Feature

คณะราษเก็ต : ราษฎรผู้ไถบอร์ดเพื่อแสดงออกทางสังคม | Main Stand



"ถ้ายิมนาสติกเป็นกีฬาที่สื่อถึงความสวยงาม สเก็ตบอร์ดก็คงสื่อถึงความกล้าหาญ เราใช้มันเพื่อต่อสู้กับบรรยากาศแห่งความกลัวที่ชนชั้นนําพยายามสร้างขึ้น"


 

ท่ามกลางมวลชนจำนวนมากที่ออกมาชุมุนมทางการเมือง บนถนนรัชดาภิเษก ในค่ำคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 

สายตาของคนเราสะดุดไปยัง คนกลุ่มหนึ่งที่กำลังใช้สองเท้าผลักดันให้เจ้าแผ่นกระดานสี่ล้อ เคลื่อนไปตามทิศดั่งใจต้องการ 

พวกเขาแนะนำตัวกับเราว่าคือ "คณะราษเก็ต" เกิดจากขึ้นรวมตัวของเหล่าสเก็ตเตอร์ทั่วฟ้าเมืองไทย ผู้ต้องการใช้สเก็ตบอร์ด เพื่อแสดงออกทางความคิดอย่างสันติวิธี และไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

ยกเว้นเอาพละกำลังเรี่ยวแรงมาปลดปล่อยลงไปกับการไถสเก็ตบอร์ดเท่านั้น ที่ "คณะราษเก็ต" จะยกมือขึ้นฟ้าเห็นด้วย 

 

หยุดจ๊วบจ๊าบสเก็ตเตอร์

ข้อความหนึ่งบนป้ายไวนิลที่ใช้เพื่อเป็นลานไถสเก็ตบอร์ดชั่วคราว แทบจะพูดแทนความรู้สึกทั้งหมดที่พวกเขาต้องพบเจอมุมมองด้านลบจากผู้คนภายนอก 

"บ้านเรามักมองเด็กเล่นสเก็ตบอร์ดว่าเป็นพวก Gangster บ้าง, มารวมตัวกันเพื่อมัวสุมบ้าง แต่การออกมาร่วมชุมนุมครั้งนี้ เพราะเราอยากปรับภาพลักษณ์ของ สเก็ตเตอร์ (นักเล่นสเก็ตบอร์ด) ว่าเราไม่ใช่พวกที่มามั่วสุมหรือน่ากลัวอย่างที่เขาคิดกัน"

"พวกเรามีความสนใจประเด็นทางสังคม,ไม่เห็นด้วยกับความอยุติธรรม เราจึงออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหวังเห็นสังคมที่ดีขึ้น โดยใช้สเก็ตบอร์ดเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางการเมือง"

เชน - ตรีวิทย์ บุญกวีศิลป์ ตัวแทนของกลุ่มคณะราษเก็ต เกริ่นนำถึงเหตุผลในการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเล็ก ๆ ของผู้คนที่ชื่นชอบกีฬาสเก็ตบอร์ด และมีความสนใจต่อประเด็นทางสังคม จนก่อกำเนิดเป็นกิจกรรมแรกของพวกเขา ชื่อว่า "ไถหน้าตู่" ในชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 63 

ถือเป็นมิติใหม่ของการชุมุนมทางการเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ที่มีการนำเอาสเก็ตบอร์ด มาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ รวมถึงยังทำให้ บุคคลภายนอกที่มาร่วมชุมนุม ได้ทำความเข้าใจ "เหล่าสเก็ตเตอร์" มากขึ้นกว่าเดิม 

"การเล่นสเก็ตบอร์ดในม็อบ มันได้ฟีลที่แตกต่างกับเวลาเล่นในสถานที่อื่น ๆ  แน่นอน เพราะพวกเรารู้สึกได้เชื่อมโยงกับคนอื่นด้วยสเก็ต ฯ เพราะเราต่างเข้าอกเข้าใจกันว่ากำลังต่อสู้เพื่อให้เกิดอะไรบางอย่างกับสังคม" 

"ทำให้เราคุยกันได้ลึกขึ้น กำแพงที่มีมันน้อยลงกว่าเจอกันตามลานเล่นสเก็ต ทุกคนสามารถแชร์ประสบการณ์ที่เจอมาได้อย่างเปิดใจ ระบายความอึดอัดที่มีออกมาได้" เชน ตรีวิทย์ กล่าว


นั่นจึงทำให้ "คณะราษเก็ต" เลือกออกมร่วมทำกิจกรรมทุกครั้ง ยามมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากภาคประชาชน แม้ประสบปัญหาในการหาสถานที่เหมาะสมสำหรับเล่นบ่อยครั้ง 

แถมยังเคยผ่านการถูกสลายการชุมนุมมาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าทำตามอุดมการณ์ต่อ รวมถึงยังมีการร่วมทำกิจกรรมอื่น ๆ ภายในการชุมนุมด้วย เช่น การไถสเก็ตบอร์ดเพื่อเก็บขยะ 

 

ต่าง / ใจเดียวกัน

ระหว่างสนทนา เราพบว่า บุคคลในกลุ่มคณะราษเก็ตไม่ได้คิดเห็นเหมือนกันไปหมดทุกเรื่อง แต่ละคนต่างมีข้อเรียกร้องที่อยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันออกไปตามมุมมองปัจเจกบุคคล 

โดยมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเห็นตรงกันคือ การยึดมั่นในหลักการสันติวิธี ไม่ใช่ความรุนแรงกับคน สถานที่ ทรัพย์สิน 

"ทุกคนในคณะราษเก็ต ต่างมี Agenda ของตัวเอง เช่น บางคนเขามาเพื่อเรียกร้องฟุตบาธที่ดีและปลอดภัยต่อทุกคน, บางส่วนก็มาออกมาต่อสู้เพื่อพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน, หรือบางคนก็มาเพราะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของคณะราษฎร" ตรีวิทย์ ตัวแทนกลุ่มคณะราษเก็ต กล่าวเริ่ม 

"อย่างตัวผมอาจไม่ได้อินกับประเด็นพื้นที่สาธารณะ เท่ากับสเก็ตเตอร์จากกลุ่มคนที่มาจากเชียงใหม่ เพราะผมก็มี Agenda ที่ต้องการใช้สเก็ตบอร์ดเพื่อ Freedom of Speech และขจัดความรู้สึกกลัวที่ต้องแสดงความคิดเห็นทางการเมือง"

ตรีวิทย์ บอกกับเราว่าเขาเริ่มต้นเล่นสเก็ต ฯ ตอนอายุ 35 ปี เพื่อเยียวยาจิตใจตัวเอง ซึ่งเป็นผลจากการถูกกดทับด้วยระบบอำนาจนิยมตั้งแต่วัยเด็กถึงตอนโตที่ยังคงเจอสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ที่เลวร้าย จนทำให้เขามีปัญหาด้านสุขจิต เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) โดยผู้ป่วยมักมีอาการวิตกกังวลใจ หวาดกลัว และไม่สามารถหยุดความคิดนั้นได้ 


"สเก็ตบอร์ดทำให้ผมออกจาก Comfort Zone ได้เผชิญหน้ากับความกลัวขั้นพื้นฐาน คือ ด้านร่างกาย เพราะทุกคนที่หัดเล่น ย่อมกลัวล้ม กลัวหัวฟาด แต่พอเล่นสเก็ตบอร์ด มันฝึกฝนและสอนให้คนรู้จักคำว่า ‘ล้ม’ เพราะยังไงคนเราทำผิดพลาดมากกว่าสำเร็จอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นต้องกลัวเลย" 

"ถ้าการแสดงความเห็นเรื่องการเมืองเป็นสิ่งที่ผมเคยหวาดกลัว ผมจึงก็ต้องการเอาชนะมันด้วยสเก็ตบอร์ด ซึ่งเป็นกีฬาที่สื่อถึงความกล้าหาญ เพื่อต่อสู้กับบรรยากาศแห่งความกลัวที่ชนชั้นนําพยายามสร้างขึ้น รวมถึงใช้มันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกล้าหาญในการยืนข้างประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม และความเป็นมนุษย์" ตรีวิทย์ กล่าว 

คณะราษเก็ต จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่มีหลากหลาย ทั้งช่วงวัย, หน้าที่การงาน, ฐานะ, ภูมิลำเนา, ปูมหลัง และข้อเสนอที่อยากต้องสื่อสารถึงสังคม 

แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่กันอย่างเข้าอกเข้าใจ นั่นคือ ความรู้สึกเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมกับผู้มีความคิดแตกต่างจากตนอย่างสันติ โดยไม่จำเป็นต้องให้มีแกนนำ หรือมีผู้ใหญ่มาคอยบังคับสั่งการ ตามแนวคิดอำนาจนิยม ที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย 

 

ศิลปะ / การต่อสู้ 

"สเก็ตบอร์ด เป็นกีฬาที่มีความเป็นศิลปะทั้งในแง่การ Performance และลวดลายบนแผ่น ที่เรามีเสรีภาพในการแสดงออกอะไรก็ได้ลงไปในนั้น" 

"ปกติแผ่นสเก็ตมันเป็นส่วนที่ต้องกระแทกกับพื้น ส่วนใหญ่จะมีอายุใช้งานประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ถ้าคนที่เล่นบ่อยมากก็อาจต้องเปลี่ยนทุก 3 เดือน"

"สำหรับผม แผ่นสเก็ต มันคือบันทึกเหตุการณ์ในชีวิต ทุกครั้งที่เห็น จะจำได้ว่าเลือกซื้อแผ่นนี้เพราะอะไร ลวดลายบนแผ่นเกิดในช่วงเวลาที่กำลังอินกับอะไร ดังนั้นถ้าสังเกตก็จะเห็นว่า แผ่นของสเก็ตเตอร์ในกลุ่มคณะราษเก็ต มักเป็นลายที่สะท้อนมุมมองความคิดเห็นทางการเมืองของแต่ละคนด้วย" ตรีวิทย์ เผย

การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับตัวแทนจากคณะราษเก็ต ทำให้เราได้เห็นถึง "ศิลปะการต่อสู้" ของพวกเขา ที่ไม่ได้หมายถึงกีฬาที่ใช้ความรุนแรงและมีเจตนาทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย 

แต่ "ศิลปะการต่อสู้" ที่เราหมายถึง คือ การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ โดยใช้ศิลปะการเคลื่อนไหวของร่างกายไปบนสเก็ตบอร์ด และศิลปะบนลวดลายในแผ่นกระดานสี่ล้อ เพื่อสื่อสารข้อความ ความรู้สึกนึกคิดออกไปให้คนภายนอกและสังคมได้รับรู้อย่างสันติวิธี


"รากของวัฒนธรรมสตรีท มันเกิดจากความรู้สึกเป็นคนนอก ที่ถูกกีดกั้น และถูกกดทับจากวัฒนธรรมกระแสหลัก ซึ่งของไทยมันหมายถึงการใช้อำนาจนิยม" ตรีวิทย์ ตัวแทนกลุ่มราษเก็ต กล่าวเริ่ม 

"สำหรับพวกเรา การเล่นสเก็ตบอร์ดมันไม่ใช่แค่กีฬาเพื่อการออกกำลังกายอย่างเดียว แต่มันเป็นการได้ระบายและเผชิญหน้ากับความกลัว ได้ฝึกซ้อมความรู้สึกแปลกแยก มันอารมณ์เดียวกับคนที่แต่งตัวเป็นพังค์ ที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก แต่เขาและเราสามารถ Proud ในความแปลกแยกของตัวเองได้" 



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

ธีรภัทร รื่นรมย์

คนประจวบฯ ที่มุ่งมั่นทำมาหากินในเมืองกรุงฯ #MainStand #Photographer
     


x