mainstand

Feature

สก็อตต์ จูเร็ก : ชายผู้พบว่า "วิ่งเทรล" คือสิ่งสวยงามและรากเหง้าความเป็นมนุษย์ | Main Stand



คุณเชื่อไหมว่า "มนุษย์ทุกคนสามารถวิ่งเทรลได้" ... เราทำได้ และเราเกิดมาเพื่อเป็นแบบนั้น  
 

 

นี่คือเรื่องราวของ สก็อตต์ จูเร็ก แชมป์โลกรายการวิ่งเทรลมากมายหลายรายการ ที่เชื่อว่า "วิ่งเทรลไม่ได้ยาก" และไม่ว่าใครที่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น

เขาเชื่อว่ารางวัลที่ได้อาจจะไม่ใช่เงินหรือเกียรติยศชื่อเสียง แต่ถ้าคุณลองออกวิ่งเข้าไปในเส้นทางที่ธรรมชาติสร้างขึ้นแล้ว คุณจะพบคำตอบที่ซ่อนอยู่ด้วยตัวเอง ... ขอแค่คุณกล้าที่จะเริ่มเท่านั้น

มนุษย์ที่เคยชินกับความสบายอย่างเรา ๆ สามารถวิ่งเทรลได้จริงหรือ ? และอะไรกันล่ะที่รอคุณอยู่หากคุณได้เริ่มต้น ? ... ติดตามได้ที่นี่ 

 

ต้นกำเนิดและจิตวิญญาณแห่งการ "วิ่งเทรล" 

แท้จริงแล้วการวิ่งเทรลนั้นมีมานานพร้อม ๆ กับการเกิดของมนุษย์ ว่าง่าย ๆ มันคือส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต นั่นคือการเดินหรือวิ่งไปตามเส้นทางธรรมชาติเพื่อไปยังจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ อาจจะเป็นการย้ายถิ่นฐาน ล่าสัตว์เพื่อทำมาหากิน หรืออะไรก็ว่าไป แต่การวิ่งเทรลถูกจัดแข่งขันแบบจริงจัง และมีรางวัลครั้งแรกนั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 115 ปีก่อนเลยทีเดียว 

จุดเริ่มต้นของการวิ่งเทรล เกิดจากกลุ่มนักวิ่งในเมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิ่งกลุ่มนี้เป็นสายมาราธอนแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป สำหรับคนที่วิ่งบนพื้นถนน หรือทางที่มนุษย์สร้างทุก ๆ วันก็เกิดอาการเบื่อขึ้นมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการมองหาที่วิ่งที่ใหม่ ที่ยากและท้าทายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา

พวกเขาลงขันกันจัดการแข่งขันเมื่อปี 1904 โดยมีการเดิมพันกันว่าใครชนะจะได้เงินเดิมพันกองใหญ่ไปแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเส้นทางที่พวกเขาเลือกคือเส้นทางวิ่งจาก มิลล์ วัลเลย์ (Mill Valley) ไป สตินสัน บีช (Stinson Beach) สถานที่ตั้งรีสอร์ตชื่อ The Dipsea Inn ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน และพวกเขาตั้งใจที่จะไปพัก ใช้เส้นทางเลาะเทือกเขาทามัลเพส (Tamalpais) ซึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติ 

Photo : The Dipsea Race

แม้ภาพของเส้นทางในการแข่งขันวิ่งเทรลครั้งแรกจะแทบไม่มีปรากฎเลย ณ เวลานี้ แต่ระดับนักวิ่งที่ผ่านสนามมาเป็นเวลานาน เชื่อได้เลยว่าไม่มีทางจะเลือกเส้นทางที่ง่ายและสั้นกว่าเส้นทางปกติที่พวกเขาวิ่งเป็นประจำแน่นอน เพราะจุดมุ่งหมายของพวกเขาคือ "การแสวงหาความท้าทายใหม่" 

ไม่ต้องสงสัยว่า สมาชิกของกลุ่มรู้สึกประทับใจสุด ๆ แม้จะเป็นการแข่งขันกันเอง แต่พวกเขาแทบลืมเรื่องเดิมพันไปเลย การวิ่งเลียบชายหาด ลัดเลาะเทือกเขา ได้ป่ายปีนขึ้นที่สูง เป็นเหมือนโลกใบใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอ แม้จะเหนื่อยมากกว่าเดิม แต่บรรยากาศและเส้นทางที่ธรรมชาติรังสรรค์นั้นทำให้นักวิ่งกลุ่มนี้เกิดอาการฟินสุดขีดจนนำไปบอกเล่าต่อให้กลุ่มเพื่อนนักวิ่ง และมีการนัดหมายกันว่าในปีต่อไป จะมีการจัดแข่งขันอย่างจริงจัง เปิดรับนักวิ่งที่พร้อมจะผจญภัยทุกคนไม่ใช่แค่สมาชิกกลุ่มเท่านั้นภายใต้ชื่อรายการ "The Dipsea Race" โดยจัดแข่งครั้งแรกในปี 1905 ใช้เส้นทางเดียวกับที่กลุ่มนักวิ่งวางเดิมพันกันเองเมื่อ 1 ปีก่อนหน้า ซึ่งมีการวัดระยะทางแล้วได้ 7.4 ไมล์ หรือ 12 กิโลเมตร

Photo : The Dipsea Race

นักวิ่งที่มาลงแข่งขันในปีนั้นต่างได้ลิ้มลองรสชาติที่แปลกใหม่ ความมันที่บังเกิดบนเส้นทางอันขรุขระและเต็มไปด้วยอุปสรรค The Dipsea Race จึงกลายเป็นการแข่งขันที่มีอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และนั่นคือจุดกำเนิดของการแข่งขันวิ่งเทรลอย่างเป็นทางการ กลายเป็นวัฒนธรรมที่นักวิ่งที่มีประสบการณ์หลายคนอยากจะได้สัมผัสคำบอกเล่าที่ว่า "อากาศที่สดชื่น ธรรมชาติที่สวยงาม และการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง" 3 สิ่งนี้คือจิตวิญญาณ ที่ทำให้หลายคนเมื่อได้ลองวิ่งเทรลแล้วติดใจจนกลายเป็นสายเทรลโดยสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว 

 

เทรลยุคใหม่ 

ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วร้อยทั้งร้อยมักไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เมื่อมีอยู่แล้วก็อยากจะได้อีก เมื่อทำได้อยู่แล้วก็อยากจะทำในสิ่งที่ยากกว่าเดิม การวิ่งเทรลก็เช่นกัน ... 

จากที่การวิ่งเทรลมีจุดมุ่งหมายเพื่อความสนุกสนานสัมผัสธรรมชาติ สร้างรสชาติที่แตกต่างจาก บอสตัน มาราธอน มาวันนี้ การวิ่งเทรลเปลี่ยนไปพอสมควร มีหลากหลายรายการที่ยากลำบาก มีการเพิ่มระยะทางให้ไกล เพิ่มอุปสรรคที่ยากขึ้น สถานที่ที่มนุษย์แทบไม่เคยสัมผัส เรียกได้ว่าการวิ่งเทรลหลาย ๆ รายการนั้นเพิ่มความท้าทายและความยากมากขึ้นเรื่อย ๆ 

และมีชายหนึ่งคนที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณแห่งเทรลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งแบบยากหรือแบบง่ายเขาสามารถผ่านมาได้ทั้งหมด เขาคือ สก็อตต์ จูเร็ก ผู้ที่วิ่งเทรลจนเข้าถึงแก่นแท้ความเป็นมนุษย์ ... ในแบบที่เขาเชื่อเรียบร้อยแล้ว

จูเร็ก เคยเล่าว่าเขาผ่านการวิ่งเทรลยาก ๆ มามากมายเช่น "เอ็นดูรานซ์ รัน นอร์ธโคสต์" (Endurance Run North Coast) จัดขึ้นที่เมืองคลีฟแลนด์ ที่มีกติกาคือผู้เข้าแข่งขันจะต้องวิ่งวนรอบภูเขาไปเรื่อย ๆ แบบไม่หยุดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ... เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้ว ใครเก็บระยะทางได้มากที่สุดคือผู้ชนะ 

หรือแม้กระทั่งการแข่งขันรายการวิ่งเทรลหฤโหดที่ชื่อว่า Appalachian ที่มีระยะทาง 2,189 ไมล์ (3,523 กิโลเมตร) เขาก็สามารถพิชิตได้ภายในเวลา 46 วัน 8 ชั่วโมง 7 นาที และยังคงเป็นสถิติของรายการมาจนถึง ณ เวลานี้ 

อย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณของการวิ่งเทรลที่แท้จริง มันไม่ใช่ความยาก ความไกล หรือแม้แต่กระทั่งความทรมานอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะแท้จริงไม่มีใครลบล้างจุดกำเนิดของการวิ่งเทรลได้ มันคือการวิ่งที่ทำให้คุณเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ที่ไร้การปรุงแต่งที่สุด เทือกเขา ทะเล ชายหาด หรือแม้แต่ทุ่งร้างกว้างไกล ไม่ว่าสถานที่ไหนก็ให้สิ่งตอบแทนกับผู้วิ่งเหมือนกันนั่นคือ "การกลับสู่ธรรมชาติและได้รู้จักตัวเอง"

Photo : Scott Jurek

จูเร็ก เล่าว่าเขาพยายามตามหาความหมายของชีวิตมาพักใหญ่ในช่วงหลังจากการเรียนมหาวิทยาลัย บนโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็ว เทคโนโลยีอยู่ใกล้ตัวมนุษย์มากกว่าธรรมชาติ มันทำให้เขารู้สึกว่าเมื่อยิ่งเติบโต เขากลับยิ่งห่างไกลความสุขขึ้นเรื่อย

เหตุผลอาจจะเป็นเพราะตัวของ จูเร็ก เติบโตมาจาก มินเนโซต้า ดินแดนแห่งธรรมชาติ เขามีชีวิตแบบคันทรี่บอยหรือเด็กต่างจังหวัดเต็ม 100% วัยเด็กของเขามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไร เขาชอบตกปลา และล่าสัตว์ เดินผจญภัยไปตามชายป่า นั่นคือเหตุผลที่หลังจากเข้าโรงเรียนมัธยม เขาก็ตัดสินใจเข้าชมรมวิ่งครอสคันทรี่ และมีฝีเท้าที่ทั้งไวและร่างกายที่อึดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

จูเร็ก เล่าว่าการใช้ชีวิตแบบเด็กต่างจังหวัดใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้การวิ่งระยะไกลไม่ใช่เรื่องยากของเขาเลย ในปี 1994 เขาลงแข่งขัน อัลตร้ามาราธอน ในรายการ Minnesota Voyageur 50 Mile ก่อนจะคว้าตำแหน่งรองแชมป์มาครองได้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่นี่คือการแข่งขันแบบจริงจังครั้งแรก และเขาเองไม่เคยผ่านการวิ่งมาราธอนเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

"ผมเองมีประสบการณ์มาเยอะพอสมควร ในปี 2015 ผมพิชิตเส้นทางที่ชื่อว่า Appalachian ที่มีระยะทาง 2,189 ไมล์ ใช้เวลากว่า 46 วัน เป็นหนึ่งในเส้นทางที่ว่ายากที่สุดแล้ว ผมต้องใช้สัญชาตญาณการเอาตัวรอด วิ่งขึ้นไปบนเขา วิ่งทะลุป่า เป็นเวลานานจนคุณลืมเวลาเลยล่ะ" 

"ผมอยากปรับตัวให้เหมือนกับสัตว์ ผมรู้สึกว่าการที่เราออกจากความสบายมาเจอกับเรื่องที่ท้าทายแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้เราทุกคนกลับไปสู่รากเหง้าของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง" จูเร็ก ว่าไว้กับ เดอะ การ์เดี้ยน 

ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ หรืออาจจะสงสัยว่าความเป็นมนุษย์ต้องวัดกันที่การวิ่งเทรลอย่างเดียวจริงหรือ ? นี่คือสิ่งที่เขาคิดเองเออเองหรือเปล่า ... ไม่เลย เรื่องนี้ ชีววิทยามีคำตอบ 

 

เทรล=รากเหง้าความเป็นมนุษย์ 

"ในทางกายวิภาค มนุษย์ยุคใหม่อยู่บนโลกใบนี้มาเกือบ 2 แสนปีแล้ว นั่นหมายความว่าคุณที่กำลังนั่งบนโซฟาใต้แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ทั้งวัน มีร่างกายพื้นฐานแทบจะเหมือนกับมนุษย์ถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยด้วยซ้ำ" 

"สิ่งนี้บอกให้เรารู้ว่าแม้เทคโนโลยีจะรายล้อมเรามากเท่าไหร่ แต่ร่างกายของมนุษย์ยังไม่พร้อมสำหรับโลกที่มีความสะดวกสบายแบบสมบูรณ์เต็ม 100%" สก็อตต์ คาร์นี่ย์ เขียนลงในบทความที่ว่าด้วยเรื่องของร่างกายมนุษย์

บทความที่ชื่อว่า "A new theory promises to unlock your body's full potential" สรุปใจความสำคัญได้ว่า ในทางชีววิทยามนุษย์ต้องการความแรงกระตุ้น ร่างกายของมนุษย์ต้องการปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ เคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ไปกับมัน ให้กล้ามเนื้อ อวัยวะ และเส้นประสาทได้ตอบสนอง ร่างกายของเรานั้นมีความพิเศษที่ซ่อนอยู่ที่หลายคนคิดไม่ถึง มนุษย์ถึกและทนกว่าที่คิด ยกตัวอย่างเช่นการกระโดดลงในน้ำที่เย็นจัด เมื่อนั้นร่างกายจะถูกน้ำเย็นกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำให้เราอุ่นขึ้น ร่างกายของเรามีความเป็นนักสู้อยู่ในตัวอยู่แล้ว 

"หากร่างกายของเราไม่ได้รับการกระตุ้น และต่อสู้เลย (อยู่เฉย ๆ ติดอยู่กับความสบาย) เมื่อนั้นคุณกำลังหันหน้าเข้าสู่หายนะสำหรับร่างกายของตนเอง" นี่คือใจความสำคัญ ที่พอจะสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ  

สืบเนื่องจากข้อมูลด้านชีววิทยา เว็บไซต์ Core Running ได้เพิ่มเติมข้อมูลว่าหากมนุษย์ถูกออกแบบขึ้นมาให้มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ เพื่อกระตุ้นร่างกายให้ทำงานได้ดีถึงขีดสุด การ "วิ่งเทรล" นี่แหละคือทางออกที่ดีที่สุดและเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับสุขภาพของคุณอย่างที่สุด

จริงอยู่ที่การวิ่งไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ส่งประโยชน์ต่อทั้งหัวใจและกล้ามเนื้อขา แต่การวิ่งเทรลทำให้ขาของคุณแข็งแรงมากกว่าวิ่งบนถนน เรื่องนี้มีการเก็บสถิติเปรียบเทียบกัน ระหว่างนักวิ่งที่วิ่งในทางปกติในบอสตัน มาราธอน กับการวิ่งเทรลรายการ นี แน็คเกอร์ (Knee Knacker) เหตุผลเพราะความไม่ราบเรียบและโลเคชั่นของฝั่งวิ่งเทรลที่มีความหลากหลายมากกว่า การวิ่งขึ้นและลงเขาทำให้ขารับน้ำหนักตัวมากกว่าการวิ่งปกติ 2-3 เท่าในแต่ละก้าว และสิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาเลยหากคุณ คือ มือใหม่ที่มีจุดประสงค์จะออกวิ่งเทรลเพื่อเป็นการออกกำลังกาย ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันและเอาชนะ นี่คือประโยชน์และเหตุผลที่ว่าทำไมการวิ่งเทรลจึงเป็นสิ่งที่คุณควรจะลองอย่างน้อยที่สุดก็สักครั้ง ... มันไม่ได้ยาก และร่างกายของคุณก็อึดกว่าที่คุณคิด นี่คือสิ่งมีตัวเลขและการทดสอบยืนยันแล้ว

หากถึงตรงนี้คุณยังคิดว่ามันยังดึงดูดให้คุณออกมาวิ่งเทรลไม่พอ อย่าเพิ่งแปลกใจ เพราะเหตุผลอันแท้จริงที่การวิ่งเทรลคือการค้นพบความเป็นมนุษย์ในตัวคุณ มันไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่มันคือการคืนความสดชื่นให้จิตใจของคุณต่างหาก ข้อนี้คือสิ่งที่หายากมากในโลกยุคปัจจุบัน ... มันคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรือสมาร์ทโฟน มอบให้คุณไม่ได้ 

"การวิ่งเทรลจะทำให้คุณสนุกและทำได้ดีมากกว่าการออกกำลังกายรูปแบบอื่น ๆ ในโลกที่สายตาของเราหันไปทางไหนก็เจอแต่เทคโนโลยีนั้น การที่คุณได้วิ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเป็นสุดยอดแห่งวิธีลดความเครียดที่เกิดขึ้นในจิตใจของคุณ มันจะบรรเทาที่สิ่งคุณต้องเผชิญมาตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่อสัปดาห์" บทความว่าไว้ 

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าธรรมชาติบำบัด คำนี้ไม่ใช่คำพูดโลกสวยแต่มีการทดสอบจริง และปรากฎว่าสีเขียวจากต้นไม้ แม้จะเป็นแค่ภาพวาด ก็มีผลต่อสภาพจิตใจของมนุษย์แล้ว ... 

มีการทดลองโดยการนำอาสาสมัคร เข้าไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ และห้องที่มีภาพวาดของธรรมชาติ และมีการเปรียบเทียบรวมถึงทำบททดสอบ ปรากฎว่าเห็นผลแตกต่างจริง ผู้เข้าร่วมการทดลองเพิ่มความสามารถในการคิดและรู้สึกมีความสุขมากขึ้น ทำให้ลดพฤติกรรมเห็นแก่ตัวในตอนที่เล่นเกม (หนึ่งในบททดสอบ) ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และยิ่งใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น 

แท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ต้องมีบททดสอบหรือพิสูจน์เลยก็ยังได้ เราเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติด้วยตนเองทั้งนั้น ทุกครั้งที่คุณอยู่ใกล้ธรรมชาติมันให้ประสาทสัมผัสของคุณตื่นตัว มันทำให้คุณรู้ว่าตัวเราเองนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันทำให้คุณเห็นแก่ตัวน้อยลง ... ไม่ใช่แค่คุณเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากธรรมชาติ เมื่อคุณเปลี่ยน สังคมรอบข้างและผู้คนรอบตัวก็จะมีความสุขขึ้นด้วย ... นี่คือสังคมในอุดมคติและหากทำเช่นนั้นได้     

อย่างไรก็ตามทุกอย่างนั้นเริ่มต้นที่ตัวคุณ จะเชื่อและเห็นด้วยกับ สก็อตต์ จูเร็ก หรือไม่ก็ตาม มันก็ควรจะมีสักครั้งในชีวิตที่คุณลุกขึ้นมาจากคอมฟอร์ทโซน ลองทำอะไรยาก ๆ ที่คุณไม่กล้าแม้แต่จินตนาการว่าตัวเองจะทำได้ มุ่งมั่นให้ถึงที่สุด และลองดูว่าคุณไร้น้ำยาอย่างที่คุณคิดจริงหรือ ?  

หรือถ้าแบบนั้นมันยากไป คุณแค่เริ่มจากการลุกขึ้นจากเก้าอี้สวมรองเท้าผ้าใบและออกไปวิ่งในที่ที่คุณวิ่ง ไปในที่ที่คุณไม่เคยไป ... ออกสู่เส้นทางที่ธรรมชาติสร้างขึ้น มองเห็นแสงแดดวิวภูเขาและต้นไม้ สูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยออกซิเจนชั้นดี ... ว่ากันว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าใจตัวเองไปอีกขั้นหนึ่งว่า "คุณคือใคร"
  
หากคุณทำได้ คุณอาจจะกลายเป็นนักวิ่งเทรลที่พร้อมออกต่างจังหวัดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ และมีความสุขกับชีวิตที่แสนท้าทายและรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์เหมือนกับ สก็อตต์ จูเร็ก ก็เป็นได้ 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://qz.com/897007/a-new-theory-promises-to-unlock-your-bodys-full-potential-and-is-actually-scientifically-sound/
https://en.wikipedia.org/wiki/Trail_running
https://www.nomeatathlete.com/scott-jurek-interview/
https://www.theguardian.com/lifeandstyle/the-running-blog/2017/mar/03/scott-jurek-being-uncomfortable-brings-us-back-to-our-roots
https://www.runnersworld.com/advanced/a20811911/the-birth-of-trail-running/
https://www.trailrunmag.com/trail-run-mags-history-of-trail-and-mountain-running-2/
https://www.runnersworld.com/runners-stories/a20955096/the-king-of-pain/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง