบทบาทเป็นนักกีฬามากขึ้น เช่น กอล์ฟ, โครเกต์, และเทนนิส ขณะเดียวกันการเรียกร้องสิทธิสตรีในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเป็นผู้ริเริ่มนำสาวๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬา โดยกิจกรรมแรกที่มีการนำผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความบันเทิง คือ "เชียร์ลีดเดอร์" ซึ่งมหาวิทยาลัยมินนิโซต้าคือสถาบันการศึกษาแรกที่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นเชียร์ลีดเดอร์ได้ในปี 1923

จากนั้นการแข่งขันระดับอาชีพกีฬาแรกใช้บริการของเชียร์ลีดเดอร์ในการสร้างสีสันข้างสนามคือ อเมริกันฟุตบอล ซึ่ง บัลติมอร์ โคลท์ส (อินเดียนาโปลิส โคลท์ส ในปัจจุบัน) เป็นทีมแรกที่ตั้งทีมเชียร์ลีดเดอร์เมื่อปี 1954 โดยเป็นส่วนหนึ่งของวงโยธวาทิตประจำทีม

และเมื่อ AFL กับ NFL สองลีกอเมริกันฟุตบอลที่แข่งขันกันในยุค 60 ตัดสินใจจับมือกันจัดศึก ซูเปอร์โบวล์ เกมอเมริกันฟุตบอลนัดชิงแชมป์ประเทศที่นำทีมแชมป์ของทั้งสองลีกมาพบกัน (ก่อนจะมีการรวมลีกแล้วแบ่งเป็นสองสาย NFC กับ AFC) การแสดงจึงได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมความบันเทิงระหว่างการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงพักครึ่งหรือ Halftime Show ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่ผู้ชมต่างเฝ้ารอชม รวมถึงทำรายได้มหาศาลผ่านการขายโฆษณา ... แน่นอนว่าทีเด็ดของการแสดง คือ วงโยธวาทิต และเชียร์ลีดเดอร์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

นั่น คือ รากเหง้าของ Sport และ Entertainment ในแบบฉบับอเมริกันชนยุคแรก

 

วิวัฒนาการของกีฬา-บันเทิง

แรกเริ่มเดิมที่ โชว์พักครึ่งศึกอเมริกันเกมส์ อย่างอเมริกันฟุตบอล หรือ NFL นั้น คือ การแสดงของนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ที่แม้จะดูสนุก และเป็นเวทีให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ดูซ้ำซากจำเจ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดก็เริ่มทำรายการออกมาแข่งชิงเรตติ้งในช่วงเวลาดังกล่าว

NFL จึงตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการดึงศิลปินที่มีชื่อเสียงขึ้นแสดงเป็นตัวหลัก โดยศิลปินกลุ่มแรกที่ได้ขึ้นแสดงคือวง New Kids on the Block ในศึกซูเปอร์โบวล์ครั้งที่ 25 เมื่อปี 1991 ก่อนที่ กลอเรีย เอสเตฟาน จะเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่ได้ขึ้นโชว์ช่วงพักครึ่งในปีถัดมา

แต่ครั้งที่เป็นตำนาน จนกลายเป็นการปฏิวัติงานนี้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นในอีก 2 ปีต่อมา เมื่อ ไมเคิล แจ็คสัน ขึ้นโชว์พักครึ่งและได้สร้างเรตติ้งผู้ชมที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสมัยนั้น และทำให้ NFL ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการดึงนักร้องระดับแนวหน้าขึ้นแสดงเป็นตัวหลักนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ซึ่งศิลปินที่ได้รับเลือกให้ขึ้นแสดงคงพูดได้ไม่ผิดปากว่า ถือเป็นจุดสูงสุดจุดหนึ่งในชีวิต เพราะผลงานจะถูกส่งต่อให้ผู้ชมหลักหลายร้อยล้านคนทั่วโลกได้ชมผ่านการถ่ายทอดสด ขณะเดียวกัน NFL รวมถึงสถานีที่ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดก็เป็นปลื้ม เพราะโชว์พักครึ่ง ช่วยทำให้เรตติ้งผู้ชมสูงติดเพดานในทุก ๆ ปี การขายโฆษณาก็ยิ่งทำได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันค่าโฆษณาในศึกซูเปอร์โบวล์ต่อ 30 วินาที มีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (160 ล้านบาท) เลยทีเดียว

