mainstand

Feature

เล่าผ่านแฟนพันธุ์แท้ NBA : ‘มิลเลอร์ไทม์’ คุณครูของมือยิง 3 แต้มระดับพระกาฬยุคนี้



หลายคนเกิดมาท่ามกลางความไม่พร้อม หลายคนเกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทอง หลายคนเกิดมาต้องเริ่มจากศูนย์ แต่บางคนแค่เกิดมาก็ติดลบ เพราะมีร่างกายที่ไม่สมประกอบ


 

เช่นเดียวกับนักบาสฯ NBA เจ้าของฉายา “มิลเลอร์ไทม์” เขาคนนั้นคือ “เรจจินาล เวย์น มิลเลอร์” หรือ “เรจจี้ มิลเลอร์” ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ตลอดกาลของอินเดียน่า เพเซอร์

การเกิดมาติดลบ ทำให้เขาต้องพยายามหนักกว่าคนอื่น มันคือเรื่องยากที่จะกลับมาเดินได้ และทำตัวเองให้เป็นเหมือนกับคนในครอบครัวที่ส่วนใหญ่เป็นนักกีฬาอาชีพ ดังนั้น เรจจี้ จึงต้องมีตัวช่วย ...ใครจะรู้ว่าเขากลายเป็นเด็กที่แข็งแรง และ กลายเป็นมือยิง 3 แต้มที่แม่นยำที่สุดในยุคของเขาได้ ด้วยพลังการเปลี่ยนแปลงจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเท่านั้น

และนี่คือเรื่องราวของ จ้าของฉายา “มิลเลอร์ไทม์” ที่ถูกเล่าผ่าน วัชรินทร์ จัตุชัย  แฟนพันธุ์แท้บาสเก็ตบอล NBA

 

แกะดำของครอบครัว

มิลเลอร์นั้นเกิดมา ในครอบครัวที่อบอุ่น และพอมีอันจะกินในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ก็ต้องยอมรับความแตกต่างตั้งแต่เด็ก สมาชิกครอบครัวมิลเลอร์นั้นต่างเป็นนักกีฬาอาชีพกันทั้งนั้น โดยถูกคุณพ่อปลูกฝังให้รักในกีฬามาโดยตลอด ลูกๆทุกคนทำได้ดี...แต่มันไม่ใช่กับเรจจี้ มิลเลอร์จอมยิง 3 คะแนน ที่แค่จะเดินยังทำไม่ได้

เรื่องความน้อยเนื้อต่ำใจเกิดขึ้นได้แน่ หากเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ แต่โชคดีที่ มิลเลอร์ มีพี่น้องที่ไม่ได้ชิงดีชิงเด่น เพื่อเป็นลูกรักของคุณพ่อ โดยเฉพาะ เชอรีล พี่สาวของเขาที่กลายเป็นเหมือนเงาตามตัว เธอพยายามอยู่เคียงข้างเรจจี้เสมอ เพื่อป้องกันน้องชายจากความคิดที่ฟุ้งซ่าน และการโดนเด็กๆรุ่นเดียวกันกลั่นแกล้ง เพราะความอ่อนแอทางร่างกาย

“ตอนเด็กๆผมไม่สามารถที่จะเดินได้ มันมีความผิดปกติตรงร่างกายผม พี่สาวผม (เชอรีล) มักจะดูแล และปกป้องผมเสมอ” มิลเลอร์กล่าว

เขาไม่สามารถที่จะเดินเหินได้เหมือนคนทั่วๆไปตั้งแต่เด็กๆ มิลเลอร์มีปัญหาตั้งแต่บริเวณสะโพกลงมาจนเดินด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยเดิน และสร้างความแข็งแรงให้กับขาทั้งสองข้างอยู่หลายปี

จะมีคนให้กำลังใจขนาดไหน แต่เด็กก็คือเด็ก โลกของพวกเขายังเล็กเกินไปที่จะยอมรับความเจ็บปวดจากเรื่องเล็กน้อยๆได้ บางครั้งแค่เห็นคนอื่นเดินได้ ใจของ เรจจี้ ก็เตลิดไปไกลแบบเลี่ยงไม่ได้ บางครั้งเขารู้สึกท้อต่อโชคชะตาที่ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น

ผมได้แต่นั่งคิดนะว่า มันไม่ควรเป็นแบบนี้ บางครั้ง มันรู้สึกแย่นะ ตอนเด็กๆผมได้แต่นั่งมองนอกหน้าต่าง ดูพี่ๆน้องๆของผมออกไปเล่นกีฬากันข้าง นอกบ้านอย่างสนุกสนาน แต่ผมทําได้เพียงแค่ดู ผมอยากออกไปวิ่งแบบนั้นบ้าง” มิลเลอร์กล่าว

1 เดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาไม่ถอดใจที่กลับมาเดินให้ได้ และทำอะไรสักอย่าง อย่างที่ใจอยากทำ คือ เชอรีล พี่สาวที่คอยหาสิ่งที่น่าสนใจมามอบให้ เพื่อสร้างเเรงบันดาลใจให้กับน้องชาย จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งสองคน ก็โป๊ะเช๊ะให้กับกีฬาชนิดหนึ่งจนได้ นั่นคือ “บาสเก็ตบอล”

เชอรีลเองที่เป็นคนที่นําบาสเกตบอลมาสู่ชีวิตของเรจจี้ เธอจะคอยเปิดเทปต่างๆ และเล่าถึงความสนุกของบาสเกตบอลให้กับเรจจี้ฟังตลอดๆ ส่วนหนึ่งนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เรจจี้นั้นเกิด ความพยายามที่จะเอาชนะจิตใจตัวเอง และมาเดินได้เหมือนปกติ และจากความสุขก็กลายเป็นความเอาจริงเอาจัง สุดท้ายบทเรียนจาก เชอรีล ก็ได้ผล

 

มีวันนี้เพราะพี่ให้

เรจจี้ เริ่มเดินได้เหมือนเด็กปกติเมื่ออายุประมาณ 5 ขวบ แม้จะช้ามากหากเทียบกับพัฒนาการตามบทเรียน แต่ไม่เป็นไร เขามีเชอรีล ทั้งคนและ 2 พี่น้องจะไม่หยุดแค่เดินได้ โดยเฉพาะกับ เรจจี้ เมื่อสนุกกับการฟังและดูเทปบาสเก็ตบอลแล้ว เขาอยากจะลองด้วยตัวเองให้รู้ไปเลยว่าหากเล่นบาสฯจริงๆแล้ว จะสนุกเหมือนกับที่คิดไว้หรือไม่

“เมื่อผมเดินได้เหมือนคนทั่วๆไป สิ่งที่ผมเริ่มเลยก็คือให้เชอรีลสอนบาสเกตบอล” เรจจี้ กล่าว

เชอรีลนั้นสอนทักษะเบื้องต้นของบาสเก็ตบอลทุกอย่างให้กับเรจจี้ โดยเฉพาะการชู้ตและการเล่นตัวต่อตัว เรจจี้บอกว่าเขาต้องเล่นตัวต่อตัวกับพี่สาวเขาทุกๆวัน เชอรีลนั้นตัวสูงกว่าเขาด้วยซ้ำในขณะนั้น และ เรจจี้ก็มักจะแพ้เชอริลทุกครั้ง เขาช้ากว่า ตัวเล็กกว่า และทักษะการเลี้ยงลูกก็ด้อยกว่า… การแพ้บ่อยๆทำให้เขารู้ว่า เมื่อเล่นวงในเอาชนะไม่ได้ การชู้ตจากระยะไกล คือ ทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับคนที่ตัวเล็กกว่าอย่างเขา

ในวันที่เขาสามารถชนะ เชอริลได้  เรจจี้ ดีใจมาก สิ่งที่เขาคิดและการลงมือฝึกซ้อมส่งผลจนได้ … เชอรีล แพ้น้องชายเป็นครั้งแรกด้วยบทเรียนที่เธอไม่ได้สอน

“ผมบล็อคเธอได้ และชู้ตลูกผ่านมือของเธอและลงห่วงไป มันเป็นครั้งแรกที่ผมเล่นกันแล้วชนะเชอรีล” มิลเลอร์กล่าวถึงอดีต เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เรจจี้เริ่มรู้จักเรียนรู้ วิธีการเอาชนะ และเริ่มรู้จักวิธีการที่จะชู้ตในมุมสูง...และชัยชนะครั้งนี้เองกลายเป็นการถือกำเนิดไม้ตายก้นหีบของเขา

เรจจี้เริ่มเล่นบาสเกตบอลจริงจังและมีความมุ่งมั่นมาก จนเมื่อเขาเข้าเรียนที่ริเวอร์ไซต์ โพลีเทคที่
แคลิฟอร์เนีย แม้ว่าฝีมือของเขานั้นมีดีพอตัวจากการฝึกซ้อมกับเชอรีล แต่ทั้งโค้ชและเพื่อนๆ ต่างไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เรจจี้เป็น

โค้ชจากริเวอร์ไซต์นั้นบอกว่าเรจจี้นั้นตัวผอมไป และดูไม่สมส่วน จนหลายคน มองว่ารูปร่างแบบนี้จะสามารถเล่นบาสเกตบอลได้จริงหรือ? สิ่งที่เรจจี้ทําไม่ใช่การไปป่าว ประกาศว่าตนเองมีทักษะทางบาสเกตบอลที่ดี หรือไปบอกกับคนอื่นๆว่าเขาคือผู้เล่นประเภทชู้ตแม่น แต่เขาเลือกที่จะเอาคําที่หลายคนบอกว่าไม่สามารถเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลได้ เปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน เมื่อไม่ได้โอกาสก็ต้องพยายามขึ้นอีกเพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง

เขาเอาเวลานั้นไปฝึกซ้อมกับเชอรีลแทบทุกวัน วันๆหนึ่งเรจจี้ จะยิงบอลเฉลี่ย 500-700 ลูก และในทุกๆครั้งที่เขาซ้อมชู้ต คนที่อยู่กับเขาก็คือเชอรีล มิลเลอร์ พี่สาวของเขานั่นเอง เชอรีลเป็นทั้งคนส่งบอล เป็นทั้งพี่ที่คอยให้กําลังใจ และให้คําแนะนําเสมอๆในทุกๆวันที่เรจจี้ ส่งลูกบอลระยะไกลยัดลงห่วง

“เชอรีลบอกผมว่าผมทําได้ ในการเล่นนัดแรกให้กับทีมมัธยมฯผมทําคะแนนได้ เชอรีลจะมาแสดงความยินดีด้วย และตื่นเต้นมากเมื่อผมทำแต้มมากที่สุดในนัดนั้น”

เรจจี้นั้นแสดงให้โค้ชและเพื่อนๆ เห็นว่า คนที่เคยเดินไม่ได้ หรือชายรูปร่างผอม ไม่สมส่วน ที่หลายคนดูว่าไม่เหมาะกับบาสเกตบอลสามารถทําได้ และทําได้ดีมากๆ ด้วย มากพอจนเรจจี้ได้ทุนการศึกษาจากหลายต่อหลายที่ หนึ่งในนั้นคือ ยูซีแอลเอ มหาวิทยาลัยชั้นนําของประเทศ และที่ยูซีแอลเอนั้นเองที่ทําให้เรจจี้นั้นใช้ ความสามารถทางด้านบาสเกตบอลและการชู้ตให้ทุกคนเห็นว่า เขาคือของจริง เรจจี้ทําคะแนนรวม สูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ตลอดกาลให้กับมหาวิทยาลัย เป็นรองเพียงแค่คารีม อับดุล จาบาร์ อดีตศิษย์เก่าที่กลายเป็นตำนานนักยัดห่วงของ แอลเอ เลเกอร์ส นั่นเอง


ยิ่งสูงยิ่งหนาว

ด้วยความสามารถที่โดดเด่น รวมถึงมีจุดเด่นเฉพาะตัว ถึงแม้ว่าหลายคนยังจะมองว่าไม่สมส่วนความเป็นนักกีฬา เรจจี้นั้นถูกแมวมองจากหลายทีมใน NBA เข้ามาดูฟอร์ม และในปี 1987 เรจจี้ มิลเลอร์ถูกเลือกเข้าสู่ NBA โดยอินเดียน่า เพเซอร์ในอันดับที่ 11 ความจริงปีนั้นมีผู้เล่นระดับตํานานหลายคน อาทิ เดวิด โรบินสัน (อันดับ 1) สก๊อตตี้ พิพเพ่น (อันดับ 5) เควิน จอห์นสัน (อันดับ 7) โฮเรซ แกรนท์ (อันดับ 10) มัคซี่ โบ๊คส์ (อันดับ 12) มาร์ค แจ๊คสัน (อันดับ 18)

และเมื่อเพเซอร์ได้เลือก เรจจี้ มิลเลอร์ จากยูซีแอลเอ นั่นทําให้แฟนๆของทีมแทบทุกคนนั้นมึนงง และต่างตั้งข้อสงสัยว่า “เอามาทําไม?” จากที่ เรจจี้ คิดว่าจะได้เสียงปรบมือเป็นการต้อนรับ กลับกลายว่าได้ยินเป็นเสียงโห่ใส่

ประธานเพเซอร์ในขณะนั้นคือ ดอนนี่ วอลทซ์ ทำให้แฟนของทีมสงสัย พวกเขาไม่เข้าใจว่า ชายร่างผอมที่หนักไม่ถึง 190 ปอนด์จะเอาอะไรมาช่วยทีมได้ แฟนๆเริ่มไม่พอใจการเลือกเรจจี้เข้ามาสู่ทีม และคิดว่าต่อให้เข้ามาแล้ว เรจจี้ก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนทีมเพเซอร์ให้กลายเป็นทีมชั้นนําของลีกได้...แต่บ่นไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ เรจจี้ เซ็นสัญญาไปแล้วและหน้าที่ของเขาคือต้องพิสูจน์ตัวเอง

ในฐานะรุกกี้ บทบาทของเรจจี้คือตัวสํารองของจอห์น ลอง ตัวทําแต้มหลักของทีมที่เพเซอร์ไปเอามา จากดีทรอยต์ พิสตัน ความจริงก็คือความจริง เรจจี้ ไม่ได้รู้สึกน้อยอกน้อยใจอะไร กลับกันเขาต้องการเพียงแค่มีที่ยืนในลีก และ ต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาสามารถเป็นยอดนักบาสเกตบอลได้ สิ่งที่เรจจี้ทําเป็นประจําทุกๆ วันในปีที่เป็นรุกกี้คือ การคุยกับเชอรีล และการซ้อมที่หนักขึ้นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และแสดงให้โค้ชเห็น “ผมคุยกับเชอรีลบ่อยๆ ผมว่ามันน่าจะเป็นกันทุกๆคนในตอนที่เล่นปีแรกนะ ว่าต้องพยายาม แสดงให้โค้ชเห็นว่าผมทําได้”

เชอรีล ได้มอบความมั่นใจให้กับน้องชายเหมือนที่เคยทำมาตลอด คำพูดของเธอตบหน้า เรจจี้ และบอกให้เขารู้ว่าเมื่อมาถึงขนาดนี้เเล้วจะไปกลัวอะไร ห้าวเข้าไว้ และพิสูจน์ตัวเองซะ!

“เมื่อผมซ้อมมากขึ้น ผมก็มีความมั่นใจมากขึ้น ผมก็ห้าวมากขึ้นด้วยนะ”

ในการเจอกับ ไมเคิล จอร์แดน ของ ชิคาโก้ บูลส์ ที่ตอนนั้นเริ่มมีชื่อเสียง และถูกจับตามองมาก เรจจี้ในฐานะเด็กใหม่ ของลีกต้องการจะพิสูจน์ว่าไมเคิล จอร์แดน นั้นสมสมฉายา “แบล๊คจีซัส” ในขณะนั้นหรือไม่

การแข่งขันกับเพเซอร์ครึ่งแรกเขาทำได้ 10 คะแนน ขณะที่ไมเคิลทำได้เพียง 4 คะแนนเท่านั้น และเรจจี้ได้เข้าไปพูดกับไมเคิลว่า “คุณคิดว่าคุณเป็นใครกัน ไมเคิล จอร์แดน ผู้ยิ่งใหญ่ยังงั้นเหรอ” และเท่านั้นไมเคิลก็ได้สั่งสอนมิลเลอร์ด้วยการตบหน้าการทําแต้มในเกมนั้นเบาะๆไป 44 คะแนน ใน ขณะที่มิลเลอร์ทำได้เพียง 12 คะแนนเมื่อจบเกม ไมเคิลได้เดินไปหาเรจจี้พร้อมกับบอกด้วยน้ําเสียงราบเรียบว่า “อย่าพูดแบบนั้นกับแบล๊คจีซัสอีกนะ”

ความห้าวจากเชอรีลอาจจะทำให้เขากล้า และทำให้เขาขายหน้าในเวลาเดียวกัน แต่กระนั้นเรื่องอายมันเรื่องเล็ก เขาได้หยั่งเชิงกับ “แบล๊คจีซัส” และได้รู้ว่าของจริงมันเป็นอย่างไร นี่แหละคือสิ่งที่จุดไฟในตัวเขา และรู้ว่านอกจากฝีมือเเล้ว การมีอิทธิพลของผู้เล่นนั้นส่งผลต่อเกมการเเข่งขันมากๆ ด้วย

แม้ว่าจะเป็นบทเรียนที่มิลเลอร์เล่าทุกครั้งด้วยความสนุก แต่นั่นคือจุดเริ่มของการใช้ จิตวิทยาการคุยใส่คู่ต่อสู้ หรือ “แทรชทอล์ค” ที่เรจจี้เพิ่มเติมมานอกจากการฝึกยิงระยะไกล เรจจี้ ใช้เวลาต่อมาแย่งชิงตําแหน่งตัวจริงจากจอห์น ลอง ได้ ผ่านไป 3 ปีเขาก็ได้กลายเป็นผู้นําทีมของ เพเซอร์ และแสดงให้ทุกๆคน แฟนๆที่เคยโห่ใส่เขาในตอนแรกว่า เขาสามารถทําได้ และจะเป็นคนสร้างชื่อเสียงให้กับเพเซอร์เอง

เพียงแค่ 3 ฤดูกาลกับเพเซอร์เรจจี้ก็สามารถทําเฉลี่ยได้ถึง 24.6 แต้มต่อเกม ทําให้ดอนนี่ วอล์ซ ผู้จัดการทั่วไปของทีมถึงกับบอกว่า “เชื่อผมเถอะว่า เรจจี้จะเป็นทุกๆอย่าง ของเพเซอร์ในอนาคต เขาจะทําให้พวกคุณเห็นว่าเขาคือของจริง เขามีอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่เหลือเชื่อมากคือการยิงไกล”

และก็เป็นอย่างที่วอล์ซบอกจริงๆ เรจจี้นั้นทําให้เพเซอร์เข้ารอบเพลย์ออฟ สร้างตํานานบทใหม่ของลีก และยังเป็นผู้เล่นเพเซอร์ที่ได้รับคัดเลือกให้เล่นในเกมส์ออลสตาร์ ขณะที่ เพเซอร์นั้น ก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนําของลีกคู่กับนิวยอร์ค นิกส์ในขณะนั้น

“เท่าที่ผมจําได้นะ ทุกๆครั้งที่เราเจอ กันกับนิกส์ จะเล่นกันเกินร้อย” เรจจี้และนิกส์นั้นเป็นเหมือนของสแลงกันในยุค 90’ สื่อถึงขึ้นมีการ ตั้งฉายาให้กับเรจจี้ มิลเลอร์ด้วยว่า “เดอะนิกส์คิลเลอร์” หรือผู้ฆ่านิกส์นั้นเอง

“ผมก็ไม่รู้นะว่าทําไม อาจเป็นเพราะเราเล่นกันเต็มที่ และทุกๆคนต่างมีอารมณ์ร่วมในเกมก็เป็นไปได้” เรจจี้กล่าว ซึ่งการทํา 8 คะแนนใน 8.9 วินาทีของเรจจี้ รวมถึงการไปแทรชทอล์คใส่ สไปค์ ลี ผู้กํากับชื่อดังที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของนิวยอร์ค นิกส์นั้นสร้างสงครามที่ระอุเพิ่มขึ้น รวมถึงการที่ เรจจี้ไปทําท่าบีบคอให้กับ สไปค์ ลี ดูหลังจากที่ทําไป 8 คะแนนใน 8.9 วินาที 

มันเป็นการแสดงปฏิกิริยาของผมกับสไปค์ เราต่างเคารพกันนะ แต่มันคงเป็นเพราะโมเมนตัมของเกมนั้นกําลังมา มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อมองย้อนไปมันเป็นเกมที่สนุกมาก” เรจจี้พูดถึงการเจอกันของเพเซอร์กับนิกส์ในรอบเพลย์ออฟปี 1994 ที่ดุเดือดและเป็นตํานาน ซึ่งเรจจี้ก็ได้ทิ้งท้ายไว้แบบตรงๆ ตามสไตล์ว่า “ผมพูดตรงๆเลย ผมเป็นแฟนเดนตายของนิวยอร์ค นิกส์ตั้งแต่เด็กๆเลยนะ และมันก็ยังคงเป็นอยู่ มันก็แปลกๆดี เพราะเขาตั้งฉายาให้ผมว่านิกส์คิลเลอร์”

 

นักเรียนของเชอรีลสู่คุณครูแห่ง NBA

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเพเซอร์นั้นจะครบเครื่อง และเป็นยอดทีมเพียงใดก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่มิลเลอร์ต้องการเสมอคือ “แชมป์ NBA” ในปี 1997-98 ทีมเพเซอร์นั้นพร้อมมาก จนถึงกับเจ้าตัวเอ่ยปากว่า ชุดนี้คือชุดที่ดีที่สุดชุดนึงที่เคยเล่นด้วย และจะชนะชิคาโก้ บูลส์ที่มี ไมเคิล จอร์แดน, สก๊อตตี้ พิพเพ่น และเดนนิส ร๊อดแมน ได้แน่นอน เพเซอร์ในขณะนั้นมีทั้งเรจจี้ มิลเลอร์, แอนโทนี่ เดวิส, ริค สมิธ, มาร์ค แจ๊คสัน รวมถึงสํารองระดับเกรดเออีกหลายคน แต่ก็ไปไม่ถึงดวงดาว แพ้ให้กับบูลส์ของ ไมเคิล จอร์แดน คู่ปรับเก่าของเขานั่นเอง

กระนั้นเรจจี้ก็ไม่ยอมแพ้ เเหวน NBA คือสิ่งที่เขาต้องการ เพียงแต่ว่าเขาก็ทําได้ใกล้เคียงเพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น โดยเพเซอร์ยุคของมิลเลอร์นั้นพ่ายต่อเลเกอร์สที่มี “แชค” ชาคีลล์ โอนีลล์ และโคบี้ ไบรอันต์ ไป

หลังจากจบยุคที่ว่ากันว่าดีที่สุดของเพเซอร์ไปแล้ว เรจจี้ก็ยังคงไม่ย้ายไปไหน เพราะคําตอบสั้นๆง่ายๆว่า “นี่คือบ้านผม” เพเซอร์ยุคใหม่นั้น มีแต่มิลเลอร์ที่ยังคงอยู่ แต่ก็ยังมีสายเลือดใหม่ที่เป็นดาวรุ่งของทีมเข้ามาเติมเต็มอย่างเจอร์เมน โอนีลล์ ยอดเซนเตอร์ ซึ่งตอนนั้น เป็นดาวรุ่งและเป็นแกนนําของเพเซอร์เลย

เรจจี้ มิลเลอร์ก็บอกถึงบทบาทตนเองในขณะนั้นว่า "ในทีมของเราตอนนี้เจอร์เมนนั้นเป็นตัวหลักของทีมเรา หน้าที่ผมคือสนับสนุนเขาเพื่อให้ทีมได้แชมป์" และโอนีลก็ตอบสนองมิลเลอร์มาก ในล๊อคเกอร์รูม เขาและเรจจี้เป็นคนกระตุ้นทุกๆคน ซึ่งประโยคที่ เจ้าตัวพูดตลอดจนทําเอามิลเลอร์น้ําตาซึมก็คือ "เราต้องชนะ เพื่อลุงเร็จโว้ยทุกคน”

เจอร์เมน โอนีลล์ นั้นเคารพ เรจจี้ มิลเลอร์มาก ในเกมส์ที่เจอกับ มิลวอกี้ บัคส์ เขาทําไป 55 คะแนน แต่ก็ยังเหลือเวลาในการทําคะแนนอีก แต่เจ้าตัวขอออกไปนั่งข้างสนาม เพราะถ้าเล่นอีกอาจทําแต้มเกินที่มิลเลอร์ทํา ซึ่งเขาให้เกียรติแต้มที่ มิลเลอร์เคยทําไว้ 57 แต้มที่เป็นสถิติตลอดกาลของทีมในเวลานั้น

ในปี 2005 เกมสุดท้ายของเรจจี้ มิลเลอร์ กับ เพเซอร์ และ NBA เขาไม่ทิ้งลายด้วยการทําไปถึง 27 คะแนน และขณะที่เหลือเวลาในสนาม 15.7 วินาทีก่อนจะหมดเวลา เรจจี้ได้ก้าวเท้าออกนอกสนาม ผู้เล่นของ พิสตัน ทีมฝั่งตรงข้ามนั้นได้เข้ามาสวมกอดเรจจี้ มิลเลอร์ “ผมเติบโตมา โดยดูเขาเป็นต้น แบบ มันรู้สึกดีที่ได้เล่นกับเขาในวันที่เขารีไทร์ แต่ใจนึงมันก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น” ริป แฮมิลตัน การ์ดของพิสตันที่เข้ามาสวมกอดเรจจี้เป็นคนแรกๆกล่าว นอกจากนั้นชอนซี่ บิลลัพก็ได้บอกว่า “เรจจี้ มิลเลอร์คือตํานาน” ในนัดสุดท้ายของเรจจี้เล่นเอาแฟนๆในสนามนั้นน้ําตาซึม ปิดฉากการเล่นอาชีพกว่า 18 ปีกับอินเดียน่า เพเซอร์ทีมๆเดียว

แรงบันดาลใจของเรจจี้ มิลเลอร์นั้นถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น “ผมเลือกที่จะใส่หมายเลข 31 ตามเรจจี้ มิลเลอร์ เพราะผมดูเขามาตั้งแต่ผมเริ่มเล่นบาสฯ เลย ผมฝันว่าผมอยากยิงให้ได้เหมือน เขา” ชอน แมเรี่ยนอดีตออลสตาร์ของทีม ฟีนิกซ์ ซันส์กล่าว นอกจากนั้นราชาสามคะแนนยุคใหม่อย่าง สเตฟ เคอรี่ก็ได้กล่าวว่า “ผมดูเรจจี้มาตลอด ผมประทับใจเขามาก ผมขอบคุณสิ่งที่เรจจี้นั้นทํา มาตลอด และผ่านมาสู่รุ่นของผม” เคอรี่ที่ตอนนี้ยิง 3 คะแนนลงมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 รองจาก เรจจี้ มิลเลอร์กล่าว

แม้ว่าจะเลิกเล่นไปแล้ว และสร้างตํานานให้กับลีคอย่างมากมาย รวมถึงมีเรื่องราวให้เล่าขานกันต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่เรจจี้นั้นก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากบาสเกตบอล พี่สาวของเขา เชอรีล มิลเลอร์ เห็นแววของน้องชาย เลยได้ชักชวนเรจจี้ มาเป็นผู้วิเคราะห์บาส NBA ให้กับ TNT ซึ่งเจ้าตัวก็ชอบมาก และดูเหมือนว่าไปได้ดีเลยทีเดียวกับบทบาทด้านนี้ ซึ่งเรจจี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จากเด็กผอมกะหร่อง เดินไม่ได้ และไม่มีวี่แววจะเป็นนักบาสเกตบอลได้ จนถูกหลายคนปรามาส เหยียดหยาม และดูถูก จะสามารถเอาชนะ ลุกขึ้นสู้และผลักดันตัวเองจนให้เป็นนักบาสผู้ยิ่งใหญ่ของ NBA ได้

และ “เรจจีนาล เวนย์ มิลเลอร์” ก็สามารถพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า ถ้าตั้งใจ ทุกอย่างเป็นไปได้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง