mainstand

Feature

10 แข้งเอเชียในฟุตบอลโลก 2018 ที่รับค่าเหนื่อยมากที่สุด



นี่คือนักเตะจากทวีปเอเชียที่ได้ลงเเข่งขันในฟุตบอลโลก 2018 และรับค่าเหนื่อยมากที่สุดในเวลานี้ ไล่ตั้งแต่ดาวยิงอันดับ 1 จนถึงกัปตันทีมจอมสังหารจุดโทษ … มีใครบ้างติดตามได้ที่นี่

 

คิม ยอง กวอน (เกาหลีใต้, กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ 30,000 ปอนด์)

กองหลังชาวเกาหลีใต้รายนี้อาจไม่ได้ค้าแข้งในยุโรปเหมือนกับเพื่อนร่วมชาติหลายๆคน ทว่าเขาก็มีรายรับไม่ธรรมดาจากการเป็นโควต้าเอเชียของกว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ ในไชนีส ซูเปอร์ลีก  

คิม ไม่เคยเล่นลีกอาชีพในเกาหลีใต้เลย โดยเริ่มจากการเล่นให้กับ เอฟซี โตเกียว และ โอมิยะ อาดิยา ในญี่ปุ่น จนกระทั่งในฤดูกาล 2012 เขาย้ายไปขุดทองในลีกจีนและพา กว่างโจว คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของจีนถึง  6 สมัยติดต่อกัน

การต่อสัญญาของเขาเกิดขึ้นหลังจากฤดูกาล 2017 จบลง โดยได้รับสัญญาในระยะเวลา 2 ปี รับค่าเหนื่อยราว 30,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

 

มุฮัมหมัด อัล-ชะห์ลาวี (ซาอุดิ อาระเบีย,อัล นาสร์ 34,000 ปอนด์)

ดาวยิงที่สมาพันธ์ฟุตบอลซาอุดิ อาระเบีย ส่งไปชุบตัวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนเข้าทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก 2018 รายนี้คือผู้แบกทีมอันดับ 1 ของทัพเศรษฐีน้ำมันอย่างแท้จริง

สโมสรแรกและสโมสรเดียวของ อัล-ชะห์ลาวี คือ อัล นาสร์ ที่เขาค้าแข้งมาตั้งแต่ปี 2009 ยิงประตูมากถึง 119 ประตูจาก 226 นัด  

ปัจจุบันในวัย 31 ปี อัล ชะห์ลาวี  รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 34,000 ปอนด์ จากการต่อสัญญาครั้งล่าสุดเมื่อเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยสัญญาฉบับนี้ทำให้เขาจะอยู่กับทีมไปจนถึงปี 2021 เลยทีเดียว

 

แมทธิว ไรอัน (ออสเตรเลีย, ไบรท์ตัน 35,000 ปอนด์)

"ผมเคยเล่นกับ แม็ตตี้ มาเเล้วตอนที่อยู่กับ คลับ บรูซ บอกเลยนี่คือ 1 ในประตูที่ดีที่สุดที่ผมเล่นด้วย เขามีพัฒนาการมากจนได้ย้ายไปบาเลนเซีย และที่สุดได้มาเล่นในพรีเมียร์ลีก ผมคิดว่าคุณบัติของเขาค่อนข้างรอบด้านสำหรับการเป็นประตูที่ดี เขาอาจจะไม่ได้สูงมากมาย แต่ร่างกายของเขาเป็นพวกนักกีฬาของแท้เลยล่ะ แข็งแกร่งจริงๆ แข็งแกร่งแบบไม่น่าเชื่อ" นี่คือสิ่งที่ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น บอกถึงความยอดเยี่ยมของ ไรอัน

นายด่านชาว ออสซี่ โด่งดังช่วงที่เล่นกับ คลับ บรูซ ทว่าหลังจากย้ายไปอยู่กับ บาเลนเซีย ในฤดูกาล 2016-17 เขากลับไม่ได้ลงเล่นเท่าที่ควร และเป็นมือ 2 ของทีมเท่านั้นและเมื่อฤดูกาลจบลงเขาก็ย้ายมาอยู่กับ ไบรท์ตัน ด้วยราคา 5 ล้านปอนด์ และรับค่าเหนื่อยที่ราว 35,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

ณ ลีกแห่งอังกฤษ ไรอัน ระเบิดฟอร์มเซฟอุตลุดจนพาทีมไบรท์ตันรอดตกชั้นได้สำเร็จ ความโดดเด่นของเขาคือ 1 ในปัจจัยที่ทำให้ทัพนกนางนวลหักปากกาเซียนได้สำเร็จอย่างแท้จริง


กี ซุง ยอง  (เกาหลีใต้, สวอนซี 36,000 ปอนด์)

กัปตันทีมชาติเกาหลีใต้รายนี้เข้ามาค้าแข้งในยุโรปมานานถึง 9 ปีเเล้วในเวลานี้ เขาเเจ้งเกิดกับ เอฟซี โซล และถูกเซลติก ซื้อตัวมาร่วมทีมด้วยราคา 2.1 ล้านปอนด์  

ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างหน้าตาหรือฝีเท้ากีก็สอบผ่านทั้งหมด เขาลงเล่นมากกว่า 90 เกม และพาทีมคว้าแชมป์สก็อตติช ลีกในฤดูกาล 2011-12 ก่อนจะได้ย้ายมาอยู่กับ สวอนซี หลังจากฤดูกาลจบลง

หนนี้ กี ซุง ยอง ยังร้อนแรงไม่เลิก เพียงปีแรกเขาพาทัพหงส์ขาวคว้าแชมป์ ลีก คัพ ได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีช่วงเวลาสั้นๆที่เขาย้ายไปอยู่กับซันเดอร์แลนด์ แบบยืมตัวเเละยังพาทีมคว้ารองแชมป์ลีกคัพในฤดูกาล 2013-14 อีกด้วย

แม้จะต้องมีบางช่วงที่มิดฟิลด์โสมขาวต้องรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ ทว่าหลังจากคืนสนามเขาก็กลับมาเป็นตัวหลักของสวอนซีเหมือนเช่นเคยจนได้รับการต่อสัญญาในปี 2015 ออกไปอีก 3 ปีและรับค่าเหนื่อยที่ราวๆ 36,000 ปอนด์

อย่างไรก็ตามในฤดูกาล 2017-18 ที่ผ่านมา สวอนซี พลาดท่าตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก จึงทำให้ กี ไม่ต่อสัญญากับสโมสร ณ ตอนนี้เขาเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์ และเชื่อเหลือเกินว่าหลังจากฟุตบอลโลก 2018 จบลง ดาวเตะวัย 29 ปี จะได้เล่นในพรีเมียร์ลีกต่อไปค่อนข้างแน่ โดย ณ ตอนนี้เขามีข่าวกับ เอฟเวอร์ตัน และคาดกันว่าหากเป็นเช่นนั้นค่าเหนื่อยของเขาอาจจะสูงขึ้นกว่าเดิมอีกก็เป็นได้

 

ยูโตะ นางาโตโมะ (ญี่ปุ่น, กาลาตาซาราย 41,000 ปอนด์)

ยูโตะ นางาโตโมะ จัดเป็นอีกหนึ่งนักเตะเอเชียที่เล่นเกมระดับสูงของลีกยุโรปได้แบบสบายๆ การยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเขา คือ ช่วงที่เล่นกับอินเตอร์ มิลาน ที่มีโอกาสได้ลงสนาม และพาทีมคว้าแชมป์ โคปา อิตาเลีย 1 สมัย

อย่างไรก็ตามงานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา อินเตอร์ เริ่มใช้งานเขาน้อยลงเรื่อยๆ และท้ายที่สุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมาขอย้ายไปอยู่กับ กาลาตาซาราย ด้วยสัญญายืมตัว และมีการเปิดเผยว่าแบ็คพลังไดนาโมรายนี้ได้รับค่าเหนื่อยถึง 41,000 ปอนด์เลยทีเดียว

ชีวิตใหม่ในเเดนไก่งวงของ นางาโตโมะ กลับมาเจิดจรัสโชติช่วงอีกครั้ง เมื่อเขากลายเป็นคนสำคัญของทีมทันทีในช่วงเวลาสั้นๆ และพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของ ตุรกี ครั้งแรกในรอบ 3 ปีอีกด้วย

ผลงานดังกล่าวทำให้เขากลับมาติดทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่อีกครั้งแบบถูกที่ถูกเวลา ซึ่งฟอร์มร้อนแรงกับ กาลาตาซาราย ส่งผลให้เจ้าตัวเป็น 1 ในตัวของหลักของทีมชาติญีปุ่นชุดฟุตบอลโลก 2018 ชุดนี้

 

ไมล์ เยดินัค (ออสเตรเลีย , แอสตัน วิลล่า 45,000 ปอนด์)

กัปตันใจเพชรของทัพออสซี่ มีความห้าวและเป็นผู้นำแบบเต็มเปี่ยม ในสถานการณ์กดดันที่ทีมต้องการคนขันอาสา เยดินัค จะมาก่อนใครเสมอไม่ว่าจะเป็นการยิงจุดโทษ และ ลูกฟรีคิกก็ตาม

เยดินัค เติบโตมากับสโมสรซิดนีย์ เอฟซี และได้เข้ามาทดสอบตัวเองครั้งแรกกับ เกนเบอร์ลิจี้ ทีมในลีก ตุรกี ในฤดูกาล 2009 ก่อนที่หลังจากนั้นปี คริสตัล พาเลซ ก็คว้าตัวเขาไปร่วมทีมทันที และมิดฟิลด์ชาวออเตรเลียรายนี้ก็กลายเป็นขวัญใจของทีม “ปราสาทเรือนแก้ว” และก้าวไปถึงการเป็นกัปตันทีมเลยทีเดียว

ทว่าหลังจากมีการปลด อลัน พาร์ดิว ออกจากทีม เยดินัค ที่ลงเล่นกับทีมมากกว่า 180 เกม ก็ย้ายไปอยู่กับ แอสตัน วิลล่า ที่ตกชั้นไปเล่นในเดอะ เเชมเปี้ยนชิพ แม้ว่าจะเป็นการถอยระดับลงไป 1 ขั้นแต่ เยดินัค ก็ได้รับค่าเหนื่อยเพิ่มมาถึง 15,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยในช่วงที่เล่นกับ พาเลซ เขาได้รับอยู่ที่ราวๆ 30,000 ปอนด์ ก่อนกลายมาเป็น 45,000 ปอนด์ในเวลานี้

 

อารอน มอย (ออสตรเลีย, ฮัดเดอร์สฟิลด์ 50,000 ปอนด์/สัปดาห์)

จะบอกว่า อารอน มอย คือมิดฟิลด์ตัวกลางที่มีทักษะการควบคุมเกมที่ดีที่สุดในเอเชียก็คงไม่ผิดนัก เพราะผลงานในฤดูกาล 2017-18 ของเขากับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ได้ยืนยันถึงความยอดเยี่ยมนี้เเล้ว

กองกลางชาวออสเตรเลียรายนี้เคยอยู่กับทีมในพรีเมียร์ลีกมาก่อนกับ โบลตัน แม้จะมีแววแต่ก็ไม่มีโอกาสได้ลงสนาม จนต้องกลับไปเล่นในลีกบ้านเกิดเป็นระยะเวลาถึง 7 ปี

“ผมมองไม่เห็นว่าตัวเองจะทะลุขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของโบลตันในเร็ววันนี้” มอยกล่าวกับ FFT “ดังนั้นผมจึงต้องเสี่ยงแล้วลองไปที่ไหนสักแห่ง”

การถอยไปตั้งหลักในบ้านเกิดทำให้ มอย ได้โอกาสกลับมาแก้ตัวใหม่ในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เมื่อ แมนฯ ซิตี้ ดึงตัวเขามาร่วมทีมด้วยสัญญา 3 ปี และปล่อยให้กับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทีมในระดับเดอะ เเชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาล 2016-17 ใช้งาน

มอย ตอบแทน ฮัดเดอร์สฟิลด์ ด้วยการพาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในการเพลย์ออฟ ก่อนที่ในฤดูกาล 2017-18 เขาจะพาทีมอยู่รอดบนลีกสูงสุดได้อย่างน่าชื่นชม และสุดท้าย ฮัดเดอร์สฟิลด์ ก็ซื้อขาดเขาด้วยราคาที่เป็นสถิติของสโมสร พร้อมกับรับค่าเหนื่อยมากที่สุดในทีมถึง 50,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์


มายะ โยชิดะ (ญี่ปุ่น , เซาธ์แฮมป์ตัน 50,000 ปอนด์/สัปดาห์)

กองหลังที่ดีที่สุดของเอเชีย คู่ควรกับเงินค่าเเหนื่อย 50,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์อย่างแท้จริงหลังจากพา เซาธ์แฮมป์ตัน รอดตกชั้นได้อย่างหวุดหวิดในฤดูกาล 2017-18

โยชิดะ ย้ายออกจาก นาโกย่า เเกรมปัส มาค้าแข้งในยุโรปครั้งแรกกับ เกงค์ ในปี 2009 ก่อนได้ย้ายไปอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน ในฤดูกาล 2012-13 ที่ “นักบุญแดนใต้” เลื่อนชั้นขึ้นมาพรีเมียร์ลีกพอดี

โยชิดะ ยืนเป็นปราการหลังตัวหลักของทีมมาอย่างยาวนาน แม้หลายครั้งจะมีการซื้อนักเตะใหม่ๆเข้ามาแต่เขาก็ยืนระยะได้เสมอ โดยเฉพาะช่วงที่จับคู่กับ เฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ในฤดูกาล 2016-17 คือปีที่แนวรับเลือดซามูไรรายนี้พีคที่สุด

หลังจากจบฤดูกาลดังกล่าว เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ไปเล่นฟุตบอลยูโรป้า ลีก และ โยชิดะ ก็รับรางวัลจากทีมด้วยการได้สัญญาใหม่เพิ่มออกไปถึง 3 ปี รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 50,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จนถึงตอนนี้

 

ชินจิ คากาวะ (ญี่ปุ่น, ดอร์ทมุนด์ 69,000 ปอนด์)

ก่อนที่ ซน ฮึง มิน จะขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของทวีปเอเชียนั้น ชินจิ คากาวะ คือผู้ครองตำแหน่งดังกล่าวมาก่อน  

เส้นทางของ คากาวะ นั้นคล้ายๆกับ ซน ฮึง มิน ไม่มีผิด เขายังไม่ทันได้พิสูจน์อะไรมากมายในเกมอาชีพของญี่ปุ่นก็เป็น ดอร์ทมุนด์ ที่ตาแหลมคว้าตัวเขาไปร่วมทัพด้วยราคาเพียง 500,000 ปอนด์เท่านั้น

การย้ายทีมครั้งนี้ทำให้ คากาวะ พัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดภายใต้การทำทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์

เขาเข้ามาและแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมาย คล็อปป์ มอบหมายให้เขาลงเล่นในตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์คอยปั้นเกมอยู่ข้างหลัง เลวานดอฟสกี้ และสิ่งที่ได้กลับมาคือ ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ลีก 2 สมัยติดต่อกันชนิดที่ว่าพี่ใหญ่ของลีกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ต้องอายแทบม้วนแผ่นดินหนี นอกจากนี้ผลงานส่วนตัวของคากาวะก็จัดอยู่ในคุณภาพระดับพรีเมี่ยม 2 ฤดูกาลกับเสือเหลือง เขาลงสนามไปทั้งหมด 71 นัดและยิงไป 29 ประตู  

ช่วงเวลานั้นไม่ใช่แค่ระดับเอเชียเท่านั้นเพราะ คากาวะ กลายเป็นเพลย์เมคเกอร์ที่ฮ็อตที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว

ทว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น คากาวะ ย้ายไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด แม้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับปีศาจเเดงได้ ทว่าผลงานส่วนตัวของเขาตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย และอยู่กับยูไนเต็ด ได้ไม่นาน

"ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของชินจิเขาเป็นกองกลางตัวรุกที่มีจมูกไวเบอร์ต้นๆคนหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย" คล็อปป์ กล่าวหลังเห็นศิษย์รักเสียท่าในเเดนผู้ดีเพราะถูกจับไปเล่นริมเส้น

ท้ายที่สุด คากาวะ ก็กลับมาตายรังที่ดอร์ทมุนด์  ในปี 2014 และรับค่าเหนื่อยราว 55,000 ปอนด์ ก่อนถูกขยายสัญญาไปในฤดูกาลล่าสุดด้วยการรับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นมาเป็น 69,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์


 

เคซึเกะ ฮอนดะ (ญี่ปุ่น, ปาชูก้า 74,000 ปอนด์ )

ในวัย 32 ปี ฮอนดะ อาจจะมีฝีเท้าที่โรยราลงไปบ้าง ทว่าในเรื่องของค่าเหนื่อยที่เขาได้รับนั้นสวนทางกับสังขารที่ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาไม่เฉียบขาดเหมือนครั้งเก่าก่อน

ฮอนดะ ยิงประตูจากลูกฟรีคิกในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2016-17 ช่วยให้ เอซี มิลาน กลับมาเล่นในเกมยุโรปอีกครั้งหลังห่างหายมานานหลายปี หลังจากนั้นเขาก็หมดสัญญากับทีม และกลายเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์ ก่อนไปค้าเเข้งในเม็กซิโกกับสโมสรปาชูก้า ทีมที่เพิ่งได้เงินก้อนโตจากการขาย เออร์วิง โลซาโน่ ให้กับ พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ในซัมเมอร์เดียวกัน

การที่เขาไม่มีค่าตัวทำให้ ฮอนดะ ได้ค่าเหนื่อยมากถึง 74,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จากระยะสัญญาทั้งหมด 2 ปี ซึ่งเงินจำนวนนี้มากกว่าตอนที่เขาอยู่กับ มิลาน เสียอีก  

แม้จะเป็นอย่างั้น ฮอนดะ ก็ยังยืนว่าเหตุผลเรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักของเขาแน่นอน "ผมอยากจะอยู่กับสโมสรที่ต้องการผมจริงๆ มีทีมจากยุโรปติดต่อผมบ้าง แต่ผมไม่อยากทำแบบนั้น ผมมาที่นี่เพื่อหาแรงจูงใจให้ตัวเองกับการท้าทายที่แสนจะสดใหม่"

ผลงานของ ฮอนดะ บอกเช่นนั้นเพราะตัวรุกชาวญีปุ่น ระเบิดฟอร์ม ยิงไป 10 ประตูทำไปอีก 7 แอสซิสต์ จากการลงเล่นทั้งหมด 32 นัดให้ปาชูก้า  ซึ่งหากจะเทียบกับฤดูกาลสุดท้ายของเขากับ “ปีศาจเเดงดำ” ฮอนดะ ยิงได้เพียง 1 ประตูเท่านั้น

 

ซน ฮึง มิน (เกาหลีใต้, สเปอร์ส 85,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์)

ไม่น่าแปลกใจสำหรับเบอร์  1 ของทวีปอย่าง ซน ฮึง มิน ดาวยิงจากเกาหลีใต้รายนี้

ซน ในวัย 25 ปี ไม่เคยผ่านประสบการณ์การเล่นอาชีพในบ้านเกิดเลย นั่นก็เพราะว่าเขาเปล่งประกายเกินกว่าที่เกาหลีใต้จะรั้งเขาอยู่ ย้อนกลับไปตอนอายุ 16 ปี เขาถูก ฮัมบูร์ก คว้าตัวไปร่วมทีมเยาวชนตั้งแต่ปี 2008 เลยทีเดียว

ซึ่งการเดิมพันของ ฮัมบูร์ก ก็ถูกต้องทุกอย่างเพราะเวลาเพียงปีเดียว ซน ก็ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของทีมได้สำเร็จ ก่อนถูกปั้นขายให้กับ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยราคา 10 ล้านยูโร ในปี 2013 และเจ้าตัวก็ยิ่งเล่นยิ่งดี 2 ปีกับทีมห้างยา เขายิงได้ถึง 29 ประตูจาก 87 เกมที่ลงสนาม สุดท้ายก็ได้ย้ายมาอยู่กับ สเปอร์ส ด้วยค่าตัว 22 ล้านปอนด์ในปี 2015  และถูกพัฒนาเป็นนักเตะที่ดีขึ้นภายใต้การฝึกสอนของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

2 ฤดูกาลหลังสุดกับไก่เดือยทอง ซน ยิงไปถึง 39 ประตู และเป็นรองเพียง เเฮร์รี เคน คนเดียว เท่านั้น นอกจากนี้เขายังกลายเป็นนักเตะเกาหลีใต้ที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย

"ในความฝันของคุณ คุณสามารถทำอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ ในเกาหลีใต้ เรามีคำกล่าวไว้ว่า คุณควรฝันให้มันยิ่งใหญ่ให้มากเกินกว่าแค่ใหญ่ นักฟุตบอลทุกคนอยากจะได้รางวัลอย่างบัลลงดอร์มาครอบครองและนั่นก็คือหนึ่งในความฝันของผมเหมือนกัน"  ซน พูดถึงความฝันของเขาแบบไม่มีกั๊ก

ก่อนฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่มขึ้นไม่นาน ซน เพิ่งได้รับการต่อสัญญากับ สเปอร์ส ออกไปอีก 2 ปี รับค่าเหนื่อยเพิ่มจาก 60,000 ปอนด์กลายเป็น 85,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และนั่นทำให้เขาเป็นนักเตะเอเชีย ที่มีรายรับมากที่สุดในฟุตบอลโลก 2018

 

ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง