FEATURE

จอน ม็อกซ์ลีย์ : ภารกิจลับลวงพรางที่หลอกคนทั้งโลก สู่นักมวยปล้ำยอดเยี่ยมปี 2020 | Main Stand



"สักวันหนึ่ง ผู้คนจะหลั่งไหลมาที่งานศพของกู เพื่อจะแน่ใจว่ากูตายแล้วจริง ๆ แต่วันนั้นไม่ใช่วันนี้ กูยังมีชีวิตอยู่ หัวใจกูยังเต้นแรง และกูได้สูดอากาศสดชื่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี"
 

 

จอน ม็อกซ์ลีย์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ดีน แอมโบรส กล่าวประโยคนี้หลังเปิดตัวกับสมาคม AEW และหันหลังให้กับค่ายมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งของโลกอย่าง WWE โดยไม่ใยดี

การย้ายข้างครั้งนี้ของม็อกซ์ลีย์ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่หยุดโลกมวยปล้ำไว้ชั่วขณะ เพราะไม่มีใครคิดว่า WWE จะปล่อยบุคลากรฝีมือดี ให้แก่คู่แข่งที่กำลังเขย่าบัลลังก์ของพวกเขา

นี่คือเรื่องราวการข้ามฝั่งที่สะเทือนวงการมวยปล้ำของ จอน ม็อกซ์ลีย์ ตั้งแต่วันที่เขาเริ่มเกิดความไม่พอใจ จนแตกหักกับ WWE สู่วันที่ก้าวเดินบนเส้นทางของตัวเอง ในฐานะนักมวยปล้ำยอดเยี่ยมปี 2020

 

เรื่องราวของ ดีน แอมโบรส

"จอน ม็อกซ์ลีย์" หรือชื่อจริง โจนาธาน กูด เปิดตัวใน WWE (World Wrestling Entertainment) เมื่อปี 2012 ภายใต้ชื่อ "ดีน แอมโบรส" เขาคือหนึ่งในสามสมาชิกของ The Shield กลุ่มมวยปล้ำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในทศวรรษ 2010s ร่วมกับ โรมัน เรนส์ และ เซท โรลลินส์

สมาชิกแต่ละคนของ The Shield ต่างมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นกันคนละแบบ แต่ไม่มีใครที่เปิดตัวได้ร้อนแรงเท่า แอมโบรส เขาคือนักมวยปล้ำที่มีศักยภาพครบเครื่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ทักษะการปล้ำ, ทักษะการพูด และเสน่ห์เฉพาะตัว

Photo : Ringside News

แอมโบรส ถูกผลักดันอย่างรวดเร็วโดย WWE แม้เปิดตัวสู่ค่ายหลักไม่ถึงหนึ่งปี เขาคว้าแชมป์ WWE United States Championship มาครองในศึก Extreme Rules 2013 และถือเข็มขัดเส้นนี้ยาวนาน 351 วัน ส่งผลให้แอมโบรสกลายเป็นแชมป์ยูเอสที่ครองตำแหน่งนานที่สุดในยุคของ WWE

นับจากจุดนั้น ดีน แอมโบรส ถือเป็นนักมวยปล้ำแถวหน้าของสมาคมโดยตลอด และด้วยแพชชั่นส่วนตัวที่มีต่อกีฬามวยปล้ำ เขาทุ่มเทร่างกายอย่างเต็มที่ และทำงานหนักตามบทบาทที่ได้รับโดยไม่เคยปริปากบ่น นั่นจึงทำให้ แอมโบรส ได้รางวัลตอบแทนแทน ด้วยการคว้าแชมป์โลก WWE เมื่อปี 2016

Photo : VAVEL.com

แต่การทำงานหนักมากเกินไปไม่เคยเป็นเรื่องดี แอมโบรส ได้รับอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อแขนส่วนหลัง และต้องพักการปล้ำนาน 9 เดือน ขณะเดียวกัน สภาพจิตใจของเขาก็เริ่มย่ำแย่ เนื่องจากการทำงานหนัก และระบบของ WWE ที่ไม่ให้อิสระกับนักมวยปล้ำในค่ายมากนัก

คริส เจอริโก อีกหนึ่งอดีตนักมวยปล้ำของ WWE ที่หนีมาซบ AEW (All Elite Wrestling) ได้เปิดเผยเรื่องราวของตัวเองว่า หลังจากที่เขาได้โอกาสปล้ำกับ เคนนี โอเมกา ในค่าย NJPW (New Japan Pro Wrestling) เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 เจอริโก สัมผัสได้ถึงอิสระ และความสนุกในการขึ้นปล้ำที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน จน เจอริโก เริ่มถามตัวเองว่า "เราอยากกลับไปปล้ำให้ WWE จริงหรือ ?"

Photo : WWE

คำถามเดียวกันเกิดขึ้นในใจของ แอมโบรส และคำตอบนั้นแสดงออกมาชัดเจนคือ "ไม่" แต่ แอมโบรส ก็เป็นมืออาชีพมากพอที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้จบตามที่ตกลงกันไว้ เขาตัดสินใจที่จะไม่แสดงความต้องการยกเลิกสัญญาต่อ WWE และกลับไปทำงานกับสมาคมตามปกติ จนกว่าสัญญาของเขาจะหมดลงในวันที่ 30 เมษายน 2019

แอมโบรส ที่กำลังเหนื่อยล้าทั้งสภาพกายและใจ หวนคืนสังเวียนอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดยไม่รู้เลยว่า ช่วงเวลาราว 8 เดือนสุดท้ายของเขากับ WWE จะเป็นความทุกข์ทรมานแสนสาหัส จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนของชีวิตที่เขาไม่อาจจินตนาการถึง ...

 

หันหลังให้ WWE

จุดแตกหักระหว่าง ดีน แอมโบรส กับ WWE เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2018 เมื่อเขาไม่พอใจบทพูดของตัวเองในรายการทีวี แอมโบรส รู้สึกว่าบทที่ได้รับเต็มไปด้วยประโยคที่ประดิษฐ์ให้ดูยิ่งใหญ่ แต่ไร้ความหมายและไร้เหตุผล เขาต้องการบทพูดที่บอกเล่าเรื่องราว และบอกเล่าคาแรคเตอร์ของ ดีน แอมโบรส ซึ่งทุกอย่างที่เขาต้องการไม่มีอยู่ในบทพูดนี้  

แอมโบรส จึงสั่งให้นักเขียนกลับไปแก้ไขบทพูดใหม่ แต่เรื่องกลับไม่ง่ายแบบนั้น เพราะ วินซ์ แม็คแมน เจ้าของและบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดใน WWE คือคนอนุมัติบทพูดนี้ และเป็นคนเดียวที่มีสิทธิแก้ไขมัน เขาจึงเดินทางไปพูดคุยกับ วินซ์ แม็คแมน ในห้องทำงานส่วนตัว เพื่อหวังให้วินซ์แก้ไขบทพูดนี้

แต่นอกจาก วินซ์ จะไม่เปลี่ยนบทพูดตามความต้องการของเขาแล้ว เหตุการณ์นั้นยังทำให้ แอมโบรส รับรู้ด้วยว่า วินซ์ แม็คแมน มองคาแรคเตอร์ของเขาเป็นนักมวยปล้ำแบบไหน

Photo : Cageside Seats

"ผมบอกเขาว่า 'ผมพูดบทแบบนี้ไม่ได้ มันงี่เง่าเกินไป' แต่เขากลับตอบผมมาว่า 'บทพูดนี้มันยอดเยี่ยมมากนะ และมันก็เป็นเหตุผลที่แฟนมวยปล้ำชอบนาย เป็นเหตุผลที่แฟนมวยปล้ำเชื่อมโยงกับนาย นายก็รู้ว่าตัวเองคือคนที่แตกต่าง บทพูดนี้คือตัวตนของนาย'" ดีน แอมโบรส ให้สัมภาษณ์ในรายการ Talk is Jericho

"ผมพูดคุยกับเขาเป็นล้านรอบเกี่ยวกับบทพูดของผม และทุกครั้งเขาจะตอบกลับด้วยประโยคเดิม ๆ แบบว่า 'นี่มันคือตัวตนของนาย มันยอดเยี่ยมมากนะ มันทำให้นายเป็นตัวนาย' ผมเลยตอบเขาไปว่า 'ถ้าอย่างนั้น ผมก็เป็นไอ้โง่สิ'"

การสนทนาในลักษณะนี้ของ แอมโบรส และ วินซ์ แม็คแมน เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนกลายเป็นรอยร้าวระหว่างทั้งสองฝ่าย แอมโบรส เล่าให้ฟังว่า เขาต้องแอบรวมหัวกับทีมนักเขียน เพื่อแก้ไขบทพูดของ วินซ์ แม็คแมน โดยไม่ให้เจ้าตัวรับรู้ แต่ถึงจะแก้ไขบทพูดเก่าสำเร็จ แอมโบรส ก็ต้องเจอกับบทพูดใหม่ที่เขาไม่ชอบอยู่ดี

Photo : New York Post

ความสัมพันธ์ของ วินซ์ แม็คแมน กับ ดีน แอมโบรส มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อวินซ์สั่งให้ แอมโบรส กล่าวโจมตี โรมัน เรนส์ หรือชื่อจริง โจ อานัวอี เพื่อนซี้ในชีวิตจริง ผู้ร่วมฝ่าฟันกันมาตั้งแต่สมัยอยู่กลุ่ม The Shield ที่กำลังป่วยด้วยโรคลูคีเมีย เพราะต้องการให้คนดูเกลียดคาแรคเตอร์ของเขามากยิ่งขึ้น

"โรมัน เป็นมะเร็ง ก็แย่หน่อยนะที่เกิดมาเป็นคนแบบเขา" แอมโบรส เจ็บปวดอย่างมากที่ต้องกล่าวประโยคดังกล่าว แต่เขาก็ต้องทำเพราะมันเป็นหน้าที่ มีหลายครั้งที่ แอมโบรส อยากหายตัวไปดื้อ ๆ และไม่กลับมาทำงานกับ WWE อีก แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของเขา แอมโบรส เลือกทำงานหน้าที่ของตัวเองต่อไป และเก็บความขมขื่นในใจเพียงลำพัง

Photo : WWE

"ผมถามตัวเองว่า 'ผมยังทำงานที่นี่ต่อไปทำไม ?' ผมคือนักมวยปล้ำอาชีพที่สามารถเล่าเรื่องด้วยการพูด และผมก็มั่นใจว่าตัวเองสามารถทำให้คนดูเชื่อในเรื่องราวนี้ได้ ผมเรียนรู้ทักษะตรงนี้มานานหลายปี และต้องการจะนำมันมาใช้ใน WWE แต่คุณกลับอยากให้ผมพูดแต่ประโยคโง่ ๆ" แอมโบรส กล่าวถึงฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาแตกหักกับ WWE

"ถ้าคุณอยากให้ใครสักคนพูดประโยคงี่เง่าที่คุณเขียน คุณก็ไปจ้างนักแสดงมาพูดสิ เพราะว่าพวกเขาคงทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีกว่าผม และผมก็ไม่สนใจจะทำงานแบบเดียวกับพวกเขา"

"ผมไม่เคยกลัวที่จะโดนไล่ออก เพราะผมกล้าที่จะเดินเข้าไปและพูดความเห็นของตัวเอง โอเค ผมอาจจะชี้ให้คุณเห็นว่าไอเดียของผมมันดีกว่าตรงไหน แต่ถ้าผมเปลี่ยนใจคุณไม่ได้ และคุณคือคนที่จ่ายเงินเดือนให้ผม ผมก็จะออกไปทำมันให้ดีที่สุด เพราะผมไม่ใช่คนที่เก่งแต่พูด"

Photo : Ringside News

มวยปล้ำคือรักแรกของ ดีน แอมโบรส และหากไม่นับ เรเน พาเควตต์ ภรรยาผู้เป็นคู่ชีวิต (ใน WWE ใช้ชื่อว่า เรเน ยัง และถูกต้องแล้ว ทั้งคู่พบรักกันที่ WWE) มวยปล้ำเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขารักในชีวิต แต่วันนี้ แอมโบรสรู้สึกว่า WWE กำลังพรากสิ่งที่เขารักไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาจึงตัดสินใจแจ้งกับ วินซ์ แม็คแมน อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมกราคม ปี 2019 ว่าเขาจะไม่ต่อสัญญากับสมาคม และ ดีน แอมโบรส จะจากลา WWE ไปตลอดกาล

 

ภารกิจลับกับ AEW

แม้ แอมโบรส จะแจ้งความต้องการกับ WWE เรื่องการออกจากค่าย แต่เขายังต้องทำงานกับสมาคมแห่งนี้อีกหลายเดือน แถมบทบาทของเขาก็ตกต่ำลงอย่างมาก นับตั้งแต่ข่าวการไม่ต่อสัญญาถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ คาแรคเตอร์ ดีน แอมโบรส กลายเป็นตัวตลก ไม่เหลือคราบแชมป์โลก WWE ที่ผู้คนให้ความรักอีกต่อไป

เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่เกิดขึ้น แอมโบรสต่อสายตรงหารุ่นพี่ในวงการที่ผ่านประสบการณ์เดียวกัน และเลือกหันหลังให้กับ WWE นั่นคือ คริส เจอริโก ซึ่งในช่วงเวลานั้นกำลังโลดแล่นใน NJPW โดยไม่รู้เลยว่า ... เขากำลังจะได้รับฟังข่าวดีที่สุดในชีวิต

Photo : 411MANIA

"คนแรกนอกจากภรรยาของผม ที่รู้ว่าผมจะออกจาก WWE คือ คริส เจอริโก" แอมโบรส ให้สัมภาษณ์ในงาน New York Comic Con หลังจากที่เขาได้เปิดตัวกับ AEW แล้ว

"ผมโทรไปพูดคุยกับเขา และเรื่องนี้มันเกิดขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มด้วยซ้ำ ผมบอกกับ เจอริโก ว่า 'รู้ไหม ผมจะออกจากที่นี่ ผมรู้สึกพอแล้วล่ะ' แล้วเขาก็ตอบผมกลับมาว่า 'นายต้องมาทำงานกับเรานะ'"

"ผมงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นประมาณห้านาที ผมก็ได้รับโทรศัพท์จาก โคดี โรดส์ แล้วเขาก็เริ่มเล่าถึงความลับสุดยอดที่กำลังทำกันอยู่ ผมรู้สึก 'ว้าว' และเราก็มาอยู่ด้วยกันที่นี่"

Photo : Twitter | @JohnMoxley

แอมโบรส และ โคดี (ที่นอกจากเป็นนักมวยปล้ำแล้ว ยังเป็นรองประธานบริหารของ AEW อีกด้วย) พูดคุยกันหลายครั้ง หลังจากที่เขารับปากว่าจะย้ายซบ AEW เมื่อหมดสัญญากับ WWE โดยในช่วงเวลานั้น แอมโบรส ปิดปากเงียบ และไม่เคยพูดถึงอนาคตของเขาตามสื่อต่าง ๆ เขาเล่าให้ฟังว่า โทรศัพท์ของเขาดังต่อเนื่อง 48 ชั่วโมง หลัง WWE ประกาศว่า ดีน แอมโบรส จะไม่อยู่กับสมาคมอีกต่อไป

มีข่าวลือออกมามากมายในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็น แอมโบรส จะไม่หายไปไหน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของบท, แอมโบรส จะกลับไปปล้ำที่ค่ายอินดี้, แอมโบรส จะย้ายไปปล้ำที่ญี่ปุ่น, แอมโบรส จะไปแสดงหนัง หรือแม้กระทั่ง แอมโบรส จะเลิกปล้ำ และหายหน้าไปตลอดกาล แต่ท่ามกลางข่าวลือแพร่สะพัดทั่วโลกออนไลน์ กระแสข่าวที่เห็นได้น้อยมากในตอนนั้นคือ "แอมโบรส จะไป AEW"

Photo : Forbes

เพราะนักมวยปล้ำที่เปิดตัวกับ AEW ทั้งหมดในช่วงก่อตั้งสมาคม มักเป็นนักมวยปล้ำที่คลุกคลีหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการมวยปล้ำญี่ปุ่น หรือวงการมวยปล้ำอินดี้ในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 2010s ซึ่งในสายตาของแฟนมวยปล้ำ ดีน แอมโบรส คือคนของ WWE เกินร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ดีน แอมโบรส ได้ตายไปตั้งแต่เขาเดินออกจาก WWE ... จอน ม็อกซ์ลีย์ ซึ่งเป็นชื่อบนเวทีมวยปล้ำที่เจ้าตัวใช้ตอนแรกขึ้นสังเวียนถือกำเนิดอีกครั้ง นับจากการปรากฎตัวครั้งสุดท้ายในสมาคม EVOLVE เมื่อปี 2011 แต่คราวนี้ จอน ม็อกซ์ลีย์ กลับมาเพื่อเป็นซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของ AEW

"สักวันหนึ่ง ผู้คนจะหลั่งไหลมาที่งานศพของกู เพื่อจะแน่ใจว่ากูตายแล้วจริง ๆ แต่วันนั้นไม่ใช่วันนี้ กูยังมีชีวิตอยู่ หัวใจกูยังเต้นแรง และกูได้สูดอากาศสดชื่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี" จอน ม็อกซ์ลีย์ กล่าวแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ หลังเปิดตัวกับ AEW เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2019

"ชื่อของกูคือ จอน ม็อกซ์ลีย์ และกูอยู่ในภารกิจที่จะทวงคือจิตวิญญาณ และกูไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ มันขึ้นอยู่กับเวลาที่อุตสาหกรรมนี้ต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิด นี่คือการประกาศสงครามกับใครก็ตามที่มาขวางทางของกู และทางของ AEW"

"เราไม่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์อีกต่อไปแล้ว เพราะเรากำลังเขียนมันด้วยตัวเอง ... นี่คือสิ่งที่คุณเรียกว่า การปรับภูมิทัศน์ (Paradigm Shift - ซึ่งนี่คือชื่อท่าไม้ตายของ จอน ม็อกซ์ลีย์ อีกด้วย)"

 

ความสำเร็จของ จอน ม็อกซ์ลีย์ 

จอน ม็อกซ์ลีย์ ก้าวสู่จุดสูงสุดของ All Elite Wrestling อย่างรวดเร็ว เขาคว้าแชมป์โลก AEW ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 และครองสถิติไร้พ่ายในแมตช์เดี่ยวยาวนานกว่าหนึ่งปี จนกระทั่งแพ้ให้กับ เคนนี โอเมกา และเสียแชมป์โลก AEW เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ไม่เพียงแค่นั้น จอน ม็อกซ์ลีย์ ยังถือเป็นนักมวยปล้ำที่มีผลงานยอดเยี่ยมในประเทศญี่ปุ่น กับการข้ามฟากไปปล้ำกับ NJPW เขาคว้าแชมป์ IWGP United States Heavyweight มาครองได้ถึงสองสมัย และยังถือเข็มขัดเส้นนี้อยู่ในปัจจุบัน (3 มีนาคม 2021) โดยครองแชมป์มานานกว่า 400 วันแล้ว

Photo : New Japan Pro-Wrestling

ความสำเร็จที่กล่าวมาทำให้ จอน ม็อกซ์ลีย์ ได้รับการโหวตคว้ารางวัล "นักมวยปล้ำแห่งปี 2020" จากสองสื่อใหญ่ในวงการมวยปล้ำอย่าง Wrestling Observer Newsletter และ Pro Wrestling Illustrated ถือเป็นคนแรกที่สร้างความสำเร็จนี้ได้ นับตั้งแต่ เอเจ สไตล์ส เมื่อปี 2016

การคว้ารางวัลนักมวยปล้ำแห่งปี ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ม็อกซ์ลีย์ สามารถประสบความสำเร็จได้มากแค่ไหน เมื่ออยู่นอกชายคา WWE เมื่อมองให้ลึกถึงรายละเอียดลงไปจะพบว่า ม็อกซ์ลีย์ ไม่ใช่แค่คาแรคเตอร์ที่ประสบความสำเร็จกว่า ดีน แอมโบรส แต่ยังเป็นคาแรคเตอร์ที่ดีกว่าในทุกมิติ

จอน ม็อกซ์ลีย์ ไม่ได้แค่คว้ารางวัลนักมวยปล้ำแห่งปี 2020 จาก Wrestling Observer Newsletter แต่ยังรวมถึงรางวัลนักมวยปล้ำยอดเยี่ยมฝั่งสหรัฐอเมริกา, คู่ปรับแห่งปีกับ เอ็ดดี้ คิงสตัน และนักวิวาทยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ม็อกซ์ลีย์ยังมีชื่อเข้าชิงในสาขานักพูดยอดเยี่ยม, นักมวยปล้ำทำเงินยอดเยี่ยม, นักมวยปล้ำเสน่ห์ยอดเยี่ยม และท่าไม้ตายยอดเยี่ยม

สวนทางกัน ในปี 2018 ซึ่งเป็นยุคมืดของเขากับ WWE คาแรคเตอร์ ดีน แอมโบรส กลับมีชื่อเข้าชิงรางวัลนักมวยปล้ำที่ถูกผลักดันเกินจริง, คู่ปรับยอดแย่กับ เซธ โรลลินส์ และกิมมิคยอดแย่ ความจริงในข้อนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การก้าวออกมาจาก WWE ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของ จอน ม็อกซ์ลีย์

ทุกวันนี้ จอน ม็อกซ์ลีย์ ได้โอกาสสร้างสรรค์ไอเดีย และสื่อสารเรื่องราวของคาแรคเตอร์นี้อย่างที่ตัวเองต้องการ ทุกบทบาทของเขาที่ปรากฎใน AEW ไม่มีใครเขียนหรือบังคับให้พูด เช่นเดียวกับเรื่องการปล้ำ ม็อกซ์ลีย์มีโอกาสเข้าร่วมในแมตช์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย เช่น Lights Out Match หรือ Exploding Barbed Wire Deathmatch ซึ่งเขาไม่มีวันได้รับโอกาสนี้ใน WWE

Photo : Sports Illustrated

ความสำเร็จในฐานะนักมวยปล้ำแห่งปี 2020 ของ จอน ม็อกซ์ลีย์ ยืนยันให้เห็นว่า คนที่มีความสามารถอาจไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพของตัวเอง หากอยู่กับองค์กรที่มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเขา การก้าวออกจาก WWE สู่ AEW จึงถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของ ม็อกซ์ลีย์ และผลักดันเขาสู่แถวหน้าของวงการอย่างที่ควรจะเป็น

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.cagesideseats.com/wwe/2019/5/30/18644576/jon-moxley-talk-is-jericho-transcribed
https://www.wrestlinginc.com/news/2019/10/jon-moxley-on-the-first-person-he-spoke-to-regarding-aew-660551/
https://sites.google.com/site/chrisharrington/mookieghana-prowrestlingstatistics/wo_awards_history
https://www.reddit.com/r/SquaredCircle/comments/lsv30q/wrestling_observer_newsletter_awards_2020/
https://www.cagematch.net/?id=2&nr=3940&page=20



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world.
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x