ความสำเร็จของโชว์พักครึ่งศึกซูเปอร์โบวล์ กลายเป็นแบบอย่างให้กีฬาอื่นๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกต้องทำตาม ไม่เว้นแม้แต่วงการฟุตบอล ซึ่ง เจนนิเฟอร์ โลเปซ ได้ขึ้นแสดงในนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ และฝากผลงานจนเป็นที่จดจำ

การผูกกันระหว่างวงการบันเทิงกับกีฬา ดูเหมือนจะเห็นผลชัดขึ้นในเวทีโลกแล้ว ... แต่เกิร์ลกรุ๊ปเริ่มเข้ามาได้อย่างไร ?  

 

เกิร์ลกรุ๊ป & กีฬาในเอเชีย

สำหรับทวีปเอเชียนั้นก็รับวัฒนธรรมความบันเทิงในการแข่งขันกีฬาของอเมริกาเข้ามาใช้ ซึ่งการใช้ศิลปินดารานั้นดูจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายและได้ผลดี (และเร็ว) ที่สุด เพราะด้วยชื่อเสียงที่มี ทำให้สามารถเรียกผู้ชมเข้าสนามได้ง่ายขึ้น ทว่าสำหรับทวีปนี้แล้วดูจะมีสิ่งที่แตกต่างจากทวีปอื่น ๆ อยู่บ้าง เพราะศิลปินกลุ่มดูจะได้รับความนิยมจากชาวเอเชียมากกว่าศิลปินเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จำพวก "บอยแบนด์" หรือ "เกิร์ลกรุ๊ป"

การเปลี่ยนความนิยมของศิลปินกระแสหลักจากศิลปินเดี่ยวสู่ศิลปินกลุ่มของทวีปเอเชียนั้นเริ่มต้นเมื่อย่างเข้าสู่สหัสวรรษใหม่นี้เอง เมื่อประเทศเกาหลีใต้ถือกำเนิดวัฒนธรรม K-Pop ยุคใหม่ ซึ่งเน้นภาพลักษณ์ทันสมัย เข้าถึงง่าย รวมถึงมีการปรับตัวให้เข้ากับประเทศที่ไปเจาะตลาด เช่น การออกเพลงภาษาต่างประเทศ ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชนรายใหญ่ ทำให้ศิลปินเกาหลีใต้ โดยเฉพาะประเภทกลุ่มได้รับความนิยมทั่วทั้งเอเชีย จนประเทศญี่ปุ่น ที่เคยเป็นผู้นำในยุคเริ่มแรก ต้องมีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ รวมถึงสร้างวงอย่าง AKB48 ที่ขายภาพลักษณ์การเข้าถึงได้ง่ายออกมาสู้ตลาด

แต่สำหรับวัฒนธรรมกีฬานั้น ต้องยอมรับว่าไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านไปแค่ไหน ผู้ชายก็ยังถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักเช่นเดิม การใช้ศิลปินผู้ชาย ที่แม้จะเป็นเพศเดียวกัน อาจจะเรียกผู้หญิงเข้าสนามได้เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่สู้การใช้ศิลปินผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์โดนใจแฟนกีฬาเพศชายมากกว่าอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ในการแข่งขันกีฬาที่แข่งขันอย่างจริงจัง เราจึงมักจะเห็นศิลปินหญิง โดยเฉพาะเกิร์ลกรุ๊ป ซึ่งติดตลาดทั่วไปอยู่แล้ว และมีความหลากหลายทางสมาชิกเป็นที่ตั้ง สร้างความสดใหม่ได้เสมอเข้ามาสร้างสีสัน เป็นน้ำจิ้มที่เสริมการแข่งขันกีฬาให้มีความน่าติดตามมากขึ้น ต่างจากการแข่งขันกีฬาของศิลปินดารา ที่เราจะเห็นผู้หญิงเข้าสนามมากกว่า เนื่องจากผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่ คือผู้ชาย

ทว่าการจ้างศิลปินมาทำการแสดงก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญไปเสียแล้ว เพราะไม่ว่าที่ไหนก็ทำกัน บางวงจึงมีแนวคิดใหม่ โดยการผลิตของที่ระลึกที่มีความเกี่ยวพันกับทีม ไม่เพียงแต่จะดึงดูดแฟนของวงแล้ว แฟนกีฬาโดยทั่วไปก็ยังให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่ใคร่จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ

ด้วยเหตุนี้ วง AKB48 จึงได้จับมือกับ อาดิดาส ผู้ผลิตชุดแข่งของทีมฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น ในการออกเสื้อแข่งทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นพิเศษที่มีสัญลักษณ์ของวงติดอยู่ด้วยในช่วงฟุตบอลโลก 2010 และ 2014 รวมถึงร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นในฐานะกองเชียร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งโมเดลนี้ก็ได้ถูกนำไปใช้กับ BNK48 วงน้องสาวจากประเทศไทยในการเป็นกองเชียร์ของทีมชาติด้วย โดยทัวร์นาเมนต์เดบิวในการจับมือระหว่าง BNK48 กับทีมชาติไทยนั้น เกิดขึ้นในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และล่าสุดในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปีรายการพิเศษ GSB Bangkok Cup ก็มีสมาชิกรุ่น 2 ของวง BNK48 มาเป็นกองเชียร์สร้างสีสันที่ขอบสนามอีกด้วย


Photo : Facebook : ฟุตบอลทีมชาติไทย

แต่สิ่งหนึ่งของวงไอดอลจากญี่ปุ่นกับวงการกีฬาที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์คือ การให้สมาชิกของวงที่มีความสนใจเฉพาะด้านเป็นตัวแทนของวงในการทำกิจกรรมร่วมกับการแข่งขันกีฬา หนึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ จูรินะ มัตสึอิ สมาชิกวง SKE48 วงน้องของวง AKB48 ซึ่งมีฐานอยู่ที่เมืองนาโงย่า ซึ่งเป็นแฟนกีฬามวยปล้ำตัวยง ด้วยเหตุนี้ทาง New Japan Pro Wrestling (NJPW) องค์กรมวยปล้ำรายใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่นจึงได้เลือกเธอเป็นทูตพิเศษประจำศึก Wrestilng Kingdom 12  มวยปล้ำรายการใหญ่ที่สุดประจำปีของ NJPW ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมา

ซึ่งจะด้วยเห็นผลที่จูรินะได้เป็นทูตพิเศษประจำศึกนี้หรือไม่ก็มิอาจทราบได้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ยอดขายตั๋ว เพราะเดิมทีทาง NJPW ตั้งเป้าว่าจะขายบัตรเข้าชมของศึก WK12 ได้ที่ราว 30,000 ที่นั่ง แต่ตอนขายจริงปรากฎว่าสามารถขายได้ถึง 35,000 ที่นั่ง เมื่อรวมกับตั๋วฟรี ตั๋วสปอนเซอร์แล้ว ทำให้จำนวนผู้ชมในสนามของศึก WK12 พุ่งสูงถึง 43,000 คน มากกว่าศึก WK11 เมื่อต้นปี 2017 ที่มีผู้ชมในสนาม 26,192 คนถึงราว 50%

ซึ่งการนำศิลปินไปผูกกับการแข่งขันกีฬาเช่นโมเดลที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากจะทำให้เกิดกระแสนิยม มีการพูดถึงการแข่งขันมากขึ้นแล้ว ตัวศิลปินเองที่ได้แสดงตัวตนอีกด้านออกมา ก็ยังได้รับความนิยมจากหมู่คนรักกีฬาเพิ่มขึ้นด้วย เพราะการร่วมกิจกรรมดังกล่าว ทำให้แฟนกีฬาเกิดความรู้สึกว่า ศิลปินนั้นก็เป็นคนที่มีความชอบเหมือน ๆ กับเรา

และกระแสการรับรู้ รวมถึงความนิยมในศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปญี่ปุ่น อาจจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียวเป็นเจ้าภาพ เนื่องจาก ยาสึชิ อากิโมโตะ หรือ อากิพี ผู้ก่อตั้งวง AKB48 ที่ได้ขยายฐานสู่ 48 Group กับวงน้องจากเมืองต่าง ๆ ทั้วทั้งประเทศญี่ปุ่นและทวีปเอเชีย ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการจัดการแข่งขันในส่วนของพิธีเปิดด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ของอากิพี เชื่อได้ว่าเขาจะต้องผสมผสานวัฒนธรรมร่วมสมัยต่าง ๆ ของญี่ปุ่นเป็นสีสันในพิธีเปิด ซึ่งวัฒนธรรม J-Pop ก็เป็นหนึ่งในนั้น จนหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีการแสดงของ AKB48 หรือ 48 Group สอดแทรกอยู่ในการแสดงพิธีเปิดโตเกียว 2020 เป็นแน่ แต่ทั้งนี้ เจ้าตัวก็ยังไม่ได้ออกมาตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด บางทีทุกอย่างอาจถูกเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรซ์ เปิดตัวในพิธีเปิดการแข่งขันจริง ๆ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2020 ก็เป็นได้

ส่วนที่ประเทศเกาหลีใต้ แม้กิจกรรมการปรากฎตัวของศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปต่าง ๆ จะไม่ต่างอะไรกับทางญี่ปุ่น แต่สิ่งที่เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีใต้กับอุตสาหกรรมกีฬาได้เกื้อหนุนกันนั้นกลับเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง นั้นคือเครื่องแต่งกาย เพราะหากสังเกตในมิวสิควิดีโอหลาย ๆ ตัวของเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีใต้จะพบว่า พวกเธอสวมใส่ชุดที่มีธีม (Theme) แบบนักกีฬา รวมถึงใส่ขึ้นแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตด้วย ซึ่งนั่นทำให้ผู้ผลิตเสื้อผ้าไม่ว่าจะรายเล็กรายใหญ่ ต่างผลิตเสื้อผ้าในธีมกีฬาผสม K-Pop ออกมาวางจำหน่ายทั้งในประเทศรวมถึงต่างประเทศ

แม้กระทั่ง NBA ลีกบาสเกตบอลอันดับ 1 ของโลกจากสหรัฐอเมริกา ยังจับมือกับผู้จำหน่ายในประเทศเกาหลีใต้ ออกคอลเลคชั่นเสื้อผ้าลำลองในสไตล์บาสเกตบอลออกวางจำหน่ายในชื่อร้าน NBA Style พร้อมกับนำศิลปินเกาหลีใต้มากมายเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับอย่างดีเช่นกัน

และวัฒนธรรมเหล่านั้นก็เข้ามาที่เมืองไทย โดยมี BNK 48 เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ...

 

BNK 48 ต่างจากนางฟ้าข้างสนามไทยลีก ?

ปลายฟ้า นามไพร ได้กล่าวในหนังสือ "ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก: ผู้หญิง อำนาจ วัฒนธรรมแฟน และชนชั้นใหม่" โดยแบ่งแฟนฟุตบอลหญิงในวงการฟุตบอลไทยออกเป็น 3 จำพวกใหญ่ ๆ คือ 1) กลุ่มนางฟ้าข้างสนาม ที่มีทั้งดารา นักร้อง ผู้มีชื่อเสียงที่สโมสรหรือฝ่ายจัดเชิญมา รวมถึงพริตตี้ ที่มาโปรโมทกิจกรรมต่างๆ ของทางผู้สนับสนุน 2) กลุ่มแม่ค้าหรือผู้ให้บริการ อาทิ เจ้าหน้าที่สนามหรือทีม ตลอดจนแม่ค้าที่มาขายของ และ 3) กลุ่มแฟนบอล ซึ่งความหมายแม้จะตรงตัว คือเป็นผู้ที่เสียเงินเข้ามาชมการแข่งขัน แต่แฟนบอลกลุ่มนี้ก็สามารถแยกย่อยออกมาได้หลายกลุ่ม ทั้งแฟนบอลที่เป็นแฟนบอลจริง, เซเลปแฟนคลับ ที่เชียร์ฟุตบอลตามนักฟุตบอลคนที่ชอบ รวมไปถึงครอบครัวแฟน ที่มีทั้งติดตามแฟนบอลที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน หรือแม้กระทั่งติดตามแฟนที่เป็นนักฟุตบอล

ถึงตรงนี้ หากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าสู่ระบบอาชีพอย่างเต็มตัวกับฟุตบอลไทยลีกก็จะพบว่า ที่ผ่านมาสโมสรต่างๆ รวมถึงฝ่ายจัดการแข่งขัน ก็เคยใช้กลุ่มนางฟ้าข้างสนาม มาสร้างสีสันให้กับศึกไทยลีกหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น "แรบบิท เกิร์ลส์" ของบางกอกกล๊าส เอฟซี, "ยูไนเต็ด ดีว่าส์" ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หรือแม้กระทั่งการเชิญ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ดาราสาวอันดับต้น ๆ ของประเทศเป็นผู้เชิญถ้วยแชมป์ไทยลีกในพิธีมอบแชมป์ในฤดูกาล 2010 ไม่นับรวมกลุ่มพริตตี้ ที่ผู้สนับสนุนมักเรียกใช้งานในการสร้างสีสันทุกนัดอยู่แล้ว ทว่าที่ผ่านมายังไม่มีการจับวงศิลปิน มาทำกิจกรรมอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมกับทีมฟุตบอล ไม่ว่าจะสโมสรหรือทีมชาติ เหมือนกับที่ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้เคยทำ

หากมองแบบผิวเผิน การเข้ามาของ BNK48 ที่เข้ามาเป็นกองเชียร์ของทีมชาติไทยนั้น อาจจัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่ม "นางฟ้าข้างสนาม" แต่เมื่อมองให้ลึกกว่านั้นจะพบว่า มีบางสิ่งที่เป็นจุดร่วมในการยึดโยงทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกันมากกว่าในกรณีของนางฟ้าข้างสนามกลุ่มอื่นๆ เพราะมีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมร่วมกันอย่างเด่นชัด และเต็มไปด้วยกลยุทธ์ - กลวิธี แถมต่างฝ่ายต่างมีฐานแฟนคลับกันอยู่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ช่วยให้ทั้งคู่มีฐานแฟนคลับที่เพิ่มขึ้น ต่อยอดไปสู่การเสริมสร้างภาพลักษณ์ และเม็ดเงินทางธุรกิจ

ธีรภัทร รัญตะเสวี หัวหน้าฝ่ายผลิตคอนเท้นต์ บริษัท แพลนบี อิเลฟเว่น จำกัด กล่าวถึงการเกื้อหนุนกันระหว่าง BNK48 กับ ช้างศึก ได้อย่างน่าสนใจ และยิ่งทำให้เห็นภาพชัดได้มากขึ้น

"โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากทางคุณบี (ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์) ผู้บริหารแพลนบี และคุณต้อม จิรัฐ (บวรวัฒนะ) ผู้บริหาร BNK ที่รู้จักกันมาก่อนหน้านี้ มีความคิดที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ร่วมกัน มันเป็นโปรเจ็คท์ที่ วิน-วิน (Win - Win Situation) กันทุกฝ่าย น้อง ๆ (BNK48) ก็ได้โอตะกลุ่มใหม่ที่เป็นแฟนบอล ส่วนโอตะกลุ่มเดิมก็จะเข้าสนามบอลมากขึ้นเพื่อติดตามน้อง ๆ ทั้งสองฝ่ายก็มีการประชุมกันว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร จะร่วมมือกันได้มากน้อยแค่ไหน ที่สุดแล้วก็เลยออกมาในรูปแบบของการสนับสนุน ร่วมเป็นกองเชียร์อย่างเป็นทางการ"

"ในมุมหนึ่ง ฟุตบอลไทยมันจะต้องมีความเฟรนด์ลี่ย์ (Friendly) มากขึ้น เข้าถึงทุกเพศทุกวัยได้ เป็นเรื่องของคนทุกคน ซึ่งทาง พล.ต.อ.สมยศ นายกสมาคมฯ ก็เคยปรารภว่า ในอนาคต ฟุตบอลทีมชาติไทยควรจะเป็นความบันเทิงเพื่อครอบครัว ทุกคนสามารถไปดูฟุตบอลด้วยความรู้สึกเดียวกัน แต่แรงขับเคลื่อนที่จะทำให้คนที่ไม่ดูฟุตบอล สามารถไปดูได้อย่างไม่เคอะเขินควรจะเป็นอะไร ซึ่ง BNK48 ตอนนี้กำลังเป็น Pop Culture เป็นกระแสที่ฉุดไม่อยู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้อง ๆ เป็นเบอร์ 1 ของประเทศในตอนนี้ มันก็เป็นการดีที่ทั้ง BNK48 และทีมชาติไทยได้มาจอยกัน เปิดมิติใหม่ด้วยกัน ก็ตอบโจทย์ทั้งคู่"

"ถ้าจะถามว่าการนำ BNK48 เข้าสนามบอลต่างกับการใช้พริตตี้ตรงไหน คงตอบได้ว่า เรามีวัตถุประสงค์ไปพร้อม ๆ กัน จุดนี้มันจึงมีอะไรมากกว่าการเข้าไปชมเฉยๆ อย่างตอนฟุตบอลคิงส์คัพ BNK48 ก็เอาซิงเกิ้ล วันแรก ไปร้องโชว์เป็นครั้งแรก และเป็นเพลงที่ทาง BNK48 กับแพลนบีเห็นร่วมกันให้ทีมชาติไทยนำไปใช้โปรโมทได้เลย ตรงนี้มันทำให้เราดูมีอะไรมากกว่าการใช้พริตตี้ เพราะเรามียุทธศาสตร์ร่วมกัน มีการประชาสัมพันธ์ ทำให้มันมีอะไรมากกว่าการให้สาว ๆ เข้าไปดูบอลเฉย ๆ" ธีรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

เพราะนอกเหนือจากการเป็นกองเชียร์ทีมชาติแล้ว ทาง BNK48 ยังได้จับมือกับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ออกเสื้อเชียร์ทีมชาติไทยรุ่นพิเศษ พร้อมกับบ็อกซ์เซ็ต ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากทั้งแฟนบอล รวมถึงแฟนคลับอย่างท่วมท้น ยอดสั่งจองครบ 10,000 ชุดที่ผลิตในเวลาไม่นาน ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์กว่า การจับตลาดกีฬาโดยใช้เกิร์ลกรุ๊ปเป็นสื่อกลาง ถือเป็นโมเดลที่การันตีความสำเร็จทางการตลาด เพราะนอกจากจะสร้างรายได้อย่างงดงามแล้ว ความเป็นพันธมิตรกันยังช่วยสร้างภาพจำ ทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้างมากขึ้น โดยมีเสื้อทีมชาติไทยสกรีนเบอร์ 48 เป็นอีกสื่อกลางสำคัญ

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางบริษัท แพลนบี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ที่ปัจจุบันถือเป็นผู้บริหารสิทธิประโยชน์สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ตัดสินใจซื้อหุ้นจำนวน 35% ของ บริษัท บีเอ็นเค 48 ออฟฟิศ จำกัด อันเป็นบริษัทที่ดูแลวงนี้ ซึ่งเชื่อได้เลยว่า การที่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนี้ จะทำให้กิจกรรมที่วง BNK48 มีร่วมกับวงการฟุตบอลไทยน่าจะมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายถูกพูดถึงซึ่งกันและกัน จนอาจจะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่แยกกันไม่ออกในอนาคตก็เป็นได้

ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นคงพอสรุปได้ว่า โมเดลที่นำเอาศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปมาผูกกับวงการกีฬา กลายเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพราะทำให้ทั้งสองฝ่ายถูกกล่าวถึงจากกันและกัน รวมถึงผู้ชมในวงที่กว้างขึ้น ยิ่งหากมีโมเดลธุรกิจร่วมกัน ก็ยิ่งส่งผลดีทางธุรกิจยิ่งขึ้นไปอีก เป็นโมเดลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในต่างประเทศ ซึ่งกำลังจะสร้างความสำเร็จอย่างงดงามในประเทศไทยด้วยเช่นกัน



AUTHOR

เจษฎา บุญประสม

Content Creator ผู้ชื่นชอบการกิน, ท่องเที่ยว และดูกีฬาแทบทุกประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล, อเมริกันเกมส์, มอเตอร์สปอร์ต, อีสปอร์ต
     


x