FEATURE

ศักดิ์ศรี ประวัติศาสตร์ เกียรติยศ : ฟุตบอลเยอรมันตะวันออก และมรดกที่เหลือไว้ | Main Stand



เยอรมันตะวันออก หรือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ไม่อยู่ในความทรงจำของชาวไทยมากนัก เนื่องจากเป็นรัฐชาติที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามเย็น และล่มสลายพร้อมกับลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก


 

เรื่องราวหลังกำแพงเบอร์ลินกลายเป็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ น้อยคนนักจะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศแห่งนี้ รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลในเยอรมันตะวันออก ทั้งที่เกมลูกหนังในประเทศแห่งนี้ มีความเข้มข้นไม่แตกต่างจากประเทศอื่นบนโลก

อะไรคือมรดกที่พวกเขาเหลือไว้ หากวันพรุ่งนี้ไม่มีฟุตบอลเยอรมันตะวันออกอีกต่อไป ? ... ศักดิ์ศรี ประวัติศาสตร์ และเกียรติยศของฟุตบอลเยอรมันตะวันออก ถูกแสดงให้เห็นเด่นชัดในวันสุดท้ายของพวกเขา 

 

ฟุตบอลในเยอรมันตะวันออก

กีฬาฟุตบอลเริ่มต้นในเยอรมันตะวันออกเมื่อปี 1949 ซึ่งเป็นปีเดียวกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนีประกาศตัวเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ และรัฐบริวารของสหภาพโซเวียต


Photo : wikimedia.org | Bundesarchiv

เนื่องจากเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ที่ปกครองภายใต้ลัทธิมากซ์–เลนิน สโมสรฟุตบอลในเยอรมันตะวันออกจึงมีถูกบริหารกิจการโดยรัฐบาล หรือหน่วยงานของราชการ โดยทีมฟุตบอลในดินแดนหลังม่านเหล็กแห่งนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. ทีมฟุตบอลภายใต้สังกัดตำรวจลับ มักจะมีคำว่า "ดินาโม" อยู่ในชื่อสโมสร ยกตัวอย่างเช่น ดินาโม เดรสเดน และ ดินาโม เบอร์ลิน

2. ทีมฟุตบอลภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม หรือภายใต้สังกัดของสโมสรกีฬาทหาร ทีมฟุตบอลในกลุ่มนี้ได้แก่ FC Vorwärts Frankfurt

3. ทีมฟุตบอลที่ถูกสนับสนุนโดยกิจการของรัฐบาล มักมีชื่อของอุตสาหกรรมอยู่ในชื่อสโมสร เช่น เอเนอร์กี ค็อตบุส (สโมสรจากอุตสาหกรรมพลังงาน) และ เชอเมีย ไลป์ซิก (สโมสรจากอุตสาหกรรมเคมี)

4. ทีมฟุตบอลในรูปแบบสโมสรฟุตบอลปกติ หรือ FCs ก่อตั้งขึ้นนับตั้งแต่การปฏิรูปกีฬาฟุตบอลในเยอรมันตะวันออก เมื่อปี 1965 ทีมในกลุ่มนี้ได้แก่ ฮันซ่า รอสต๊อค และ อูนิโอน เบอร์ลิน

แม้สโมสรฟุตบอลจะถูกแบ่งแยกเป็นหลายประเภท แต่ทั้งหมดแข่งขันในลีกเดียวกันคือ โอเบอร์ลีกา ลีกฟุตบอลระดับสูงสุดของเยอรมันตะวันออก ซึ่งดำเนินการแข่งขันซีซั่นแรกมาตั้งแต่ปี 1949 และยังมีการแข่งขันฟุตบอลถ้วยที่เรียกว่า FDGB-Pokal ซึ่งเริ่มต้นจัดการแข่งขันในปีเดียวกัน

ฟุตบอลในเยอรมันตะวันออกอาจขาดคุณภาพ และยังปราศจากการพัฒนาหากเทียบกับเยอรมันตะวันตก แต่การแข่งขันเพื่อชิงความยิ่งใหญ่ในโลกลูกหนังของประเทศแห่งนี้ ถือว่าเอาเป็นเอาตายไม่เบา และบางครั้งก็หมายถึงการเล่นนอกเกม


Photo : wikimedia.org | Zastrow

กรณีที่อื้อฉาวที่สุดเกิดขึ้นในปี 1954 เมื่อแชมป์ลีกอย่าง ดินาโม เดรสเดน ตัดสินใจย้ายทีมสู่กรุงเบอร์ลิน ตั้งทีมใหม่ ดินาโม เบอร์ลิน ขึ้นมา ซึ่งจะสโมสรแห่งนี้จะกลายเป็นทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเยอรมันตะวันออก ด้วยการเป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์ โอเบอร์ลีกา 10 สมัย และ FDGB-Pokal อีก 6 สมัย 

โอเบอร์ลีกา และ FDGB-Pokal ถือเป็นลีกกีฬาที่อยู่คู่กับชาวเยอรมันตะวันออกมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ และอาจจะคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ หากเยอรมันตะวันออกไม่พบกับจุดจบ เนื่องจากถูกควบรวมกับเยอรมันตะวันตก และก่อตั้งเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือประเทศเยอรมันในปัจจุบัน

 

เมื่อม่านเหล็กล่มสลาย

การล่มสลายของเยอรมันตะวันออก ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศแม่ หรือ สหภาพโซเวียต ที่ตกต่ำมาตั้งแต่กลางยุค 80s ส่งผลให้ในทุกประเทศในกลุ่มตะวันออก (Eastern Bloc) ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่เข้าขั้นวิกฤติ ส่งผลให้ผู้คนตกงานและอดยากแทบทุกย่อมหญ้า


Photo : www.socialistalternative.org

เมื่อรวมกับความไม่พอใจที่ประชาชนมีต่อระบบเผด็จการ ผู้คนในประเทศคอมมิวนิสต์จึงลุกฮือเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ก่อให้เกิดกระแสการปฏิวัติในปี 1989 หรือที่เรียกกันว่า ฤดูใบไม้ร่วงของประชาชาติ (Autumn of Nations) หมายถึงการล่มสลายอย่างต่อเนื่องของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศกลุ่มตะวันออก

สัญญาณการล่มสลายของเยอรมันตะวันออกเกิดขึ้น เมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกทลายลงในวันที่ 9 กันยายน ปี 1989 ถือเป็นจุดสิ้นสุดช่วงเวลา 28 ปีที่กรุงเบอร์ลินถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการล่มสลายของม่านเหล็ก (Iron Curtain) สัญลักษณ์ของความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยม และโลกคอมมิวนิสต์ในสงครามเย็น


Photo : www.pewresearch.org

ประเทศเยอรมันตะวันออกไม่ได้จบลงพร้อมกับกำแพงเบอร์ลิน แต่ยังคงดำเนินต่อไปในฐานะสาธารณรัฐที่ถูกบริหารภายใต้ระบบรัฐสภา ก่อนบรรลุสนธิสัญญาว่าด้วยการตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับดินแดนเยอรมนี (The Treaty on the Final Settlement with Respect to Germany) หรือ สนธิสัญญาสองบวกสี่ นำมาสู่การรวมประเทศเยอรมัน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1990

หลายสิ่งในเยอรมันตะวันออกสิ้นสุดลงไปพร้อมกับเผด็จการคอมมิวนิสต์ แต่ไม่ใช่การแข่งขันฟุตบอลโอเบอร์ลีกา และ FDGB-Pokal ประจำฤดูกาล 1990-91 ที่ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ แม้โลกจะหมุนสู่วันที่ไม่มีประเทศเยอรมันตะวันออกแล้วก็ตาม

 

ความวุ่นวายหลังรวมลีก

เหตุผลที่การแข่งขันโอเบอร์ลีกา และ FDGB-Pokal ประจำฤดูกาล 1990-91 ไม่สามารถตัดจบลงได้อย่างกะทันหัน เนื่องจากทีมฟุตบอลในเยอรมันตะวันออกทั้งหมด จะถูกควบรวมเข้าสู่ระบบลีกของเดเอฟเบ (DFB) หรือระบบลีกฟุตบอลของเยอรมันตะวันตกเดิม ซึ่งมี บุนเดสลีกา เป็นการแข่งขันระดับสูงสุด


Photo : wikimedia.org | Hiekel, Matthias

เนื่องจากมาจากฝั่งที่มีอิทธิพลมากกว่า เดเอฟเบจึงแบ่งโควต้าให้ทีมฟุตบอลจากเยอรมันตะวันออก แบบที่อีกฝั่งไม่มีสิทธิได้ออกเสียง โดยสองทีมที่จบอันดับสูงสุดของโอเบอร์ลีกา จะได้เข้าแข่งขันในศึกบุนเดสลีกา ส่วนทีมอันดับ 3-6 จะได้แข่งขันในบุนเดสลีกา 2 โดยอัตโนมัติ

ขณะที่ทีมที่จบอันดับ 7-12 ของโอเบอร์ลีกา จะต้องมาเพลย์ออฟร่วมกับสองทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากลีกระดับสองของเยอรมันตะวันออกในฤดูกาล 1990-91 (รวมแล้วมีทั้งหมด 8 ทีม) เพื่อค้นหาสองทีมที่จะโชคดีคว้าตั๋วลุยบุนเดสลีกา 2  ส่วนอีกแปดทีมที่โชคร้ายและสองทีมท้ายตาราง หรืออันดับ 13 และ 14 ของโอเบอร์ลีกา จะร่วงลงสู่ดิวิชั่นสามในทันที

การแข่งขันโอเบอร์ลีกาประจำฤดูกาล 1990-91 จึงถือเป็นการแข่งขันที่มีเดิมพันสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเยอรมันตะวันออก เพราะเจ้าของตำแหน่งแชมป์ลีกจะได้ครอบครองทุกอย่าง ส่วนอันดับสุดท้ายจะร่วงหล่นสู่ลีกระดับกึ่งอาชีพทันที

หลังฟาดฟันกันยาวนาน 11 เดือน การแข่งขันโอเบอร์ลีกาประจำฤดูกาล 1990-91 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 1991 โดยเป็น ฮันซ่า รอสต๊อค ที่จบอันดับหนึ่งของตาราง คว้าแชมป์โอเบอร์ลีกาฤดูกาลสุดท้าย และตั๋วตะลุยบุนเดสลีกามาครอง ส่วน ดินาโม เดรสเดน คว้าอันดับสอง กลายเป็นอีกทีมจากฝั่งตะวันออกที่จะได้เล่นบุนเดสลีกาฤดูกาล 1991-92


Photo : www.ndr.de

สำหรับ ฮันซ่า รอสต็อค ฤดูกาล 1990-91 อาจเป็นยิ่งกว่าซีซั่นแห่งความฝัน เพราะหนึ่งเดือนหลังจากคว้าแชมป์ลีก พวกเขาเอาชนะ ไอเซนฮุตเตนสตัดท์ สตาห์ล ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ FDGB-Pokal ประจำฤดูกาล 1990-91 ด้วยสกอร์ 1-0 คว้าทุกความสำเร็จในฟุตบอลเยอรมันตะวันออกมาครอบครอง

แต่สำหรับสโมสรอื่นที่เหลืออยู่ โดยเฉพาะทีมอันดับ 7-12 การแข่งขันฤดูกาลนี้ไม่แตกต่างจากฝันร้าย เพราะพวกเขาต้องเตรียมตัวลุยศึกหนัก หรือรอบเพลย์ออฟเพื่อคว้าตั๋วลุยบุนเดสลีกา 2 ที่นอกจากจะเดิมพันกับการร่วงสู่ดิวิชั่นสามแล้ว

การแข่งขันรอบนี้ยังทรหดสุด ๆ เพราะต้องเตะเกมเพลย์ออฟทั้งหมดหกนัดให้จบภายใน 18 วัน เนื่องจากต้องปิดการแข่งขันฤดูกาล 1990-91 ให้จบภายในเดือนมิถุนายน ตามตารางแข่งขันฟุตบอลสากล


Photo : wikimedia.org | Weisflog, Rainer

"มันคือโปรแกรมที่โหดร้าย แต่ก็อีกนั่นแหละ ฤดูกาลที่ผ่านมามันก็โหดร้ายไม่ต่างกันเลย" ซิกมันด์ มิวส์ เฮดโค้ชของ เอฟเซ มักเดเบิร์ก ทีมอันดับ 10 ของตาราง กล่าวถึงการแข่งขันเพลย์ออฟคว้าตั๋วลุยบุนเดสลีกา 2

"ทุกทีมต่างต้องการจะผ่านเข้าไปเล่นในบุนเดสลีกา หรือ บุนเดสลีกา 2 เรื่องนี้มันสำคัญมาก และไม่ใช่แค่กับผู้เล่นเท่านั้น เพราะเมื่อเราร่วงหล่นสู่ลีกสมัครเล่น (ดิวิชั่นสาม) นั่นหมายความว่า หลายคนในสโมสรแห่งนี้จะต้องตกงาน ไล่ตั้งแต่เลขานุการไปจนถึงโค้ชในระดับเยาวชน"

ฉากสุดท้ายของฟุตบอลเยอรมันตะวันออกจึงไม่ใช่ภาพอันน่าเศร้า แต่เป็นการแข่งขันอันดุเดือดของ 8 สโมสร ที่ไม่มีที่ว่างแก่ผู้แพ้อีกต่อไป

 

การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

8 สโมสรที่โชคร้ายต้องมาแข่งขันเพลย์ออฟคว้าตั๋วลุยบุนเดสลีกา 2 ได้แก่ โลโคโมทีฟ ไลป์ซิก, สตาห์ล บรานเดนบวร์ก, ไอเซนฮุตเตนสตัดท์ สตาห์ล, เอฟเซ มักเดเบิร์ก, ดินาโม เบอร์ลิน และ ซาคเซน ไลป์ซิก ที่จบอันดับ 7-12 ของโอเบอร์ลีกา ตามลำดับ ส่วนอีกสองทีมคือ อูนิโอน เบอร์ลิน และ เอฟเอสเฟา ซวิคเคาว์ ที่คว้าโควต้าจากลีกา 2 ของเยอรมันตะวันออก


Photo : wikimedia.org | Bundesarchiv

ทั้งแปดทีมจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แต่ละทีมในกลุ่มจะแข่งพบกันหมดแบบเหย้า-เยือน รวมทั้งหมด 6 นัด ทีมที่คว้าอันดับหนึ่งของแต่ละกลุ่ม จะคว้าตั๋วลุยบุนเดสลีกา 2 ของฤดูกาล 1991-92

เดิมพันสูงขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายสโมสรจะทุ่มสุดตัวเพื่อตำแหน่งแชมป์ในฤดูกาลสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น โลโคโมทีฟ ไลป์ซิก ที่เสี่ยงเปลี่ยนโค้ชแบบกระทันหัน และทุ่มหนักว่าจ้าง เยอร์เกน ซันเดอร์แมน อดีตเฮดโค้ชของ สตุตการ์ท, แฮร์ธา เบอร์ลิน และ ชาลเก้ 04 เข้ามาคุมทีมในช่วงเพลย์ออฟคว้าตั๋วลุยลีกา 2

"ผมไม่รู้จักผู้เล่นของตัวเองสักคน และก็ไม่รู้จักทีมคู่แข่งของผมด้วย" ซันเดอร์แมน รำลึกความหลังเมื่อเขาเข้ามารับงานคุม โลโคโมทีฟ ไลป์ซิก

"สิ่งที่ผมจำได้แม่นคือสถานการณ์ในตอนนั้นว่ามันยากลำบากมากแค่ไหน เพราะเราอยู่กลุ่มเดียวกับอีกทีมในไลป์ซิก 'ซาคเซน' ความบาดหมางของทั้งสองทีมเข้มข้นมาก เพราะซาคเซนถือเป็นสโมสรของประชาชน ส่วนโลโคโมทีฟมีความใกล้ชิดกับพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้คนเกลียดชังสโมสรแห่งนี้มาโดยตลอด"


Photo : www.stuttgarter-zeitung.de

อนาคต, เกียรติยศ และศักดิ์ศรี ทุกอย่างของสโมสรฟุตบอลแห่งเยอรมันตะวันออก ถูกตัดสินกันภายในระยะเวลาเพียง 18 วัน อาจไม่เป็นธรรมนักที่ประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละทีม จะขึ้นอยู่กับการแข่งขันเพียงไม่กี่วัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมายังคงเป็นที่จดจำถึงทุกวันนี้

โลโคโมทีฟ ไลป์ซิก คว้าตำแหน่งแชมป์กลุ่ม B โดยไม่แพ้ใคร ส่วนทีมขวัญใจประชาชน ซาคเซน ไลป์ซิก จบอันดับบ๊วยของกลุ่ม ส่วนผลลัพธ์ในกลุ่ม A ชวนช็อคยิ่งกว่า เพราะสองมหาอำนาจลูกหนังเยอรมันตะวันออก ทั้ง เอฟเซ มักเดเบิร์ก และ ดินาโม เบอร์ลิน ต่างไปไม่ถึงฝัน ร่วงตกรอบเนื่องจากพลาดตำแหน่งแชมป์กลุ่มให้แก่ สตาห์ล บรานเดนบวร์ก

"พวกเราอับอายในตัวคุณ" คือป้ายที่แฟนบอลของทีมมักเดเบิร์กแขวนไว้ในตัวเมือง หลักเห็นทีมรักพลาดตั๋วใบสุดท้าย การกระทำครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การเพลย์ออฟเพื่อคว้าโควต้าลุยบุนเดสลีกา 2 มีความหมายต่อแฟนฟุตบอลเยอรมันตะวันออกมากแค่ไหน

ทั้งที่เมื่อมองย้อนกลับไป การเพลย์ออฟรอบนี้ไม่ได้การันตีว่าทีมที่ชนะจะมีอนาคตดีกว่า เช่น สตาห์ล บรานเดนบวร์ก ที่ตอนนี้แข่งขันในลีกระดับ 7 ส่วน เอฟเซ มักเดเบิร์ก ยังเล่นอยู่ในดิวิชั่น 3 หรือ โลโคโมทีฟ ไลป์ซิก ที่ตอนนี้อยู่ลีกระดับ 4 ส่วนเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง อูนิโอน เบอร์ลิน ปัจจุบันกลับเล่นในบุนเดสลีกา


Photo : www.zeit.de

มรดกที่เหลือไว้ของการแข่งขันเพลย์ออฟรอบนี้ จึงไม่ใช่ตั๋วเข้าแข่งขันบุนเดสลีกา 2 แต่เป็นประวัติศาสตร์ของ "ฟุตบอลเยอรมันตะวันออก" ในฐานะการแข่งขันฟุตบอลครั้งสุดท้ายของประเทศแห่งหนึ่ง ที่ไม่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง 

ชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในปี 1991 จะยังคงติดตรึงหัวใจแฟนลูกหนังเยอรมันตะวันออก และเป็นเครื่องยืนยันว่าครั้งหนึ่งพวกเขามีฟุตบอลที่เดิมพันศักดิ์ศรี ประวัติศาสตร์ เกียรติยศ เหมือนกับประเทศอื่นบนโลกใบนี้

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/blog/2009/oct/22/ddr-oberliga-football-east-germany
https://www.dw.com/en/the-last-days-of-football-in-east-germany/a-19303454
http://www.rsssf.com/tablesd/ddr2hist.html#91



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world.
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x