mainstand

Feature

บทบาทนักศึกษา ฟุตบอล และการเมือง : ย้อนศึกลูกหนังประเพณีจุฬา-มธ. ปีที่หายไป



งานฟุตบอลประเพณีระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2477 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างนิสิตและนักศึกษาของทั้งสองมหาวิทยาลัย


 

เนื่องจากความแตกต่างทางความคิดเชิงอุดมการณ์ รากฐานของทั้งสองสถาบันที่ไม่เหมือนกัน จนเกิดความบาดหมางระหว่างผู้เล่าเรียน

ทำให้ กลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่แยกย้ายไปเรียนต่อทั้งที่ จุฬาฯ และ ธรรมศาสตร์ คิดจัดงานกีฬาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของสองมหา’ลัย โดยลอกเลียนแนวคิดมาจากงานกีฬาระหว่าง มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แห่งประเทศอังกฤษ

อย่างที่ทุกคนทราบดี งานฟุตบอลประเพณี จุฬา-มธ. จะมีกำหนดจัดขึ้นในทุกปี แต่ในบางปี งานฟุตบอลประเพณีก็ไม่ได้ถูกจัดขึ้นตามที่ควรเป็น เนื่องจาก สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง จนทำให้การจัดงานต้องถูกเลื่อนหรือยกเลิกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่มาจากเรื่องยุ่งๆ ของแวดวงการเมือง

 

ปี 2485 : น้ำท่วมกรุงเทพฯ

ครั้งแรกที่ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ไม่ได้ถูกจัดขึ้นไม่ได้มาจากปัญหาความวุ่นวายด้วยความคิดหรือน้ำมือมนุษย์ แต่มาจากภัยธรรมชาติหลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2485

จากการเกิดน้ำท่วมกรุงเทพมหานครเป็นระยะเวลายาวนาน 3 เดือน (กันยายน-พฤศจิกายน) สร้างความเดือดร้อนยากลำบากให้กับประชาชนในเขตเมืองหลวงเป็นอย่างมาก


Photo : news.mthai.com

การเรียนการสอนของสถานศึกษาในทุกระดับ ต้องพักการเรียนการสอน ทำให้ฟุตบอลประเพณีประจำปี 2485 จึงถูกยกเลิกไปด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ

 

ปี 2487-2491 : ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

หลังจากปี 2485 เพียง 2 ปี ฟุตบอลประเพณีต้องถูกยกเลิกการแข่งขันอีกครั้ง และห่างหายไปยาวนาน 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2487-2491 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เรื่องทางการเมือง ทำให้ฟุตบอลประเพณีต้องถูกยุติการแข่งขัน

ไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการว่าเหตุใด ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ จึงถูกงดเว้นยาวนานถึง 5 ปี แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า เป็นผลกระทบมาจากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่ 2

อย่างไรก็ตาม หากมองตามข้อเท็จจริง ประเทศไทย มีส่วนร่วมกับสงครามโลก มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 แต่ในระหว่างปี 2484 ถึง 2486 ฟุตบอลประเพณียังคงแข่งขันโดยปกติ ดังนั้นการเข้าสู่สงครามโลก จึงไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลัก ของการงดกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองสถาบันศึกษา

แต่ถ้ามองตามหลักฐานทางหน้าประวัติศาสตร์แล้ว เหตุผลที่ทำให้ฟุตบอลประเพณีต้องพักการแข่งขันไปช่วงระยะหนึ่ง น่าจะเป็นผลพวงมาจาก “การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองภายในประเทศ” มากกว่า


Photo : www.khaosod.co.th

ย้อนไปในปี 2487 เข้าสู่ช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่น ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงจะฝ่ายแพ้สงคราม ไทยซึ่งเป็นพันธมิตรของญี่ปุ่น จึงอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศแพ้สงคราม ทำให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของไทยในเวลานั้น สูญเสียความนิยมอย่างหนัก และถูกเรียกร้องให้ออกจากตำแหน่งนายกฯ

ในวันที่ 1 สิงหาคม 2487 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังไม่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกรัฐสภา สิ้นสุดอำนาจของจอมพล ป. ในตำแหน่งนายกฯที่ยาวนานกว่า 5 ปี

แต่หลังจากที่จอมพล ป. ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงในเก้าอี้ผู้นำทางการเมืองไทยถึง 5 ครั้ง ภายในเวลาถึง 2 ปี

ช่วงเวลานั้น นักศึกษาธรรมศาสตร์ในเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น เหล่านักศึกษา กลายเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัวทางการเมือง จากสภาวะการเมืองในประเทศที่ไม่มั่นคง และต้องการเห็นบ้านเมืองพัฒนา ภายหลังจากช่วงจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทย ซึ่งเสียหายทั้งสภาพบ้านเมืองและภาคเศรษฐกิจ


Photo : www.silpa-mag.com

โดยเฉพาะหลังจากปี 2489 ที่ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรี แต่เกิดการทำรัฐประหารในปี 2490 จนนายปรีดี ต้องลี้ภัยทางการเมืองออกจากประเทศไทย ทำให้นักศึกษาธรรมศาสตร์จำนวนไม่น้อยหันหน้าเข้าสู่การทำกิจกรรมทางการเมือง

กระนั้น หลังจากฝ่ายทหาร สามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองได้แบบเบ็ดเสร็จ ในปีพ.ศ. 2491 ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ได้ถูกนำกลับมาจัดอีกครั้งในปี 2492

หลายคนอาจมองว่าที่ฟุตบอลประเพณีได้กลับมา เพราะเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากได้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในปี 2491 และอยู่ในตำแหน่งอีกยาวนานกว่า 9 ปี จนถึงปี 2500

แต่อีกมุมหนึ่ง มีความเชื่อกันว่า เหตุผลที่ฟุตบอลประเพณีกลับมาอีกครั้ง เป็นเพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้กลุ่มนักศึกษาของธรรมศาสตร์ กลับมามีส่วนร่วมทางกิจกรรมทางการเมือง จนถึงขั้นที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยตัวเอง


Photo : www.matichon.co.th

อีกทั้ง ฟุตบอลประเพณี สามารถใช้เป็นเครื่องมือ เป็นกิจกรรมเชิงสังสรรค์ ที่จะทำให้นิสิตและนักศึกษาของทั้งสองมหาวิทยาลัย เลิกสนใจความวุ่นวายทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลในเวลานั้น สามารถดำเนินนโยบายตามที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

เพราะนักศึกษาคือพลังสำคัญในช่วงเวลานั้น ที่ออกมาตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจและความยุติธรรมทางการเมืองอยู่เสมอ

 

ปี 2494 : กบฏแมนฮัตตัน

ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ กลับมาจัดได้เพียง 2 ปี ในพ.ศ. 2494 เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า “กบฏแมนฮัตตัน” ซึ่งทำให้ฟุตบอลประเพณีต้องถูกยกเลิกอีกครั้งในปีนี้ เพราะเกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


Photo : mgronline.com

เหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ถือเป็นอีกเหตุการณ์ครั้งสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ถูกชิงตัวโดยกลุ่มกบฏที่เรียกตัวเองว่าคณะกู้ชาติ และถูกจับไปขังบนเรือรบ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

เหตุการณ์ครั้งนี้ ถูกประกาศใช้กฎอัยการศึก เป็นครั้งแรกในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ไขสถานการณ์

แม้ว่ารัฐบาลจะสามารถชิงตัว จอมพล ป. กลับคืนมาได้ ด้วยการทิ้งระเบิดลงบนเรือรบ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ นำไปสู่การเสียชีวิตของทหารและพลเรือน กว่า 187 คน เป็นการสู้รบทางการเมืองที่ก่อความสูญเสียทางชีวิต มากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ผลพวงจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน ส่งผลกระทบมายังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากรัฐบาลตั้งข้อสงสัยว่า ศิษย์ลูกแม่โดม มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลในเวลานั้น อยู่ตลอด


Photo : www.matichon.co.th

ทำให้ในวันที่ 24 มิถุนายน 2494 รัฐบาลตัดสินใจส่งทหารเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมประกาศห้ามนักศึกษาชุมนุมทางการเมืองโดยเด็ดขาด ทำให้นักศึกษาไม่มีสถานที่เล่าเรียน ต้องระหกระเหินไปเช่าสถานที่ต่างๆ เพื่อดำเนินการเรียนการสอนต่อไป

กระทั่ง นักศึกษาธรรมศาสตร์ กว่า 3,000 คน ได้ทำการเข้ายึดมหาวิทยาลัยคืนในวันที่ 5 พฤศจิกายน เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายนักศึกษาจึงสงบลง

ด้วยความวุ่นวายทางการเมือง ที่มีนักศึกษาจากธรรมศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นนี้ จึงเป็นอีกครั้งที่ฟุตบอลประเพณี ประจำปี 2494 ต้องถูกยกเลิกไป

 

ปี 2516-2518 : เมื่องานประเพณี เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

“เราไม่เห็นด้วยกับฟุตบอลประเพณี แม้เสียงของเราจะไม่ดังเท่าเสียงแหกปากตะโกนของบรรดาผู้สนับสนุนที่ตะโกนตั้งแต่เช้ามืดยันสว่าง และเที่ยวตะโกนทั่วนครหลวง”

“แต่เชื่อว่าเสียงของเรามีเหตุผล เป็นเสียงของคนกลุ่มน้อยที่ไม่สามารถทนการกระทำบ้า ๆ บอ ๆ ของนักศึกษาจุฬาฯ-มธ.ในงานประเพณีฟุตบอลได้”

ข้อความข้างต้นเป็นแถลงการณ์ของกลุ่มนักศึกษาในชื่อ “กลุ่มสภาหน้าโดม” ซึ่งออกมาเรียกร้องเหล่านักศึกษาธรรมศาสตร์ให้ยกเลิกการทำกิจกรรมฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ในช่วงปี 2516


Photo : www.matichon.co.th

เนื่องจากหลังช่วงปี 2502 เป็นต้นมา ฟุตบอลประเพณี ถูกยกระดับให้เป็นงานรื่นเริงของนักศึกษา จากที่เคยมีแค่กิจกรรมแข่งขันฟุตบอล และกองเชียร์เพียงอย่างเดียว ได้มีการเพิ่มกิจกรรมต่างๆที่ทำให้งานสนุกและรื่นเริงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน งบประมาณที่ใช้ในการจัดงานได้เพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน

นักศึกษาธรรมศาสตร์จำนวนไม่น้อยในเวลานั้น ออกมาต่อต้านการจัดงานประเพณี เพราะมองว่าเป็นการใช้เงินที่เปล่าประโยชน์ ในช่วงที่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลานั้น

รวมถึงมองว่า เป็นการสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันและชิงดีชิงเด่น ระหว่างสองมหาวิทยาลัย มากกว่าจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์เหมือนจุดประสงค์แรกเริ่มของงานฟุตบอลประเพณี


Photo : www.bbc.com

ประกอบกับในช่วงเวลานั้น เหล่านิสิตนักศึกษา ได้หวนกลับไปให้ความสนใจและมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง จนนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญที่รู้จักกันดีในชื่อ “14 ตุลา 16”

ทำให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ตัดสินใจที่จะยุติ ไม่จัดงานฟุตบอลประเพณีเป็นระยะเวลา 3 ปีด้วยกัน นับตั้งแต่ปี 2516-2518 ก่อนที่จะกลับมาจัดงานอีกครั้งในปี 2519 ด้วยแนวคิดการจัดงานฟุตบอลประเพณีระหว่างสองสถาบัน ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วม และลดค่าใช้ง่ายในด้านต่างๆที่เป็นความฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น

 

ปี 2520 : ผลกระทบจาก “6 ตุลา 2519”

การจัดกิจกรรมฟุตบอลประเพณี กลับมาได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น แม้นักศึกษาธรรมศาสตร์จะเต็มใจกลับมาจัดงานบอลประเพณีอีกครั้งหนึ่ง แต่ในช่วงปลายปี 2519 ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญขึ้นอีกครั้ง กับเหตุการณ์ “6 ตุลา 19”


Photo : www.matichonweekly.com

การปราบปรามกลุ่มนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้นักศึกษาหลายคนเสียชีวิต ยังคงเป็นบาดแผลสำคัญของมหาวิทยาลัยจากย่านท่าพระจันทร์ ทั้งตัวนักศึกษา ผู้บริหาร และสถาบัน มีการเปลี่ยนแปลง และได้รับความบอบช้ำจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้การจัดงานฟุตบอลประเพณี ประจำปี 2520 ถูกยกเลิกไป ก่อนจะกลับมาจัดอีกครั้งในปี 2521

หลังจากปี 2520 ที่ฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ถูกยกเลิกจากผลพวงความเสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ฟุตบอลประเพณีได้ถูกจัดต่อเนื่องตลอด 36 ปีหลังจากนั้น โดยไม่มีการยกเลิกหรือเลื่อนการแข่งขันแต่อย่างใด

 

ปี 2557 : ความวุ่นวาย กลางเมืองหลวง

แม้ตลอดทั้งช่วงระยะเวลาปี 2521-2556 จะมีวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง แต่บทบาทของนักศึกษากับการเมืองไทย ได้ลดน้อยลงไปจากในอดีต นักศึกษาไม่ใช่แกนนำที่ออกมาเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนเป็นกลุ่มคนอื่นในสังคมที่หันมามีบทบาทด้านการเมืองแทนที่นักศึกษา

ประกอบกับ ความสำคัญของงานประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ที่เมื่อเวลาผ่านไป ความยิ่งใหญ่ของงานได้เพิ่มมากขึ้น กลายเป็นกิจกรรมคืนสู่เหย้า ของเพื่อนพี่น้องในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งสองสถาบัน ได้มาพูดคุยพบปะสังสรรค์ในทุกปี

Photo : www.thairath.co.th

ทำให้งานฟุตบอลประเพณี ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเกิดปัญหาภายในประเทศ ผู้บริหารและศิษย์ของของจุฬาและธรรมศาสตร์ ก็สามารถหาทางออก ให้งานสามารถจัดขึ้นได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม แม้บทบาทของนิสิตนักศึกษากับการมีส่วนรวมกับทางการเมืองบนพื้นที่ท้องถนนน้อยลง เมื่อเทียบกับในอดีต แต่งานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ให้นักศึกษาแสดงออกแนวคิดหรือความเห็นทางการเมือง

เช่น การทำหุ่นล้อเลียนการเมือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของฟุตบอลประเพณีในปัจจุบัน ที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2539-2540  (ส่วนการเดินพาเหรดและการแปรอักษรได้เริ่มต้นมาก่อนหน้านี้แล้ว)

Photo : www.matichon.co.th

การทำหุ่นล้อการเมือง เป็นช่องทางให้นิสิตนักศึกษา แสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อนำเสนอแง่มุมแก่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้ผู้ติดตามงานประเพณี ได้รับรู้ข่าวสาร และเชื้อเชิญให้ฉุกคิดมุมมองต่างๆทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ฟุตบอลประเพณีได้ถูกยกเลิกอีกครั้ง จากความวุ่นวายทางการเมืองที่ขยายวงกว้าง ทั่วกรุงเทพมหานคร จนกระทบถึงการจัดงานกระชับความสัมพันธ์ของสองสถาบันชั้นนำในเมืองไทย

สืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ซึ่งออกมาทำกิจกรรมทางการเมืองบนท้องถนน เพื่อขับไล่รัฐบาลของ นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปลายปี 2556 ไปจนถึงช่วงต้นปี 2557 ที่มีการบอยคอตการเลือกตั้งในช่วงต้นปี


Photo : www.komchadluek.net

ตลอดระหว่างช่วงการชุมนุม เกิดการปะทะและมีการใช้กำลังหลายครั้ง ระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนถึงการปะทะกันระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จนรัฐบาล ณ เวลานั้น ต้องประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) เพื่อควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง

ด้วยเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวลานั้น ทำให้ผู้บริหารทั้งสองสถาบัน ตัดสินใจหารือกัน และเลื่อนการจัดฟุตบอลประเพณี ครั้งที่ 70 แบบไม่มีกำหนด เนื่องจากเห็นว่าบ้านเมืองอยู่ในสภาวะไม่สงบ รวมถึงเกรงกลัวว่า หากจัดกิจกรรมฟตุบอลประเพณี ผู้มาร่วมงานอาจได้รับอันตราย จากกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง


Photo : www.tuasso.com

สุดท้ายการจัดงานฟุตบอลประเพณี ครั้งที่ 70 ไม่ได้ถูกจัดขึ้นในปี 2557 และถูกเลื่อนไปจัดในปี 2558 แทน ทำให้พ.ศ. 2557 ถือเป็นอีกปีที่ไม่มีการจัดฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์

ส่วนความวุ่นวายทางการเมืองของบ้านเรา ถูกลากยาวจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม ก่อนที่เหตุการณ์จะสงบลงด้วยการเกิดรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ คสช.

 

ปัจจุบัน : ฟุตบอลประเพณี จุฬา-มธ. ภาพสะท้อนบทบาทนักศึกษา ที่มีต่อสังคม

สำหรับครั้งล่าสุด ที่ไม่ได้จัดงานฟุตบอลประเพณี เกิดขึ้นในปี 2560 เพื่อเป็นการไว้อาลัย ต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

แต่หากมองถึงเหตุผลหลายครั้ง ที่งานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ต้องถูกงดจัดการแข่งขัน เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการเมืองไทย

ดังนั้นแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า งานฟุตบอลประเพณี คือภาพสะท้อน เรื่องราวทางการเมืองของประเทศไทย หากการเมืองไทยเกิดความวุ่นวาย หลายครั้งฟุตบอลประเพณีประจำปีต้องถูกยกเลิก เพื่อหลีกทางให้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางการเมือง


Photo : www.matichon.co.th

ขณะเดียวกัน งานประเพณีระหว่างทั้งสองสถาบัน ได้เป็นภาพสะท้อนบทบาทของนิสิตนักศึกษา ต่อเวทีการเมืองไทย ผ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลประเพณี

จากวันที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ต่อต้านการจัดฟุตบอลประเพณี จนถึงวันที่ขบวนล้อการเมืองในงานบอลประเพณี กลายเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญ ในทุกปีของกลุ่มนักศึกษา

ส่วนในอนาคต จะมีการงดการจัดงานประเพณีของทั้งสองสถาบันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่อาจทราบได้ แต่เชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย อยากเห็นงานกระชับมิตรระหว่างสองสถาบันจัดขึ้น ในทางหนึ่ง

เพื่อเป็นเครื่องประกันว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่สงบสุข ไม่มีปัญหาทางการเมือง เหมือนที่ผ่านมา

 

แหล่งอ้างอิง

https://mgronline.com/travel/detail/9480000089456
https://themomentum.co/thammasart-political-play-2018/
https://www.thairath.co.th/content/431045
https://prachatai.com/journal/2008/10/18702
http://www.unigang.com/Article/10189
https://education.kapook.com/view80321.html
https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_826130

หนังสือ แตกแถว ในวันที่ธรรมศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลง จัดทำโดย กลุ่มนิทรรศการการเมืองธรรมศาสตร์ องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2560

ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง