mainstand

Feature

รู้จัก ‘สตีเฟน คอนสแตนติน’ โค้ชอังกฤษที่เก่งที่สุด ผู้พาอินเดียพิฆาตช้างศึก



"ไม่มีใครลงไปเล่นแล้วคิดไว้ก่อนว่าจะชนะ 4-1 หรือ 5-1 อยู่แล้ว คุณเล่นดี คุณสร้างโอกาสได้ คุณก็ยิงได้ และผมเองก็ดีใจมากกับเรื่องนี้"


 

กุนซือทีมชาติ อินเดีย กล่าวถึงการถล่มเอาทีมชาติไทยไป 4-1 ในนัดเปิดสนามของศึกเอเชียนคัพ 2019 ต้องยอมรับว่าสำหรับคนไทยนี่คือสกอร์ที่ “ช็อค” เหลือเกิน เอาล่ะ...ก่อนเกมแม้เราจะรู้มาว่า อินเดีย พัฒนาตัวเองขึ้นมา แต่อย่างน้อยๆพวกเขาคือทีมที่ "น่าจะ" อ่อนกว่า บาห์เรน และ ยูเออี เจ้าภาพแน่ ดังนั้นเป้าหมายของไทยที่วางกันไว้คือ "เก็บเกมแรกให้ได้" กับทีมที่เราเชื่อว่า "อ่อนที่สุดในกลุ่ม"  

แต่ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น จอน คอนสแตนติน อาจจะพิฆาตผี แต่ สตีเฟ่น คอนสแตนติน คนนี้พิฆาตช้างศึกให้แพ้เละแบบหมดรูป  

ภาพจำฝังหัวของคนไทยเปลี่ยนไปทันทีหลังเกมนี้จบลง นักเตะอินเดียตัวใหญ่, ฟิต, มุ่งมั่น และ เฉียบขาดกว่าอย่างชัดเจน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ อินเดีย เป็นเพียงชาติที่แทบจะไม่มีพิษสงเรื่องฟุตบอลเลยด้วยซ้ำ หากกางสถิติเอาตั้งแต่ช่วงปี 2010 ถึงปี 2015 ก่อนที่ คอนสแตนติน จะเข้ามาทำในสิ่งที่เรียกว่า "Mission: Impossible" ... เป็นครั้งที่ 2

 

สตีเฟน คอนสแตนติน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับการคุมทีมชาติ อินเดีย ของ คอนสแตนติน เขาเคยทำมาก่อนเเล้ว 1 ครั้งในช่วงปี 2002 ถึงปี 2005 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจดจำของวงการฟุตบอลแดนภารตะ เพราะคอนสแตนติน พาทีมพัฒนาขึ้นมาก จากอันดับฟีฟ่าแรงกิ้งระดับ 170 ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 109 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ของ อินเดีย ในขณะนั้นแล้ว

นอกจากนี้ คอนสแตนติน ยังเหมาทำทีมชุดเยาวชนแทบทุกรุ่น ในปี 2004 เขาพาทีมชาติ อินเดีย ชุดยู 18 เข้าชิงฟุตบอลเอียน รัช คัพ ที่ประเทศเวลส์ ก่อนจะคว้าแชมป์ด้วยการเอาชนะ โบตาโฟโก้ สโมสรจากบราซิลไป 3-0 ซึ่งหนึ่งในในทีมชาติอินเดียชุดยู 18 ชุดนั้นคือ สุนิล เชตรี กองหน้าวัย 34 ปี ที่ยิงใส่ทีมชาติไทย 2 ลูกนั่นเอง      

เรียกได้ว่านอกจากเขาจะทำชุดใหญ่ให้เเข็งแกร่งแล้ว คอนสแตนติน ยังทำให้เด็กๆในอินเดียเชื่อว่า พวกเขาสามารถเป็นนักฟุตบอลที่ดี และลงเล่นจนจบเกมด้วยการเป็นผู้ชนะได้อีกด้วย

อย่างไรเสียเขาก็เป็นแค่โค้ช ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจอะไรได้มากกว่านั้น ช่วงเวลานับตั้งแต่ปี 2002 อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับอันดับบนตารางคะแนนของฟีฟ่า แต่องค์ประกอบอื่นๆสวนทางทั้งหมด ลีกอินเดียขาดทุนมีหลายทีมต้องล้มเลิกการทำทีมไป และท้ายที่สุดก็กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง ซึ่ง คอนสแตนติน ก็รับผลกระทบตรงนั้นไปด้วยการออกจากตำแหน่งในปี 2005

"อินเดีย เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและท้าทายที่แท้จริง ผมพาทีมคว้าแชมป์ถ้วย LG คัพ (ฟุตบอลรายการพิเศษ อินเดียส่งทีมชุดยู 23 ลงแข่งเมื่อปี 2002 และคว้าแชมป์) ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศในรอบ 40 ปี ตอนนั้นมีแฟนบอล 10,000 คนรอรับที่สนามบิน และเราเคยลงเล่นกับญี่ปุ่นโดยมีแฟนบอลมาเข้าชมถึง 1 แสนคนมาเเล้ว"

"อินเดียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ เรารู้ดีว่าแต่ละรัฐของประเทศนี้มีปัญหาของตัวเอง แน่นอนว่าทุกฝ่ายพยายามจะช่วยกันสะสาง แต่ว่าการจะทำให้ทุกคนมองเห็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย" คอนสแตนติน ให้สัมภาษณ์ไว้ในภายหลัง

หลังออกจากตำแหน่ง คอนสแตนติน เข้าสู่โหมดโค้ชอันเดอร์ด็อกแบบเต็มรูปแบบ ไม่มีทีมไหนมีชื่อพอที่คนไทยคุ้นหู เขาเคยกลับไปทำงานที่อังกฤษ แต่ก็ไม่ใช่ตำแหน่งนายใหญ่เป็นเพียงสต๊าฟฟ์โค้ชให้กับ มิลวอลล์ อยู่ 1 ปี จากนั้นก็เข้าสู่โครงการ "ลุยทั่วโลก" และ “ไม่เลือกงานไม่ยากจน” ของแท้ ทีมชาติ มาลาวี, ซูดาน, รวันด้า รวมถึงหลายสโมสรในลีกไซปรัส เขาก็เคยผ่านงานมาเเล้ว


Photo : www.wsj.com

หน้าฉากคุณอาจจะเห็นเขาคุมแค่ทีมเล็ก เล่นอย่างไรก็แพ้ใช่ไหม? ลองคิดดูอีกทีแล้วกัน เพราะการไปทั่วโลกของ คอนสแตนติน ทำให้สื่อใหญ่ในอังกฤษอย่างเดลี่ เมล์ ยกให้เขาเป็น "โค้ชอังกฤษที่เก่งที่สุด"  ด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าผลงานในสนามแข่ง

 

นักผจญภัย

เบื้องหลังการคุมทีมลงสนามของ คอนสแตนติน ใน 3 ทวีปทั่วโลก มีหลายเรื่องราวมากเหลือเกิน มากเกินกว่าที่เราคิดว่าคนหนึ่งคนจะต้องเจอในหนึ่งช่วงชีวิต

ช่วงที่เขาคุมทีมชาติเนปาล (ปี 1999-2001) เขาเลือกที่จะขัดคำสั่งภรรยาเดินทางมาจากอังกฤษมาคุมทีมในแดนไกล แถมสัญญา ณ เวลานั้นที่สมาพันธ์ฟุตบอลเนปาลเสนอมีมูลค่าเพียง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนเท่านั้น แต่เขากลับตอบรับแบบทันที


Photo : www.dailymail.co.uk

นอกจากเงินจะน้อยแล้วมันก็ไม่ใช่งานสบาย … ณ เนปาล ภรรยาและลูกสาวคนแรกของเขารอดูทีท่าอยู่ที่อังกฤษ 3 เดือน ก่อนจะบินตามมาอยู่ด้วย ทว่าโชคไม่ดีนักที่จากนั้นไม่นานกลุ่มลัทธิ Maoists กลับสร้างความจลาจลก่อเหตุการณ์ไม่สงบจนกระทบต่อทีมฟุตบอล รวมถึง คอนสแตนติน ที่หัวเดียวกระเทียมลีบในต่างแดนต้องขอความช่วยเหลือกับนักเตะผู้รักษาประตูทีมชาติเนปาล ที่มีอาชีพหลักเป็นตำรวจ ให้นำรถหุ้มเกราะมารับเมียและลูกของเขาที่บ้านเพื่อพาไปส่งถึงรันเวย์สำหรับการลี้ภัยกลับไปยังอังกฤษ

แม้จะยากลำบากอย่างไรแต่ดูเหมือนงานของเขาจะยอดเยี่ยม เนปาล ลงเล่น ในรายการ South Asian Games ปี 1999 ด้วยการเป็นเจ้าภาพก่อนจะชนะ มัลดีฟส์ ในรอบตัดเชือก 2-1 (ก่อนเข้าป้ายรองแชมป์) แต่ที่สร้างประสบการณ์ให้เขากลับไม่ใช่เรื่องของชัยชนะ เพราะหลังจากคว้าชัย คอนสแตนติน ดันลืมตัวกระโดดกอดกับราชวงศ์เนปาลจนล้มกลิ้งกับพื้น ช็อตนั้นทำเอาชาวเนปาลอ้าปากค้างเพราะกฎของประเทศคือคนทั่วไม่อนุญาตให้สัมผัสกับราชวงศ์โดยตรง แต่เอาเถอะ เมื่อบอลชนะทุกคนชอบใจแม้แต่ตัวราชวงศ์เอง และความสนิทสนมระดับนั้นทำให้หลังจากที่ คอนสแตนติน หมดสัญญาเขาก็ได้รับเกียรติประดับยศสูงสุดสำหรับชาวต่างชาติ ที่มาอาศัยอยู่ในเนปาลด้วย

ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ฝั่งเอเชียเท่านั้น ช่วงที่เขาไปอยู่ในทวีปแอฟริกากับ ซูดาน และ มาลาวี ก็ไม่ธรรมดา...


Photo : soccerphile.blogspot.com

คอนสแตนติน คุมทีมชาติ มาลาวี ในช่วงปี 2007-08 เขาก็เจอกับประสบการณ์แปลกๆอีกครั้ง เพราะในแคมป์เก็บตัวทีมชาติวันแรกที่เขาเดินเข้ามา ก็แทบกระเป๋าหลุดมือด้วยความช็อคเลยทีเดียว เพราะสภาพช่างเหมือนกับฝันร้าย เตียงในแคมป์ไม่มีผ้าปูที่นอน และที่สำคัญคือมันไม่มีแม้แต่ที่นอนเลยด้วยซ้ำ เป็นเตียงไม้แบบดิบๆ และอุปกรณ์เดียวที่แถมมาให้คือมุ้งกันยุงเพื่อป้องกันโรคมาลาเรียที่ฆ่าชาวแอฟริกันไปเป็นล้านๆคน

นอกจากนักเตะจะไม่มีวินัยมาซ้อมบ้างไม่มาบ้างตามอารมณ์ ยังต้องเสี่ยงตายกับการโดนยุงกัดอีกต่างหาก เสี่ยงคูณสองแบบนี้ เขาจึงลาออกจากตำแหน่งและไปหากินในที่ที่ไม่ไกลกันนักอย่าง ซูดาน

หนีเสือปะจระเข้เป็นอย่างไร เขาจึงได้รู้กันในวันนั้นนี่เอง…

เขานั่งเครื่องบินจาก มาลาวี มายัง ซูดาน และเมื่อเริ่มจัดแจงอะไรพร้อมสรรพเขาไปยังสถานทูตอังกฤษทันทีเพื่อไปเรียนรู้ว่ามีสิ่งใดที่เขาควรรู้บ้างสำหรับการย้ายมาในประเทศนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้ยินเขาควรจะรู้สึกว่าโชคดีมากๆที่มาถามถึงสถานฑูต เพราะเขาถูกเตือนว่า "อย่าออกมาเดินนอกถนนเด็ดขาด ประเทศนี้กำลังจะมีการปฎิวัติ และคาดว่าจะมีการจับกุมประธานาธิบดี โอมาร์ ฮัล บาชีร์ ในอีกไม่กี่วัน"  


Photo : www.wsj.com

หลังจากนั้นเขาก็ไปไหนมาไหนด้วยการมีกำลังตำรวจยืนเป็นแบ็คกราวด์เสมอ แม้จะดูเท่ แต่ความจริงแล้วชีวิตของเขา ตาย และ รอด ห่างกันแค่คืบเดียวเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องการคุมทีมลงเล่นอะไรเลย เพราะแค่ใช้ชีวิตก็ต้องระเเวดระวังอยู่ตลอด ซึ่งแน่นอนว่าความลำบากที่เกินทนทำให้เขาไม่พร้อมเสี่ยงตาย เพราะยังมีครอบครัวให้ดูแล และนำมาซึ่งการลาออกหลังจากรับงานได้แค่ปีเดียวเท่านั้น ก่อนที่จะไปทำงานในลีกประเทศไซปรัส และวกกลับมาแก้ตัวใหม่ที่ แอฟริกา ดินแดนที่เขาไม่เคยแสดงความสามารถออกมาได้เต็มที่

ปี 2014 เขาคุมทีมชาติ รวันดา และเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทีมไปมาก เหมือนกับที่เขาทำอินเดียในตอนนี้ ความฟิตและความทันสมัยถูกนำมาใส่ให้กับนักฟุตบอลในทีม และนักเตะในทีมพร้อมใจเล่นเพื่อเขานั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม รวันดา จึงเอาชนะทีมแกร่งในทวีปอย่าง คองโก ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอล แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2015 รอบคัดเลือกรอบสุดท้ายได้สำเร็จ รวมไปถึงการไต่อันดับฟีฟ่า แรงกิ้งไปถึงอันที่ 68


Photo : www.kigalitoday.com

อย่างไรก็ตามความซวยในกาฬทวีปยังไม่จบ เมื่อรวันดาถูกตัดสิทธิ์เพราะ แดดี้ บิโรรี่ กองหน้าของทีม ทำผิดกฎด้วยการถือพาสปอร์ต 2 เล่มของทั้ง คองโก และ รวันดา ซึ่งเป็นกฎต้องห้ามของสหพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา แม้จะพยายามอุทธรณ์แล้วแต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล ความผิดหวังบังเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง แต่ คอนสแตนติน ทำเช่นเดิม นั่นคือการเตรียมหาการผจญภัยครั้งใหม่ ให้กับตัวเอง

แม้การผจญภัยจะเร้าใจไปพร้อมๆกับการความโชคร้าย แต่ประสบการณ์ตลอด 10 ปี ได้มอบอะไรให้เขาหลายอย่างแบบที่ไม่มีใครเหมือน และในปี 2015 อินเดีย กำลังมองหาโค้ชคนใหม่ หลังจากกุนซือ วิม โคเวอร์แมน หมดสัญญาไป

 

ครั้งที่ 2 … อินเดียของจริง

10 ปีจากวันที่ต้องออกจากตำแหน่งกุนซือของทีมชาติอินเดียเพราะเหตุผลของการบริหารภายใน ที่สุดเเล้วเขากลับมาอีกครั้ง กุนซือชาวอังกฤษใช้เวลาที่ห่างหายไปลุยไปทั่วโลกจนได้ฉายาว่า "โค้ชอังกฤษที่เก่งที่สุด" พร้อมสานงานต่อในเเดนภารตะอีกครั้ง

"อย่างแรกเลยการจะทำงานในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติได้ คุณต้องให้ความเคารพกับผู้คน ให้ความเคารพกับประเทศ ถ้าคุณเข้าใจ 2 สิ่งนี้ดีเเล้ว คุณค่อยใส่ฟุตบอลของคุณให้กับพวกเขาไป" ประสบการณ์สอนเขาในเรื่องนี้

ทุกอย่างเกื้อหนุนกันและกัน อินเดีย ต้องการเขาเพราะตั้งแต่ปี 2012 จนถึงก่อนที่ คอนสแตนติน จะมาคุม พวกเขาเอาชนะได้เพียงแค่ 6 เกม และการเอาชนะ 6 เกมเป็นการเจอกับทีมบ้านใกล้เรือนเคียงที่เป็นรอง อย่าง เนปาล, มัลดีฟส์, และกวมเท่านั้น การเจอกับทีมใหญ่กว่า อินเดีย แพ้ทั้งหมด

ด้านตัวของ คอนสแตนติน เองก็ได้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ สื่อในอินเดียแจกแจงว่าค่าเหนื่อยของเขาอยู่ที่ราวๆเดือนละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 7 แสนบาท) ซึ่งมากกกว่าที่เขาได้จาก เนปาล, รวันดา,มาลาวี และ ซูดาน แน่นอน อีกทั้ง อินเดีย ก็มีศักยภาพมากกว่าชาติก่อนๆ ที่เขาทำงานด้วย พวกเขามีลีก 2 แบบทั้ง ไอ ลีก และ อินเดียน ซูเปอร์ลีก นอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาเรื่องปัจจัยภายนอกอย่างสงคราม, ลัทธิ หรือ ยุง อะไรทำนองนั้น จุดนี้มันทำให้เขาทำงานได้เต็มทื่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา

คอนสแตนติน ใช้วิธีค่อยๆซื้อใจนักเตะ เขาเดินเข้าหาผู้เล่นทุกคนด้วยความเคารพ โดยมี สุนิล เชตรี อดีตลูกทีมคนเก่าที่หลงเหลืออยู่เป็นเหมือนศูนย์กลางของทีมที่เชื่อมนักเตะและทีมสต๊าฟฟ์เข้าหากัน

เขามาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า แท็คติกไม่ใช่เรื่องสำคัญอันดับ 1 หากคุณอยากจะให้นักเตะเล่นเพื่อคุณ และวิ่งเพื่อคุณ คุณต้องเข้าไปอยู่ในหัวใจของพวกเขาให้ได้ก่อน นี่คือสิ่งที่ คอนสแตนติน ค้นพบในช่วง 10 ปี 3 ทวีป

และที่สำคัญอย่ามัวแต่โทษอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือของคุณ จงใช้โอกาสที่มีสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง

"คุณสามารถใช้ความพยายามเปลี่ยนนิสัยของใครบางคนได้ แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรากเหง้าของพวกเขาได้หรอก" คอนสแตนติน ว่าถึงปรัชญาฟุตบอลของเขา

"ทุกที่ทุกประเทศที่ผมไปผมพยายามหานักฟุตบอลที่มีคุณภาพมาสู่ทีม แต่ต้องยอมรับว่าพวกเขายังขาดโครงสร้างขั้นพื้นฐานหลายสิ่ง เราไม่มีโภชนาการที่ดี ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการซ้อมที่ถูกจุดอะไรแบบนั้น แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะมาหัวเสียและคุณต้องรีบบอกพวกเขา"

เรื่องนี้มีการอ้างอิงไปถึงตอนที่เขาคุม รวันดา ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครรู้เรื่องโภชนาการ นักเตะในทีมกินแต่อาหารที่ชื่อว่า "Sima" ที่ทำมาจากแป้งข้าวโพดวันละ 3 มื้อ เรียกได้ว่าทุกมื้ออาหารต้องมีเจ้า Sima เป็นส่วนหนึ่งเสมอ ซึ่งเขาเองเป็นคนที่ช่วยเตือนว่ามันไม่ได้มีประโยชน์นักสำหรับการเป็นนักฟุตบอล และนี่คือสิ่งเดียวกันที่เขาทำกับนักเตะ อินเดีย ชุดปัจจุบัน สรุปใจความคือเขาคือคนที่ทำให้นักฟุตบอลรู้ว่างานของตัวเองมีอะไรบ้างนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงคือเรื่องแปลกใหม่ คอนสแตนติน ทำเอาเหล่าผู้บริหารของ ส.บอลอินเดีย รับมือไม่ทัน เขาประสานให้มีการควบคุมเรื่องอาหารและโภชนาการไปจนถึงการนอน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลได้ดีเป็นพิเศษสำหรับนักเตะที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มนักเตะที่เขามักจะเลือกใช้ในปี 2015 ซึ่งเป้าหมายคือการเตรียมทีมเพื่อศึกชิงแชมป์เอเชียในปี 2019 นี้นี่เอง

"ผมคิดว่าตอนนี้แทบไม่มีความแตกต่างแล้ว ทุกสโมสรมีความรู้และการจัดการที่ดีนอกจากเรื่องแท็คติก โภชนาการ อาหาร และการนอน ทุกๆสิ่งเปลี่ยนไป ทีมชาติของเราจะดีขึ้น ถ้าสโมสรขานรับกับสิ่งที่เรากำลังขาดอยู่ในตอนนี้" สุนิล เชตรี กระบอกเสียงของ คอนสแตนติน กล่าวหนุนหลังเจ้านายของเขา

เมื่อนักเตะรู้หน้าที่ของตัวเองว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อเป็นนักฟุตบอลที่ดี จากนั้นการพัฒนาในฐานะทีมจึงเริ่มขึ้น เขาเริ่มใส่แท็คติกที่อยากจะใช้ให้กับนักเตะทุกคน ช้าๆ และใช้เวลามากหน่อย แต่สิ่งทีเขาต้องการกลับมา คือ ขอให้นักเตะจำสิ่งที่เขาสอนให้ขึ้นใจก็พอ

"หากคนมีความใส่ใจทีมมากพอคุณสามารถทำให้พวกนักเตะของคุณดีขึ้นได้ ก่อนอื่นเลยพวกเขาต้องได้รับการปฎิบัติที่แสดงถึงความเคารพ และคุณต้องให้ความเคารพกับประเทศที่ทำงานด้วย ส่วนเรื่องแท็คติกคือส่วนที่รองลงมา”

“ด้วยคุณภาพนักเตะคุณไม่อาจจะยัดเยียดอะไรที่ซับซ้อนเกินไปให้กับพวกเขาได้ คุณต้องคำนึงถึงนักเตะที่มีในมือและรู้ว่าพวกเขาสามารถรับสิ่งที่คุณจะสอนไปได้มากน้อยแค่ไหนด้วย"

4 ปีเต็มๆที่ คอนสแตนติน ทำซ้ำเเล้วซ้ำเล่าจนนักเตะอินเดียชุดนี้มีคุณสมบัติดีพอจะเล่นแท็คติกตีหัวเข้าบ้านแบบที่เราเห็นในเกมเอาชนะไทยได้ ซึ่งการจะเล่นแบบนี้ได้ตลอดต้องเกิดจากแรงขับที่มากพอดู ดังนั้น คอนสแตนติน จึงบอกนักเตะของเขาเสมอว่าจงคิดว่าตัวเองเป็นรอง

"ผมบอกนักเตะเราว่าให้มองคู่แข่งเป็นทีมที่ใหญ่กว่าเสมอ เพราะแบบนั้นเราจึงพร้อมใจกันสร้างลายเซ็นของพวกเราเองเพื่อไปเล่นในศึกชิงแชมป์เอเชีย”

“บางครั้งนักเตะอาจจะหลงคิดว่าพวกเราเป็นทีมใหญ่หลังจากคว้าชัยชนะ แต่ผมเตือนพวกเขา เรายังไม่ได้เป็นทีมใหญ่ เพียงแต่ว่าเรากำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องเเล้ว"

จากทีมที่เคยเอาชนะได้แค่ 6 เกมในการแข่งขัน 25 นัด หลังจากปี 2015 คอนสแตนติน เปลี่ยนให้ อินเดีย กลายเป็นทีมที่แพ้แค่ 6 นัดตลอด 3 ปีให้หลัง ... ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าไม่ใช่เรื่อง ฟลุ๊คแน่ๆที่อินเดีย มาได้ไกลขนาดนี้

พวกเขาถ่อมตัว พวกเขาติดดิน และรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ ต้องยอมรับว่า สตีเฟ่น คอนสแตนติน เอาประสบการณ์สุดระห่ำจากทั่วทุกมุมโลกมาเปลี่ยนแปลงลูกหนังเเดนภารตะอย่างแท้จริง โค้ชอังกฤษที่เก่งคนนี้อาจจะพา อินเดีย ไปไกลเกินกว่าที่ใครคิดก็เป็นได้

 

แหล่งอ้างอิง 

https://timesofindia.indiatimes.com/sports/football/top-stories/sunil-chhetri-stephen-constantine-bury-the-hatchet/articleshow/67359648.cms
https://blog.wyscout.com/interview-with-stephen-constantine/
https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-2790045/stephen-constantine-dealt-armed-guards-nepal-football-s-no-1-globetrotter.html
https://www.coachesvoice.com/culture-comes-first/
https://www.firstpost.com/sports/replacing-coach-stephen-constantine-could-stall-indian-footballs-growth-for-few-more-years-2996222.html



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง