mainstand

Feature

Space Jam: A New Legacy ... ภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ "LBJ" ขอสร้างวัดรอยเท้า "MJ"



แชมป์ NBA 3 สมัย, ผู้เล่นทรงคุณค่า หรือ MVP 4 สมัย, ติดทีมออลสตาร์ 16 ครั้งติด และสารพัดเกียรติประวัติอีกมากมาย ดูเหมือนจะยังไม่จุใจผู้เล่นตำแหน่งฟอร์เวิร์ดที่ทำรายได้ต่อปีสูงถึง 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 14,400 ล้านบาท อย่าง เลบรอน เจมส์ ที่ทุกวันนี้นอกจากจะเป็นราชาของ NBA แล้ว ยังเตรียมขยับขยายอิทธิพลไปไกลถึงวงการศึกษาและอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอีกด้วย


 

หลายคนคิดว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการมายา คือการที่เจ้าตัวเตรียมรับบทนำในภาพยนตร์ Space Jam: A New Legacy หรือที่หลายคนเรียกในชื่อ Space Jam 2 สานต่อสิ่งที่ ไมเคิ่ล จอร์แดน ได้สร้างปรากฎการณ์ไว้เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่หากลงลึกกันจริง ๆ สตาร์คนใหม่แห่ง ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ดูเหมือนจะตระเตรียมและวางแผนไว้เป็นอย่างดีก่อนหน้านั้นกว่าทศวรรษแล้ว

 

สายสัมพันธ์ของคู่ซี้

หากเราจะหาว่าปฐมบทของเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาเกิดขึ้นตอนไหนนั้น บางทีเราคงต้องเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ของ เลบรอน และเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อ มาเวริค คาร์เตอร์


Photo : www.blackenterprise.com

แม้จะไม่ได้เป็นคนบ้านเดียวกัน (เลบรอนเกิดที่เมืองเอครอน รัฐโอไอโอ ส่วนมาเวริคเกิดที่เมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย) แต่ทั้งคู่ต่างสนิทสนมกันมานาน จากการเรียนชั้นไฮสคูลด้วยกันที่โรงเรียนเซนต์วินเซนต์-เซนต์แมรี่ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบ้านเกิดของเลบรอน ก่อนที่เส้นทางของทั้งคู่จะแยกจากกันหลังเรียนจบ ... เลบรอน ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ผู้ถูกเลือก" ในการเป็นสุดยอดนักบาสเกตบอลแห่งสหัสวรรษใหม่ตัดสินใจเข้าไปตามล่าฝันใน NBA เมื่อปี 2003 ส่วน มาเวริค เลือกที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของคาร์เตอร์ก็มาถึงจุดเปลี่ยน เพราะจากตอนแรกที่เข้ามาเรียนในฐานะนักบาสเกตบอลให้กับมหาวิทยาลัยเวสต์มิชิแกน เจ้าตัวก็ตัดสินใจย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเอครอนเพื่อเบนเข็มสายสู่สายธุรกิจ ก่อนจะเข้าฝึกงานกับ ไนกี้ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาชั้นนำของโลก และเป็นสปอนเซอร์ส่วนตัวของเลบรอน โอกาสที่อยู่ตรงหน้าทำให้มาเวริคตัดสินใจออกจากการเรียน เพื่อมาออกงานภาคสนามให้ไนกี้ในเวลาต่อมา

ด้วยสายสัมพันธ์ที่ตัดกันไม่ขาด กับประสบการณ์ในบริษัทที่ทรงอิทธิพลสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก ที่สุดแล้ว มาเวริค ก็หวนกลับมาร่วมงานกับ เลบรอน อีกครั้งเมื่อปี 2006 ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว รวมถึงร่วมกันตั้งบริษัท LRMR Management เพื่อบริหารสิทธิประโยชน์ให้กับนักบาสเกตบอลที่โด่งดังที่สุดแห่งสหัสวรรษใหม่

 

ตัดสินใจครั้งสำคัญ

หลังจากเป็น "เดอะ แบก" ให้กับ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมบ้านเกิดมาโดยตลอดนับตั้งแต่ถูกดราฟท์เป็นคนแรกเมื่อปี 2003 ในที่สุดเลบรอนก็มาถึงจุดที่ต้องเลือกว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตในปี 2010

เพราะในตอนนั้น แม้คาวาเลียร์สจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อเลบรอน แต่ศักยภาพของทีมนี้ก็ยังมีจำกัดจนไม่สามารถไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ความผิดหวังซ้ำซากที่ต้องเจอ จะทำให้ประวัติของ "ผู้ถูกเลือก" และ "ราชา" คนนี้มีจุดด่างพร้อยสำคัญ กับการเป็น "ราชาไร้บัลลังก์"

ด้วยเหตุผลด้านความสำเร็จ เลบรอนได้ตัดสินใจแล้วว่า การย้ายไปอยู่ทีมที่มีองค์ประกอบพร้อมเท่านั้น คือคำตอบที่จะช่วยให้เขาคว้าแหวนแชมป์มาประดับมือได้

และนี่คือช่วงเวลาที่มาเวริคเข้ามามีบทบาทสำคัญ เมื่อเขาได้รับการติดต่อจาก จิม เกรย์ อดีตผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ ESPN ถึงไอเดียของการจัดรายการพิเศษ เพื่อประกาศให้แฟนบาสทั้งโลกรู้ว่า "เลบรอนจะตัดสินใจอย่างไร ?" ซึ่งคาร์เตอร์เองก็มีไอเดียในเรื่องการระดมทุนเพื่อการกุศลอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดวิธีการนำเสนอ เมื่อไอเดียสอดคล้องกัน รายการพิเศษ "The Decision" จึงได้ถือกำเนิดขึ้น


Photo : mic.com

การออกอากาศสดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2010 ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในแง่ของเรตติ้งและรายได้ เมื่อมีผู้ชมในช่วงเวลาที่เลบรอนประกาศว่าจะย้ายทีมไป ไมอามี่ ฮีต สูงถึง 13.1 ล้านคน (เฉพาะในสหรัฐอเมริกา) อีกทั้งยังสามารถระดมทุนเพื่อการกุศลได้ถึง 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในแง่ความรู้สึกของแฟนกีฬา กลับสอบตกอย่างรุนแรง แฟน "แคฟส์" รู้สึกว่าพวกเขาถูกขวัญใจเบอร์ 1 หักหลัง ขณะที่นักวิจารณ์ก็สับแหลก โดยชี้ว่ามีวิธีการที่ดีกว่านี้ในการประกาศย้ายทีม

แม้ตัวเลบรอนจะออกมายอมรับในภายหลังว่า หากมีโอกาสได้ทำสิ่งนี้อีกครั้ง จะนำเสนอในรูปแบบที่ต่างออกไปก็ตาม แต่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ รวมถึงประโยคเด็ด "Taking my talents to South Beach" (จะเอาฝีมือของผมไปโชว์ที่เซาธ์บีช ซึ่งก็คือเมืองไมอามี่) ที่เป็นกระแสโด่งดัง กลายเป็นมีมให้เอาไปเล่นสนุกทั่วโลก อย่างน้อยทั้งเลบรอนและมาเวริคก็ได้บทเรียนสำคัญ พร้อมกับการแจ้งเกิดบนหน้าสื่อไปทั่วโลก เป็นจุดเริ่มต้นสู่สิ่งยิ่งใหญ่กว่าที่จะตามมานั่นเอง

 

สู่วงการมายา

ด้วยความโด่งดังในฐานะนักกีฬา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวงการฮอลลีวูดพร้อมหยิบยื่นโอกาสในการต่อยอดชื่อเสียงไปอีกขั้นกับการเป็นนักแสดง ซึ่งเลบรอนเองก็มีโอกาสได้เล่นในบทสมทบเล็ก ๆ เป็นตัวเอง อย่างในภาพยนตร์ Trainwreck เมื่อปี 2015


Photo : newyorker.com

ทว่าเจ้าตัวกับมาเวริคเพื่อนซี้กลับมีแนวคิดที่ก้าวไปอีกขั้น กับการเป็นผู้สร้างเพื่อโกยรายได้จากอุตสาหกรรมมายาชนิดรวบแม่น้ำทั้งสาย นั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการเปิดตัว SpringHill Entertainment บริษัทสร้างภาพยนตร์และสารคดีซึ่งมีเลบรอนเป็นเจ้าของ และมาเวริครับบทซีอีโอ

และด้วยชื่อเสียงของเขา การหาพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตจึงเป็นเรื่องง่าย นั่นคือที่มาของการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่าง SpringHill กับ Warner Bros. บริษัทสื่อและบันเทิงระดับแนวหน้าของโลก ในการร่วมกันสร้างภาพยนตร์และสารคดี ยิ่งไปกว่านั้น Turner Sports บริษัทในเครือ Warner Bros. (และเป็นอีกพันธมิตรสำคัญของ NBA) ยังได้ชูเลบรอนเป็นหัวหอกของ Uninterrupted เครือข่ายสื่อที่เป็นกระบอกเสียงสำหรับนักกีฬา ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ได้แสดงความคิดอย่างไม่ถูกตัดต่อหรือดัดแปลงคำพูดอีกด้วย

เควิน สึจิฮาระ ประธานและซีอีโอของ Warner Bros. ในขณะนั้น เผยถึงความร่วมมือกันในครั้งนี้ว่า "เลบรอน เจมส์ ถือเป็นแบรนด์ที่มีพลังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก เมื่อรวมกับการสร้างสรรค์ผลงานและการจัดจำหน่ายของเราที่ไม่เป็นสองรองใคร ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแฟน ๆ ทั่วโลกจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ซึ่งเราดีใจมากที่เลบรอนและมาเวริคร่วมเป็นพันธมิตรกับเรา"

การเปิดตัวโปรเจ็คท์ที่กล่าวไปข้างต้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชื่อของเลบรอนกำลังขึ้นหม้อแบบสุด ๆ เพราะในตอนนั้น เจ้าตัวสามารถคว้าแหวนแชมป์ NBA ได้แล้วถึง 2 วงกับ ไมอามี่ ฮีต และกลับไปคืนความสุขให้กับบ้านเกิด ด้วยการย้ายเข้าทีม คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส อีกครั้ง ซึ่ง อดัม พาดิล่า ซีอีโอของ BrandFire บริษัทเอเจนซี่ที่ร่วมงานกับ Run-DMC วงฮิปฮอประดับตำนาน และ ทอม เบรดี้ ยอดควอเตอร์แบ็คของ นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ มองว่า นี่คือการเดินเกมที่ฉลาดอย่างยิ่ง

"การแตกแบรนด์เพื่อสร้างภาพลักษณ์นั้นจำเป็นต้องทำในตอนที่อยู่ช่วงขาขึ้น เพราะหากทำเรื่องที่ว่าในช่วงขาลง มันจะกลายเป็นว่าคุณดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเพื่อกลับมาดังอีกครั้ง ซึ่งเลบรอนจัดอันดับความสำคัญของสิ่งที่เขาทำได้ดี คือบาสเกตบอลมาอันดับแรก ฮอลลีวูดมาอันดับสอง ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้วางรากฐานเรื่องมูลนิธิการกุศลเพื่อให้มรดกของเขาคงอยู่ต่อหลังเลิกเล่นไปแล้ว"

และเมื่อดูเรื่องงานบุญงานกุศล ก็ถือได้ว่าเลบรอนนั้นเป็นพ่อพระอีกคนหนึ่งของวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษา เพราะจากประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตในย่านเสื่อมโทรม เจ้าตัวจึงทราบเป็นอย่างดีว่า หากเยาวชนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง พวกเขาก็จะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ปัญหาสังคมและอาชญากรรมน้อยลงตามไปด้วย


Photo : www.theatlantic.com

โดยนอกจากกองทุนทางการศึกษาที่เจมส์มอบให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อยู่ตลอดแล้ว ล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาได้ตัดสินใจสร้างโรงเรียน "I Promise" ด้วยทุนทรัพย์จากทางมูลนิธิของเขาและพันธมิตรที่เมืองเอครอน รัฐโอไฮโอ เพื่อให้เป็นโรงเรียนประถมและมัธยมสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่เป็นบ้านเกิดของเจมส์ ซึ่งแม้จะเป็นโรงเรียนรัฐ แต่สวัสดิการนั้นดีไม่แพ้โรงเรียนเอกชนเลยแม้แต่น้อย

การสร้างชื่อเสียงและความมั่งคั่ง ควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคม ทำให้ภาพลักษณ์ของเลบรอนในระยะหลังดีขึ้นกว่าในยุคแรก ๆ ที่เข้ามาโลดแล่นใน NBA ตลอดจนช่วงที่ตัดสินใจย้ายทีมครั้งแรกไป ไมอามี่ ฮีต อย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเมื่อเลบรอนสามารถล้างคำสาปให้กับเมืองคลีฟแลนด์ที่ไม่มีทีมกีฬาสามารถคว้าแชมป์ได้เลยกว่า 50 ปี ด้วยการนำ คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส คว้าแชมป์ NBA ได้สำเร็จในปี 2016 เจ้าตัวก็ได้รับการยกย่องราวกับพระเจ้า กลับมาเป็นลูกรักของชาวเมืองอีกครั้ง ซึ่งช่วยให้ย่างก้าวต่อไปของเลบรอนราบรื่นขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ฮอลลีวูด...เป้าหมายใหม่ที่รอการพิชิต

เมื่อเป้าหมายของเลบรอนคือการสร้างชื่อในวงการบันเทิง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจำเป็นต้องมีศูนย์บัญชาการที่นครลอสแอนเจลิส เมืองหลวงของโลกมายา เราจึงได้เห็นเขาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่แอลเอตั้งแต่ช่วงที่จับมือเป็นพันธมิตรกับ Warner Bros. ยิ่งไปกว่านั้น ลูก ๆ ของเขายังมีถิ่นพำนักและศึกษาที่นี่อีกด้วย

แต่สิ่งที่ดูจะเป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจน ก็คือการตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส เมื่อปี 2018 ซึ่งหลายคนเชื่อว่า นอกจากจะเป็นการแสวงหาความท้าทายใหม่แล้ว ยังเป็นการประกาศแบบกลายๆ ว่า เจ้าตัวพร้อมบุกฮอลลีวูดอย่างเต็มตัวเช่นกัน

เรื่องดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นผ่านแนวทางการสร้างผลงานของ SpringHill ที่เปลี่ยนไป เพราะจากเดิมที่เน้นการสร้างผลงานต่าง ๆ ทั้งภาพยนตร์และซีรี่ส์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวงการกีฬาเป็นหลัก ก็เริ่มหยิบผลงานแนวอื่นมาสร้างด้วย อย่างเช่น ซีรี่ส์ย้อนยุค Madam C.J. Walker ที่สร้างจากชีวิตจริงของ ซาราห์ บรีดเลิฟ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ มาดาม ซี เจ วอล์คเกอร์ นักธุรกิจและนักกิจกรรมผิวดำที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหญิงสาวคนแรกที่สร้างตัวจนมีรายได้นับล้านเหรียญฯ ของอเมริกา โดยคนที่มารับแสดงในบทนี้คือ อ็อกตาเวีย สเปนเซอร์ เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก The Help

"ผมภูมิใจกับโปรเจ็กต์นี้มาก ๆ แถมค่าย SpringHill ยังได้ร่วมงานกับอ็อคตาเวียเพื่อจะบอกเล่าเรื่องราวแสนสำคัญนี้" เจมส์ว่า "ชาวอเมริกันทุกคนควรรู้เรื่องของมาดาม ซี เจ วอล์คเกอร์ ครับ เธอเป็นนักธุรกิจ นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมที่ชีวิตของเธอถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์"

แต่การประกาศตัวว่าจะลุยวงการฮอลลีวูดนั้น คงไม่มีอะไรที่จะสร้างกระแสได้แรงไปกว่าการที่เลบรอนออกโรงเอง เมื่อบวกกับการเป็นพันธมิตรกับ Warner Bros. มันก็มีเพียงแค่โปรเจ็คท์เดียวเท่านั้นที่อย่างไรเสียทั้งโลกจะต้องจับตามอง ... ภาคต่อของ Space Jam นั่นเอง

หากยังจำกันได้ Space Jam ภาคแรกเมื่อปี 1996 ได้ยอดนักบาสเก็ตบอลในยุคนั้นอย่าง ไมเคิล จอร์แดน มารับบทเป็นตัวเองในหนังที่ต้องทำภารกิจเล่นบาสเกตบอลกับเหล่าตัวการ์ตูนคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง บั๊กส์ บันนี่ และสมาชิกจาก ลูนี่ ตูนส์ ซึ่งประสบความสำเร็จมหาศาลด้วยการกวาดรายได้จากทั่วโลกไปถึง 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (จากทุนสร้างเพียง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากจอร์แดนผู้ที่มีชื่อเสียงพุ่งทะลุเพดานสมัยเล่นให้กับ ชิคาโก้ บูลส์ กวาดต้อนเอาแฟนบาสเกตบอลให้เข้าโรงภาพยนตร์ได้เป็นจำนวนมาก ทว่ากว่าที่จะมีภาคต่อได้ก็ต้องรอถึงกว่า 20 ปี

แต่งานนี้เลบรอนเองก็ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะเขาได้นำทีมงานระดับท็อปของฮอลลีวูดมาร่วมกันผลักดันโปรเจ็คท์ยักษ์ ทุนสร้าง 183.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ชิ้นนี้ ทั้งการเลือก มัลคอล์ม ดี. ลี ผู้กำกับภาพยนตร์ดังอย่าง Scary Movie 5 (เข้าฉายปี 2008) และ Night School (เข้าฉายปี 2018) มาเป็นผู้กำกับ รวมถึงนำ ไบรอัน คูเกลอร์ ที่สร้างปรากฎการณ์ให้กับโลกเซลลูลอยด์ จากการกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel อย่าง Black Panther จนกลายเป็นหนังที่กำกับโดยคนเชื้อสายแอฟริกันรายได้สูงสุดตลอดกาล เป็นโปรดิวเซอร์ร่วม และร่วมเขียนบท

ไม่เพียงแค่งานกำกับ แต่งานแสดงก็จัดเต็ม เพราะ Space Jam ภาคต่อ ได้นักแสดงระดับดาวดัง ไม่ว่าจะเป็น ดอน ชีเดิล ที่หลายคนคุ้นเคยจากบทบาท War Machine ในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ค่าย Marvel, เซนิควา มาร์ติน-กรีน เจ้าของบท ซาช่า ในซีรี่ส์ดัง The Walking Dead รวมถึงเหล่าสตาร์แห่งวงการ NBA อย่าง เคลย์ ธอมป์สัน, แอนโธนี่ เดวิส, เดเมียน ลิลลาร์ด, คริส พอล, ไคล์ คุซม่า มาแจมอีกด้วย

แน่นอนว่าการมารับบทนำในภาคต่อ ทำให้ผู้คนอดเอามาเปรียบเทียบกับจอร์แดนไม่ได้ ซึ่งมาเวริคได้เปิดเผยถึงแนวทางการสร้างผลงาน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการรีบู๊ตเรื่องราวใหม่ มากกว่าสร้างภาคต่อว่า "ทุกคนคงเห็นว่าฉบับดั้งเดิมนั้นคือผลงานชิ้นสุดยอด ซึ่งเราก็ต้องทำผลงานให้ออกมายอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน" ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จอร์แดนจะมาปรากฎตัวในหนังเสียด้วย


Photo : thesource.com

อย่างไรก็ตาม การเป็นคนมีชื่อเสียงนั้นก็มีราคาที่ต้องจ่าย ซึ่งตัวเลบรอนเองก็ทราบดีจากประสบการณ์ตรง จนเขารู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะคงความมั่งคั่งทางชื่อเสียงไว้ให้ได้มากที่สุด มากไปกว่านั้นคือการเป็นคนดังผู้เป็นที่รักของผู้คนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเซเลบริตี้ในฮอลลีวูดซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยม ... ที่จะว่าไป มันก็ค่อนข้างตรงกับตัวตนของเขาพอดิบพอดี

เพราะเลบรอนถือเป็นอีกหนึ่งคนที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงจุดยืนเรื่องการเมืองและสังคม ทั้งการประท้วงต่อการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ และประกาศศึกกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหัวขวาจัดอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไม่กลัวเกรง จนเกิดเป็นวิวาทะอยู่บ่อยครั้ง แต่เลบรอนก็ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ทรัมป์ตำหนิเท่าไหร่นัก มันคือการวางตัวที่ชนะใจคนในฮอลลีวูดส่วนมากที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับทรัมป์ และยังเป็นก้าวสำคัญของการยืนหยัดต่อความเท่าเทียมทางสีผิวที่เขาเรียกร้องเสมอมาอีกด้วย ซึ่งแม้แต่จอร์แดน ที่หลายคนมองว่าเป็นตำนานคนที่เลบรอนหวังทาบรัศมี ก็ยังสนับสนุนในประเด็นนี้

แม้เลบรอนจะจบการศึกษาสูงสุดเพียงแค่ชั้นมัธยม แต่การมีเพื่อนคู่คิดและที่ปรึกษาอย่างมาเวริค รวมถึงความสนใจส่วนตัว ถือได้ว่าผู้ชายคนนี้หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง จนแม้แต่ วอร์เรน บัฟเฟ็ตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนยังต้องยกนิ้วให้ แถมการวางตัวของเขายังโดดเด่นจนน่าทึ่ง ทุกความคิดที่ถ่ายทอดสู่สาธารณะ สามารถเรียกกระแสจากสังคมได้เสมอ


Photo : nypost.com

Space Jam 2 หรือในชื่อทางการ Space Jam: A New Legacy อาจจะไม่ใช่ผลงานชิ้นแรก ๆ ที่เลบรอนมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการฮอลลีวูดก็จริง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือผลงานชิ้นที่ดีที่สุดในการประกาศตัวว่า ตัวเขาพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเทียบรอยเท้าของชายผู้เป็นตำนานอย่างจอร์แดนเท่านั้น แต่อาจเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะทำให้เลบรอนนั้นเป็นตำนานทั้งในวงการบาสเกตบอล และวงการบันเทิงก็ได้ ใครจะรู้

 

แหล่งอ้างอิง :

https://theundefeated.com/features/lebron-james-the-four-horsemen-new-series-more-than-an-athlete/
https://theundefeated.com/features/lebron-james-has-come-a-long-way-from-the-decision/
https://www.sportingnews.com/us/nba/news/lebron-james-the-decision-espn/n02xpvz41nvp1pbe6gzf7ydjm
https://www.hollywoodreporter.com/news/lebron-james-springhill-entertainment-signs-810489
https://www.cinemablend.com/news/2496450/space-jam-2-quick-things-we-know-about-space-jam-a-new-legacy



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง