Feature

จากตัวประหลาดสู่เจ้าของธุรกิจ "เต๋า ปริญญา" ชายผู้อยู่กับสเก็ตบอร์ดมา 25 ปี | Main Stand



"ทำไมมนุษย์สักคนถึงตัดสินใจเล่นสเก็ตบอร์ด ?"


 

คำถามนี้อาจผ่านเข้ามาในหัวของเรา ยามเดินผ่านสวนสาธารณะหรือที่โล่งกว้างใต้ทางด่วน ซึ่งเต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่นที่จับกลุ่มกันเล่นสเก็ตบอร์ด  

โลกของพวกเขา กับ โลกของเรา อยู่ห่างกันคนละใบ ทั้งที่ความจริงแล้ว สเก็ตบอร์ด คือวัฒนธรรมกระแสรองที่ฝังตัวอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า 20 ปี หรืออาจจะเกือบ 30 ปี แต่ไม่มีใครเคยมองเห็น แถมยังเนรเทศพวกเขาให้กลายเป็นคนนอกของสังคม

ในวันที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป และสเก็ตบอร์ดเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อคนหมู่มาก ทั้งในแง่ของกีฬาและแฟชั่น เราเดินทางมายัง 9INE 5IVE Skate BKK ร้านสเก็ตบอร์ดบนถนนเพชรบุรี เพื่อหาคำตอบของคำถามที่เกิดขึ้นใจ ผ่านการพูดคุยกับ เต๋า-ปริญญา กิจพูลลาภ เจ้าของร้านและนักกีฬาสเก็ตบอร์ดอาชีพ ที่คลุกคลีอยู่กับวงการนี้มายาวนานกว่า 25 ปี

ท่ามกลางลูกค้าที่เดินเข้ามาสอบถาม และซื้อสินค้าไม่ขาดสาย “ปริญญา” กำลังบอกเล่าการดินทางของวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่สังคมเคยพวกเขาเป็นตัวประหลาด สู่วันที่สเก็ตบอร์ดกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก และกิจกรรมเพื่อคนทุกเพศวัย

 

คุณเริ่มต้นเล่นสเก็ตบอร์ดได้อย่างไร

ผมเริ่มเล่นสเก็ตบอร์ดตอนอายุ 13 ปี ที่จังหวัดลำปาง ตอนนั้นเป็นปี 1995 ผมเห็นสเก็ตบอร์ดครั้งแรกจากข่าวในทีวี พวกรายการแบบภาพกีฬามัน ๆ หลังจากนั้น ผมก็ไปตามหาสเก็ตบอร์ดเพื่อซื้อมาเล่น แต่ว่ามันไม่มีขาย

ผมได้มาแค่สเก็ตบอร์ดพลาสติก แบบเพนนีบอร์ดอันเล็ก ๆ ที่ไปซื้อมาจากร้านกีฬาประจำจังหวัด ซึ่งผมเข้าใจว่ามันจะเหมือนกับสเก็ตบอร์ดที่ขายตามห้าง แต่ความจริงมันเหมือนแค่หน้าตา พอเอามาเล่นแล้วมันเล่นไม่ได้ ทั้งทรัคล้อหรือลูกยาง มันไม่ใช่ เป็นของปลอม เล่นท่าอะไรไม่ได้เลย

สักปีหนึ่งผ่านไป ผมเริ่มเห็นเพื่อนเอาสเก็ตบอร์ดรูปทรงแบบนี้ (ชี้ไปที่สเก็ตบอร์ดในร้าน) มาเล่นกันที่สนามบาสในโรงเรียน ผมเลยเข้าไปหาพวกเขาแล้วถามตรง ๆ เลยว่า ซื้อที่ไหน ?

ผมถึงได้รู้ว่า สเก็ตบอร์ดแบบที่เล่นกันทุกวันนี้ ตอนนั้นจังหวัดลำปางไม่มีขาย ต้องขึ้นไปซื้อที่เชียงใหม่ ผมคิดว่ายุคนั้น เมืองที่มีขายสเก็ตบอร์ดน่าจะมีแค่ กรุงเทพฯ กับ เชียงใหม่ สเก็ตบอร์ดตัวแรกของผมก็ซื้อที่เชียงใหม่ ราคาประมาณ 5,000 บาท ร้านชื่อว่า ร้านกาโต้ มันเป็นร้านแรกที่ขายสเก็ตบอร์ดในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ

 

ย้อนกลับไปในช่วงที่คุณหัดเล่น สังคมสเก็ตบอร์ดในจังหวัดลำปางใหญ่มากน้อยแค่ไหน

ลำปางเป็นจังหวัดเล็ก ๆ มีโรงเรียนใหญ่ในตัวจังหวัดแค่สองโรงเรียน ก๊วนเด็กผู้ชายจะรู้จักกันหมด ถ้าคุณมีเพื่อนในห้องเดียวกันเล่นสเก็ตบอร์ด คุณก็แค่เข้าไปเล่นกันเขา มันเหมือนกับว่า เมื่อคุณมีสเก็ตบอร์ดหนึ่งตัวอยู่ในมือ เท่ากับว่า คุณมีพาสปอร์ตที่จะเข้าสู่เมืองนี้ได้

เราเล่นกันประมาณ 20-30 คน สมัยก่อนมันจะรวมกันหมดเลยนะ ทั้ง อินไลน์สเก็ต จักรยาน สเก็ตบอร์ดมันเป็นแก๊งใหญ่ ๆ ถ้าจะให้เห็นภาพก็เหมือนเอ็มวีเพลง “ซูเปอร์ฮีโร่” ของวงแร็ปเตอร์ (Raptor) แบบนั้นเลย

เราคือแก๊งเด็กตัวเล็กที่ใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ ๆ รวมตัวกันเล่นสเก็ตบอร์ด เดินทางไปตามสถานที่อินเทรนด์ หาโลเคชั่นเพื่อเล่นสเก็ตบอร์ด เช่น ไปแอบเล่นตามโรงเรียนช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ สถานที่ราชการ หรือ ตึกร้าง อะไรแบบนี้

 

สำหรับเด็กวัยรุ่นเมื่อ 25 ปีก่อน การเล่นสเก็ตบอร์ดมันเท่ขนาดไหน ?

ไม่เท่เลย (ตอบทันควัน) ในยุคนั้น สเก็ตบอร์ดเป็นอะไรที่ดูใต้ดิน คนเล่นก็เป็นพวกนอกคอก ตัวประหลาดของสังคม คือมันเท่ในสายตาเราเอง แต่สำหรับคนอื่น คนเล่นสเก็ตบอร์ด เป็นพวกเด็กกวนเมือง ไร้สาระ บ้าแฟชั่น เสียงดังที่วัน ๆ ไม่ทำประโยชน์อะไรเลย เพราะเอาแต่เล่นสเก็ตบอร์ด

พูดง่าย ๆ คือ สังคมอื่นมองเราเป็นตัวประหลาด ไปที่ไหนก็ไม่มีใครชอบ เริ่มตั้งแต่การแต่งตัวที่มันไม่เหมือนชาวบ้าน เสื้อผ้าก็ต้องใส่ตัวใหญ่ ๆ พวกเสื้อผ้า-กางเกงโอเวอร์ไซส์ เพราะยุคนั้นมันจะมีแฟชั่นแค่แบบเดียวคือ ฮิปฮอป

ตอนนั้น ผมก็คิดว่าตัวเองเก๋า (ยิ้ม) คิดว่าตัวเองเท่ เราต้องทำตัวเด่น เดินรวมกลุ่มกันเป็นสิบคน เดินห้างด้วยกัน ดูหนังพร้อมกัน มองย้อนกลับไปมันก็เหมือนเห็นเด็กสมัยนี้มั้ง อารมณ์แบบว่า "อยากจะเฟี้ยวกันเหลือเกิน" (หัวเราะ)

 

เคยมีคนรอบข้าง ตั้งคำถามในความชอบของคุณไหม ?

พ่อแม่ผมไม่เคยสนับสนุนให้ผมเล่นสเก็ตบอร์ด ในสายตาพวกเขา ตอนนั้นผมลุคแบดบอยมาก ทั้งที่ความจริงผมไม่ได้ไปไหนไกลบ้านเลย เพราะบ้านผมอยู่ในโซนสวนสาธารณะที่เล่นกันเป็นประจำ เดินกลับบ้านด้วยตัวเองได้ แต่ว่าผมไปเล่นตั้งแต่ 5 โมงเย็น จนถึง 2-3 ทุ่ม ซึ่งมันคงดึกมากแล้วสำหรับเขา ผมก็เลยโดนด่าเละ พ่อบอกเลย "มึงห้ามไปเล่นนะ มึงกลับดึกมาก"

ผมจำได้ว่าหลังจากโดนดุ ผมก็หยุดเล่นไปสักอาทิตย์นึง สุดท้ายผมก็คิดในใจว่า "ช่างแม่งมัน" แล้วก็กลับไปเล่นสเก็ตบอร์ด 

ถึงจุดนั้น เขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว อีกอย่างพ่อแม่ผมก็คงไม่มีเวลามานั่งด่าผมทุกวัน หลังจากนั้น ชีวิตของผมคืออยู่บนลานสเก็ต ผมจะอยู่ที่นั่นตั้งแต่หลังเลิกเรียน จนถึง ตีหนึ่ง-ตีสอง ผมใช้ชีวิตแบบนี้ตั้งแต่ ม.3 จนจบ ม.6

 

ตอนนั้นคุณดูหมกมุ่นกับการเล่นสเก็ตบอร์ดมากเลยนะ ? 

หมกมุ่นมาก ในหัวผมไม่เคยคิดเรื่องอื่นเลย เพราะมันมีแต่เรื่องสเก็ตบอร์ด ไปโรงเรียนก็เอาแต่นั่งวาดรูปสเก็ตบอร์ด นั่งเขียนโลโก้ คิดแต่วันเย็นนี้จะเล่นท่าอะไร สมองผมมีแค่นี้จริง ๆ เรื่องอื่นไม่มีในหัว ทั้งเรื่องเรียนหรือผู้หญิง ผมไม่เคยคิดเลย

เวลาผมยืนอยู่บนบอร์ด สมองผมมันเหมือนปิดสวิตช์ (ดีดนิ้ว) โลกภายนอกมันเงียบไปหมด ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เพราะเวลาเล่นคุณต้องโฟกัส คุณต้องคิด คุณต้องบังคับร่างกายตลอดเวลา มันเหมือนกับเราชัตดาวน์สิ่งต่าง ๆ แล้วเข้าไปอยู่ในโลกของตัวเองที่คนนอกเข้าไม่ได้ เราคอนโทรลได้หมดทุกอย่าง

สเก็ตบอร์ดมันคือโลกที่ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีครูมานั่งบอกว่า คุณทำแบบนี้คือถูก คุณทำแบบนี้คือผิด ไม่มีพ่อแม่มาคอยสอนว่า แต่งตัวแบบนี้ไม่เรียบร้อย ไม่มีใครมานั่งบ่นนั่งว่าอะไรเราเลยนะ มันคือโลกที่เป็นอิสระของเราจริง ๆ เราทำเหี้ยอะไรก็ได้

 

หลังจากนั้น คุณก้าวเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร สังคมสเก็ตบอร์ดในเมืองหลวง แตกต่างจากต่างจังหวัดมากน้อยแค่ไหน

สเก็ตบอร์ดในไทยมันเริ่มตั้งแต่ก่อนที่ผมจะรู้จัก เพราะมีพวกพี่ในกรุงเทพฯ เขาเริ่มเล่นกันก่อนตั้งหลายปี ส่วนของต่างจังหวัดแบบที่ผมอยู่ มันดีเลย์กว่ามาก เริ่มเล่นหลังจากคนในกรุงเทพฯ ประมาณ 6-7 ปี

ก่อนเข้ามากรุงเทพฯ ผมไม่มีภาพในหัวเลยว่าสังคมสเก็ตบอร์ดที่นี่เป็นอย่างไร เคยแต่ได้ยินรุ่นพี่หรือเพื่อนเล่าว่า เด็กเล่นสเก็ตบอร์ดในกรุงเทพฯ เขาเก่งกันมากนะ

เมื่อผมย้ายมาอยู่ที่นี่ หลังจากเรียนจบ ม.6 ถึงรู้ว่า เออ มันต่างกันมากจริง ๆ พวกเขาเล่นเก่งกว่า แถมเรื่องแฟชั่นนี่คือ โอ้โห มันเทียบกันไม่ติด 

ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เรามีเงินน้อยกว่า แต่งตัวเสื้อผ้าไม่มียี่ห้อ แต่เพื่อนที่เล่นสเก็ตในกรุงเทพฯ เขาใส่เสื้อผ้าแบรนด์สเก็ตบอร์ดตั้งแต่หัวจรดเท้า ใหม่ทั้งตัว สเก็ตบอร์ดใหม่ เสื้อผ้าใหม่ รองเท้าใหม่ มันต่างกันมาก

 

คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นภาพแบบนั้น ?

ผมรู้สึกชื่นชมนะ บอกกับตัวเองว่า "เท่ว่ะ เจ๋งดีว่ะ" มันสร้างแรงผลักดันในใจว่า อยากมีแบบเขาบ้าง ช่วงนั้นผมก็ตั้งใจเก็บเงิน ใช้เงินอย่างประหยัดเพื่อซื้อสเก็ตบอร์ดใหม่ อย่างเงินที่บ้านเขาส่งมาให้เรียน ผมก็เอาไปซื้อเสื้อผ้า ซื้อสเก็ตบอร์ด 

ความจริงคือ 2 ปีแรกที่มาอยู่กรุงเทพฯ ผมไม่ได้ไปเรียนเลย เอาแต่อยู่ติดบ้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เงิน อีกอย่างคือในหัวเรามันคิดแต่เรื่องสเก็ตบอร์ด

 

มองผ่านความรู้สึกและประสบการณ์ของคุณ คนในกรุงเทพฯ เห็นคนเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นตัวประหลาด เหมือนคนต่างจังหวัดหรือเปล่า ?

ก็คล้ายกับต่างจังหวัดแหละ คนภายนอกเขาคงมองพวกเราด้วยสายตาที่เหมือนกัน เห็นเราเป็นคนแต่งตัวประหลาด ไปที่ไหนก็เสียงดัง แตกต่างแค่ คนเล่นในสเก็ตบอร์ดกรุงเทพฯ เขาแต่งตัวเท่กว่า (หัวเราะ)

ตอนนั้นสังคมสเก็ตบอร์ดในกรุงเทพฯ มันก็ยังไม่กว้างมาก ช่วงปี 1999-2000 สเก็ตบอร์ดยังเป็นอะไรที่ Niche (เฉพาะกลุ่ม) ยังเป็นอะไรที่ Unique (ไม่เหมือนใคร)

แม้แต่ในกรุงเทพฯ ยุคนั้น พื้นที่เล่นสเก็ตบอร์ดมันน้อยมากเลยนะ น้อยกว่าตอนนี้เยอะ ในช่วงนั้นก็จะมีรวมตัวกันเล่นที่สนามศุภชลาศัย รองลงมาคือสวนเบญจกิติ ที่เหลือคนก็จะเล่นตามจุดใกล้บ้านต่าง ๆ อาจจะเป็นแถวบางเขนหรือดอนเมือง ซึ่งมันก็เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 10-20 คน ทำอุปกรณ์เล่นกันเองตามลานสาธารณะ

เวลาไปเล่นสเก็ตบอร์ดในพื้นที่แบบนี้ ผมไม่เคยสนใจว่าใครจะรำคาญหรือมองผมยังไง ย้อนกลับไปตอนนั้น อาจจะเป็นด้วยวัยของเรา ถึงเขารู้สึกว่าเดือดร้อน ผมก็คงไม่แคร์อ่ะ ซึ่งความจริง ผมก็มองว่า ผมไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน เพราะเราเล่นสเก็ตบอร์ดกันในพื้นที่สาธารณะ

ผมมองว่ามันเป็นสิทธิของเรา เพราะมันเป็นพื้นที่สาธารณะ แค่นั้นเลย คำว่า พื้นที่สาธารณะ หมายความว่า นี่คือพื้นที่ของทุกคน เมื่อไหร่ที่ผมไปเล่นหน้าบ้านคนอื่น อันนั้นแหละคือผมทำเขาเดือดร้อน

 

หลังจากเล่นสเก็ตบอร์ดมาหลายปี อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณเปิดร้านสเก็ตบอร์ดของตัวเอง

ผมเริ่มทำร้านสเก็ตบอร์ดกับ Preduce มาตั้งแต่ปี 2002 อธิบายก่อนว่า Preduce เป็นบริษัทสเก็ตบอร์ดแห่งแรกของไทย พวกเรามีทีมสเก็ตบอร์ด และเปิดร้านที่สยามสแควร์ตอนปี 2006 ผมก็ทำมาในฐานะหุ้นส่วนและสมาชิกทีมด้วย

ถ้าจะถามว่า เปิดร้านสเก็ตบอร์ดตอนนั้น ผมคิดอะไรอยู่ในหัว ? คือชีวิตของผมมันไม่มีอะไรอย่างอื่น มีอยู่เรื่องเดียวคือสเก็ตบอร์ด 

ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบ แต่ผมไม่อยากทำอะไรเลย ไม่อยากทำงาน ไม่อยากสมัครงาน ไม่อยากเข้าไปสู่ระบบของพนักงานออฟฟิศ ผมนั่งคิดแต่ว่า ทำอย่างไรถึงจะเล่นสเก็ตบอร์ดได้ทุกวันเหมือนเดิม… คำตอบก็คือ เปิดร้านสเก็ตบอร์ด แค่นั้นเลย

 

มีแนวคิดอะไรอยู่เบื้องหลังการขายสินค้าสเก็ตบอร์ดของคุณบ้าง

ผมขอแบ่งเป็น 2 ส่วนแล้วกัน ส่วนแรกคือตอนที่ผมทำกับ Preduce คือตอนนั้นเราต้องการทำร้านเป็น Pure Skateboard เป็นร้านที่ตอบโจทย์คนเล่น Core Skate หรือคนเล่นสเก็ตบอร์ดเล่นท่า ดังนั้น สินค้าสเก็ตบอร์ดทุกอย่างที่ขายต้องเป็นแบรนด์ที่ดี แบรนด์ที่ดัง ต้องเป็นแบรนด์ของ ... ตัวจริง เพราะเราโฟกัสที่คนเล่นสเก็ตบอร์ดจริง ๆ รองลงมาถึงเป็นกลุ่มแฟชั่น

แต่ที่ 9INE 5IVE หรือร้านใหม่ของผม เราโฟกัสทุกคนที่ชอบสเก็ตบอร์ด คือ Preduce เขาจะโฟกัสแค่คนเล่น Core Skate แต่ที่ 9INE 5IVE กลุ่มเป้าหมายของร้านคือทุกคนที่ชอบสเก็ตบอร์ด และเล่นสเก็ตบอร์ดทุกประเภท สังเกตได้ว่าเราจะมีสินค้าทั้งสเก็ตบอร์ดเล่นท่า, ครุยเซอร์ หรือเซิร์ฟสเก็ต ลูกค้าที่เข้ามาในร้านก็เป็นหน้าใหม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์

ไลฟ์สไตล์คนที่เล่น Core Skate กับสเก็ตแบบอื่นต่างกันนะครับ คือคนที่เล่น Core Skate เขาก็จะเป็นกลุ่มคนที่เราเห็นกันตามยูทูบ คนเล่นบอร์ดที่ชอบกระโดดหรือสไลด์ตามบันได คนกลุ่มนี้เขาจะรวมตัวกันฝึกเล่นท่า ออกไปเล่นตามสถานที่ต่าง ๆ เข้าป่า หาสปอต แล้วถ่ายวิดีโอเผยแพร่

ส่วนคนเล่นสเก็ตบอร์ดกลุ่มอื่นเนี่ย เขาก็เล่นเพื่อความสนุก แค่ไถสเก็ตบอร์ดวิ่งไปวิ่งมาก็สนุกแล้ว ไลฟ์สไตล์มันต่างกันเลย เพราะฉะนั้น กลุ่มเป้าหมายในการขายสินค้ามันก็ต่างกัน กลุ่ม Core Skate ช่วงอายุจะอยู่ที่ 13-25 หรือวัยมัธยมถึงเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะหลังจากเรียนจบ คนส่วนใหญ่ต้องทำงาน ไม่มีเวลามาเล่นสเก็ตบอร์ดแบบนี้แล้ว

แต่พอตลาดมันขยายสู่ครุยเซอร์หรือเซิร์ฟสเก็ต กลุ่มลูกค้ามันเปลี่ยน ตอนนี้ช่วงอายุลูกค้าอยู่ที่ 3 ขวบ ถึง 60 ปี เลย ก็เห็นได้ชัดว่า ตลาดคนเล่นสเก็ตบอร์ดมันเติบโตขึ้นมาก

 

ทำไมคนในยุคปัจจุบัน ถึงเปิดใจหันมาเล่นสเก็ตบอร์ดมากขึ้น ?

ไม่รู้สิ (หัวเราะ) แต่เท่าที่สัมผัสมา วัยของผู้ปกครองหรือคนที่มีลูกประมาณ 5-10 ขวบ คือคนช่วงวัยเดียวกับผม หรืออายุประมาณ 40 ปี

ผมคิดว่าวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดผ่านหูผ่านตาคนเหล่านี้มา หลายคนอาจจะเคยเล่นเอง หลายคนอาจจะไม่เคยเล่น แต่ผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับสเก็ตบอร์ด ไม่ว่าจะเป็นในมุมของแฟชั่นหรือมุมอื่น พอมาถึงวันนี้เขาเปิดรับและเริ่มสนุกไปกับมัน ทำให้เกิดคนเล่นหน้าใหม่ขึ้นมา

ส่วนคนเล่นสเก็ตบอร์ดที่อายุมาก มันมีบางคนที่คิดว่า "ตอนเด็กกูไม่ได้เล่นว่ะ" ตอนนี้กูมีเวลา กูมีเงิน กูอยากลองเล่น อยากสานฝันในวัยเด็ก กลุ่มคนแบบนี้ก็มี หรือบางคนอาจจะเคยเล่นตั้งแต่ตอนมัธยม แต่พอเข้ามหาลัยแล้วเรียนหนัก จบมาก็ทำงานเลย สเก็ตบอร์ดคือเลิกเล่น แต่วันนี้เขาอายุ 40 ปี หันมองดูรอบตัว ไม่มีภาระหนี้สิน บ้านผ่อนหมดแล้ว เวลาก็มีแล้ว อยากกลับมาเล่นสเก็ตบอร์ดอีกครั้ง

แต่สำหรับคนที่ประสบการณ์หรือความรู้เกี่ยวสเก็ตบอร์ดเป็น 0 แล้ววันหนึ่งอยากหันมาเล่นสเก็ตบอร์ด หรือมาเล่นแล้วชอบ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไม (หัวเราะ) สเก็ตบอร์ดมันคงมีเสน่ห์ให้แต่ละคนไม่เหมือนกันแหละ ผมคิดว่าแบบนั้นนะ

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่า การเล่นสเก็ตบอร์ดมันก้าวสู่วัฒนธรรมกระแสหลัก

เพิ่งรู้สึกปีนี้เลย (ยิ้ม) คือก่อนหน้านี้ การเล่นสเก็ตบอร์ดมันเป็นอะไรที่นอกกระแส เป็นอะไรที่อยู่ใต้ดินมาตลอด มันก็อาจจะมีเป็นแฟชั่นดังขึ้นมาก่อนหน้านี้บ้าง เช่น พวกสตรีทแฟชั่นที่เกิดมาจากวัฒนธรรมสเก็ตบอร์ด ยกตัวอย่างคือ Nike SB  

แฟชั่นเหล่านี้มันก็ทำให้วัฒนธรรมสเก็ตบอร์ดโตขึ้น สเก็ตบอร์ดเข้าไปอยู่ในกลุ่มแมสมากขึ้น เข้าไปอยู่ในโลกแฟชั่นมากขึ้น เราจะเริ่มเห็นคนที่ไม่เล่นสเก็ตบอร์ดซื้อสินค้าที่เกี่ยวกับสเก็ตบอร์ด แต่คนเขาก็แค่ซื้อสินค้า เขายังไม่หันมาเล่นสเก็ตบอร์ด

คนเพิ่งหันมาเล่นสเก็ตบอร์ดช่วงปลายปี 2020 ที่ผ่านมา ในช่วงล็อคดาวน์ COVID-19 เพราะช่วงนั้นคนเล่นสเก็ตบอร์ดเพิ่มขึ้นเยอะมาก ทั่วโลกเลยนะ เพิ่มขึ้นทั่วโลกเลย

ผมมองว่ามันมีหลายเหตุผล ข้อแรกคือมันเป็น Fashion Life Cycle ที่วนกลับมาอีกครั้ง เพราะสเก็ตบอร์ดเคยขึ้นสู่จุดสูงสุดทั้งทางธุรกิจและแฟชั่น เมื่อปี 2000 ปีที่แล้วมันครบรอบ 20 ปีพอดี เป็นเทรนด์ยุค 90s ที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นหรือดนตรี มันวนกลับมาเป็นลูปเมื่อครบ 20 ปี

อีกเหตุผลหนึ่งคือ สเก็ตบอร์ด ได้เข้าโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว ถือเป็นครั้งแรกที่สเก็ตบอร์ดจะได้เป็นกีฬาแข่งขันกันในโอลิมปิก ซึ่งพอมันเข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วเนี่ย สเก็ตบอร์ดก็เริ่มได้รับความนิยมขึ้นมา

เพราะแต่ละประเทศที่เขาอยากได้เหรียญทอง ก็จะผลักดันคนเล่นสเก็ตบอร์ดในประเทศ มีการสร้างสนาม มีการเพิ่มจำนวนคนเล่นขึ้นไปอีก ซึ่งทุกวันนี้ มันไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกา แต่มีจีน, ญี่ปุ่น ที่สนใจ ทำให้กระแสสเก็ตบอร์ดมันพุ่งขึ้นมา

เมื่อบวกกับช่วงโควิดที่คนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน คนก็มีเวลาว่าง ต้องการหากิจกรรมทำ ผมมองว่ามันเป็นคลื่นสามลูกที่เข้ามาชนกัน แฟชั่น, โอลิมปิก และโควิด-19

 

คุณคิดว่าสเก็ตบอร์ดจะได้รับความนิยมแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ?

ผมมองว่าสเก็ตบอร์ดเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่ง เหมือนดนตรี เหมือนการวาดภาพ สเก็ตบอร์ดคือศาสตร์ศิลปะอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีการแอคชั่นหรือกีฬาเข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็เป็นวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง เมื่อก่อนมันอาจจะเป็นซับคัลเจอร์ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ Sub Culture แล้ว มันกำลังจะกลายเป็น Big Culture

ผมว่ามันคงมีเวฟของมันแหละ ทุกอย่างมีขึ้นมีลง แต่ว่าสเก็ตบอร์ดเล่นท่า หรือ Core Skate จะไม่มีวันหายไป มีแต่จะเพิ่มขึ้น อาจจะเพิ่มขึ้นทีละนิด แต่ผมมั่นใจว่าจะเพิ่มขึ้น

การเล่นสเก็ตบอร์ดมันจะหายไปก็ต่อเมื่อ คนเล่นมันแก่จนเล่นไม่ได้ หรือตายกันไปหมด คนเล่นสเก็ตบอร์ดมันหยุดเล่นได้ 2 วิธี เท่านั้นนะ มีแค่นี้จริง ๆ

 

จากวันแรกที่คุณเล่นสเก็ตบอร์ดจนถึงวันนี้ สังคมรอบข้างยังมองคนเล่นสเก็ตบอร์ดเหมือนเดิมอยู่ไหม

ไม่แล้วครับ สเก็ตบอร์ดวันนี้มันกลายเป็นกิจกรรมของคนทุกวัยและทุกเพศ ทั้งผู้ชาย-ผู้หญิง เดี๋ยวนี้เล่นสเก็ตบอร์ดได้หมด แต่เมื่อก่อนมันมีแต่ผู้ชาย วันนี้มันคูณสองเข้าไป สเก็ตบอร์ดกลายเป็นอะไรที่แมส ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก 

ความจริงมันเป็นเทรนด์ทั่วโลก วัฒนธรรมมันเปลี่ยนไป อะไรที่เคยถูกจำกัดไว้แค่ผู้ชาย เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นกิจกรรม Unisex มันไม่มีคำว่าเพศมาจำกัดแล้ว

ทุกวันนี้ เลสเบี้ยนเล่นสเก็ตบอร์ดก็มี กลุ่ม LBGT ก็มี มันไม่ได้ถูกจำกัดแค่ว่า คุณเป็นผู้ชาย คุณเป็นเด็กบอร์ด คุณเป็นเด็กมัธยมหัวเกรียน ไม่ใช่แบบนั้น โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ผมว่าแบบนี้มันสนุกกว่าเดิมมากนะ แจ๋วดีครับ 



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x