FEATURE

คดีสเตียรอยด์ : กรณีอื้อฉาวที่เกือบทำลายค่ายมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก | Main Stand



 

มีเรื่องราวดำมืดมากมายซ่อนอยู่เบื้องหลังวงการมวยปล้ำ หลายเหตุการณ์ยังคงอยู่ในความทรงจำ แต่บางเหตุการณ์กลับเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือ "คดีสเตียรอยด์"
 

คดีสเตียรอยด์ คือกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990s เมื่อสมาคมมวยปล้ำ WWF (WWE ในปัจจุบัน) และ วินซ์ แม็คแมน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีจัดจำหน่ายยาสเตียรอยด์ สารกระตุ้นผิดกฎหมายแก่นักมวยปล้ำในค่าย 

นี่คือเหตุการณ์ที่เกือบทำลายค่ายมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลก ... เพราะหาก วินซ์ แม็คแมน ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ไม่ใช่แค่เขาต้องถูกปรับเงินมหาศาล และติดคุกนานเกือบสิบปี แต่ทรัพย์สินทั้งหมดในสำนักงานใหญ่บริษัทต้องถูกยึดโดยรัฐบาลทั้งหมด

วินซ์ แม็คแมน และ WWF รอดตัวจากข้อกล่าวหานี้อย่างไร ติดตามได้ที่นี่


ผู้ต้องหาหมายเลขหนึ่ง

เรื่องราวของคดีสเตียรอยด์ เริ่มขึ้นในปี 1991 เมื่อ ดร. จอร์จ ซาฮอเรียน นายแพทย์ทางเดินปัสสาวะรายหนึ่ง ถูก FBI สั่งฟ้อง และตกเป็นผู้ต้องหาในคดีจำหน่ายยาสเตียรอยด์แก่นักมวยปล้ำของ WWF


Photo : world wrestling

ดร. จอร์จ ซาฮอเรียน คือใคร ? เขาคือหมอรายหนึ่งที่ได้รับคำสั่งจากคณะกรรมการการกีฬาแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย ให้จัดหาและจำหน่ายยาแก่นักมวยปล้ำ WWF ทุกครั้งที่สมาคมนี้เดินทางไปจัดโชว์ที่รัฐเพนซิลเวเนีย ซาฮอเรียนจะเดินทางสู่สถานที่จัดงาน เพื่อเปิดร้านขายยาเสมอ

มียาหลายตัวที่ถูกจำหน่ายในช่วงเวลานั้น แต่ไม่มียาตัวไหนได้รับความนิยมไปกว่า สเตียรอยด์ เพราะ WWF ในทศวรรษ 1980s ได้รับฉายาว่า "ค่ายของคนตัวใหญ่" (สวนทางกับ NWA ที่เน้นนักมวยปล้ำตัวเล็กแต่มีฝีมือ) การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นทางลัด เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้เกินกว่ามนุษย์ทั่วไป จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ฮัลค์ โฮแกน ซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของสมาคมในยุคนั้น ร่างกายของเขาไม่ได้แข็งแกร่งโดยธรรมชาติ แต่เป็นเพราะยาสเตียรอยด์ที่ทำให้โฮแกนมีรูปร่างดุจ เฮอร์คิวลิส เช่นเดียวกันกับ นักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมของค่าย ที่รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ปั๊มกล้ามมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้พวกเขาดูเหมือนอสูรกายที่แข็งแกร่งกว่าโฮแกน

หากถามว่านักมวยปล้ำที่ใช้ยาสเตียรอยด์ใน WWF มีมากแค่ไหน ... คำตอบง่ายที่สุดคือ แทบทุกคน แม้แต่ วินซ์ แม็คแมน ก็ถือเป็นลูกค้าชั้นดีของซาฮอเรียน เพราะยาสเตียรอยด์ที่จำหน่ายใน WWF ถือเป็นยาคุณภาพดีซึ่งหาซื้อไม่ได้จากที่อื่น แม้แต่ในตลาดมืด

ซาฮอเรียนทำงานกับ WWF ตลอดทศวรรษ 80s โดยเรื่องราวทุกอย่างถือเป็นความลับต่อสาธารณชน แม้การจำหน่ายยาชนิดนี้จะยังไม่ผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกา แต่ผู้คนทั่วไปต่างรู้ดีว่า สเตียรอยด์ คือ ยาโด๊ปชนิดหนึ่งในวงการกีฬา และใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมัน ย่อมมีชื่อเสียงมัวหมอง


Photo : Medium 

จุดเปลี่ยนของการจำหน่ายสเตียรอยด์ในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นในปี 1988 เมื่อ เบน จอห์นสัน นักวิ่งชาวแคนาดา ถูกริบเหรียญทองวิ่ง 100 เมตร จากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 1988 เพราะตรวจพบว่ามีการใช้สารสเตียรอยด์

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวดังในแดนลุงแซม จนมีการผลักดันกฎหมาย "The Anti-Drug Abuse Act of 1988" ออกมาในเดือนตุลาคม ปีเดียวกัน ส่งผลให้การจำหน่ายยาสเตียรอยด์เพื่อสาเหตุอื่น นอกเหนือจากการรักษาโรคกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ทันทีที่กฏหมายดังกล่าวออกมา สถานการณ์ของซาฮอเรียนพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะคนในวงการทราบดีว่า เขาแอบจำหน่ายสเตียรอยด์จำนวนมากแค่ไหน

ปี 1989 คณะกรรมการการกีฬาแห่งรัฐเพนซิลเวเนีย ยกเลิกคำสั่งให้ซาฮอเรียนทำงานกับ WWF เช่นเดียวกับสมาคมที่ไม่อยากร่วมงานกับเขาต่อ 

แต่หนึ่งคนที่ยืนยันว่า ซาฮอเรียนควรจำหน่ายสเตียรอยด์ใน WWF ต่อไป คือ ลินดา แม็คแมน ภรรยาของวินซ์ และหนึ่งในผู้บริหารของสมาคม โดยให้เหตุผลว่า "นักมวยปล้ำต้องการขนมของตัวเอง" (The boys need their candy.)


Photo : www.armpit-wrestling.com

เคราะห์ดีที่ลินดาเป็นเพียงเสียงส่วนน้อยในการประชุม ซาฮอเรียนจึงไม่เคยถูกว่าจ้างโดย WWF นี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งของสมาคม เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ซาฮอเรียนจะถูกสอบสวนโดย FBI และตกเป็นผู้ต้องหาคนแรกของคดีสเตียรอยด์


ช้างตายทั้งตัว ใบบัวปิดไม่มิด

ดร. จอร์จ ซาฮอเรียน ถูกเรียกตัวเพื่อไต่สวนคดีบนชั้นศาล ในช่วงหน้าร้อน ปี 1991 ไม่มีใครสนใจเรื่องราวของเขา คดีสเตียรอยด์จึงไม่เคยเป็นข่าวดังบนหน้าสื่อระดับชาติ กระทั่งการไต่สวนครั้งที่สาม เมื่อทายของซาฮอเรียนตัดสินใจเปิดเผยชื่อของนักมวยปล้ำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้สารสเตียรอยด์

ฮัลค์ โฮแกน และ ร็อดดี ไพเปอร์ คือสองจากห้านักมวยปล้ำที่ถูกเอ่ยชื่อบนชั้นศาล คดีสเตียรอยด์กลายเป็นข่าวระดับชาติแทบจะทันที เพราะโฮแกนและไพเปอร์ไม่ใช่แค่นักมวยปล้ำธรรมดา แต่โด่งดังจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์บนจอภาพยนตร์ และปรากฏตัวในโฆษณาอีกมากมาย


Photo : stillrealtous.com

ไม่มีใครรู้ว่าซาฮอเรียนเปิดเผยชื่อของนักมวยปล้ำออกมาด้วยเหตุใด เพราะท้ายที่สุด เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง และต้องโทษจำคุกสามปี ในข้อหาจำหน่ายาสเตียรอยด์แก่ลูกค้ารายหนึ่งในปี 1989

เรื่องราวของซาฮอเรียนจบลง แต่คดีสเตียรอยด์ยังดำเนินต่อไป การเปิดเผยชื่อนักมวยปล้ำไม่แตกต่างจากยักษ์จีนี่ออกจากตะเกียงแก้ว สื่อมวลชนพากันขุดคุ้ยเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน WWF เช่นเดียวกับ นักมวยปล้ำผู้ถูกเปิดเผยชื่อที่ต้องขึ้นศาลเพื่อยืนยันความบริสุทธ์ของตัวเอง

สำหรับ WWF พวกเขาตอบโต้เสียงวิจารณ์จากสื่อ ด้วยการตรวจสารกระตุ้นนักมวยปล้ำทั้งค่าย ในเดือนกรกฎาคม ปี 1991 ซึ่งท้ายที่สุด วินซ์ แม็คแมน ออกมายอมรับต่อสาธารณชนว่าเขาเคยใช้สารสเตียรอยด์จริง ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ WWF แย่ลงทันตา

ส่วนนักมวยปล้ำที่ต้องขึ้นศาล อย่าง ฮัลค์ โฮแกน เขาหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหมดในปี 1992 แต่ต้องหายตัวจากหน้าจอโทรทัศน์ไปนานพอสมควร 

ก่อนปรากฎตัวอีกครั้งในรายการ "The Arsenio Hall Show" เมื่อวันที่ 4 มกราคม ปี 1993 เขากล่าวในรายการว่า เขาเคยใช้ยาสเตียรอยด์จริง แต่ใช้เพียงสามครั้งเท่านั้น และหยุดใช้ยาทันที่รู้ว่ามันส่งผลเสียต่อสุขภาพ

คำพูดทั้งหมดของโฮแกนในวันดังกล่าวคือเรื่องโกหก และทุกคนมองเห็นความจริงข้อนี้ เพราะก่อนหน้านั้นไม่นาน อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง เพิ่งแก้ตัวว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับสเตียรอยด์ ด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกัน

ผู้ขายอย่าง ดร. จอร์จ ซาฮอเรียน ถูกจับ, ฮัลค์ โฮแกน ที่เป็นลูกค้าชั้นดีหลุดจากข้อกล่าวหา ดูเหมือนว่าคดีสเตียรอยด์จะจบลงเท่านี้ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะเรื่องราวอื้อฉาวนี้ เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
 

เมื่อหลักฐานมัดตัว

ปลายปี 1992 คณะลูกขุนใหญ่แห่งรัฐนิวยอร์ก ประชุมและลงมติให้มีการสืบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใน WWF ตำรวจไม่เคยลงมือสืบสวนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1995 เมื่อ FBI เรียกตัวอดีตนักมวยปล้ำชื่อดังของ WWF รายหนึ่งไปให้ปากคำ

คดีสเตียรอยด์ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในเดือนมีนาคม ปีเดียวกัน ฮองกี ท็องค์ แมน ให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุว่า เขาถูกเรียกตัวโดยกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐฯ และถูกสอบสวนโดย FBI สองราย

ขณะเดียวกัน นิตยสาร Muscle Mag International ลงข่าวกอสซิปว่า WWF ตัดสินใจปล่อยตัวนักมวยปล้ำชื่อดังหลายรายออกจากสมาคม เพราะพวกเขาเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับคดีสเตียรอยด์ ชื่อหนึ่งที่ใครหลายคนคาดการณ์คือ เดวีย์ บอย สมิท นักมวยปล้ำชาวอังกฤษที่เพิ่งคว้าแชมป์อินเตอคอนติเนนทัล ในศึก SummerSlam ปี 1992


Photo : stillrealtous.com

เดือนเมษายน ปี 1993 คดีสเตียรอยด์กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนใน WWF พูดถึง เพราะกระทรวงยุติธรรมแทบจะสอบสวนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท Titan Sports (ชื่อบริษัทของ WWF ในตอนนั้น) ขณะเดียวกัน โทนี วาเลนติ พนักงานสอบสวนจากเขตบรูคลิน เปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับคดีสเตียรอยด์แก่ Wrestling Observer Newletters สื่อให้เห็นชัดว่า FBI มีหลักฐานมากพอที่จะเอาผิด WWF ในคดีนี้

สถานการณ์ของ WWF ย่ำแย่ลง เมื่อ เดอะ วอร์ลอร์ด นักมวยปล้ำที่ทำงานกับ WWF ในปี 1988-1992 และถูกจับกุมจากข้อหาครอบครองยาสเตียรอยด์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1992 (การครอบครองยาสเตียรอยด์เป็นความผิดในสหรัฐฯ เมื่อปี 1991) ให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุว่า เขาจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ หากขึ้นปล้ำมากกว่า 300 วันต่อปี

เรื่องราวของ เดอะ วอร์ลอร์ด สอดคล้องกับข่าวกอสซิปของ Muscle Mag International ที่บอกว่านักมวยปล้ำบางรายถูกปล่อยตัวเพราะใช้ยาสเตียรอยด์ ซึ่งเขายอมรับกลับสื่อว่าเขาใช้ยาสเตียรอยด์จริง ตลอดเวลาที่ทำงานให้กับ WWF

แม้ WWF จะตรวจสารกระตุ้นนักมวยปล้ำทุกสี่หรือหกสัปดาห์ แต่มีรายงานเปิดเผยออกมาภายหลังอีกว่า WWF ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นผลตรวจสารกระตุ้นของนักมวยปล้ำในสมาคม

กรณีสำคัญคือ ซิด จัสติซ ที่ถูกจับได้ว่าแอบใช้ปัสสาวะคนอื่นในการตรวจสารกระตุ้น เพื่อปกปิดความจริงที่ใช้ยาสเตียรอยด์ เขาต้องถูกแบนหกสัปดาห์ในเหตุการณ์นี้ แต่ WWF ตัดสินใจไม่ลงโทษ เพื่อให้เขาได้ขึ้นปล้ำในศึก WrestleMania ปี 1992


Photo : www.imdb.com

WWF พยายามตอบโต้ข่าวเสียหาย ด้วยการตีพิมพ์บทความในนิตยสาร WWF Magazine โจมตี "ซูเปอร์สตาร์" บิลลี แกรห์ม อดีตนักมวยปล้ำของสมาคม ที่ยื่นฟ้องร้อง WWF ต่อศาล ในข้อหาบังคับให้เขาใช้สเตียรอยด์ โดย WWF ยืนยันว่า บิลลี แกรห์ม ใช้ยาสเตียรอยด์มาตั้งแต่ก่อนเข้าสมาคมด้วยซ้ำ (ภายหลังมีการยืนยันภายหลังว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ในบทความนี้เป็นความจริง)

ต้นเดือนกันยายน หนังสือพิมพ์ New York Observer, USA Today และ The New York Daily News พร้อมใจกันรายงานว่ากระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐ และสำนักข่าว NBC พบเจอหลักฐานสำคัญที่จะเอาผิดผู้บริหารของ WWF ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาสเตียรอยด์แก่นักมวยปล้ำในสมาคม

วันที่ 18 พฤศจิกายน ปี 1993 วินซ์ แม็คแมน และบริษัท Titan Sports ตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการจัดจำหน่ายยาสเตียรอยด์ และฉ้อโกงต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐ ตั้งแต่ปี 1985 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 1991 และข้อหาครอบครองสเตียรอยด์เพื่อแจกจ่าย ในวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1989

เมื่อรวมโทษจากสองข้อหารวมกัน วินซ์ แม็คแมน มีโอกาสต้องโทษจำคุกสูงสุด 8 ปี และถูกปรับสูงสุด 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงยึดทรัพย์สินบริษัททั้งหมดที่ตั้งอยู่ในเคหสถาน เลขที่ 1241 ถนนอีสต์เมนสตรีท เมืองสแตมฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต (หรือ ตึก Titan Towers) คิดเป็นมูลค่า 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Photo : www.armpit-wrestling.com

นี่คือวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ วินซ์ แม็คแมน เพราะหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ไม่ใช่แค่เขาต้องกลายเป็นนักโทษติดคุกหัวโต แต่อาจหมายถึงการล่มสลายของ WWF สมาคมมวยปล้ำอันดับหนึ่งของโลกด้วยความอื้อฉาว
 

รอดคุกแบบหวุดหวิด

วินซ์ แม็คแมน หลุดจากข้อหาข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการจัดจำหน่ายยาสเตียรอยด์ และฉ้อโกงต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ เพราะถึงเขาจะเคยอนุญาตซาฮอเรียนให้จำหน่ายยาสเตียรอยด์แก่นักมวยปล้ำ WWF จริง

แต่เนื่องจากสมาคมไม่เคยว่าจ้างหมอรายนี้อย่างเป็นทางการ บวกกับคำให้การของซาฮอเรียนในศาล ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงบนสนทนาของเขากับวินซ์ ทำให้ศาลมองว่าวินซ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาสเตียรอยด์แก่นักมวยปล้ำ

อย่างไรก็ตาม วินซ์เกือบติดคุกหลายปีในข้อหาที่สอง หรือ ข้อหาครอบครองสเตียรอยด์เพื่อแจกจ่าย ในวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1989 หลังกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐฯ สามารถสืบถึงตัวผู้เกี่ยวข้องอีกคนในคดีนี้ นั่นคือ ฮัลค์ โฮแกน


Photo : www.armpit-wrestling.com

มีหลักฐานยืนยันว่า ซาฮอเรียนจัดส่งยาสเตียรอยด์ของวินซ์และโฮแกนไปยังสำนักงานใหญ่ของบริษัท Titan Sports ทุกครั้งที่พัสดุมาถึง วินซ์จะเปิดกล่องเพื่อนำยาสเตียรอยด์ของตนออกมา แล้วจึงจัดส่งส่วนที่เหลือแก่โฮแกน

สำหรับกระทรวงยุติธรรมแห่งสหรัฐฯ การกระทำลักษณะนี้คือการครอบครองสเตียรอยด์เพื่อแจกจ่าย และเมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่มี วินซ์ แม็คแมน แทบจะก้าวขาข้างหนึ่งไปในคุกแล้ว

โชคดีของมหาเศรษฐีรายนี้ ที่การพิจารณาคดีสเตียรอยด์เกิดขึ้นในรัฐนิวยอร์ก แต่ตึก Titan Towers ตั้งอยู่ในรัฐคอนเนตทิคัต ศาลไต่สวนคดีสเตียรอยด์ในนิวยอร์ก จึงไม่มีอำนาจจะเอาผิดคดีที่เกิดขึ้นนอกพื้นที่ศาล

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามเอาผิด วินซ์ แม็คแมน ถึงที่สุด ด้วยการบอกว่าเขาเคยส่งยาสเตียรอยด์แก่คนขับรถลีมูซีนของโฮแกน ซึ่งมีการนัดรับส่งของกันที่ Nassau Coliseum สนามกีฬาทางภาคตะวันออกของมหานครนิวยอร์ก แต่ท้ายที่สุด หลักฐานไม่มีน้ำหนักมากพอจะมัดตัว วินซ์ แม็คแมน เพราะครั้งสุดท้ายที่ WWF จัดโชว์ในสนามแห่งนี้ เกิดขึ้นก่อนซาฮอเรียนจะเริ่มขายยาแก่นักมวยปล้ำในสมาคม

วินซ์ แม็คแมน จึงหลุดพ้นจากข้อหาทั้งหมดในคดีสเตียรอยด์ เขาคือผู้บริสุทธ์และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจมวยปล้ำอย่างไร้มลทิน ถึงอย่างนั้น มีข้อมูลจำนวนมากที่เปิดเผยออกมาระหว่างการไต่สวน

Photo : steamcommunity.com

ฮัลค์ โฮแกน ยอมรับว่า เขาใช้ยาสเตียรอยด์มาตลอดทั้งชีวิต เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่นาน ยาสเตียรอยด์คือสิ่งของถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกามาตลอด โฮแกนเปิดเผยต่อสาธารณชนถึงตัวเลขของนักมวยปล้ำที่ใช้ยาสเตียรอยด์ใน WWF ซึ่งสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่นักมวยปล้ำอีกรายอย่าง ดิ อัลติเมท วอริเออร์ กล่าวว่า นักมวยปล้ำ 90 เปอร์เซ็นต์ในสมาคมใช้ยาสเตียรอยด์

คดีสเตียรอยด์ ส่งผลให้วงการมวยปล้ำหันมาสนใจพิษร้ายของสเตียรอยด์มากขึ้น WWF เริ่มใส่ใจการตรวจสารกระตุ้นอย่างจริงจัง รวมถึงมีการไล่ออกนักมวยปล้ำที่ฝ่าฝืนกฎดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ WWF เข้าสู่ยุคตกต่ำ เพราะพวกเขาเสียซูเปอร์สตาร์หลายรายจากสาเหตุนี้

การตรวจสารกระตุ้นใน WWF ถูกยกเลิกอีกครั้ง เมื่อสมาคมเข้าสู่การแข่งขัน "สงครามคืนวันจันทร์" ในช่วงปี 1995-2001 เพราะค่ายคู่แข่งในขณะนั้น WCW ไม่มีนโยบายตรวจสารกระตุ้น จึงทำให้สมาคมต้องปรับตัว เพื่อเอาชนะใจแฟนมวยปล้ำ ก่อนจะก้าวเป็นสมาคมมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งของโลก

WWF หรือ WWE ไม่เคยกลับมาตรวจสารกระตุ้นนักมวยปล้ำอีกเลย กระทั่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของ เอ็ดดี เกอร์เรโร ในปี 2005 ด้วยอาการหัวใจวาย สมาคมจึงกลับมาตื่นตัวในการตรวจสารกระตุ้นอีกครั้ง แต่ไม่จริงจังมากนัก

ท้ายที่สุด WWE จึงเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อื้อฉาวอีกครั้ง ในปี 2007 จากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับ คริส เบนวา นักมวยปล้ำฝีมือดีที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และยังมีความผิดในข้อหาฆาตกรรมภรรยา และลูกชายของตน


Photo : steamcommunity.com

การเสียชีวิตของทั้งสองต่างเกี่ยวข้องกับยาสเตียรอยด์ทั้งสิ้น หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว WWE จึงมีการประกาศใช้นโยบายสุขภาพอย่างจริงจัง ยาสเตียรอยด์จึงหายไปจากสมาคมแห่งนี้ตลอดกาล

คดีสเตียรอยด์สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวอันดำมืดที่เกิดขึ้นจริงในวงการมวยปล้ำ เราหวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยย้ำเตือนว่า ยาเสพติดไม่เคยมีประโยชน์กับใคร และสามารถทำลายชีวิตของใครคนหนึ่งได้มากแค่ไหน
 


อ้างอิง
หนังสือ 100 Things WWE Fans Should Know & Do Before They Die โดย Bryan Alvarez
หนังสือ The Wrestling Observer Yearbook '93: The Year of Major Beginnings and Major Endings โดย Dave Meltzer
https://deadspin.com/vince-mcmahons-defiant-paranoia-was-shaped-by-his-stero-1836707000
https://apnews.com/article/51120e417e48bbb4d78170352976949c
https://www.nytimes.com/1991/06/20/sports/wrestling-hogan-and-piper-set-to-testify-in-steroid-trial.html
https://www.newspapers.com/clip/34201775/wwf-head-admits-steroid-use-ny-daily/



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world.
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x